Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

จเรตำรวจแห่งชาติพร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีรับโทษประเทศต้นทาง หลังตำรวจท่องเที่ยวทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

วันที่ 20-23 กันยายน 2568 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว, พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และคณะ เดินทางไปราชการต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐเกาหลี พร้อมกันนี้ได้ทำการผลักดันส่งตัวผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีใต้ จำนวน 2 ราย กลับไปรับโทษยังสาธารณรัฐเกาหลี 

ผู้ต้องหาชาวเกาหลีใต้จำนวน 2 รายดังกล่าว จากผู้ต้องหาทั้งหมด 19 รายที่ถูกตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจท่องเที่ยว 4 กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 จับกุมและทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์เกาหลีใต้ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนายคิมดูซง กงสุลตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย พร้อมด้วยฝ่ายภูมิภาค 2 กองการต่างประเทศ ร่วมผลักดันผู้ต้องหากลับไปยังสาธารณรัฐเกาหลี โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสาธารณรัฐเกาหลีที่เกี่ยวข้องมารับตัวไปดำเนินคดีต่อไป โดยผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีอีก 17 คนนั้น ได้ถูกผลักดันส่งตัวกลับไปดำเนินคดียังสาธารณรัฐเกาหลีไปก่อนหน้านี้แล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 02.00 น. ได้รับการประสานจาก คุณลี ยองกุน กงสุลตำรวจ สถานทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย เพื่อขอความช่วยเหลือชายสัญชาติเกาหลี อายุ 31 ปี หลังบิดาในประเทศเกาหลีใต้แจ้งว่า บุตรชายถูกบังคับให้ทำงานและถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมเตรียมถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ไม่ทราบแน่ชัด เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวรับคำสั่งให้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อมูลเบื้องต้น บริเวณซอยชุมชนชายทะเล ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จนสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ที่บ้านหลังหนึ่งโดยปลอดภัย

ต่อมาวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 น. จากการสั่งการขยายผลพบว่ามีกลุ่มชาวเกาหลีและจีนประมาณ 20 คน พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ลักษณะทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกับสถานทูตสาธารณรัฐเกาหลี เข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว พบผู้ต้องสงสัยรวม 8 ราย เป็นชายสัญชาติเกาหลี 6 ราย หญิงสัญชาติเกาหลี 1 ราย และชายชาวจีน 1 ราย ซึ่งให้การรับสารภาพว่าทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงคนประเทศเกาหลีใต้ จากการตรวจสอบสถานที่ทำงานที่อาคารพาณิชย์ หมู่ 1 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบว่าเป็นสำนักงานปิดทึบ ชั้น 1 และ 2 ถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงาน พร้อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ได้แก่ โน้ตบุ๊ก 14 เครื่อง, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 4 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 15 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจึงควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมรายงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดชลบุรี เพื่อดำเนินการเพิกถอนวีซ่า และนำของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรห้วยใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

'Warroom IAC' หารือร่วมป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับนานาประเทศ เดินหน้าแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

(23 ก.ย. 68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ/ผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เป็นประธานต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมประชุมหารือด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของหน่วยบังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่จากองค์กรระหว่างประเทศ ณ โรงแรมมัลดีฟส์ บีช รีสอร์ท อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี 

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อหารือแนวทางการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 7 ประเทศ และ 4 องค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, องค์กรชั้นนำอย่างสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC), องค์การตำรวจสากล (INTERPOL), สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) และหน่วยสืบราชการลับสหรัฐ (Secret Service) ในการร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและวิธีปฏิบัติ เพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในการประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์และมาตรการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่กำลังแพร่หลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนอย่างจังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชาเป็นระยะทางกว่า 87 กิโลเมตร และมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากฝั่งตรงข้ามมีอาคารและคาสิโนที่เชื่อว่าเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากร

ในอดีตที่ผ่านมา มีรายงานการหลอกลวงคนไทยจำนวนมากไปบังคับทำงานผิดกฎหมายในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือเหยื่อกลับประเทศ ขณะที่ข้อมูลจากระบบรับแจ้งความออนไลน์เผยให้เห็นว่า เฉพาะในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเพียงแห่งเดียว มีคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกว่า 5,898 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 412 ล้านบาท โดยการประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต

