Saturday, 6 June 2026
NewsFeed

ปิดล้อมเวเนซุเอลา สหรัฐฯ บีบมาดูโร แต่สะเทือนเอเชีย น้ำมันเวเนซุฯ ถูกสกัด ตลาดหันหาทางรอดใหม่ ตลาดน้ำมันเอเชียเผชิญผลกระทบไม่เล็ก จีน-สหรัฐฯ อาจเจรจาหลีกเลี่ยงวิกฤติ

(19 ธ.ค. 68) การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่นำโดยสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อทำให้นายกรัฐมนตรี 'นิโกลัส มาดูโร' อ่อนแอขึ้นทางการเมืองและก่อให้เกิดความแตกแยกในชนชั้นนำของประเทศ

ดร.วินิซิอุส วิเอรา รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมูลนิธิอาร์มันโด อัลวาเรส เปนเตอาโด กล่าวว่า "ความทุกข์ยากของประชาชนชาวเวเนซุเอลาน่าจะเพิ่มขึ้น" อันเนื่องมาจากประเทศพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก และผลกระทบอาจลุกลามถึงตลาดน้ำมันในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเวเนซุเอลา

รองศาสตราจารย์วิเอรายังชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเจรจาแบบหลังฉากระหว่างจีนและสหรัฐฯ เนื่องจากจีนเป็นเจ้าหนี้และผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของเวเนซุเอลา เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เขายังระบุว่าในสุนทรพจน์ปลายปีของ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ไม่มีการกล่าวถึงเวเนซุเอลา เพราะประธานาธิบดีเน้นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจง่ายกว่า และได้อัปเดตความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเวเนซุเอลาผ่านโซเชียลมีเดียแทน

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลกระทบจากมาตรการปิดล้อมน้ำมัน ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาและตลาดน้ำมันระดับโลก

ที่มา : Sputnik

 

คืนฟอร์มโหด!! “รัชนก”“เมย์ รัชนก” ล้างตาแบบเนียนกริบ ไล่ต้อน “หาน เยี่ย” 2-0 เกม เข้ารอบรองชนะเลิศศึกเวิลด์ทัวร์ พร้อมประกาศความพร้อมล่าแชมป์

(20 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 19 "เมย์" รัชนก อินทนนท์ สร้างฟอร์มเก่ง ไล่อัด หาน เยี่ย มืออันดับต้นจากจีน 2-0 เกม 21-17, 21-10 เข้าสู่รอบรองชนะเลิศศึก HSBC BWF World Tour Finals 2025 ที่หางโจว ประเทศจีนได้สำเร็จ

เกมนี้ถือเป็นแมตช์สำคัญที่แฟนแบดมินตันไทยจับตามองอย่างมาก เพราะเกมชิงตั๋วรอบรองชนะเลิศต้องตัดสินกันในกลุ่ม B โดยเมย์ตั้งใจเล่นอย่างใจเย็น ควบคุมบอลและบังคับคู่แข่งให้เสียจังหวะจนชนะเกมแรก 21-17 และยิ่งเล่นเกมสองเธอคืนฟอร์มอย่างสมบูรณ์แบบ ปิดเกม 21-10 อย่างเด็ดขาด "เมย์ล็อกจังหวะตั้งแต่ต้นจนจบ" เป็นคำอธิบายที่ตรงใจแฟน ๆ นักกีฬาและต่อสู้กับคู่แข่งในเวทีโลก

หลังเกม เมย์ส่งสารผ่านผลงานว่าเธอยังเป็นตัวแทนไทยที่พร้อมลุยบนเวทีโลกอีกครั้ง การชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อผ่านรอบแต่เป็นการประกาศตัวตนว่า "เมย์เวอร์ชันนี้พร้อมชนทุกคน" และเธอจะเข้าสู่รอบรองชนะเลิศโดยเป็นรองแชมป์กลุ่มไปรอชิงตั๋วรอบชิงชนะเลิศ

