Sunday, 7 June 2026
NewsFeed

ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งระดมสิ่งของช่วยศูนย์อพยพชายแดนสระแก้ว ประสานหน่วยแพทย์ ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วย

วันที่  11 ธันวาคม 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังจากที่ดิฉันได้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ใน 4 อำเภอที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย- กัมพูชา ในศูนย์พักพิงของจังหวัดสระแก้ว ที่ผ่านมา ได้รับทราบถึงความต้องการด้านเครื่องอุปโภคและบริโภคที่ยังจำเป็นอย่างยิ่ง

ในวันนี้ จึงได้ส่งมอบสิ่งของ ประกอบด้วย น้ำดื่มสะอาดกว่า 420 แพค ปลากระป๋อง จำนวน 9 ลังๆ ละ 100 กระป๋อง 900 กระป๋อง ข้าวสารถุงละ 15 กิโลกรัม จำนวน 30 ถุง ข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม 35 ถุง ข้าวสาร 20 กิโลกรัม 2 กระสอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนาดใหญ่ 8 ลัง บะหมี่คัพ 300 ถ้วย บะหมี่ก้อน 9 ลัง ข้าวโพดหวาน จำนวน 8 ลัง 192 กระป๋อง น้ำพริกแม่ประนอม 720 กระปุก นม (คละรส) 1,038 กล่อง ขนมปังปี๊บ (ใหญ่) 13 ปิ๊บ ขนมเอลเซ่ 4 ลัง ขนมยูโร่ และขนมขบเคี้ยว 15 ลัง นมแลตตาซอย 125 มล. 8 ลัง นมโอวัลตินสมาร์ท 180 มล. 10 ลัง รวมถึง ผ้าห่ม 50 ผืน และชุดชั้นใน 26 กล่อง โดยได้รับความร่วมมือจากนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมด้วยการสนับสนุนรถบรรทุกระดมสิ่งของจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน  
.
นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอส่งกำลังใจให้กับประชาชนทุกคนในการดำเนินชีวิต การมอบสิ่งของครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และภาคเอกชนที่ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนสิ่งของจำเป็น เพื่อเป็นพลังใจและยืนยันว่ากระทรวงแรงงานจะยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ 
ขณะเดียวกันจะประสานหน่วยแพทย์ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภายในศูนย์พักพิงด้วย

จัดเต็มทีมทนาย ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ช่วยเหลือลูกบ้านคอนโด 5 โครงการดัง ปมปัญหาได้สินค้าไม่ตรงปกตามโฆษณา หลังยื่นสคบ. แต่ไม่เรื่องไม่คืบ อ้างหลักฐานไม่พอ

“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศเลย” — ฮุนเซน
ปลายเดือนมิถุนายน 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ตึงเครียดและเสียงวิจารณ์รัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน สมเด็จฮุนเซน ในบทบาทประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในอดีต โดยหยิบช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาเปรียบเทียบอย่างชัดเจน

ฮุนเซนระบุในเวทีปราศรัยว่า
“ช่วงที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งยาวนานเกือบ 10 ปี ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ”

พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทย–กัมพูชามีเสถียรภาพมากที่สุดในสายตาของเขาเอง

คำพูดสั้น ๆ ประโยคเดี๋ยวนี้ จึงกลายเป็นจุดตั้งต้นให้หลายคนหันกลับไปมองยุคประยุทธ์ใหม่อีกครั้ง ผ่านมุมของ “คู่สนทนา” ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดน

1. คำพูดของฮุนเซน ถูกพูดในจังหวะไหน?

คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของฮุนเซนเกิดขึ้นวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ในช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชากำลังเผชิญความตึงเครียดต่อเนื่อง
•    ฮุนเซนพูดถึง “สถานการณ์ยากลำบาก” ในความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาปัจจุบัน
•    ชี้ว่า ความสัมพันธ์เริ่ม “แย่ลง” หลังการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลไทย
•    และใช้ยุคประยุทธ์เป็น “จุดอ้างอิง” ว่าเป็นช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายในเชิงทวิภาคี ตามมุมมองของเขาเอง

กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ คำพูดนี้ไม่ได้ลอย ๆ แต่มาในจังหวะที่ฮุนเซนกำลัง วิจารณ์เส้นทางที่ความสัมพันธ์เดินมาถึงปัจจุบัน และหยิบอดีตบางช่วงมาใช้เป็น “ตัวเปรียบเทียบ”

2. ภาพรวมความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในยุคประยุทธ์: เงียบกว่าช่วงก่อนหน้า

หากเทียบกับช่วงปี 2551–2554 ที่เกิดการปะทะหนักรอบกรณีปราสาทพระวิหาร ยิงปืนใหญ่–จรวด มีผู้เสียชีวิตและต้องอพยพประชาชนจำนวนมาก ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาในทศวรรษถัดมาโดยรวมถือว่า “เงียบลงอย่างเห็นได้ชัด”
.
หลังรัฐประหารปี 2557 นักวิชาการอย่าง ฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ วิเคราะห์ไว้ในบทความ All quiet on the Thai-Cambodian front ว่า
•    ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาหลังรัฐประหาร 2014 กลับมีเสถียรภาพและสงบ
•    ซึ่ง “ขัดสามัญสำนึก” เมื่อเทียบกับรูปแบบในอดีต ที่ช่วงรัฐบาลสายตรงข้ามทางการเมืองมักจะมีปัญหามากกว่า

ในช่วงปี 2557–2566
•    ไม่มีการปะทะทางทหารขนาดใหญ่รอบพื้นที่พิพาทแบบปี 2551–2554
•    ชายแดนใช้กลไกคณะกรรมการชายแดน (GBC) และช่องทางการทูต–ทหารในการจัดการความตึงเครียด
•    ทั้งสองประเทศเน้นความร่วมมือด้านแรงงาน การค้า และเขตเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มขึ้น แม้จะยังมีปัญหาหลายเรื่องที่คาราคาซัง เช่น การลักลอบ การโยกย้ายแรงงาน และคดีผู้ลี้ภัยทางการเมือง

ดังนั้น เมื่อมองจากกรอบ “ความรุนแรงเชิงทหารและวิกฤตทวิภาคี” ยุคประยุทธ์จึงถูกจดจำได้ว่าเป็นช่วงที่ชายแดนไทย–กัมพูชาไม่ปะทุเป็นสงครามย่อยใหญ่อย่างในอดีต

3. ทำไมถึง “เงียบ”: ปัจจัยโครงสร้างที่ทำให้สองฝั่งเลือกไม่ปะทะ

นักวิชาการและบทวิเคราะห์หลายแหล่งชี้ว่า ความเงียบในช่วงนั้นไม่ได้เกิดจาก “ไม่มีปัญหา” แต่เกิดจากวิธีจัดการปัญหาของผู้นำทั้งสองฝั่ง

ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.    1) ผู้นำทั้งสองฝั่งมีอำนาจเด็ดขาดในประเทศตัวเอง
•    ฝั่งไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มีฐานจากกองทัพ
•    ฝั่งกัมพูชาอยู่ภายใต้ฮุนเซนที่ครองอำนาจยาวนาน
→ ทั้งสองไม่จำเป็นต้องใช้ “ดราม่าชายแดน” เป็นเครื่องมือหาเสียงภายในประเทศมากนัก

2.    2) มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันเพิ่มขึ้น
•    การค้าชายแดน การลงทุน และแรงงานกัมพูชาในไทย เป็นฐานผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากเสี่ยงทำเสียหาย
•    งานวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชี้ว่า ทั้งสองประเทศมีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาชายแดนให้ “นิ่งพอที่จะทำมาหากิน”

3.    3) ประสบการณ์จากวิกฤตพระวิหาร
•    เหตุปะทะช่วงปี 2551–2554 แสดงให้เห็นต้นทุนของความขัดแย้ง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์อาเซียน
•    หลังปี 2557 เป็นต้นมา การจัดการปัญหาถูกหันกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและกลไกระดับทหาร–การทูตมากขึ้น แทนการปล่อยให้บานปลายบนสนามข่าว

จากปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้ยุคประยุทธ์ถูกมองว่าเป็นช่วงที่ ปัญหาไม่ได้หายไป แต่ถูก “ล็อก” ไว้ในระดับที่ไม่ลุกลามเป็นวิกฤตใหญ่ในเชิงทวิภาคี

4. คำพูดของฮุนเซน สะท้อนอะไรในวันนี้?

