Monday, 8 June 2026
NewsFeed

‘กองทัพภาค 2’ ยันดูแลทหารชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างดี หลัง ‘วาสนา นาน่วม’ แฉได้กินแต่มาม่า – ปลากระป๋อง – น้ำ 3 ขวดเล็ก

จากกรณีที่ ‘วาสนา นาน่วม’ ผู้สื่อข่าวสายทหาร ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ฝากดูแล!! ทหารไทย ฐานรอบภูมะเขือ ยังกินแต่มาม่า ปลากระป๋อง ฝนตกหนัก เกือบทุกวัน รถเสบียงไม่ส่ง น้ำดื่มได้วันละ3ขวดเล็ก”

ล่าสุด เพจกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความตอบโต้ว่า กองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงเพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนว่า กำลังพลทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้รับการดูแลอย่างรอบด้าน ทั้งในเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น โดยมีเสบียงเพียงพอ ไม่มีการขาดแคลนตามที่มีการเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ แม้ในช่วงเวลานี้จะมีฝนตกหนัก ส่งผลให้เส้นทางบางจุดเกิดความยากลำบากต่อการเดินทาง แต่กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดกำลังพลและยานพาหนะสนับสนุนในการลำเลียงเสบียง น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังพลทุกนายมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม ได้รับการดูแลทั้งด้านร่างกายและขวัญกำลังใจอย่างครบถ้วน

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กำลังพลทุกนายได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด เราไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง และจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติและประชาชนด้วยความมุ่งมั่นอย่างเต็มกำลัง 

ชาวญี่ปุ่นจวกนโยบายรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้นตอปัญหาทำขยะเกลื่อนเมือง และทำสังคมวุ่นวายมากขึ้น

(29 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊กเจแปน - แจนแปล โพสต์ข้อความว่า…ตอนนี้สังคมญี่ปุ่นกำลังถกเถียงร้อนแรงเรื่องการเปิดรับคนต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยหลายคนในโซเชียลแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน ถึงขั้นเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น “การถูกบังคับให้รับวัฒนธรรมอื่นเข้ามา” เพราะมองว่าทำให้ประเทศที่เคยเป็นระเบียบ สะอาด และปลอดภัย กลายเป็นสังคมที่วุ่นวายมากขึ้น กรณีล่าสุดที่จุดกระแสก็คือภาพ “กองขยะ” ที่ถูกทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง จนถูกนำมาโยงกับพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัยชาวต่างชาติ

นักการเมืองญี่ปุ่น โคซากะ เอจิ ได้โพสต์ภาพกองขยะพร้อมข้อความประชดว่าเป็น “สถานที่ที่ถูกบังคับให้ต้องรับวัฒนธรรมอื่น” ซึ่งยิ่งทำให้ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็น หลายคนเล่าว่าเจอปัญหาคล้ายกัน ทั้งการทิ้งเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎ หรือพื้นที่ส่วนกลางที่สกปรกจากครอบครัวชาวต่างชาติไม่กี่ครอบครัว จนเกิดความกังวลว่าหากมีผู้อพยพเพิ่มขึ้น สังคมญี่ปุ่นอาจ “พังยับ”

กระแสความโกรธยังพุ่งไปที่นักการเมืองที่ออกนโยบายเปิดรับแรงงานและผู้อพยพ โดยบางคนถึงขั้นกล่าวโทษอดีตนายกฯ ชินโซ อาเบะ ว่าเป็นผู้ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศผู้อพยพ ขณะที่อีกกลุ่มกล่าวหา สส.ที่หนุนการย้ายถิ่นว่าเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว และทำลายความมั่นคงของชาติ ทั้งด้านวัฒนธรรม ความปลอดภัย และอัตลักษณ์ของญี่ปุ่นเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ปัญหาขยะหรือระเบียบชุมชน แต่ถูกยกระดับเป็น “วิกฤตประเทศ” มีการยกตัวอย่างยุโรปที่พยายามอยู่ร่วมกับผู้อพยพ แต่กลับเผชิญอาชญากรรมและปัญหาสังคมรุนแรง พร้อมเตือนว่าญี่ปุ่นอาจเดินซ้ำรอยหากยังดึงคนต่างชาติเข้ามาเพิ่มโดยไม่ควบคุม