ตารางคะแนนกลุ่ม B ระบุว่า หวัง จื้ออี้ มืออันดับหนึ่งจากจีนครองแชมป์กลุ่ม ขณะที่ เมย์ คว้ารองแชมป์กลุ่มผ่านเข้ารอบไป ส่วนหาน เยี่ย ต้องพลาดตกรอบเร็ว ทั้งนี้กลุ่มนี้ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อ "หมิว" พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ นักแบดมินตันไทยชื่อดังถอนตัวเพราะเจ็บน่อง ส่งผลให้ทุกคะแนนมีความหมายในการแข่งชิงตั๋ว

ศึก World Tour Finals เป็นการประชันสุดยอดนักแบดมินตันระดับโลกประจำปี การที่เมย์รักษาฟอร์มเก่งและผ่านเข้ารอบถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับวงการแบดไทยว่าพร้อมสู้ครบทั้งฤดูกาล และแฟนคลับเชื่อว่ายังมีโอกาสทำผลงานโดดเด่นในรอบรองและรอบชิงชนะเลิศ

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/badminton/96579/?tbref=hp

ใจบุญของจริง “ไฮโซเมย์” มอบรถพยาบาล เติมกำลังทีม “บุ๋ม ปนัดดา” ลุยช่วยสังคม พร้อมเครื่องมือครบครัน เพิ่มโอกาสช่วยชีวิตได้มากขึ้น

(21 ธ.ค. 68) "ไฮโซเมย์ วาสนา" ร่วมกับ บริษัท ไบโอแอคทีฟ เอ็นแซด 1984 จำกัด มอบรถพยาบาลพร้อมอุปกรณ์ครบครัน 1 คัน มูลค่า 1.59 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิองค์กรทำดีของ "บุ๋ม ปนัดดา" เพื่อเสริมศักยภาพการช่วยเหลือภารกิจฉุกเฉินทั่วประเทศ

"บุ๋ม ปนัดดา" เผยผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า "จัดซื้อรถพยาบาลพร้อมใช้งาน 1 คัน…มอบให้กับมูลนิธิองค์กรทำดี เพื่อนำไปช่วยเหลือเคสต่าง ๆ ในสังคม" พร้อมชื่นชมผู้สนับสนุนที่ทำให้ภารกิจจิตอาสาเดินหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

รถพยาบาลไม่ได้เป็นเพียงพาหนะแต่เป็น "ระบบช่วยชีวิตเคลื่อนที่" ที่จำเป็นสำหรับการรับมือผู้ป่วยฉุกเฉินและการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง ยิ่งทีมองค์กรทำดีซึ่งลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและขยายความช่วยเหลือในหลายจุดพร้อมกัน

ก่อนหน้านี้ บุ๋ม ปนัดดา เคยส่งมอบรถพยาบาลแรงดันลบพร้อมเจ้าหน้าที่ฟรีในช่วงโควิด-19 เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ ขณะที่ภาคเอกชนสนับสนุนอุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างแคปซูลความดันลบ ช่วยเสริมความมั่นใจในปฏิบัติงานของทีมจิตอาสา

ความช่วยเหลือครั้งนี้ของ "ไฮโซเมย์ วาสนา" ไม่ใช่แค่การให้กำลังใจ แต่เป็นการส่งมอบเครื่องมือที่จับต้องได้ เพื่อเสริมความพร้อมในการทำงานภาคสนาม ช่วยให้ระบบช่วยเหลือสังคมเดินหน้าต่อไปด้วยความมั่นคงและมีประสิทธิภาพ

ที่มา : https://entertainment.trueid.net/detail/n1JA9bJVZw0X

เตือนก่อนสาย!! ญี่ปุ่นประเมินแผ่นดินไหวใหญ่ โอกาสเกิดในโตเกียวสูงภายใน 30 ปี สูญเสียหนักทั้งคนทั้งเศรษฐกิจ มาตรการป้องกันช่วยลดความรุนแรงได้