เมื่อนำคำพูดของฮุนเซนมาวางบนฉากหลังของปี 2568 ที่
•    มีการปะทะทางทหารตามแนวชายแดนอีกครั้ง
•    มีผู้เสียชีวิตและประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีความรุนแรง
•    ฮุนเซนในฐานะประธานวุฒิสภาออกมาให้ภาพรัฐบาลไทยปัจจุบันว่าเป็น “ฝ่ายรุก” และโยนความรับผิดชอบเรื่องความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ไปฝั่งไทย

คำกล่าวถึงยุคประยุทธ์ในเชิง “ไม่มีเรื่องเลวร้าย” จึงทำหน้าที่อย่างน้อยสองอย่างพร้อมกันคือ
4.    1) ใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบ ว่าความสัมพันธ์วันนี้ต่างจากช่วงก่อนหน้าอย่างไร และช่วงเวลาไหนที่ในมุมของฮุนเซนเห็นว่า “นิ่ง” กว่านี้
5.    2) เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฮุนเซนเอง ในการวิจารณ์ผู้นำไทยชุดปัจจุบัน และส่งสารไปยังสังคมไทยว่า “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กัมพูชาอย่างเดียว”

5. มองข้ามอารมณ์: จากคำพูดหนึ่งประโยค สู่คำถามเรื่องเสถียรภาพในภูมิภาค

การหยิบประโยคว่า “ไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นเลยในความสัมพันธ์ทวิภาคีของทั้งสองประเทศ” มาเป็นจุดตั้งต้น ชวนให้ตั้งคำถามต่อว่า
•    เสถียรภาพที่เกิดขึ้นในสิบปีที่ผ่านมา ถูกสร้างขึ้นจากอะไร?
•    มีต้นทุนด้านประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หรือความโปร่งใสทางการเมืองแอบซ่อนอยู่หรือไม่?
•    และเมื่อผู้นำเปลี่ยน เสถียรภาพแบบเดิมยังจำเป็นสำหรับสองประเทศหรือไม่ ในสายตาของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

ท้ายที่สุด คำพูดของฮุนเซนอาจไม่ได้เป็นแค่ “คำชมอดีต” หรือ “คำตำหนิปัจจุบัน” แต่เป็นกระจกเงาให้ทั้งไทย–กัมพูชามองย้อนกลับไปว่า
เราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร ให้ไม่ต้องรอให้ผู้นำคนใดคนหนึ่งขึ้นพูดก่อน จึงค่อยรู้สึกว่าชายแดน “ปลอดภัย” หรือ “เสี่ยง”

ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าตัวบุคคล และยังต้องการคำตอบจากทั้งสองสังคมในระยะยาวมากกว่าการยกใครขึ้นหิ้งหรือดึงใครลงเวที

มณฑลซานตงเร่งนวัตกรรมเต็มสูบ พัฒนาสินค้าไฮเทค–แฟชั่นตอบโจทย์เจ้าของ ชิงส่วนแบ่งตลาดสัตว์เลี้ยงล้านล้านหยวน ตามเทรนด์ “เลี้ยงเหมือนลูก” ดันการบริโภคโตไม่หยุด

(13 ธ.ค. 68) มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีนกำลังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่คาดว่ามูลค่าตลาดทั่วประเทศจะทะลุ 1.15 ล้านล้านหยวนภายในปี 2028 ส่งผลให้ทั้งธุรกิจอาหารสัตว์ อุปกรณ์ และสินค้าไลฟ์สไตล์เร่งปรับตัวรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงใช้กลยุทธ์ “ตอบโจทย์ความต้องการ – เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง” เพื่อดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว

บริษัท Taichong Pet Food ในเมืองไท่อานเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่น ด้วยการเปิดตัวอาหารสัตว์แบบนึ่งสดที่คงคุณค่าทางโภชนาการได้ถึง 98% และทำยอดขายกว่า 100 ตันในเดือนแรกของการวางจำหน่าย ความสำเร็จนี้มีพื้นฐานจากการพัฒนาสูตรใหม่ที่ใช้น้ำมันต่ำและเนื้อสด ผ่านการทดลองผลิตหลายร้อยตันจนได้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ

นอกจากนั้น บริษัทได้ขยายไลน์สินค้าครอบคลุมทั้งแบบอบ แบบกรอบ แบบแท่ง และอาหารนึ่งสด พร้อมถือครองสิทธิบัตรกว่า 60 รายการ ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าตอบสนองความต้องการผู้เลี้ยงได้อย่างรวดเร็ว สอดรับนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการยกระดับการบริโภคภายในประเทศและแก้ปัญหาอุปสงค์–อุปทานไม่สมดุล

ด้านสินค้าไลฟ์สไตล์ ซานตงยังเห็นการเติบโตของสินค้าสำหรับความสุขทางใจของสัตว์เลี้ยง เช่น เฟอร์นิเจอร์แมวออกแบบพิเศษโดยบริษัท Kaigao International Trade ที่ใช้การสังเกตพฤติกรรมแมวกว่าหลายร้อยตัวในการกำหนดความสูง จุดปีน และเตียงนุ่มด้านบน จนพัฒนาเป็นสินค้าขายดี รวมถึงแบรนด์ TAORAE ที่นำงานปักฮั่นฟูโบราณมาประยุกต์เป็นเสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง

เทรนด์นี้ยังขยายไปสู่พื้นที่ชีวิตประจำวัน โดยห้างสรรพสินค้าในนครจี่หนานเริ่มจัดโซนรถเข็นสัตว์เลี้ยงและลิฟต์เฉพาะ รวมถึงร้านอาหารที่รองรับผู้เลี้ยงสัตว์มากขึ้น สะท้อนคำกล่าวของผู้ใช้งานรายหนึ่งว่า “ทุกวันนี้ฉันสามารถพาสัตว์เลี้ยงใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และความรู้สึกถูกยอมรับนี้คือความพึงพอใจรูปแบบใหม่ของการบริโภค”


ที่มา : Xinhua 
 

เสียชีวิตแล้วทะลุ “หนึ่งล้านนาย” “ลาฟรอฟ” ชี้ความสูญเสียยังเพิ่มต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤตยืดเยื้อ ไม่เห็นจุดสิ้นสุด รัสเซีย–สหรัฐฯ ถกยาวหาทางแก้ปัญหา

(12 ธ.ย. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ระบุว่ากองทัพยูเครนมีความสูญเสียด้านกำลังคนเกินหนึ่งล้านรายแล้ว และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกล่าวว่ารัฐบาลเคียฟได้เปลี่ยนจากกองกำลังที่มีอุดมการณ์มาสู่ “องค์กรอาชญากรรม” ที่เต็มไปด้วยคอร์รัปชัน ลากผู้สนับสนุนต่างชาติให้ถลำลึกตามไปด้วย ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด

ลาฟรอฟกล่าวต่อว่า ยุโรปไม่ได้หารือถึงสาเหตุรากเหง้าของวิกฤตยูเครน แต่เพียงต้องการ “หยุดพักชั่วคราว” เพื่อซื้อเวลาในการส่งอาวุธและเงินทุนให้เคียฟ ขณะที่การเจรจาระหว่างรัสเซียและสหรัฐมุ่งเป้าสู่การจัดการสันติภาพระยะยาวที่แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ รวมถึงการหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงร่วมกัน

ความตึงเครียดยังซ้ำเติมด้วยกระแสอื้อฉาวคอร์รัปชันในยูเครน ซึ่งลาฟรอฟเชื่อว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีจำเป็นต้องยืดความขัดแย้งเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองและอาจรวมถึงชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้รัสเซียระบุว่าได้ส่งคืนศพทหารยูเครนกว่า 11,000 นาย ขณะที่ได้รับศพทหารรัสเซียกลับมาเพียง 201 นาย

ลาฟรอฟยังเปิดเผยถึง “ความเข้าใจร่วม” ที่รัสเซียและสหรัฐเคยบรรลุในอลาสกา ซึ่งระบุว่ายูเครนควรกลับไปสู่สถานะ “เป็นกลาง–ไม่สังกัดฝ่ายใด–ไม่ใช่อำนาจนิวเคลียร์” โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันว่าข้อเข้าใจดังกล่าวยังคงใช้เป็นพื้นฐานได้ พร้อมกันนี้รัสเซียได้เสนอมาตรการเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักประกันความมั่นคงเพื่อผลักดันสันติภาพถาวรในอนาคต