ตอบแทนแผ่นดิน 'วปอ.66' ใจใหญ่! ควัก 4 แสนหนุนภารกิจชายแดน–สาธารณสุข

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) ที่ผ่านมา ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) กรุงเทพฯ นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 66 จัดพิธีมอบเงินรายได้จากการแสดงคอนเสิร์ตการกุศล 'The SixTysix' รวม 400,000 บาท สนับสนุนภารกิจความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา และงานด้านสาธารณประโยชน์

โดยมี ดร.วิกร ภูวพัชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟังก์ชั่น อินเตอร์เนชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้แทนนักศึกษา วปอ.66 เป็นตัวแทนส่งมอบเงินให้ 4 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ มูลนิธิองค์กรทำดี (บุ๋ม–ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) รับ 100,000 บาท พัฒนาพื้นที่ชายแดนกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) รับ 100,000 บาท จัดหาอุปกรณ์จำเป็นให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจที่ปราสาทตาควายกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด (กปช.จต.) รับ 100,000 บาท เสริมศักยภาพการปฏิบัติหน้าที่ชายแดน และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ (กองทัพภาค 2) รับ 100,000 บาท จัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วย

ดร.วิกร เปิดเผยว่า การส่งมอบเงินครั้งนี้เป็นหนึ่งในพันธกิจ “ตอบแทนแผ่นดิน” ของ วปอ.66 ที่มุ่งสร้างคุณูปการต่อชาติ ทั้งด้านความมั่นคง การสนับสนุนกำลังพล และการช่วยเหลือสาธารณสุข สะท้อนคติประจำรุ่น “สามัคคีมีความสุข” และเจตนารมณ์แน่วแน่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน

สหรัฐฯ ประกาศพร้อม ‘ทำทุกวิถีทาง’ เพื่อพยุงเศรษฐกิจ ‘อาร์เจนตินา’ ให้รอดพ้นวิกฤต

(23 ก.ย. 68) สหรัฐฯ ประกาศพร้อม “ทำทุกทาง” เพื่อพยุงเศรษฐกิจอาร์เจนตินา หลังตลาดหุ้นทรุดหนัก ค่าเงินเปโซดิ่งอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า กำลังพิจารณามาตรการช่วยเหลือหลายรูปแบบ ทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตรากับธนาคารกลาง การเข้าซื้อเงินสกุลดอลลาร์ รวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอาร์เจนตินาที่ออกเป็นเงินดอลลาร์

สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่า รายละเอียดแผนช่วยเหลือจะชัดเจนภายหลังการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีฮาเวียร์ ไมเล ของอาร์เจนตินาในนิวยอร์ก โดยย้ำว่า “อาร์เจนตินาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” และยังเป็นพันธมิตรสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ถ้อยแถลงดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ทำให้ค่าเงินเปโซ หุ้น และพันธบัตรของอาร์เจนตินาฟื้นตัวขึ้นชั่วคราว ขณะที่ ‘ไมเล’ แสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข 

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังพรรคของไมเลพ่ายแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นในจังหวัดบัวโนสไอเรส สร้างแรงกดดันต่อการเลือกตั้งกลางสมัยเดือนหน้า (midterm election) ซึ่งเขาหวังใช้เป็นโอกาสขยายอำนาจทางการเมืองเพื่อเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้อาร์เจนตินายังคงมีหนี้ IMF กว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ และอยู่ในภาวะวิกฤตที่สั่นคลอนมาหลายทศวรรษ

เสียงวิจารณ์เดือด!! GMP Clearance อย. ถูกมองเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า

วันนี้มีการประชุมชี้แจงเรื่อง GMP Clearance โดยผู้อำนวยการกองยาเป็นประธานในการประชุมชี้แจงในครั้งนี้ โดยเนื้อหาที่ทาง อย. แจ้งมาว่าปัญหาที่ทาง อย. อ้างว่าหลังจากที่ทาง อย. ไทยได้นัดหมายไปทำการ Onsite Audit แต่โรงงานผู้ผลิตไม่อนุญาต โดยมีทั้งแบบขอเลื่อนไปเรื่อยๆ และส่งหนังสือมาว่าไม่สะดวกให้ อีกทั้ง อย. ยังอ้างว่าบางบริษัทให้เลข GMP มาพอไป search แล้วหาไม่เจอ จากปัญหาที่ อย. อ้างนี่เองเป็นต้นเรื่องของการที่ อย. ต้องการจะไป Onsite Audit ในประเทศที่เป็น Non-PIC/S Member ทั้งหมด