(21 ธ.ค. 68) รัฐบาลญี่ปุ่นประเมินว่าเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.3 แมกนิจูดที่อาจเกิดขึ้นในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 18,000 ราย

คณะทำงานของรัฐบาลแจ้งว่าการประเมินเกิดจากสมมติฐานแผ่นดินไหวศูนย์กลางทางตอนใต้ของใจกลางโตเกียว ซึ่งมีความเสียหายลดลงราว 20% จากการประเมินในปี 2013 เนื่องจากการพัฒนาอาคารที่ทนทานและมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้ที่ 82.6 ล้านล้านเยน (ประมาณ 16.65 ล้านล้านบาท) ลดลงจากเดิมที่ 95 ล้านล้านเยน (ประมาณ 19.11 ล้านล้านบาท)

โดยมีโอกาสประมาณ 70% ที่จะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 แมกนิจูดภายใน 30 ปีข้างหน้าในพื้นที่กรุงโตเกียวและรอบข้าง ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุดซึ่งอาจเกิดในช่วงเย็นฤดูหนาว รัฐบาลคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 8,000 รายในโตเกียวเพียงแห่งเดียว หรือมากกว่าร้อยละ 40 ของยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด

คำเตือนนี้สะท้อนผ่านมาตรการป้องกันที่ทำให้ความรุนแรงของเหตุการณ์ลดลง แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่คงอยู่และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องในประเทศที่มีความหนาแน่นทางประชากรสูงเช่นญี่ปุ่น

ที่มา : Xinhua

 

อธิปไตยทางเทคโนโลยี!! ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ “โดรนไทยทำเอง" ตกแต่ได้ใจ ชวน Startup ไทยปักธงสนาม Defense Tech ชูความสำเร็จโดรนลาดตระเวน DP-20 ฝีมือคนไทย ช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณ

ภูมิบุตร มาเลเซีย นโยบายกีดกันคนเชื้อชาติอื่นเพื่อคนมาเลย์ พลเมืองชั้นหนึ่งคือคนเชื้อชาติมาเลย์ ส่วนคนเชื้อชาติอื่นๆ เป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง ความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบายที่นำไปสู่วิกฤตสมองไหล


ช่วงที่มาลายู (มาเลเซียปัจจุบัน) ยังเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่กับคนจีนที่อพยพมาเข้ามากับอังกฤษ โดยประกอบธุรกิจ เหมืองแร่, ค้าขาย, ธนาคาร ฯ ในขณะที่ชาวมลายู ซึ่งเป็นประชากรดั้งเดิมประกอบอาชีพ ทำนา, ทำประมง หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ พรรคอำโน (UMNO) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้นำนโยบายภูมิปุตราที่ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูมุสลิม (ภูมิบุตร) เหนือชนกลุ่มน้อย (จีน, อินเดีย) มาใช้ โดย
• มีการสงวนที่ดินหนึ่งส่วนไว้สำหรับชาวมลายู
• สงวนตำแหน่งราชการบางตำแหน่งให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น
• จำกัดโควตาการออกใบอนุญาตและใบทะเบียน ในส่วนที่เกี่ยวกับถนนและคมนาคมให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น\
• จำกัดโควตาการให้ทุนช่วยเหลือการศึกษาให้แก่ชาวลายูเท่านั้น
• ให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ
• ให้ภาษามลายูเป็นภาษาประจำชาติ

ภูมิปุตรา หมายถึงประชากรต้นกำเนิดของมาเลเซีย ได้แก่ มาเลย์อุรังอัสลี และกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ของรัฐซาบาห์และซาราวัก ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของมาเลเซีย มาตรา 153 คำนี้มาจากคำว่า "บุมิ" (แผ่นดิน) และ "ปุเตรา" (บุตร) ซึ่งหมายถึงบุตรแห่งแผ่นดิน และหมายถึงสิทธิพิเศษของพวกเขา ทำให้ ภูมิบุตร จึงเป็นระเบิดเวลาที่รอการระเบิดของสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยปัญหาหลักดังกล่าวเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางเชื้อชาติและเศรษฐกิจที่เกิดจาก นโยบายภูมิบุตร ที่ ส่งผลให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดียมีความรู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสอง จนทำให้เกิดปัญหามากมาย อันได้แก่

1. ความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ: ชาวมลายู (ภูมิบุตร) ได้รับสิทธิพิเศษในด้านการศึกษา การทำงาน และธุรกิจ ทำให้ชนกลุ่มน้อยรู้สึกเสียเปรียบและถูกกีดกัน
2. ปัญหาพลเมืองชั้นสอง: ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการยอมรับเท่าเทียมกับชาวมลายู
3. สมองไหล (Brain Drain): ผู้มีความสามารถเชื้อสายจีนและอินเดียจำนวนมากเลือกที่จะย้ายไปทำงานและตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ เพราะมองไม่เห็นอนาคตในมาเลเซีย
4. ความตึงเครียดทางสังคม: ความไม่พอใจสะสมนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ โดยเฉพาะเหตุการณ์จลาจลปี 1969 ที่มีชนวนมาจากความรู้สึกขัดแย้งนี้
5. การเมืองแบ่งแยก: นโยบายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้การสร้างชาติที่เข้มแข็งเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะเน้นการแบ่งแยกมากกว่าการรวมเป็นหนึ่ง

ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เป็นชาวจีนเชื้อสายฮั่นซึ่งอาศัยหรือเกิดในประเทศมาเลเซีย คนกลุ่มนี้เป็นลูกหลานเชื้อสายจีนซึ่งอพยพเข้ามาในมาเลเซียเมื่อช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจมาเลเซียเป็นอย่างมาก ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศไทย และรองจากกลุ่มชาวมาเลย์ในประเทศมาเลเซีย มากถึงกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ส่วนมากพูดภาษาจีนสำเนียงต่างๆ อาทิ ภาษาจีนหมิ่น ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษาจีนแคะ และภาษาจีนแต้จิ๋ว ประชากรจีนมาเลเซียเชื้อสายจีนส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในเขตเมือง และเป็นกลุ่มมีชื่อเสียงในด้านเศรษฐกิจและสังคม ครอบครองกิจการธุรกิจและการพาณิชย์ในประเทศ แต่ในปี 2010 มีรายงานจาก World Bank ว่ามีชาวมาเลเซียอพยพออกนอกประเทศจำนวนเกือบล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อชาติจีน โดยเหตุผลหลักในการอพยพของชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนคือ หาสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่า ทั้งความรู้สึกไม่เท่าเทียมในสังคมมาเลเซีย

เดิมนั้นชาวมลายูและชนพื้นเมืองดั้งเดิมถือว่าพวกเขาเป็นเจ้าของประเทศมาตั้งแต่เดิม  เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองมาลายา  ได้นำเข้าแรงงานชาวจีนจากประเทศจีนและชาวอินเดียจากบรรดาประเทศในชมพูทวีป  เมื่อมาลายาจะได้รับเอกราชนั้น  จึงมีความเห็นชอบของบรรดาผู้นำเชื้อชาติต่างๆ ทั้งชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดียต่อหลักการสัญญาประชาคม หรือ Social Contract  โดยชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ต้องยอมรับให้ชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองสามารถเป็นผู้มีสัญชาติมาลายาได้  ในทางกลับกันชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองก็ต้องยอมรับถึงการมีสิทธิพิเศษ และการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ของชาวมลายู และเมื่อมีการจัดตั้งประเทศมาเลเซียขึ้นมา หลักการ Social Contract จึงครอบคลุมถึงรัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัคด้วย เป็นการตกลงของบรรดาผู้นำทางการเมืองโดยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยได้กำหนดไว้ในมาตรา 14-18 เกี่ยวกับการให้สัญชาติมาเลเซียแก่บุคคลที่ไม่ใช่ชาวมลายู กับมาตรา 153 ที่ได้กำหนดถึงอำนาจหน้าที่ของพระราชาธิบดีในการปกป้องผลประโยชน์ชาวมลายูและภูมิบุตร จึงเป็นการให้อำนาจต่อพระราชาธิบดีในการปกป้องสิทธิพิเศษของคนมลายูและภูมิบุตรมาเลเซีย (Bumiputra Malaysia) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์พิเศษของพวกเขาในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา บริการสาธารณะ และเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลกลางต้องปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มดังกล่าวด้วยการจัดโควตา (Kuota) ในด้านต่างๆ เช่น
• ข้าราชการพลเรือน (Perkhidmatan Awam)
• ทุนการศึกษา (Biasiswa)
• การศึกษา (Pendidikan)

