Monday, 8 June 2026
NewsFeed

ทำเนียบขาวเตือนหน่วยงาน!! เร่งจัดทำแผนลดคน หลังรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เสี่ยง ‘ชัตดาวน์’ อีกระลอก

(25 ก.ย. 68) สํานักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) ของทำเนียบขาวสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเตรียมแผนลดกำลังคน หากเกิดการปิดทำการของรัฐบาลกลางในสัปดาห์หน้า อาจนำไปสู่การปลดพนักงานจำนวนมาก 

ในเอกสารบันทึกของ OMB ระบุว่า ให้หน่วยงานระบุโครงการที่จะสูญเสียงบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พร้อมร่างแผนที่ครอบคลุมมากกว่าการพักงานชั่วคราว และเตรียมการเลิกจ้างถาวรสำหรับโครงการที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

มาตรการดังกล่าวแตกต่างจากการปิดทำการในอดีต ซึ่งพนักงานมักถูกเรียกกลับมาทำงานเมื่อได้รับงบประมาณ ขณะที่ รัสเซลล์ วอห์ท (Russell Vought) ผู้อำนวยการ OMB เตรียมใช้มาตรการเลิกจ้างถาวรเป็นเครื่องมือต่อรองกับพรรคเดโมแครต

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานที่จำเป็น เช่น ประกันสังคม เมดิแคร์ สวัสดิการทหารผ่านศึก กองทัพ การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจคนเข้าเมือง และการควบคุมการจราจรทางอากาศ จะยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่พรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังไม่สามารถตกลงเรื่องงบประมาณได้ ก่อนปีงบประมาณใหม่จะเริ่มในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

จเรตำรวจแห่งชาตินำนานาชาติหารือร่วม 'Warroom IAC' ปราบคอลเซ็นเตอร์ พร้อมนำคณะลงพื้นที่ชายแดนจันทบุรีดูสถานการณ์จริง

(25 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) นำคณะผู้แทนนานาประเทศที่มาร่วมประชุมหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยบังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศ ลงพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เพื่อรับฟังการสรุปสถานการณ์และการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ จ.จันทบุรี โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี, พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร พรหมภากร ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด, พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี, พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4, พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ และคณะ ร่วมประชุมสรุปสถานการณ์ 

จากนั้น พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้นำคณะลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณช่องทางธรรมชาติใกล้เมืองไพลิน ประเทศกัมพูชา เพื่อตรวจสอบมาตรการป้องกันการลักลอบข้ามแดน และรับฟังรายงานจุดที่กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โดยพบว่ามีอาคารสูง รั้วรอบขอบชิดในฝั่งกัมพูชา ซึ่งมีชาวต่างชาติเข้าเช่าและใช้ประโยชน์เชื่อมโยงกับการกระทำผิด ทั้งนี้ฝ่ายไทยได้เข้มงวดในการตัดการลักลอบเชื่อมต่อสาธารณูปโภคจากฝั่งไทยไปยังพื้นที่ดังกล่าว ตามมาตรการ “ระเบิดสะพานโจร” หรือการตัดสาธารณูปโภคที่อาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มอาชญากรรม

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีแนวโน้มความพยายามลักลอบข้ามแดนในพื้นที่ จ.จันทบุรีเพิ่มขึ้น แต่ฝ่ายไทยได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้มข้น และดำเนินการส่งข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานที่ตั้งกลุ่มอาชญากรรมให้แก่ทางการกัมพูชาแล้ว โดยปลายเดือนกันยายนนี้ ทางการกัมพูชาจะนำ Action Plan มานำเสนอในการประชุมร่วมไทย–กัมพูชาครั้งต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ยังย้ำว่า Warroom IAC เป็นความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานในไทยและนานาชาติ โดยการประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งยังมีเหยื่อจำนวนมากในหลายประเทศ ไทยในฐานะศูนย์กลางประสานงาน จะเดินหน้าสร้างเครือข่ายข้อมูลที่เข้มแข็ง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งเป้าหมายสูงสุดในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้หมดสิ้น

‘อาลี คาเมเนอี’ ผู้นำสูงสุดอิหร่านลั่น ‘อิหร่าน’ จะต่อยปากคนห้ามเสริมแร่ยูเรเนียม