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากรู้สึก “ทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ” กองขยะที่เห็นไม่ใช่เพียงขยะธรรมดา แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวของรัฐบาล ที่เลือกแลกความสงบเรียบร้อยของประชาชนกับผลประโยชน์จากการเปิดประเทศรับแรงงานต่างชาติ

เชียงใหม่-ชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศ กองบิน 41 จัดพิธีมอบของที่ระลึกแก่ผู้เกษียณอายุราชการ ประจำปี 2568

เมื่อวันที่ (26 ก.ย.68) ณ ห้องรับรองกองบิน 41 นาวาอากาศเอก ปรธร จีนะวัฒน์ ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีมอบของที่ระลึกเพื่อแสดงความขอบคุณและเป็นเกียรติแก่สมาชิกชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศ กองบิน 41 ที่เกษียณอายุราชการ ประจำปีงบประมาณ 2568 

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติผู้ที่ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจปฏิบัติหน้าที่มาอย่างยาวนาน โดยในปีนี้มีสมาชิกชมรมศิษย์เก่าโรงเรียนจ่าอากาศมีผู้เกษียณอายุราชการทั้งสิ้น 9 คน 

ในโอกาสนี้ ผู้บังคับการกองบิน 41 ได้เป็นเกียรติมอบของที่ระลึกและกล่าวคำอวยพรให้แก่ผู้เกษียณอายุราชการทุกท่าน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และประสบความสำเร็จในชีวิตหลังเกษียณ และหวังว่าทุกท่านจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกองบิน 41 ตลอดไป

ยะลา - ฉก.ทพ.41 ผนึกกำลังผู้นำท้องถิ่น–ศาสนา และกลุ่มจิตอาสา รณรงค์สร้างความเข้าใจโทษภัยยาเสพติด คุมเข้มขายพืชกระท่อมใกล้สถานศึกษา

(29 ก.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 (ฉก.ทพ.41) ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา นำโดย พ.อ.จตุพร ธานีพัฒน์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 มอบหมายให้ ฝ่ายกิจการพลเรือน กองร้อยทหารพรานที่ 4113 และ หมวดทหารพรานหญิง ร่วมกับชุดเสริมสร้างความเข้าใจที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจยะลา พร้อมด้วย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 , หมู่ที่ 3 , ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน , ผูัช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) , ผู้นำศาสนา เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กลุ่มจิตอาสาญาลานันบารู และ ชมรมดาหลา ได้ลงพื้นที่ เพื่อพบปะประชาชนและบุคลากรทางการศึกษา

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นที่บ้านโต๊ะปาเก๊ะ หมู่ที่ 2 และบ้านตาลาแน หมู่ที่ 3 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา โดยมี นักเรียนจากโรงเรียนตาดีกา ของศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิดอัลฟัลลาฮุลอามีลีน และสถาบันปอเนาะ เข้าร่วม เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติด รวมถึงชี้แจงข้อกฎหมายใหม่เกี่ยวกับพืชกระท่อม ตามพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ.2565 และประกาศกำหนดสถานที่ วิธีการ หรือลักษณะต้องห้ามในการจำหน่าย พ.ศ.2568

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวห้ามจำหน่ายใบกระท่อมและน้ำต้มใบกระท่อมในรัศมีไม่เกิน 1,000 เมตรจากสถานศึกษา รวมถึงห้ามขายในลักษณะการเร่ขายหรือแผงลอย โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ตุลาคม 2568 หลังตรวจสอบพบแนวโน้มการใช้ผิดวัตถุประสงค์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเดินหน้าสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโทษของการใช้พืชกระท่อมเกินขนาด การเลิกใช้สารเสพติด และแนวทางบำบัดอย่างถูกวิธี เพื่อสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้แก่ผู้ปกครอง ชุมชน และสถาบันการศึกษาในพื้นที่