โดยในการประชุมครั้งนี้ อย. ประกาศว่า ทาง อย. จะไป Onsite audit ในกรณีต่อไปนี้
• ยาที่กำลังขึ้นทะเบียนทุกตัวจะต้องทำการ Onsite Audit สำหรับ Non-PIC/S country 
• ยาที่ได้รับทะเบียนแล้วแต่หากมีการเพิ่ม Site ผู้ผลิตยาสำเร็จรูป จะต้องได้รับการ Onsite Audit 
• ถ้าหาก GMP clearance หมดอายุการ renew ได้โดยไม่จำเป็นต้องไป Onsite สำหรับรายการยาที่มีทะเบียนยาในไทยอยู่แล้ว

ในการประชุมมีคำถามมากมายโดยเฉพาะในช่วงถาม-ตอบปัญหา ซึ่งทาง อย. เอ่ยมาว่า ในประเทศที่ไม่ได้เป็น PIC/S member จะไปทำงานตามระบบของประเทศที่เป็น PIC/S ได้อย่างไร ซึ่งคำพูดนี้ขัดแย้งกับมาตรฐานการผลิตยาในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศฝั่งจีนและอินเดียที่เป็นผู้นำการผลิตเวชภัณฑ์ของโลกในขณะนี้ ซึ่งมีแหล่งข่าวของเอย่าระบุว่าบริษัทยาระดับโลกที่เขาขายยาทั่วโลกไม่ใช่ผลิตมาขายแค่ประเทศไทย ทำไมเขาจะไม่รักษามาตรฐานการผลิตยาโดยเฉพาะบริษัทที่ส่งออกไปยังอเมริกาและยุโรป เขาต้องรักษามาตรฐานอยู่แล้ว  และไทยก็แค่ได้อานิสงส์จากการรักษามาตรฐานของบริษัทเหล่านั้น และอีกหลายคำถามในวันนี้ที่เจ้าหน้าที่ อย. ตอบไม่ได้แล้วตอบไปว่ามีคำถามอะไรให้มาถามเป็นการส่วนตัว นี่ยิ่งสร้างให้เกิดความไม่โปร่งใสและลดทอนความน่าเชื่อถือของ อย. ไทยลงไปอย่างมาก

ณ เวลานี้ อย. เอายาที่กำลังจะได้ทะเบียนยามาเป็นตัวสร้างเงื่อนไขว่ายาที่จะออกทะเบียนได้สำหรับกลุ่มประเทศ Non-PIC/S นั้นจะต้องได้รับการตรวจ Onsite audit เสมือนเป็นการเรียกค่าไถ่ต่อผู้ประกอบการไทยที่จะต้องลงทุนมหาศาลสำหรับค่าใช้จ่ายในการไปตรวจซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่ต่างหากด้วย ซึ่งนั่นเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ผ่านระบบของ อย. ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายท่านถามว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้ใครต้องจ่ายเพราะการไปตรวจผู้ผลิตได้ประโยชน์แต่คนจ่ายคือผู้ประกอบการ และงานนี้ผู้ผลิตไม่ได้อยากจะจ่ายเงินเพราะตามที่ อย. แจ้งว่าไม่ได้ออก GMP Certificate ให้ แต่จะออกเป็น Clearance letter เพื่อเอาไปใช้ในการขึ้นทะเบียนเท่านั้น 

ด้วยสาเหตุที่มีแหล่งข่าวอ้างว่า อย. ไม่อยากสร้างข้อผูกพันในการต้องไปตรวจต่อเนื่อง มีแหล่งข่าวอื่นๆ ที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการกระทำของ อย. ในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการกรรโชกทรัพย์ที่ชอบด้วยกฎหมายกับผู้ประกอบการไทย เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการในสภาวการณ์เช่นนี้