(25 ก.ย. 68) อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ออกมาปราศรัยเมื่อวันอังคาร (23 ก.ย.) ถึงการปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ โดยตรง พร้อมตอบโต้ข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในประเทศ โดยคาเมเนอีชี้ว่าเป็น “คำสั่งบังคับ” มากกว่า “การเจรจา” และถือเป็นการดูหมิ่นชาติอิหร่าน

คาเมเนอี กล่าวว่า การเจรจาในเงื่อนไขปัจจุบันจะไม่เกิดประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของชาติ และอาจสร้างความเสียหายร้ายแรง โดยสหรัฐฯ วางเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ผลลัพธ์ที่ยอมรับได้เพียงอย่างเดียว คือการให้อิหร่านหยุดโครงการนิวเคลียร์และการห้ามเสริมแร่ยูเรเนียมทั้งหมด ซึ่งคาเมเนอีมองว่าไม่ใช่การเจรจา แต่เป็นการบังคับให้ยอมจำนน

นอกนากนี้ คาเมเนอีระบุชัดว่า ข้อเรียกร้องที่ให้อิหร่านไม่มีสิทธิเสริมแร่ยูเรเนียม เป็นสิ่งที่เกินกว่าที่ชาติที่มีศักดิ์ศรีจะยอมรับ พร้อมกล่าวเชิงแข็งกร้าวว่า “ประชาชาติอิหร่านจะชกปากคนที่พูดเช่นนี้” และย้ำว่าอิหร่านจะไม่ยอมก้มหัวต่อแรงกดดันใด ๆ ทั้งเรื่องยูเรเนียมหรือประเด็นอื่น

พร้อมทั้ง เขายังวิจารณ์สหรัฐฯ ว่าใช้วิธีการข่มขู่ ทั้งการคุกคามทางทหารและการแทรกแซงในหลายประเด็น หากอิหร่านยอมเจรจาภายใต้เงื่อนไขแบบนี้ จะยิ่งตอกย้ำความอ่อนแอและนำไปสู่การถอยร่นเรื่อย ๆ คาเมเนอีย้ำว่า “ไม่มีชาติที่มีเกียรติใดยอมเจรจาภายใต้การขู่บังคับ” และเตือนว่าข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่อ้างว่าจะให้สิ่งตอบแทนนั้นเป็นเพียงคำโกหกเท่านั้น

ภูมิใจไทย ‘ดึง-ดูด’ ปัญหาใหญ่ตามมา!! เขตทับซ้อน ‘ทะเลาะกันตาย’ ระวังมิตรจะกลายเป็นศัตรู

(25 ก.ย. 68) น่าสนใจยิ่งกับการเกิดอะไรขึ้นกับปัญหา “เขตทับซ้อน” ที่มาจากการดูด / ดึง ให้ย้ายพรรค ของพรรคภูมิใจไทย เน้นบ้านใหญ่ และดีลย้ายยกเข่ง แบบเป็นพวงใหญ่ ซึ่งจะมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนคนเก่า-คนใหม่แน่นอน

การรับรวมกลุ่มจาก รวมไทยสร้างชาติแบบยกเข่งตามเงื่อนไขโหวต “อนุทิน ชาญวีรกูล”เป็นนายกรัฐมนตรี หรือการดูดบ้านใหญ่แบบไม่ใส่ใจคนเก่าที่วางไว้ก่อนหน้า เท่ากับเป็นการสร้างศัตรูโดยตรง
ปรากฏการณ์ “ดีล–ดูด” เพื่อขยายฐานของพรรคภูมิใจไทย กำลังเกิดขึ้นและลามไปในหลายพื้นที่เริ่มได้ยินเสียง “มันไส้” กับความเหิมเกริมเกิดขึ้นแล้ว และไม่ควรลืมว่านิสัยคนใต้เป็นอย่างไร

พรรคภูมิใจไทยพยายามดึง สส. และกลุ่มการเมืองท้องถิ่นเข้าเสริม อ้างเป็นกลยุทธ์ขยายที่นั่งและฐานเสียงอันเป็นเป้าการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