ร.อ.สุทธิชา นาเพชร ผู้บังคับกองร้อยทหารพรานที่ 4113 เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนและเยาวชนเกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติดและพืชกระท่อม สืบเนื่องจากคำสั่งของ พ.อ.จตุพร ธานีพัฒน์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ที่ได้มอบหมายให้กำลังพลในพื้นที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินหน้าขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามนโยบายของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และภาคประชาชน ลงพื้นที่จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโทษภัยยาเสพติดแก่เยาวชน ทั้งในสถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และสถาบันปอเนาะ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งต่อสุขภาพตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมในวงกว้าง

ร.อ.สุทธิชา ยังกล่าวอีกว่า ทางผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ได้เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหายาเสพติดไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการผลักดันให้ผู้ที่ยังมีพฤติกรรมเสพสมัครใจเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูตามนโยบายภาครัฐ

สำหรับปัญหาพืชกระท่อม ซึ่งเป็นกระแสที่แพร่ระบาดในปัจจุบันนั้น เจ้าหน้าที่ได้เร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดฉบับใหม่ พร้อมแสดงเจตนารมณ์จริงจังในการแก้ปัญหา หากพบการปลูกและจำหน่ายอย่างผิดกฎหมาย อาจต้องดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด เช่น การโค่นและทำลายต้นกระท่อม เพื่อยืนยันจุดยืนของหน่วยและชุมชนร่วมกัน

(สุรินทร์) มทบ.25 จัดกิจกรรม เคารพธงชาติไทยและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน (Thai National Flag Day) ประจำปี 2568

(29 ก.ย. 68) เวลา 08.00 น. ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ พลตรี ไชยนคร  กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที 25 เป็นประธานการจัดกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย 28 กันยายน (Thai National Flag Day) ประจำปี 2568 พร้อมด้วย คณะนายทหาร , นายสิบ, ลูกจ้าง, นักศึกษาวิชาทหาร และกำลังพล มณฑลทหารบกที่ 25 ร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติไทยและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ครบรอบ 108 ปี 28 กันยายน 2568 

ทั้งนี้ มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 ได้กำหนดให้วันที่ 28 กันยายนของทุกปี เป็นวันพระราชทานธงชาติไทย (Thai National Flag Day) พร้อมกำหนดให้มีการชักธงและประดับธงชาติไทยในวันดังกล่าว เพื่อเป็นสร้างความภาคภูมิใจของคนในชาติ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทาน “ธงไตรรงค์” ให้เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของชาติ สำหรับธงชาติไทยนั้นเริ่มใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเรื่อยมา 

ทั้งรูปแบบธงสีแดง ธงรูปจักรบนพื้นสีแดง ธงรูปช้างเผือกบนพื้นสีแดง จนในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทาน “ธงไตรรงค์” อันประกอบด้วยแถบสีแดง สื่อความหมายถึงชาติ คือประชาชน เลือดเนื้อและการเสียสละ สีขาว หมายถึงศาสนา ความบริสุทธิ์แห่งศรัทธาและน้ำใจ และสีน้ำเงิน หมายถึงพระมหากษัตริย์ ความมั่นคงของสถาบันหลักที่เป็นหัวใจของแผ่นดิน ทั้งหน่วยงานราชการและประชาชนได้ใช้มาจนปัจจุบัน ทุกครั้งที่ผืนธงสะบัดพลิ้ว คือเสียงเตือนใจให้เราตระหนักว่า…แผ่นดินนี้ไม่ได้ได้มาโดยง่าย หากได้มาจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของผู้กล้าหาญ เพื่อให้ลูกหลานไทยได้ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี… จนถึงวันนี้ ขอให้ทุกครั้งที่มองผืนธงไตรรงค์ หัวใจเราลุกโชนด้วยพลังแห่งความรักชาติ พร้อมสืบสานเจตนารมณ์บรรพบุรุษ ร่วมแรงร่วมใจปกป้อง และสร้างไทยให้รุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิม เพื่อเป็นเกียรติแด่เลือดเนื้อที่หลอมรวมเป็น ผืนธงแห่งศักดิ์ศรี ‘ไตรรงค์ธำรงไทย’ 