ด้านสถานการณ์ระหว่างประเทศ ลาฟรอฟกล่าวหารัฐตะวันตกว่ากำลังเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนเพื่อขัดขวางความพยายามเจรจา และเตือนว่าทรัพยากรทางทหาร–การเงินของชาติตะวันตกที่ใช้สนับสนุนสงครามตัวแทนกำลังร่อยหรอ พร้อมระบุว่าบางประเทศกำลังใช้ความตึงเครียดในยูเครนบังปัญหาในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตปาเลสไตน์ซึ่งยังเป็นประเด็นสำคัญระดับโลกอยู่ในขณะนี้


ที่มา : Sputnik
 

“เทพบิว” สับ 9.94 รอบคัดเลือก ก่อนปิดจ๊อบทอง 100 ม. ด้วยเวลา 10.00 วินาที ถือเป็นการทำลายสถิติประเทศไทยที่เจ้าตัวเคยทำไว้ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กรีฑาไทยในซีเกมส์ ครั้งที่ 33

(11 ธ.ค. 68) "ภูริพล บุญสอน" หรือ "เทพบิว" เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2568 สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กรีฑาไทยในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่สนามกีฬาแห่งชาติศุภชลาศัย ด้วยการวิ่ง 100 เมตรชาย รอบคัดเลือกทำเวลา 9.94 วินาที ถือเป็นคนไทยคนแรกที่ทำลายกำแพง "10 วินาที" ในรายการนี้ ก่อนขึ้นคว้าเหรียญทองในรอบชิงชนะเลิศด้วยเวลา 10.00 วินาที ถือเป็นการทำลายสถิติประเทศไทยที่เจ้าตัวเคยทำไว้ 10.06 วินาที ในเอเชียนเกมส์ 2023 รวมถึงทำลายสถิติซีเกมส์เดิม 10.17 วินาที ที่ เซอร์โย่ อากุง วิโบโว่ ทำไว้เมื่อปี 2009

เวลานี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่า "ระบบซ้อม + ความมั่นใจ + ความพร้อม" ของนักวิ่งไทยกำลังก้าวหน้า ยังสะท้อนให้เห็นการยกระดับมาตรฐานซีเกมส์ในกรีฑาระดับสูงขึ้นอย่างชัดเจน แม้สถิตินี้จะต้องรอรับรองอย่างเป็นทางการตามขั้นตอนก็ตาม

หลังเส้นชัย "เทพบิว" แสดงความปลื้มด้วยการชูพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมยืนยันว่า "ไทยมีนักวิ่งต่ำกว่า 10 วินาทีแล้ว" เป็นสัญลักษณ์แรงบันดาลใจใหม่สำหรับวงการกรีฑาไทยและคนรุ่นต่อไปที่ตั้งเป้าท้าใจสู่ความเร็วระดับโลก

เหรียญทองที่ได้ไม่ใช่แค่ชัยชนะ แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักกรีฑาไทยทั้งหมด รวมถึงเพิ่มแรงสนับสนุนต่อระบบซ้อมและพัฒนากรีฑา ขณะที่รายการต่อไป "เทพบิว" จะลงแข่ง 200 เมตรและผลัด 4×100 เมตร เพื่อพิสูจน์สมรรถนะเดี่ยวและทีมในระดับซีเกมส์

ค่ำคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จึงเป็นคืนสำคัญที่ความเร็วระดับโลก "ไม่ไกลเกินเอื้อม" สำหรับประเทศไทยอีกต่อไป พร้อมเปิดโอกาสให้กรีฑาไทยก้าวสู่เวทีที่สูงขึ้นอย่างมั่นคง

จากไอดอลสู่ตัวจริงวงในแฟชั่นโลก “ลิซ่า” อยู่ใน Host Committee Met Gala 2026 ยืนยันเป็นไอคอนระดับโลก ร่วมทีมเจ้าภาพที่ทรงอิทธิพล

(12 ธ.ค. 68) "ลิซ่า ลลิษา มโนบาล" ศิลปินไทยชื่อดังได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน Host Committee ของงาน Met Gala 2026 ซึ่งเป็นงานระดมทุนแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลระดับโลก โดยร่วมอยู่ในทีมเจ้าภาพกับบุคคลจากวงการหลากหลาย เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ และกีฬา

Met Gala จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 ด้วยธีม "Costume Art" ซึ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องแต่งกายกับร่างกาย ผ่านมิติต่าง ๆ และนิทรรศการจะจัดแสดงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมกราคมปีหน้า