ผลลัพธ์ที่เห็นในพื้นที่คือ การทับซ้อนของผู้ลงสมัคร/ฐานเสียง คือคนจากกลุ่มเดิมถูกเชิญ/ถูกดึงไปลงในเขตเดิมที่พรรคอื่นหรือคนเดิมก็วางแผนจะลงอยู่แล้ว จึงเกิด “ชนกัน” ในเขตเดียว (ตัวอย่างเหตุการณ์ที่จังหวัดนครศรีฯ/สงขลา)
นครศรีฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ เคยรับปากส่ง “สายัณห์ ยุติธรรม”อดีต สส.พลังประชารัฐ ลงเขตย่านท่าศาลา แต่อยู่ๆกลับไปดูดบ้านใหญ่ อวยพรศรี เชาวลิต พรรคประชาธิปัตย์ มาลงแทน สายัณห์ก็ยิ่งฮึดสู้หนักกว่าเดิม ถึงขั้นประกาศ “พรรคไม่สำคัญ เลือกสายัณห์เป็นผู้แทน”

หรืออย่างสงขลา เคยให้ “นิพนธ์ บุญญามณี”ทาบทาม “จุรี นุ่มแก้ว” ดาวติ๊กต๊อก มาลงเขต 2 สงขลา แต่ด้วยพันธกิจดูดยกพวง จึงพ่วงศาสตรา ศรีปาน จากพรรครวมไทยสร้างชาติมาด้วย เบียดจุรีตกขอบไปอย่างไม่แยแส

หรืออย่างจังหวัดตรัง ถ้าดูดยกเข่งจากกลุ่มบ้านใหญ่ “โกหน่อ-สมชาย โล่สถาพรพิพิธ” ถามว่าแล้วผู้สมัครเดิมของภูมิใจไทยละ อย่างเขต 4 ที่แพ้แค่หลักพัน จะเอาเขาไปไว้ไหน ทิ้งเลยหรืออย่างไร

ผลกระทบเชิงระบบ และสิ่งที่ทำให้เกิด “ทับซ้อน”การย้าย/ดูดแบบเป็น
กลุ่ม ทำให้พรรคการเมืองวางตัวผู้สมัครในเขตที่มี “หัวคะแนน/บ้านใหญ่” อยู่แล้ว เกิดการชนกันของฐานเสียงและการเจรจาแย่งเขต การจัดสรรเขตโดยพรรค (การเลือกผู้สมัครเขต) มักไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของแกนนำท้องถิ่น ทำให้พรรคหนึ่งประกาศชื่อแล้ว อีกพรรคดึงคนเดิมเข้ามา ผลคือเกิด “ทับซ้อน” และความไม่ลงตัวในพื้นที่

เข้าใจว่า การดีลแบบยกเข่งของภูมิใจไทย อันมีเป้าหมายเชิงปริมาณ จะเกิดปัญหาการทับซ้อนของผู้สมัครมากมายหลายเขต หลายจังหวัดการเดินไปข้างหน้า ทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง จะก่อเกิดปัญหาเชิงซ้อนมากมายจนยากจะแก้ และท้ายที่สุด “มิตรจะกลายเป็นศัตรู
การเดินหน้าดูดของภูมิใจไทย เริ่มได้ยินกระแสเสียงหมั่นไส้ในความเหิมเกริม…อย่า เข้าใจนิสัยคนใต้ไหม

‘เสธ.หิ’ ลงพื้นที่เยี่ยมพี่น้องประชาชนใน จ.พิจิตร พร้อมมอบกำลังใจและถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ให้ผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู พร้อมด้วย นายสุรชาติ ศรีบุศก อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิจิตร เขต 3 ลงพื้นที่ ณ ที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เพื่อมอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์ จำนวนกว่า 1,800 ชุด แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่
• ตำบลโพธิ์ประทับช้าง
• ตำบลวังจิก
• ตำบลไผ่ท่าโพ

การมอบถุงยังชีพในครั้งนี้ ได้รับการบูรณาการความร่วมมือจากฝ่ายปกครอง อำเภอโพธิ์ประทับช้าง โดยมี
• นายปัญญา ใจแปง นายอำเภอโพธิ์ประทับช้าง
• พ.ต.ท.นครินทร์ จันทรมณี รองผู้กำกับการป้องกันปราบปราม สภ.โพธิ์ประทับช้าง
• นายอำนาจ รุ่งเรือง กำนันตำบลโพธิ์ประทับช้าง
• นายอำนาจ ฟักหล่ำ กำนันตำบลไผ่ท่าโพ

รวมถึงผู้นำท้องที่–ท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์ประทับช้าง ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในภารกิจเพื่อประชาชน