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่ง กทม. จ่ายหนี้ BTS 1.1 หมื่นล้าน ปมค่าจ้างเดินรถรถไฟฟ้าสีเขียว – ยังมีหนี้ค้างอีกกว่า 2 หมื่นล้าน

‘ศาลปกครองกลาง’ สั่ง กทม.จ่ายค่าจ้าง O&M ให้ BTS รถไฟฟ้าสายสีเขียว 1.1 หมื่นล้านบาท ภายใน 180 วันนับแต่คดีถึงที่สุด ขณะที่ปัจจุบันยังมีหนี้ค้างอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท

(29 ก.ย.68) เวลา 10.00 น. ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า BTS ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด กรณีผิดสัญญาการให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2565 เพื่อขอให้ชำระค่าตอบแทนตามสัญญา

โดยศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งให้กรุงเทพมหานคร และ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ให้แก่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตามที่สองฝ่ายได้ทำสัญญากันไว้ รวมเป็นเงินประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 

ด้านแหล่งข่าวจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า หลังศาล ตัดสินเรื่องดังกล่าว คงต้องกลับไปหารือกับทางผู้บริหาร กทม. ว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ เนื่องจากคดีนี้ยังอยู่ในชั้นของศาลปกครองกลาง แต่หาก กทม. ยื่นอุทธรณ์ก็จะส่งผลให้วงเงินในคดีนี้มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กทม.ได้ชำระหนี้ค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดจาก บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ฟ้องครั้งที่ 1 แบ่งเป็น ค่าจ้างส่วนต่อขยาย 1 เดินรถ พ.ค. 2562 - พ.ค.2564 และส่วนต่อขยาย 2 เดินรถ เม.ย. 2560 – พ.ค. 2564 จำนวนเงิน 14,476 ล้านบาท โดย กทม. ได้ชำระให้สำนักงานบังคับคดี สำนักงานศาลปกครองแล้ว เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2567 ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2567

ขณะที่ปัจจุบัน กทม.ยังมีหนี้ค้างชำระค่าจ้างให้บริการเดินรถ และซ่อมบำรุงส่วนต่อขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ประกอบด้วย 

หนี้ก้อนที่ 2 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2564 ถึงวันที่ 20 พ.ย.2565 รวม 11,811 ล้านบาท ซึ่งศาลปกครองกลางตัดสิน วันนี้ (29 ก.ย.68) ให้ กทม.ชำระภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด 

หนี้ก้อนที่ 3 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ พ.ย.2564 - ธ.ค.2567 รวม 17,596 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 15,762 ล้านบาท และดอกเบี้ย 1,833 ล้านบาท (ยังไม่มีการฟ้องคดี) 

หนี้ก้อนที่ 4 ค่าจ้าง O&M รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และ 2 ตั้งแต่ 1 ม.ค.2568 - พ.ค.2568 รวม 3,697 ล้านบาท คิดเป็นเงินต้น 3,650 และดอกเบี้ย 46.78 ล้านบาท (ยังไม่มีการฟ้องคดี) 

เจนรุ่นใหม่!! กลุ่ม 'บ้านนอกใหม่' (Neo-Baannok)เดินหน้าโปรเจ็กต์เพื่อสิ่งแวดล้อมจัดงาน 'ร่วมสร้างสรรค์เพื่อลดโลกร้อน' (Climate Playground: Connect Creatives for Climate Action) 4 ตุลาคมนี้ ณ Bangkok 1899