สำหรับเอย่าแล้ว เอย่ามองว่านี่คือการกีดกันทางการค้าเพราะประเทศที่เป็นสมาชิกของ PIC/S ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม บราซิล บัลแกเรีย แคนาดา ไต้หวัน โครเอเชีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮ่องกง ฮังการี ไอซ์แลนด์ อิหร่าน ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลัตเวีย ลิซเทนสไตน์ ลิทัวเนีย มาเลเซีย มอลตา เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ สโลวัก สโลวีเนีย แอฟริกาใต้ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ไทย ตุรกี ยูเครน อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา  

ซึ่งจะเห็นว่าประเทศในกลุ่ม PIC/S ส่วนใหญ่คือสหภาพยุโรปและประเทศในกลุ่มสหรัฐอเมริกา ซึ่งนี่ทำให้คนหลายคนมองว่าทางการไทยพยายามผูกขาดทางการค้าแบบเงียบๆ โดยการเขี่ยประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก PIC/S ออก  

สุดท้ายการที่ อย. ยังพยายามจะดึงดันเส้นทางนี้ต่อไปทั้งๆ ที่ฝั่งผู้ประกอบการก็แย้งว่าหากบริษัทไหนไม่โปร่งใสไม่ถูกต้อง อย. ก็ไม่ต้องอนุมัติสิ ทาง อย. สามารถทำได้ภายใต้ขอบเขตอำนาจ แต่ อย. กลับเลือกเส้นทางที่สร้างปัญหาให้กับทุกฝ่ายรวมถึงพนักงานใน อย. เองด้วย

ที่ผ่านมาในปี 2568 อย. แถลงว่ามีเจ้าหน้าที่ไปตรวจเพียง 10 คน และปีนี้ตรวจไปแล้ว 5 โรงงาน ปีหน้ามีแผนการตรวจแล้ว 3 โรงงาน แต่จากประกาศนี้จะทำให้งานที่มีอยู่เพิ่มขึ้นเป็น 10-20 เท่า คำถามคือ อย. จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือและการออกเอกสารที่ไปตรวจนั้นใช้ประโยชน์อะไรได้จริงหรือไม่ เพราะอย่างที่แจ้งไปการตรวจครั้งนี้ อย. จะไม่ออกเอกสาร GMP Certificate ซึ่งแม้จะไม่ผิดกฎแต่เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาการไป Audit เนื่องจากเอกสารที่นำมาแสดงของโรงงานในประเทศ Non-PIC/S member นั้นไม่น่าเชื่อถือ จึงเป็นเหตุให้ อย. ไทยไปตรวจ 

การออกประกาศเช่นนี้แม้ อย. จะอ้างว่าทำตาม PIC/S กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติจริงนี่เป็นการสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการอันจะส่งผลต่อไปยังต้นทุนราคายาที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่การจัดซื้อจัดจ้างยาที่จะพยายามลดราคายาให้ถูกเพื่อซัพพลายยาแก่คนในประเทศ แต่จากเหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนมองว่าประเทศไทยเรากำลังจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “อยากใช้ของดี แต่เงินไม่มีจ่าย” ซึ่งสุดท้ายหากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อยไม่สามารถจะทนแรงต้านนี้ได้ ก็จะเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งบริษัทในไทยเป็นตัวขับเคลื่อนต้นทุน วันนั้นแหละที่เราอาจจะต้องเจอราคายาแพงจริงๆ ก็เป็นได้ และส่วนหนึ่งของสาเหตุก็ไม่ใช่ใครแต่เป็น อย. ไทยนั่นเอง

ผบช.น. - ผบก.น.1 สั่งตรวจสอบเหตุสามี-ภรรยา ทะเลาะกัน ไล่เคาะ-ถีบห้องเพื่อนบ้านคอนโดย่านดินแดง ทำหนุ่มอินฟลูฯ ผวา แจ้งความดำเนินคดี

เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 68) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา ผบก.น.1 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ภษิต กะเตื้องงาน ผกก.สน.ดินแดง ตรวจสอบกรณี กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Thanid Thungtongkam เป็น อินฟลูเอนเซอร์ โพสต์ข้อความเตือนภัยคนอยู่คอนโดย่านดินแดง มีเพื่อนบ้านเคาะประตู ถีบประตู เอามีดมาเคาะ และเอาเลือดสกปรกมาป้าย ด่าทอด้วยคำที่หยาบ คำกล่าวหามีการหมิ่นประมาทข่มขู่ จะตัวเราต้องไปหลบ และเกิดอาการวิตกกังวล โทรแจ้งนิติบุคคลให้คุมเหตุ
ผลที่ได้คือได้แต่เฝ้าดูให้ผ่านกล้องวงจร โทรหาตำรวจ ตำรวจอยู่ที่ล็อบบี้ไม่ได้ขึ้นมา จนผู้ก่อเหตุเดินลงไปเองที่ล็อบบี้เนื่องจากตอนเคาะประตูเผลอทำมีดบาดหัวตัวเอง ทางด้านค่าเสียหาย และทางด้านจิตใจ