การมอบถุงยังชีพในวันนี้ มิได้เป็นเพียงแค่สิ่งของบรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังเป็นการส่งต่อ “กำลังใจ” จากภาครัฐและภาคส่วนต่าง ๆ ให้แก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมทั้งขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจ และขอยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

‘นิโกลาส์ ซาร์โกซี’ อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส โดนศาลตัดสินจำคุก 5 ปี!! ฐานรับเงินอดีตผู้นำลิเบีย

(26 ก.ย. 68) อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส นิโกลาส์ ซาร์โกซี (Nicolas Sarkozy) วัย 70 ปี ถูกศาลปารีสตัดสินว่ามีความผิดฐาน 'สมคบคิดทางอาญา' โดยถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแผนการขอรับเงินสนับสนุนอย่างผิดกฎหมายจากพันเอกมูอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar Gaddafi) อดีตผู้นำลิเบีย เพื่อใช้หาเสียงเลือกตั้งปี 2007 โดยศาลตัดสินจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 ยูโร และห้ามยุ่งเกี่ยวการเมืองอีก 5 ปี

คำพิพากษานี้มีผลบังคับใช้ทันที ซาร์โกซีต้องเข้าพบอัยการก่อนวันที่ 13 ตุลาคม เพื่อรับทราบกำหนดวันเริ่มรับโทษ โดยไม่สามารถเลื่อนออกไปได้แม้จะยื่นอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม เขาสามารถขอรับการปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไขเนื่องจากอายุเกิน 70 ปี โดยศาลได้ยกฟ้องข้อหาสำคัญหลายข้อ รวมถึงการทุจริตที่กล่าวหาว่าใช้เงินลิเบียหาเสียงโดยตรง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตามหลังการตัดสิน ซาร์โกซียืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมประกาศว่าจะอุทธรณ์ และยืนยันว่าจะปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม แม้จะต้องเข้าเรือนจำก็ตาม ขณะที่ปฏิกิริยาทางการเมืองแตกเป็นสองขั้ว ฝ่ายซ้ายวิจารณ์อย่างเสียดสี ขณะที่ฝ่ายขวาเห็นว่าบทลงโทษเกินกว่าเหตุ และบางคนเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง พิจารณาอภัยโทษ

สำหรับคดีนี้ยังเกี่ยวพันกับบุคคลสำคัญ 11 ราย รวมถึงอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลซาร์โกซี และคนใกล้ชิดของกัดดาฟี ซึ่งศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานจำนวนมาก ตั้งแต่การเดินทางไปตริโปลี เมืองหลวงของลิเบีย การโอนเงินต้องสงสัย จนถึงเอกสารที่เชื่อมโยงการส่งเงิน 6.5 ล้านยูโรให้ซาร์โกซี แต่สุดท้ายตัดสินว่าเอกสารดังกล่าวน่าจะเป็นของปลอม

คำตัดสินครั้งนี้ยิ่งซ้ำเติมปัญหาทางกฎหมายที่รุมเร้าซาร์โกซี ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยถูกตัดสินจำคุกจากคดีการใช้จ่ายเกินวงเงินเลือกตั้งในปี 2012 และคดีติดสินบนผู้พิพากษา ปัจจุบันเขายังมีคำอุทธรณ์ค้างในศาลสูงฝรั่งเศส รวมถึงที่ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ทำให้ภาพลักษณ์อดีตผู้นำรายนี้เผชิญแรงกดดันทั้งทางการเมืองและกฎหมายอย่างหนักหน่วงที่สุดในชีวิต

พล.อ.ศานติ นำทีมไทยร่วมเวทีทหารนานาชาติ คุย ‘สหรัฐฯ–มาเลเซีย’ เน้นแก้ปัญหาชายแดนสันติ

(26 ก.ย. 68) พล.อ. ศานติ ศกุลตนาค หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา เป็นผู้แทน พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เข้าร่วมการประชุม ผบ.ทบ. ภาคพื้นอินโด–แปซิฟิก ครั้งที่ 14 การสัมมนาการบริหารกองทัพบก ครั้งที่ 49 และการประชุมนายทหารประทวนอาวุโส ครั้งที่ 11 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ภายใต้หัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์จริง” โดยมีผู้แทนจากกองทัพบกกว่า 23 ประเทศเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคง ท่ามกลางความท้าทายใหม่ ๆ เช่น ภัยไซเบอร์ สงครามข้อมูลข่าวสาร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย พล.อ. โรนัลด์ พี. คลาร์ก ผู้บัญชาการกองกำลังทบ.สหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในภูมิภาค พร้อมเปรียบเปรยว่า “ไปเร็วไปคนเดียว ไปไกลไปด้วยกัน”