การมีนโยบายเพื่อปกป้องชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ที่รวมเรียกว่าชาวภูมิบุตร หรือ Bumiputra นี้ เพื่อเป็นหลักประกันทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของชาวภูมิบุตร  ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจนั้นปรากฏว่าชาวภูมิบุตรยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชนเชื้อชาติอื่นๆ เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย แต่ไม่รุนแรงเท่า มีเหตุสังหารหมู่ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเช่นกัน อาทิ เหตุการณ์ Sook Ching ระหว่าง กุมภาพันธ์ ถึง กรกฎาคม 1942 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิตกว่า 70,000 คน โดยกำลังจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ยึดครองมาลายู และ เหตุการณ์จลาจลเดือนพฤษภาคม 1969 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิต 143 คนในเหตุจลาจลดังกล่าว

แม้ชาวภูมิบุตรจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่มีอำนาจทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ยังคงค่อนข้างห่างกันมาก ภายหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดในประเทศมาเลเซีย ทางรัฐบาลมาเลเซียจึงมีนโยบายในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ปัจจุบันจำนวนประชากรที่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนลดลงมาก หลังจากการประกาศเอกราชมาลายา โดยลดลงจาก 37.6% ในปี 1957 จนเหลือเพียง 24.6% ในปี 2010 และลดลงเหลือเพียง 21.4% ในปี ค.ศ. 2015 (ประมาณ 6.9 - 7.4 ล้านคน)

ภูมิบุตรคือปัญหาของมาเลเซีย ข้อกล่าวนี้สะท้อนมุมมองที่รุนแรงและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ในมาเลเซียนโยบายบุมิปุตรา (มาตรการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์และชนพื้นเมือง) มักเป็นประเด็นถกเถียง เนื่องจากมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน โดยผู้ที่ต่อต้านระบุว่า มันเป็นปัญหา มันอาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันโดยการให้ความสำคัญกับเชื้อชาติมากกว่าความสามารถ ซึ่งอาจเป็นการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม สิ่งนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหลเนื่องจากผู้ที่มีทักษะสูงที่ไม่ใช่ชาวบุมิปุตราออกจากประเทศไป บางครั้งมันกลับยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกทางเชื้อชาติแทนที่จะสร้างความสามัคคี สวัสดิการอาจไม่กระจายไปถึงชาวบุมิปุตราที่ยากจนอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลับไปช่วยเหลือชนชั้นสูงแทน 
ขณะผู้ที่สนับสนุนให้เหตุผลว่า: มันถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีต ช่วยปกป้องเสถียรภาพทางสังคมในสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ สิ่งนี้ได้ช่วยส่งเสริมการเติบโตของชนชั้นกลางชาวมาเลย์ การถอดถอนอย่างกะทันหันอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและสังคม

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์สังคมหลายคนชี้ว่า ปัญหาหลักอาจไม่ได้อยู่ที่ชาวบุมิปุตราแต่เป็น: นโยบายได้รับการออกแบบและนำไปปฏิบัติอย่างไร ขาด ความช่วยเหลือ ตามความต้องการ (ตามรายได้) ความโปร่งใสและความรับผิดชอบที่ไม่เข้มแข็ง การใช้นโยบายชาติพันธุ์ในทางที่ผิดทางการเมือง ขณะที่บรรดาผู้ที่ที่มีแนวคิดสายกลางที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เสนอว่า: การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก นโยบาย ที่อิงตามเชื้อชาติไปสู่นโยบายที่อิงตามความต้องการ ให้ความสำคัญกับการศึกษา ทักษะ และผลิตภาพ มากขึ้น ให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน พร้อมความช่วยเหลือที่ตรงเป้าหมายสำหรับผู้ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพราะปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากระบบและการปกครองไม่ใช่จากตัวบุคคล

