Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

พล.อ.ทรงวิทย์ ลงพื้นที่ภูมะเขือ–ปราสาทตาควาย จารึกชื่อ “ถนนนักรบไทย” สดุดีผู้ปกป้องแผ่นดิน

เมื่อวันที่ (22 ก.ย. 68) พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณปราสาทตาควาย และภูมะเขือ พร้อมให้กำลังใจหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิด และเจ้าหน้าที่ที่ร่วมก่อสร้างถนนขึ้นภูมะเขือ

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.อ.ทรงวิทย์ได้ร่วมเขียนชื่อ “ถนนนักรบไทย” บนพื้นถนนซีเมนต์ที่กำลังก่อสร้าง โดยถนนเส้นดังกล่าวเป็นผลงานของหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 53 (นพค.53) ซึ่งสร้างขึ้นจากเงินบริจาคของประชาชนและพระสงฆ์ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมในพื้นที่ชายแดน

ผบ.ทหารสูงสุดได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “นักรบ” ว่าไม่ได้หมายถึงเพียงทหารหรือตำรวจตระเวนชายแดน แต่ครอบคลุมถึงคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ ที่ร่วมกันปกป้องผืนแผ่นดิน พร้อมย้ำว่า “ขอสลักชื่อนี้ไว้ในแผ่นดิน เพื่อสดุดีนักรบไทยทุกหมู่เหล่า และผู้สละชีพเพื่อชาติ เพราะคนไทยรักอิสรภาพและไม่ยอมให้ใครมาข่มเหง”

‘ชูวิทย์’ ฟันธง!! ชะตาพรรคประชาชน มีโอกาสซ้ำรอยประชาธิปัตย์ พลาดเพียงก้าวอาจล้มทั้งพรรค

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความถึงพรรคประชาชน โดยขอบคุณนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่เปิดใจสื่อสารกับประชาชน พร้อมย้ำว่าตนเองและประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพื่อดูการตัดสินใจครั้งสำคัญของพรรคว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศหรือไม่

ชูวิทย์ระบุว่า พรรคการเมืองไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากผลประโยชน์และความเห็นที่แตกต่าง ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่าย เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงในอดีตที่เคยทำงานการเมืองด้วยความตรงไปตรงมา แต่สุดท้ายก็ต้องเผชิญกับปัจจัยซับซ้อนที่ควบคุมไม่ได้

เขาเตือนว่าพรรคประชาชนควรใช้บทเรียนจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแม้เป็นพรรคเก่าแก่และมีระบบเข้มแข็ง แต่ยังพลาดเพราะการตัดสินใจที่ผิดเพียงก้าวเดียว จนสูญเสียความนิยมจากประชาชน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างให้พรรคใหม่ๆ ต้องระมัดระวังไม่เดินซ้ำรอย

ชูวิทย์ยังฝากข้อคิดว่า ในการเมือง ประชาชนไม่ได้เลือก “คนที่ดีที่สุด” เพราะคนดีอาจอยู่ไม่รอด แต่เลือก “คนที่ผิดน้อยที่สุด” จึงอยากให้พรรคประชาชนยึดมั่นอุดมการณ์ เปิดใจฟังเสียงวิจารณ์ และตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ท้ายที่สุด เขาย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ หากพรรคประชาชนได้คะแนนเพิ่ม แสดงว่าตัดสินใจถูกต้อง แต่หากคะแนนลดลง ก็หมายถึงพรรคก้าวพลาด พร้อมย้ำว่า การวิจารณ์ที่แรงของเขาเป็นเพราะความหวังดีต่ออนาคตการเมืองไทย ไม่ใช่การหวังร้ายแต่อย่างใด

‘นักเขียนดัง’ แชร์บทเรียนมือถือถูกขโมยในร้านฟาสต์ฟู้ด ตำรวจผู้ดีก็ช่วยไม่ได้!! แม้ตามสัญญาณไปจนเจอตำแหน่ง

(23 ก.ย. 68) คุณสุเจน กรรพฤทธิ์ นักเขียนนิตยสารสารคดี โพสต์เรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กว่า…การเดินทางรอบสองในยุโรปต้องสะดุดกับเหตุการณ์ซ้ำรอย เมื่อมือถือถูกโจรขโมยไปกลางร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังย่าน Tottenham Court Road กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทั้งที่มีเพื่อนนั่งเฝ้าโต๊ะอยู่ แต่โจรใช้กลวิธีง่ายๆ วางหนังสือพิมพ์ทับของ ก่อนเดินหนีไปพร้อมโทรศัพท์โดยที่เจ้าของยังไม่รู้ตัว

เมื่อรู้สึกตัวว่าโทรศัพท์หาย จึงรีบใช้ “Find My iPhone” ตามสัญญาณไปจนเจอว่าตำแหน่งอยู่ในบ้านหัวมุมถนน ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์ เจ้าของเครื่องพยายามขอความช่วยเหลือจาก รปภ. และตำรวจ แต่กลับเจอระบบราชการอังกฤษที่เชื่องช้า ต้องใช้ “Crime Number” (หมายเลขอ้างอิงคดีที่ตำรวจออกให้) เป็นเงื่อนไขในการดำเนินการ ซึ่งคอลเซ็นเตอร์กลับไม่ให้