นางสาวสภาวรรณ พลบุตร ผู้ประสานงานกลุ่มNeo-Baannokเปิดเผยวันนี้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนโปรเจคเพื่อสิ่งแวดล้อมว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change)แบบสุดขั้วได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยโดยเฉพาะคำกล่าวของนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติที่กล่าวว่า "ยุคของการโลกร้อนได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคของโลกเดือดได้เริ่มต้นขึ้น" 

นอกจากนี้ นายชูตงหยู (Qu Dongyu) ผู้อำนวยการ FAO (องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ) ได้กล่าวเตือนอย่างชัดเจนว่า "ความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็น ตัวขับเคลื่อนความอดอยากที่สำคัญที่สุด ในปัจจุบัน" วิกฤตสภาพภูมิอากาศกำลังทำลายผลผลิตทางการเกษตรและแหล่งน้ำ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของโลกและไทยตกอยู่ในความเสี่ยง ต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกพุ่งสูงถึง หลายแสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

คำกล่าวของเลขาธิการสหประชาชาติและผู้อำนวยการ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุด จึงเป็นเวลาที่ประเทศไทยต้องรวมพลังทุกภาคส่วนร่วมกันรับมือกับภัยพิบัตินี้

ทั้งนี้การจะให้ผู้คนจำนวนมากลุกยืนขึ้นเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาวิกฤติสภาพภูมิอากาศไม่ได้อาศัยเพียง ‘การรับรู้’ แต่ต้องมี ‘ความรู้สึกร่วม“และการร่วมคิดร่วมทำ “Neo-baannok คือกลุ่มคนเจนใหม่ที่เห็นความสำคัญของเรื่องหัวใจในการขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม จัดตั้งขึ้นมาเพื่อจะรวมศิลปิน นักขับเคลื่อน นักสิ่งแวดล้อมให้มาร่วมกันใช้ศิลปะสร้างสรรค์ของตัวเองในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และในงาน Climate Playground: Connect Creatives for Climate Action นี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ดังกล่าว Climate Playground เป็นกิจกรรมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อแสดงออกว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในประเด็นสิ่งแวดล้อม มันไม่ใช่แค่เรื่องที่ตึงเครียดเท่านั้น แต่การพูดคุยและการขับเคลื่อนสามารถเป็นไปได้อย่างร้อนแรง สนุกสนาน และเข้าถึงง่าย 

ในงานมีกิจกรรมเช่นตลาดแฮนด์คราฟต์ การแสดงงานศิลปะจากวัสดุเหลือใช้ ที่นำมาสร้างงานแสดงผสานกับเสียงเยาวชนทั่วประเทศโดยอาศัยความร่วมมือจาก Children Youth and the Environment Survey (CYES) มีงานแสดงดนตรีสดทั้งจากดีเจและวงดนตรีที่ยึดถือคุณค่าเรื่องความยั่งยืน และกิจกรรม Speed Connecting ที่เปิดให้คนทำงานหลากหลายสายได้สร้างเครือข่ายกันเพื่อต่อยอดไปถึงการขับเคลื่อนและทำโปรเจ็กต์เพื่อสิ่งแวดล้อมร่วมกันในอนาคต 

จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมงาน Climate Playground: Connect Creatives for Climate Action จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2025 ตั้งแต่เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ณ Bangkok 1899

ลงทะเบียนได้ที่ลิงก์นี้นะค่ะ
https://luma.com/w1iddnbe

‘ลีน่าจัง’ ประกาศเป็นปาร์ตี้ลิสต์แทน ‘เฉลิม อยู่บำรุง’ ลั่น!! เลือกตั้งครั้งหน้า ‘เพื่อไทย’ พรรคเดียวแลนด์สไลด์