การมีชื่อของ "ลิซ่า" ใน Host Committee ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่มากกว่าการเป็นแขกบนพรมแดง เพราะเป็นการยืนยันบทบาทด้านโครงสร้างเจ้าภาพของงาน ถือเป็นการสร้าง Soft Power ที่เห็นได้ชัดในวงการแฟชั่นและวัฒนธรรมป็อประดับโลก

ในโพสต์ของ Vogue ที่ประกาศรายชื่อ เจ้าภาพร่วมปีนี้ได้แก่ Beyoncé, Nicole Kidman และ Venus Williams พร้อมกับ Host Committee Co-chairs Anthony Vaccarello และ Zoë Kravitz ซึ่งลิซ่าเป็นหนึ่งในรายชื่อที่มีความหมายในฐานะตัวแทนไทย

การติดตาม Dress code และรายชื่อ Host Committee เพิ่มเติมจะเป็นจุดสนใจที่แฟนแฟชั่นทั่วโลกจับตามองต่อไป และบทบาทของลิซ่าในกิจกรรมรอบงานจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทยในแวดวงแฟชั่นโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ดรามาเสียงเพี้ยนพิธีเปิดซีเกมส์ “แบมแบม” สวนแรง “พี่วี” ไม่ต้องพิสูจน์! อย่าตัดสินศิลปินด้วยเสียงถ่ายทอด เสียงเพี้ยนไม่ใช่คดีแต่การโยนบาปให้ศิลปิน “นี่แหละปัญหา”

เมื่อวันที่ (12 ธ.ค. 68) ดรามาเสียงเพี้ยนจากการแสดงเพลง "1%" ของ 'วี วิโอเลต' ในพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลหลังเสียงร้องไม่ตรงตามที่คนดูคาดหวังในถ่ายทอดสด เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

'วี วิโอเลต' ชี้แจงว่าถูกบรีฟให้ลิปซิงก์ 100% เนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค แต่ไมค์กลับถูกเปิดในขณะถ่ายทอดสด ส่งผลให้เสียงที่คนดูได้รับไม่สมบูรณ์ ขณะที่ 'F.HERO' เสริมว่าได้รับบรีฟให้ปิดไมค์เนื่องจากเป็นการแสดงลิปซิงก์ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากการประสานงานกับทีมถ่ายทอด

ต้นสังกัด Universal Music Thailand ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการประสานงาน ทำให้การแสดงไม่เป็นไปตามแผนที่ตกลงไว้ และแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ดรามานี้ได้รับความสนใจจาก 'แบมแบม กันต์พิมุกต์' ที่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ 'วี' ว่า "พี่วีไม่ต้องพิสูจน์เลยครับ คนทั้งโลกรับรู้ถึงความสามารถของพี่มาตั้งนานแล้วครับ" คำพูดนี้ช่วยเบรกกระแสดรามาและเน้นย้ำว่าความสามารถศิลปินไม่ควรถูกตัดสินจากความผิดพลาดทางเทคนิคเพียงครั้งเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความสำคัญของการประสานงานและระบบเสียงในการถ่ายทอดสดงานระดับชาติ แม้ศิลปินจะไม่ได้ผิด แต่เสียงที่ออกอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงทันที

ต้านการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว ผลักดันภูมิภาคเปิดกว้าง รวมพลังอาเซียน–จีน หนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

(12 ธ.ค. 68) จีนประกาศพร้อมเดินหน้าปรับแนวนโยบายพัฒนาให้สอดคล้องกับอาเซียน และร่วมกันต่อต้านการใช้อำนาจฝ่ายเดียว รวมถึงแนวคิดสงครามเย็น โดย “หวังอี้” รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ระบุว่าอาเซียนคือ “หุ้นส่วนความร่วมมือที่ใกล้ชิดที่สุด” ของจีน ระหว่างการพบปะกับดาโต๊ะ เอรีวาน เปฮิน ยูซอฟ  รัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนดารุสซาลาม ที่กรุงปักกิ่ง

ในการหารือ จีนและบรูไนเห็นตรงกันว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นจะเป็นพลังสำคัญของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค โดยปีหน้าเป็นวาระครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองฝ่ายจึงเตรียมยกระดับการสื่อสารระดับสูงและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ

นอกจกานี้ หวังอี้อธิบายจุดยืนของจีนเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน โดยระบุว่าคำพูดล่าสุดของผู้นำญี่ปุ่นทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและเกิดความเข้าใจผิดมากขึ้น พร้อมขอบคุณบรูไนที่ยืนหยัดสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว” มาโดยตลอด และหวังว่าบรูไนจะยังคงสนับสนุนจีนในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนต่อไป

ด้านบรูไนระบุว่า จีนคือพลังหลักในการผลักดันความเป็นปึกแผ่นของภูมิภาค และยืนยันสนับสนุนการรวมชาติของจีน พร้อมตั้งเป้าขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรม การเกษตร ประมง และการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม 

ทั้งสองฝ่ายย้ำเดินหน้าหารือรหัสปฏิบัติ (COC) ทะเลจีนใต้ และเห็นพ้องว่าประชาคมโลกต้องผลักดันการหยุดยิงถาวรในปัญหาอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ตามแนวทางสองรัฐ พร้อมย้ำมาตรฐานเดียวและสร้างสันติภาพระยะยาวในตะวันออกกลาง


ที่มา : Xinhua

เติบโตสูงถึง 65% ในปีล่าสุด ประกาศเร่งขยายความร่วมมือทุกมิติ ดันเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง หวังยกระดับบทบาทร่วมในภูมิภาค

(13 ธ.ค. 68) รัสเซียเผยตัวเลขการค้ากับลาวในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 65% โดยนายเซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) ประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก และรัสเซียพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันการค้าให้เติบโตต่อไป ในการพบกับนายกรัฐมนตรีลาว นายสอนไซ สีพันดอน ณ กรุงเวียงจันทน์

ระหว่างการเยือน ลาวและรัสเซียได้หารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ โดยเป็นไปตามแนวทางที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศได้ตกลงไว้ โดยชอยกูยังขอบคุณรัฐบาลและประชาชนลาวที่รักษาและสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตในอดีต

ด้านนายกรัฐมนตรีลาวได้ฝากคำทักทายอย่างอบอุ่นถึงนายกรัฐมนตรีรัสเซีย มิคาอิล มิชูสติน (Mikhail Mishustin) พร้อมย้ำว่าลาวพร้อมสานต่อความร่วมมือกับรัสเซียในทุกมิติ เพื่อผลักดันการพัฒนาและสร้างเสถียรภาพร่วมกันในภูมิภาค


ที่มา : Sputnik
 

IMF ปรับคาดการณ์การเติบโต ของ “เศรษฐกิจจีน” ขึ้น 5% ในปี 2025 สูงกว่าประมาณการเดิม 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงความยืดหยุ่นโดดเด่น และนโยบายหนุน

(14 ธ.ค. 68) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 เป็น 5% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 0.2 จุด หลังจากคณะผู้แทนกองทุนฯ เสร็จสิ้นการเยือนจีนเพื่อการปรึกษาหารือตามมาตรา 4 ประจำปี 2568

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะผู้แทนกองทุนฯ นำโดยโซนาลี เชน-จันดรา หัวหน้าคณะ ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ระหว่างวันที่ 1-10 ธ.ค. และจัดการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเสี่ยง และพันธกิจทางนโยบาย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลจีน ธนาคารประชาชนจีน ตัวแทนภาคเอกชน และนักวิชาการ

เชน-จันดรากล่าวว่า เศรษฐกิจจีนแสดงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง แม้เผชิญภาวะผันผวนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการปรับตัวเลขคาดการณ์ประจำปี 2568 สะท้อนผลลัพธ์จากมาตรการกระตุ้นเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยคณะผู้แทนกองทุนฯ ยังปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ของจีนในปี 2569 เป็น 4.5% ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.3 จุด

คณะผู้แทนกองทุนฯ ระบุว่า จีนได้กระตุ้นการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มีการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว การผ่อนปรนทางการเงิน และการดำเนินการแบบมุ่งเป้าเพื่อสนับสนุนการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยชุดนโยบายที่เข้มข้นยิ่งขึ้นจะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน

ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตราว 5% ในปี 2568 โดยเศรษฐกิจจีนในช่วงสามไตรมาสแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2568 ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบปีต่อปี


ที่มา : Xinhua

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top