จากการตรวจสอบทราบว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2568 เวลา 22:47 น.  สายตรวจสน.ดินแดง ได้ลงพื้นที่ ผู้ก่อเหตุและภรรยา ลงมารอพบเจ้าหน้าที่อยู่ด้านล่างซึ่งเป็นเหตุภายในครอบครัว ภรรยาผู้ก่อเหตุแจ้งว่า สามีของตนเกิดมีอาการมึนเมาและทำร้ายตัวเองและมีบาดแผลบริเวณศีรษะ จากการซักถามผู้ก่อเหตุอยู่ในอาการมึนเมา พูดจาไม่รู้เรื่องและไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ญาติและกู้ภัยจึงนำตัวส่ง รพ.แพทย์ปัญญา  เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกกู้ภัยเข้ามาปฐมพยาบาลเบื้องต้นและนำตัวสามีส่ง รพ.แพทย์ปัญญา เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้นิติบุคคลและผู้แจ้งสำรวจความเสียหายที่เกิดจากผู้ก่อเหตุ หากต้องการดำเนินคดีประชาสัมพันธ์ให้มาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง

ต่อมา ผู้เสียหายผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว เดินทางมาแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง มาเคาะห้องเพื่อหาเรื่อง ที่ไม่พอใจ ผู้เสียหายที่ไปแจ้งนิติบุคล ให้มาตรวจสอบเรื่องที่ กรณีผู้ก่อเหตุทะเลาะกับภรรยาเสียงดัง
 อย่างไรก็ตาม ทางพนักงานสอบสวนสน.ดินแดง ดำเนิการแล้ว สอบคำให้การผู้เสียหาย ประสานชุดสืบสวนสน.ดินแดง ตรวจสอบกล้องวงจร พร้อมนัดสอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติม โดยนัดหมายอีกครั้ง วันที่ 23 ก.ย.เวลา 11.00  น. เพื่อยืนยันภาพผู้ก่อเหตุ ทางพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายเรียกผู้ก่อเหตุดำเนินคดีพยายามบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ฯ รวมถึงการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากมีผู้เสียหายประสงค์จะแจ้งความเพิ่ม สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่สน.ดินแดง ต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งด่วนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจร เหตุถนนสามเสนทรุดตัว 

(24 ก.ย. 68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการด่วนให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลเร่งดูแลประชาชนและอำนวยการจราจร กรณีเมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. เกิดเหตุถนนทรุดตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถ.สามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เป็นหลุมกว้าง 30 x 30 เมตร ลึก 50 เมตร และมีแนวโน้มทรุดตัวเพิ่มขึ้น โดยต่อมาในที่เกิดเหตุมีเสาไฟฟ้าตกลงไปจำนวน 2 ต้น และมีรถของสถานีตำรวจนครบาลสามเสน ตกลงไป และการทรุดตัวได้ขยายวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน และส่งผลให้การจราจรบริเวณดังกล่าวรวมทั้งบริเวณใกล้เคียงติดขัดอย่างหนัก

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรุงเทพมหานคร ในการดำเนินการเหตุถนนทรุดตัว ท่อประปาขนาดใหญ่ชำรุด และดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัย รวมทั้งเร่งอำนวยความสะดวกการจราจรรอบบริเวณ เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อผู้สัญจรใกล้เคียงได้