นางลีนา จังจรรจา นักเคลื่อนไหวทางสังคมชื่อดัง ร่วมกิจกรรมให้กำลังใจนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2568 โดยมวลชนคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศรวมตัวส่งเสียงให้กำลังใจ เปิดเพลงเก่าที่นายทักษิณเคยขับร้อง และร่วมรับประทานอาหารพร้อมกัน ทั้งต้มยำไก่น้ำใส แกงส้มชะอมกุ้ง หนูนาย่าง และบวชเผือกมัน 

นอกจากนี้ ‘ลีนาจัง’ นำยำวุ้นเส้นและยำมาม่า 40 ชุดมามอบให้พี่น้องคนเสื้อแดง พร้อมยกย่องผลงานของนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย ระบุว่า กฎหมายเกี่ยวกับ LGBTQ ถูกผลักดันขึ้นในช่วงที่พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล แตกต่างจากสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่ง พร้อมทำนายผลเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยจะแลนด์สไลด์ได้ 280 ที่นั่ง และประกาศว่าจะขึ้นเป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 10 แทนนายเฉลิม อยู่บำรุง

จีนเปิดสะพานสูงที่สุดในโลก ‘ห้วยเจียง แกรนด์แคนยอน บริดจ์’ สูง 625 เมตร!! ช่วยเดินทางเร็วขึ้น จาก 2 ชม. เหลือเพียง 2 นาที

เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา จีนเปิดสะพานสูงที่สุดในโลก 'ห้วยเจียง แกรนด์แคนยอน บริดจ์' (Huajiang Grand Canyon Bridge) ในจังหวัดกุ้ยโจว โดยสะพานแห่งนี้ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำเป่ยผาน มีความสูงถึง 625 เมตร สามารถช่วยย่นเวลาเดินทางข้ามหุบเขาลึกจากเดิม 2 ชั่วโมง เหลือเพียง 2 นาที ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างกว่า 3 ปีเต็ม

สำหรับตัวสะพานมีความยาวรวม 2,890 เมตร และช่วงกลางยาว 1,420 เมตร ทำให้กลายเป็นสะพานแขวนเหล็กที่มีช่วงกลางยาวที่สุดในพื้นที่ภูเขา โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า โครงการนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานของจีน ที่ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายคมนาคมอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ สถิติสะพานสูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่กุ้ยโจวเช่นกัน คือสะพานแม่น้ำเป่ยผาน เปิดใช้งานในปี 2016 ที่มีความสูง 565.4 เมตร ห่างจากสะพานใหม่ 100 กิโลเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภูมิภาคนี้ในการสร้างสถิติด้านวิศวกรรมสะพานของโลก

ก่อนหน้านี้ สถิติสะพานสูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่กุ้ยโจวเช่นกัน คือสะพานแม่น้ำเป่ยผาน เปิดใช้งานในปี 2016 ที่มีความสูง 565.4 เมตร ห่างจากสะพานใหม่เพียงร้อยกิโลเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภูมิภาคนี้ในการสร้างสถิติด้านวิศวกรรมสะพานของโลก

ปัจจุบัน มณฑลกุ้ยโจวแม้จะเป็นพื้นที่ยากจน แต่มีการสร้างสะพานแล้วกว่า 30,000 แห่งในพื้นที่ภูเขาสลับซับซ้อน และยังครองตำแหน่งบ้านของสะพานสูงที่สุดในโลกหลายแห่ง โดยเกือบครึ่งหนึ่งของสะพานที่สูงที่สุด 100 แห่งในโลก อยู่ในมณฑลแห่งนี้เอง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างชีวิต ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ มอบทุนการศึกษา ทุกระดับปีสุดท้าย และทุนฯ ต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 รวมงบประมาณกว่า 12.5 ล้านบาท 

(29 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 156 สถาบัน จำนวน 910 ทุน รวมเป็นจำนวนเงิน 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2  อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม 

โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน และในวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในภาคเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน รวม 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป

รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top