คงไม่ต้องบอกย้ำว่า ในภูมิภาคนี้ ด้วยบ้านเมืองของเรา คนไทยทุกคนได้รับความเท่าเทียมเหมือนกันหมด ไม่ว่า จะมีเชื้อชาติใด นับถือศาสนาอะไร และมีความเชื่ออย่างไร อาจจะแตกต่างกันบ้างด้วยเศรษฐานะ  สงบสุขและร่มเย็น ภายใต้ร่มพระบารมีพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ 

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

👍 ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่: https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล

ดีลยักษ์ยังไม่จบ!! EU–เมอร์โกซูร์เลื่อนเซ็น หลังเสียงค้านลามทั้งทวีป เสนอขอชะลอทำข้อตกลง กังวลผลกระทบเกษตรกรยุโรป

(20 ธ.ค. 68) การลงนามข้อตกลงการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (EU) กับกลุ่มการค้าเมอร์โกซูร์ ถูกเลื่อนออกไปเป็นเดือนมกราคม ตามรายงานข่าวสื่อที่อ้างแหล่งทางการทูต

อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป แจ้งผู้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดของ EU ว่าการลงนามซึ่งเดิมมีกำหนดในวันเสาร์นี้ จะถูกเลื่อนออกไป ต่อมา ลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ระบุในวันเดียวกันว่าเขาจะเสนอให้พันธมิตรในเมอร์โกซูร์พิจารณาเลื่อนการลงนามข้อตกลงนี้ตามคำร้องขอของอิตาลี

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปได้แนะนำให้สภายุโรปและรัฐสภายุโรปอนุมัติข้อตกลงนี้ แม้จะพบการคัดค้านจากประเทศสมาชิกบางส่วนและองค์กรเกษตรกรรมยุโรปที่กังวลเรื่องมาตรฐานสุขอนามัยและสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า

ตลอดปี 2024 เกษตรกรยุโรปประท้วงอย่างหนักเนื่องจากความกังวลว่าข้อตกลงนี้จะนำไปสู่การนำเข้าสินค้าราคาถูกที่แข็งขันด้วย "การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม" และจะส่งผลกระทบต่อรายได้และยอดขายของพวกเขาในตลาดยุโรป

สถานการณ์นี้แสดงถึงความซับซ้อนในการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างภูมิภาคสำคัญ เมื่อความสมดุลระหว่างการเปิดตลาดและการปกป้องภาคเกษตรยังเป็นประเด็นที่ต้องตกลงกันอย่างละเอียดลออ

ที่มา : Sputnik

 

เกมทรัพย์สินเดือด!! รัสเซียเรียก “ชัยชนะของกฎหมาย” หลัง EU ไม่ยึดทรัพย์ แต่ยังโยงเงินกู้ยูเครน 9 หมื่นล้านยูโร รัสเซียชี้ “สามัญสำนึกเหนือการเมือง”

(19 ธ.ค. 68) คิริลล์ ดมิทรีเยฟ ผู้อำนวยการกองทุนการลงทุนโดยตรงของรัสเซียและทูตรัสเซียพิเศษด้านเศรษฐกิจต่างประเทศ ประกาศว่ากฎหมายและสามัญสำนึกเป็นฝ่ายชนะ หลังจากสหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจไม่ยึดทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดไว้

ดมิทรีเยฟโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า "หากเป็นความจริง การที่ EU พับแผนเดิมที่เสนอไว้ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย—การแตะต้องเงินสำรองต่างประเทศของรัสเซียเพื่อนำไปสนับสนุนยูเครน—ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของกฎหมาย + สามัญสำนึก และเป็นชัยชนะของ ‘เสียงแห่งเหตุผล’ ในยุโรป ที่ช่วยปกป้อง EU/ยูโร/และยูโรเคลียร์ (อย่างน้อยในตอนนี้)"

ก่อนหน้านี้ EU ได้ประกาศเงินกู้ 90,000 ล้านยูโรแก่ยูเครน โดยอาจใช้ทรัพย์สินรัสเซียที่อายัดไว้เป็นแหล่งชำระคืน แม้เครมลินจะขึ้นว่าความพยายามยึดทรัพย์เหล่านี้เป็น "การขโมย" และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ด้านดมิทรีเยฟยังเรียกร้องให้ 'อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน' ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และ 'ฟรีดริช เมิร์ซ' นายกรัฐมนตรีเยอรมนีลาออก พร้อมตำหนิกลุ่มผู้นำยุโรป "พวกกระหายสงคราม" ที่พยายามบังคับใช้มาตรการที่ละเมิดกฎหมาย

ตั้งแต่ปี 2565, EU และกลุ่ม G7 ได้อายัดเงินสำรองรัสเซียมากกว่า 300,000 ล้านยูโร ส่วนใหญ่เก็บในยุโรปกับยูโรเคลียร์ ขณะที่ EU พยายามขออนุมัติใช้ทรัพย์เหล่านี้เพื่อสนับสนุนยูเครน ท่ามกลางบทวิเคราะห์ว่าการตัดสินใจหลีกเลี่ยงการริบทรัพย์ครั้งนี้เป็นชัยชนะของกฎหมายและสามัญสำนึกในเวทีระหว่างประเทศ

ที่มา : Sputnik

เปิดบัญชีแชมป์!! ‘บิว ภูริพล’ เจ้าของลมกรดทองคำ คว้า 3 ทองซีเกมส์ เงินอัดฉีดรวมหลักล้าน นักกรีฑาวัย 19 ปีทะยานสู่ดาวเด่นกรีฑาไทย

(22 ธ.ค. 68) ‘บิว’ ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาวัย 19 ปี สร้างประวัติศาสตร์ในซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ด้วยการคว้า 3 เหรียญทองในวิ่ง 100 เมตร, 200 เมตร และผลัด 4x100 เมตรชาย ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568

ผลงานลมกรดหนุ่มนี้สะเทือนวงการกีฬาไทย โดยเฉพาะสถิติการวิ่ง 200 เมตรที่ทำสถิติใหม่ของไทยคือ 20.07 วินาที พร้อมคว้าเวลาที่รวดเร็วใน 100 เมตร 9.94 วินาที ในรอบรองฯ และผลัด 4x100 เมตรที่ 38.28 วินาที

ตามรายงานเงินอัดฉีดที่แน่ชัด คือ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) มอบเงินทองละ 300,000 บาท รวม 900,000 บาท จาก 3 ทอง และผู้จัดการทีมกรีฑาเพิ่มอีกเหรียญทองละ 50,000 บาท รวม 150,000 บาท ทำให้ยอดขั้นต่ำที่ได้รับยืนยันได้คือ 1,050,000 บาท

แม้บางกระแสจะระบุเงินอัดฉีดรวมแตะ 1.5 ล้านบาท แต่ข้อมูลจาก NSDF ยืนยันจ่ายตามเกณฑ์เดิม กระแสเงินพิเศษอาจมาจากแหล่งอื่นที่ยังไม่เปิดเผย ทำให้ ‘บิว’ กำลังเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองของวงการกรีฑาไทยและเตรียมก้าวสู่เวทีที่ใหญ่กว่าในอนาคต

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1627877/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1330704825768425&set=pcb.1330705945768313

 

กระแสตีกลับผู้อพยพ! คนส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการ ลดคนลี้ภัยเข้าประเทศอย่างเข้ม ผลสำรวจพบ 53% เห็นด้วย 'ดอบรินต์' ดันนโยบายคุมชายแดนเข้ม