สำหรับการดูแลการจราจร ล่าสุด พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผู้บังคับการตำรวจจราจร ได้สั่งการให้ฝ่ายจราจร สน.สามเสน ปิดการจราจรถนนสามเสน ตั้งแต่แยกศรีย่าน มุ่งหน้าแยกซังฮี้ และถนนขาว โดยให้มีเส้นทางเลี่ยงดังนี้
- แยกบางพลัด ข้ามสะพานกรุงธน ให้ตรงไปแยกซังฮี้ ใช้ถนนราชวิถี
- ถนนสุโขทัย ขาเข้า ให้เลี้ยวซ้ายแยกสวนรื่นฤดี ใช้ถนนราชวิถี
- ถนนสามเสน ขาเข้า จากแยกเกียกกาย มุ่งหน้าแยกศรีย่าน ให้เลี้ยวซ้ายถนนนครไชยศรี

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตนเอง เพื่อดูแลสั่งการในการประสานงาน รวมทั้งดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจรให้กับพี่น้องประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 รายงานเหตุยิงปืนข้ามแดน ‘มาลี’ โฆษกกลาโหมกัมพูชาปฏิเสธ ย้ำเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่การยั่วยุ

(24 ก.ย. 68) กองทัพบก ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 เวลา 13.20 น. ตรวจพบทหารกัมพูชาลอบยิงปืนเล็กจำนวน 3–5 นัด เข้ามายังแนวลวดหนามป้องกันของฝ่ายไทย บริเวณ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เบื้องต้นคาดยิงเพื่อทดสอบปฏิกิริยาการโต้ตอบของฝ่ายไทย โดยไทยไม่ได้ยิงตอบโต้ แต่ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงชี้แจง โดยพลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกลาโหม ยืนยันว่าทหารกัมพูชาไม่ได้ยิงอาวุธเข้ามาฝั่งไทย แต่เป็นเพียงเหตุปืนลั่น 2 ครั้ง ห่างกันราว 1 ชั่วโมง และได้มีการประสานงานกับฝ่ายไทยเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงแล้ว

กัมพูชาระบุเพิ่มเติมว่า ไม่ต้องการให้สังคมหรือนานาชาติเข้าใจผิด พร้อมยืนยันว่ากองทัพของตนยังคงยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง และพร้อมร่วมมือกับไทยเพื่อรักษาความสงบตามแนวชายแดน

รพ.วชิรพยาบาล งดบริการผู้ป่วยนอกทุกกรณี เหตุถนนทรุด!! หน้าบริเวณทางเข้าโรงพยาบาล

(24 ก.ย. 68) โรงพยาบาลวชิรพยาบาล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ออกประกาศด่วน ปิดให้บริการผู้ป่วยนอกทุกประเภท รวมถึงคลินิกปฐมภูมิเขตเมืองวชิรพยาบาลและคลินิกพิเศษวชิรพยาบาล รวมทั้งงดการเรียนการสอนทุกหลักสูตร เนื่องจากถนนหน้าโรงพยาบาลทรุดตัวจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและการให้บริการ

ด้าน รฟม. สั่งการให้หยุดก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน - ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) หลังเกิดเหตุถนนทรุดตัว ขณะที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ รุดตรวจสอบพร้อมเผยสาเหตุเกิดจากดินไหลเข้าอุโมงค์ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน พร้อมตั้งศูนย์บัญชาการประเมินสถานการณ์

ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลยืนยันจะนัดหมายผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบกลับมารับการรักษาใหม่โดยเร็วที่สุด พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก และย้ำว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย บุคลากร และประชาชนที่มาใช้บริการ

‘อุ๊งอิ๊งค์’ อัพไอจีสตอรีบอกนอนน้อยจนภูมิตก พร้อมแชร์คำคม “อย่าให้ใครมาทำลายความสงบของคุณ”

เมื่อวันที่ (23 ก.ย. 68) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อุ๊งอิ๊งค์” อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ไอจีสตอรีผ่านบัญชีส่วนตัว @ingshin21 พร้อมข้อความภาษาอังกฤษว่า "Don't let someone ruin your peace just because they can't find theirs" แปลว่า “อย่าให้ใครมาทำลายความสงบของคุณ เพียงเพราะพวกเขาหาความสงบของตัวเองไม่เจอ”

นอกจากนี้ อุ๊งอิ๊งค์ยังโพสต์ภาพเซลฟี่คู่กับเครื่องดื่มอุ่น ๆ พร้อมระบุแคปชั่นว่า “นอนน้อย ภูมิตก ไซนัสเข้า” พร้อมใส่อิโมจิถอนหายใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top