ระหว่างการประชุม พล.อ. ศานติ ได้หารือทวิภาคีกับผู้นำทหารสหรัฐฯ หลายระดับ โดยเฉพาะเรื่องการฝึกผสม Cobra Gold และ Hanuman Guardian ที่ตอกย้ำความสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างกองทัพบกไทย–สหรัฐฯ รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทางทหาร เช่น ระบบ Stryker การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (CUAS) และระบบบัญชาการรบ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้ขยายความร่วมมือเป็นกรอบระยะยาว

นอกจากนี้ พล.อ. ศานติ ยังได้พบหารือกับ ผบ.ทบ.มาเลเซีย โดยมาเลเซียย้ำพร้อมให้การสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา และได้มอบปีกร่มกิตติมศักดิ์เป็นเกียรติแก่ผู้แทนไทย การประชุมครั้งนี้จบลงด้วยความสำเร็จ โดยกำหนดให้มีการจัดขึ้นทุก 2 ปี เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางทหาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และหาทางออกต่อปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคร่วมกัน

เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ เป็นประธานในพิธีสวนสนามปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 

ชื่นชมผลการฝึก 8 สัปดาห์ ที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงจากพลเรือน เป็นสุภาพบุรุษทหารเรือที่มีความองอาจ เข้มแข็ง

เกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจของน้องเล็กกองทัพเรือ ก้าวสู่ชายชาติทหาร สุภาพบุรุษทหารเรือ

เมื่อวานนี้ (25 ก.ย.68) พล.ร.ท.อดิศักดิ์ แจงเล็ก เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ (จก.ยศ.ทร.) เป็นประธานในพิธีสวนสนามปิดการฝึกอบรมหลักสูตรทหารใหม่ ภาคสาธารณศึกษา ผลัดที่ 2/68 ณ ลานสวนสนาม ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ โดยมี น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) และคณะผู้บังคับบัญชา ให้การต้อนรับ ณ กองบังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

การจัดพิธีดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนพลกองประจำการฯ จำนวนทั้งสิ้น 2,984 นาย โดยจัดเป็นกรมสวนสนาม ประกอบด้วย 4 กองพัน กองพันละ 5 กองร้อย (19 กองร้อยเดินสวนสนาม และ 1 กองร้อยวิ่งสวนสนาม) แสดงออกถึงความเป็นทหารที่มีความองอาจ เข้มแข็ง พร้อมเพรียง และมีระเบียบวินัย ผ่านการสวนสนามให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพเรือ ตลอดจนครอบครัว ได้เห็นผลของการฝึกอบรมตลอดระยะเวลา 8 สัปดาห์ ที่เปลี่ยนแปลงจากพลเรือนมาเป็นทหาร อีกทั้งยังแสดงออกถึงความสามัคคี และความสง่างาม สมกับการเป็นสุภาพบุรุษทหารเรือ

โอกาสนี้ เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือ ได้กล่าวชื่นชมการแสดงออกของทหารใหม่ในการสวนสนามว่า “วันนี้เป็นวันที่พวกเราทุกคน ควรภาคภูมิใจ เพราะเราได้เห็นชายหนุ่มจากหลากหลายภูมิหลังได้ก้าวขึ้นมาเป็น "ลูกผู้ชายของชาติ" ลูกผู้ชายที่ผ่านการฝึกฝน กลั่นกรอง และหล่อหลอมให้มีระเบียบวินัย จิตใจเข้มแข็ง และเสียสละเพื่อส่วนรวม ผมอยากบอกกับทุกนายว่า ราชนาวี ไม่ใช่แค่กองทัพ แต่คือบ้าน.... บ้านของลูกผู้ชาย บ้านหลังนี้อาจจะไม่ได้อบอุ่นด้วยความสะดวกสบาย แต่บ้านหลังนี้อบอุ่นด้วย "หัวใจของนักรบ" อบอุ่นด้วย วินัย ความเข้มแข็ง และความห่วงใยแบบพี่น้อง ที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างกันในยามยาก จากวันที่พวกท่านเดินเข้าสู่ประตูศูนย์ฝึกทหารใหม่ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม และความกังวล จนถึงวันนี้ท่านได้กลายเป็นชายชาติทหาร ที่กล้าหาญ มีวินัย และมีเกียรติทหารเรือ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งในเครื่องแบบ แต่คือผู้ที่พร้อมยืนหยัดกลางพายุ และไม่ยอมถอย แม้ยามคลื่นลมแรง และวันนี้ผมสัมผัสได้ถึงความพร้อมของพวกท่าน อย่างแท้จริง…