(22 ธ.ค. 68)  21 ธ.ค. (ซินหัว) ผลสำรวจความคิดเห็นจากยูกัฟในเยอรมนีเผยว่า ชาวเยอรมนีส่วนใหญ่สนับสนุนแผนของรัฐบาลกลางในการจำกัดการอพยพของผู้ลี้ภัยเข้าสู่ประเทศ โดยผลสำรวจระบุว่าร้อยละ 53 เห็นด้วยกับเป้าหมายของ 'อเล็กซานเดอร์ ดอบรินต์' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการภายในในการลดจำนวนผู้แสวงหาการลี้ภัยอย่างเต็มที่ ขณะที่ร้อยละ 23 ค่อนข้างสนับสนุน น้อยเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่คัดค้านนโยบายนี้

'ดอบรินต์' ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ได้สั่งเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมชายแดนและอนุมัติให้ปฏิเสธการขอลี้ภัยที่ชายแดน ยกเว้นสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงตั้งครรภ์และผู้ป่วยหนัก พร้อมสนับสนุนกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปที่เพิ่มมาตรการในการตั้งศูนย์ส่งกลับผู้ขอลี้ภัย เพื่อเร่งรัดการเนรเทศผู้ที่ต้องเดินทางออกจากเยอรมนีก่อน

ผลสำรวจที่มีผู้ตอบมากกว่า 2,100 คนในช่วงวันที่ 12-15 ธันวาคม ยังแสดงให้เห็นว่ามีผู้เพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในนโยบายผู้อพยพ ขณะที่ร้อยละ 42 ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้เลย

"เราต้องการควบคุมการอพยพอย่างเข้มงวดมากขึ้นเพื่อความปลอดภัย" กล่าวโดย 'ดอบรินต์' ในแง่ของการบริหารจัดการผู้อพยพที่เหมาะสม

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงแนวโน้มของยุโรปในการเพิ่มมาตรการควบคุมผู้อพยพเพื่อตอบสนองความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ

ที่มา : Xinhua

UN คุมเกมเจรจา!! เยเมน–ฮูตีจับมือขยับแลกเชลย ที่มัสกัตภายใต้ UN อุปถัมภ์ แลกเชลยกว่า 1,400 ราย ขั้นสอง บรรยากาศเจรจาเชิงบวก-สอดคล้องกัน

(22 ธ.ค. 68) รัฐบาลเยเมนที่ได้รับการรับรองจากนานาชาติและกลุ่มกบฏอันซารุลลอฮ์ หรือที่รู้จักในชื่อกลุ่มฮูตี มีความคืบหน้าในการเจรจาแลกเปลี่ยนนักโทษที่กรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน ภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ (UN)

แหล่งข่าวรัฐบาลเยเมนระบุว่า "คณะผู้แทนของรัฐบาลและอันซารุลลอฮ์ได้บรรลุความเข้าใจร่วมกันในการดำเนินการระยะที่สองของข้อตกลงที่ทำไว้เมื่อปี 2022 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนนักโทษจำนวน 1,400 คน"

การเจรจาโดยตรงที่มัสกัตดำเนินมาเป็นเวลาสองสัปดาห์และได้รับความช่วยเหลือจากสหประชาชาติและคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) โดยมีการพูดคุยในบรรยากาศเชิงบวก และขณะนี้ทั้งสองฝ่ายหารือแนวคิด "แลกทั้งหมดเพื่อทั้งหมด" (all-for-all) ในการแลกเปลี่ยนเชลย

ตลอดระยะเวลากว่าสิบปี เยเมนเผชิญความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลที่นานาชาติรับรองกับกลุ่มฮูตีซึ่งควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนกลางและตอนเหนือของประเทศ รวมทั้งกรุงซานาเมืองหลวงตั้งแต่ปี 2014 การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นความพยายามสำคัญในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูเสถียรภาพในภูมิภาค

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top