ขอชื่นชมในความพยายาม ความเสียสละ และความอดทน ที่ทุกนายได้แสดงออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ"

โอกาสนี้เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือได้กล่าวขอบคุณผู้บังคับบัญชา ครูฝึก เจ้าหน้าที่ทุกนาย ของ ศฝท.ยศ.ทร. ที่ได้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ สมกับความไว้วางใจของกองทัพเรือ รวมถึงขอบคุณผู้ปกครองของทหารใหม่ที่มีความเชื่อมั่นมอบบุตรหลานเข้าสู่กองทัพเรือ ซึ่งเราจะดูแลเขาอย่างดีที่สุด ในฐานะทหาร ในฐานะลูกหลาน ในฐานะน้องคนเล็กของกองทัพ และในฐานะนักรบแห่งราชนาวี เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บัญชาการทหารเรือ

ทั้งนี้ทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 มีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ โดยจะมีการส่งตัวในวันที่ 1 ต.ค.68 ต่อไป

สถาบันพระปกเกล้า พลิกโฉม “หน่วยงานรัฐรักษ์โลก” งดพลาสติก–ลดคาร์บอนจริงจัง เดินหน้าปรับระบบงานโปร่งใส–คุณภาพ

สถาบันพระปกเกล้าภายใต้การนำของ รศ.ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการคนใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “No Plastic – Low Carbon” อย่างเป็นรูปธรรม หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 พร้อมประกาศยกระดับองค์กรสู่ “หน่วยงานรัฐรักษ์สิ่งแวดล้อม” อย่างแท้จริง

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป สถาบันพระปกเกล้าจะ งดใช้ขวดน้ำดื่มพลาสติกภายในหน่วยงาน และใช้ระบบ E–Meeting ในการประชุมทุกระดับ ลดการใช้กระดาษได้กว่า 60% หรือราว 50,000 แผ่นต่อปี ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 3 ตันต่อปี

“เราต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบหน่วยงานรัฐยุคใหม่ที่รักษ์โลกจริงจัง ไม่ใช่แค่สโลแกน” รศ.ดร.อิสระ ย้ำ

นอกจากสิ่งแวดล้อม เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังเดินหน้าปรับโฉมองค์กรในหลายด้าน อาทิ ปรับระบบ KPI งานวิจัยเน้นคุณภาพและผลกระทบเชิงสังคมแทนการนับปริมาณ พัฒนาหลักสูตรอบรม เปิดกว้างให้ผู้เหมาะสมเข้าศึกษาได้มากขึ้น ยกเลิก “ชะโงกทัวร์” เปลี่ยนเป็นการเรียนรู้อย่างจริงจัง พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยกระดับด้วยเทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟ สู่แลนด์มาร์กการเรียนรู้และคลังสมองอาเซียน ปรับกระบวนการแต่งตั้ง–โยกย้าย–เลื่อนตำแหน่งให้โปร่งใส

“เราต้องการให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นต้นแบบหน่วยงานรัฐยุคใหม่ ที่ไม่เพียงรักษ์โลก แต่ยังปรับระบบงานให้เกิดคุณภาพ โปร่งใส และสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างแท้จริง” รศ.ดร.อิสระกล่าว

นโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสถาบันพระปกเกล้าในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐทั้งด้านสิ่งแวดล้อม งานวิจัย หลักสูตร และธรรมาภิบาล มุ่งสู่ต้นแบบหน่วยงานรัฐโปร่งใสและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกมิติ

‘ดร.อักษรศรี’ ชี้ วิธีแก้เกมจีนแห่เที่ยวเวียดนามเมินไทย แนะใช้ญี่ปุ่นโมเดล เน้นปลอดภัย-พรีเมี่ยม ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนแห่ไปเวียดนามแซงไทย หากเป็นแค่ตัวเลขเชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำของนักท่องเที่ยวจีน อาจจะไม่ต้องกังวลมาก เหตุเป็นเพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กรุ๊ปทัวร์จีน และค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย จึงไม่ใช่นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ แนะรัฐบาลใหม่เร่งยกเครื่องเรื่องความปลอดภัยอันดับแรก พร้อมกวาดล้าง สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ปลุกความเชื่อมั่นดึงนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเข้าประเทศ หลังคนจีนไม่มั่นใจความปลอดภัยของไทย ระบุหากไม่แก้ไขเรื่องความปลอดภัย แม้จะทำบิ๊กอีเว้นท์อย่างไรนักท่องเที่ยวจีนก็ไม่กลับมา เสนอทิศทางการพัฒนาแนวทางโมเดลญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด เน้นสะอาด-ปลอดภัย-พรีเมี่ยม-มีระเบียบ

รศ. ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถ้าหากตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนในเวียดนามเป็นแค่เชิงปริมาณและเป็นกรุ๊ปทัวร์กำลังซื้อต่ำ ก็อาจจะยังไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัวของไทย จากรายงานตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามในช่วงเดือน ม.ค.- มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวจีนไปเยือนมากกว่าไทยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือประเทศที่นักท่องเที่ยวจีนไปมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น ตัวเลขของเวียดนามเป็นเพียงการรายงานจำนวนนักท่องเที่ยวต่อหัวในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์ราคาต่ำเป็นส่วนใหญ่ และอาจจะเป็นนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่งไปต่างประเทศเป็นครั้งแรก กลุ่มนี้มักจะมีพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวไม่สูงมากนัก เหตุที่กรุ้ปทัวร์จีนสนใจไปเวียดนาม ก็เพราะรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายฟรีวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบกรุ๊ปทัวร์นั่นเอง ประกอบกับค่าใช้จ่ายในเวียดนามราคาถูกกว่าไทย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากมีภาพจำในแง่ลบเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะจากกรณีที่ หวัง ซิง นักแสดงชาวจีน ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงให้เดินทางเข้ามายังไทยก่อนจะถูกส่งตัวไปค้ามนุษย์ต่อในเมียนมาและได้รับการช่วยเหลือออกมาในท้ายที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการยกระดับมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย และจัดการปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลบล้างภาพจำที่ไม่ดีและสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวจีน

“ถ้ายังไม่แก้ไขให้คนจีนมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย การทำอีเว้นท์มาร์เก็ตติ้งต่างๆ ในช่วงปลายปีเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมาไทยนั้น ส่วนตัวมองว่าอาจจะไม่ได้ช่วยมากนัก ตราบใดที่คนจีนยังรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย อีกเรื่องที่สำคัญคือการแก้ไขเรื่องเงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายในไทยสูงขึ้นในสายตาต่างชาติ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยด้านการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออก” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไปมากที่สุดในโลก คือ ญี่ปุ่น แม้จีนจะไม่ได้รับสิทธิเรื่องฟรีวีซ่าจากรัฐบาลญี่ปุ่นก็ตาม หากแต่ญี่ปุ่นมีจุดเด่นเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย อยู่ไม่ไกลจากจีน มีไฟล์ทบินให้เลือกจำนวนมาก และมีระบบการคมนาคมที่สะดวก เดินทางได้ง่าย รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งหมดนี้ จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางไปญี่ปุ่นมากที่สุด ญี่ปุ่นจึงเป็นตลาดพรีเมี่ยมที่นักท่องเที่ยวจีนยินดีจ่าย แม้ค่าครองชีพในญี่ปุ่นจะแพงกว่าไทยหรือเวียดนาม

“ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้พัฒนาตนเองในด้านการท่องเที่ยวยกระดับในแนวทางของโมเดลญี่ปุ่น เป้าหมายของไทยจึงควรเป็นการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และมีความพรีเมี่ยม มาท่องเที่ยวไทยได้ในราคาไม่สูงเท่าญี่ปุ่น แต่ได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ดังนั้น ในการแก้เกมในเรื่องนักท่องเที่ยวจีนไปเวียดนามมากกว่าไทย คือ การสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก และเน้นยกระดับการท่องเที่ยวไทย ไม่ใช่การลงไปแข่งขันในตลาดล่างกับเวียดนามที่มุ่งเน้นจำนวนเชิงปริมาณของนักท่องเที่ยว” รศ. ดร.อักษรศรี กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top