ตำรวจสายตรวจสองนายที่ผ่านมาช่วยเคาะประตูบ้าน แต่คนที่ออกมาคือชายชราสวมสูทที่บอกว่าเป็นบาทหลวง ตำรวจเพียงตรวจดูบริเวณสวน ก่อนบอกว่าไม่น่าเกี่ยวข้อง และแนะนำให้เจ้าของมือถือหาด้วยตัวเอง ทำให้ผู้เสียหายรู้สึกงุนงงกับวิธีการสืบสวนที่ไม่ตรงจุด

สุดท้าย ตำรวจแนะนำให้ไปโรงพักเพื่อแจ้งความอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่มี “Crime Report Number” ที่เป็นกุญแจสำคัญของคดี จึงกลายเป็นว่าเจ้าของเครื่องต้องขึ้นรถตำรวจไปยังสถานี โดยไม่ได้ความคืบหน้าในการตามหามือถือในทันที

เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากจะเป็นบทเรียนเรื่องการระวังทรัพย์สินในยุโรปแล้ว ยังสะท้อนถึงระบบตำรวจอังกฤษที่เน้นขั้นตอนเอกสารมากกว่าความคล่องตัว และปิดท้ายด้วย “ทัวร์นั่งรถตำรวจลอนดอน” ที่คงไม่มีใครอยากลองด้วยเหตุผลเช่นนี้

เปิดคลิปนาทีชนตำรวจจราจรขณะนำส่งอวัยวะ (ปอด)! เตือนผู้ขับขี่ชะลอความเร็ว หยุดรถ ให้ทาง ไม่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร เพื่อรักษากฎหมายและช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์

พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการดำเนินการช่วยเหลือเพื่อนำส่งอวัยวะจากผู้บริจาคไปยังผู้รับบริจาคนั้น ตำรวจจราจรทั่วประเทศ และตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ได้ร่วมดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภารกิจลุล่วงด้วยดีมาโดยตลอด ทำให้สามารถต่อชีวิตผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับความร่วมมือด้วยดีจากพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน ที่ช่วยหลีกทางให้กับรถของตำรวจจราจร และรถพยาบาล เพื่อร่วมส่งต่อลมหายใจแก่ผู้ป่วยร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดวานนี้ (22 กันยายน 2568) เวลา 12.28 น. เกิดเหตุผู้ขับรถแท็กซี่สาธารณะไม่ชะลอความเร็วเพื่อหยุดรถเมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีแดง ประกอบกับมีขบวนรถของตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริที่เปิดไฟสัญญาณฉุกเฉินขณะกำลังปฏิบัติภารกิจนำส่งอวัยวะ (ปอด) จากจังหวัดชลบุรี เพื่อส่งต่อยังโรงพยาบาลศิริราช ทำให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนบริเวณแยกสวนมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริผู้ปฏิบัติหน้าที่ คือ ด.ต.วัชรนนท์ คงสินจีราภัทร์ ผู้บังคับหมู่งาน 3 กองกำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจจราจร ได้รับบาดเจ็บที่ขาขวาและข้อมือ แต่ยังคงมีสติ ยังมีความโชคดีตำรวจนายดังกล่าวไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ รถแท็กซี่คันก่อเหตุไม่เฉี่ยวชนกับรถพยาบาลที่บรรทุกอวัยวะดังกล่าว ซึ่งอาจจะเกิดความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้ และแม้ต้องพบเจออุบัติเหตุขบวนรถนำส่งอวัยวะยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนสามารถนำส่งอวัยวะ (ปอด) ให้ถึงมือแพทย์ได้ทันเวลา

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกเสี้ยววินาทีของรถที่เปิดสัญญาณไฟฉุกเฉินคือเส้นทางแห่งชีวิต การเปิดทางไม่ใช่เพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่คือการมอบโอกาสใหม่ให้กับประชาชนผู้ป่วยที่รอการรักษาอยู่ปลายทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเน้นย้ำไปยังผู้ขับขี่ทุกท่านให้ตระหนักว่า “เมื่อเห็นสัญญาณไฟและเสียงไซเรน โปรดให้ทาง” รวมทั้งขอให้เคารพกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด 

สำหรับการให้ทางรถฉุกเฉิน เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน ผู้ขับขี่ควรมองกระจกหลังเพื่อกะระยะของรถฉุกเฉินที่ขับมา และชะลอความเร็วเปิดสัญญาณไฟเบี่ยงซ้ายเพื่อหลีกทาง หรือหากไม่สามารถหลีกทางได้ด้วยเพราะสภาพการจราจรที่หนาแน่น ให้หยุดรถเพื่อให้รถฉุกเฉินหาทางขับผ่านไป และข้อสำคัญเมื่อรถฉุกเฉินขับผ่านไปแล้วห้ามขับตามเด็ดขาด ทั้งนี้ การเจตนาไม่หลบรถฉุกเฉิน หรือขับรถกีดขวางเส้นทาง เข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา 76 ระบุว่า เมื่อเห็นรถฉุกเฉินในขณะปฏิบัติหน้าที่ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือได้ยินเสียงสัญญาณไซเรน จะต้องให้รถฉุกเฉินผ่านไปก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท และกรณีขับรถฝ่าสัญญาณไฟจราจร มีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท

‘วิเวียน วิลสัน’ ลูกสาวข้ามเพศของ ‘อีลอน มัสก์’ เผยหาเลี้ยงตัวเองได้!! โดยไม่พึ่งเงินพ่อแม้แต่เซ็นต์เดียว

(23 ก.ย. 68) วิเวียน เจนน่า วิลสัน (Vivian Jenna Wilson) ลูกสาววัย 21 ปีของมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ ออกมาเปิดเผยในงาน Teen Vogue Summit 2025 ที่ลอสแอนเจลิสว่า เธอได้ประกาศอิสรภาพทางการเงินจากบิดาแล้ว พร้อมย้ำว่า “ไม่เคยได้เงินจากความดังเลยแม้แต่เซ็นต์เดียว” พร้อมยืนยันว่าตอนนี้สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้

วิเวียน ซึ่งเปิดตัวว่าเป็นผู้หญิงข้ามเพศในปี 2022 และเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลอย่างเป็นทางการเพื่อขาดสัมพันธ์กับมัสก์ โดยเธอใช้ชีวิตเรียบง่ายในลอสแอนเจลิส อาศัยอยู่กับรูมเมตและจัดการค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ แม้แม่ของเธอจะมีฐานะมั่งคั่ง แต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตหรูหราเช่นที่หลายคนคาดคิดจากนามสกุล ‘มัสก์’

เส้นทางอาชีพของวิเวียนเริ่มต้นจากการถ่ายแบบ ก่อนจะเข้าสู่การแสดงแฟชั่นโชว์ และล่าสุดเธอได้ร่วมเดินแบบที่ New York Fashion Week ในงานซึ่งสะท้อนประเด็นสิทธิคนข้ามเพศ และยังขึ้นเวทีการแสดงร่วมกับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม แพดตี้ กอเนีย (Pattie Gonia) อีกด้วย

แม้จะเป็นลูกของบุคคลที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของโลก แต่วิเวียนยืนยันว่าไม่สนใจความมั่งคั่งระดับมหาศาล เธอเลือกสร้างเส้นทางชีวิตบนความคิดสร้างสรรค์ การแสดงออก และการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ โดยบอกว่า “ไม่อยากเป็นคนรวยสุด ๆ แต่อยากใช้ชีวิตสนุกและเป็นตัวของตัวเอง”

พระอาจารย์สิริปัญโญ: แสงธรรมเรืองรองจากผู้ละทิ้งมรดกแสนล้าน “ความสุขที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนเงินในบัญชี แต่วัดจากความสงบภายในใจ”

(23 ก.ย. 68) เมื่อความมั่งคั่งไม่ใช่คำตอบ ในโลกที่ความสำเร็จมักวัดกันด้วยจำนวนเงินในบัญชีธนาคาร ตำแหน่งหน้าที่การงาน และทรัพย์สินที่ครอบครอง มีเรื่องราวหนึ่งที่ทำให้เราต้องหยุดคิดและไตร่ตรองถึงคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต นั่นคือเรื่องราวของพระอาจารย์สิริปัญโญ (Ajahn Siripanyo) ผู้ที่เคยเป็นทายาทของอาณาจักรธุรกิจมหาศาล กลับเลือกที่จะละทิ้งมรดกอันมหาศาลถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2.85 แสนล้านบาท) เพื่อบวชเป็นพระในป่าใหญ่ของประเทศไทย

เรื่องราวของท่านไม่ใช่เพียงแค่การตัดสินใจที่น่าตกใจของคนหนึ่ง แต่เป็นการตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของมนุษยชาติในยุคนี้ว่า “ความสุขที่แท้จริงคืออะไร?” และ “เราควรใช้ชีวิตเพื่ออะไร?” คำตอบของท่านผ่านการกระทำที่ชัดเจน น่าเคารพ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนทั่วโลก

ชีวิตในวัยเด็ก: รากฐานแห่งปัญญา
พระอาจารย์สิริปัญโญ ชื่อเดิมคือ ทินจักร กริชนัน เกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีฐานะการเงินมั่งคั่งที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านคือลูกชายคนเดียวของนายอนันดา กริชนัน (Ananda Krishnan) เศรษฐีชาวศรีลังกาเชื้อสายทมิฬ ที่ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Forbes ว่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 2 ของมาเลเซียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมารดาของท่านก็คือ หม่อมราชวงศ์สุพินดา จักรพันธุ์ เชื้อสายราชสกุลจักรพันธุ์แห่งประเทศไทย

ครอบครัวกริชนันมีลูกทั้งหมด 3 คน คือลูกสาว 2 คน และลูกชายเพียง 1 คน ซึ่งก็คือพระอาจารย์สิริปัญโญในปัจจุบัน นายอนันดา กริชนันบิดาของพระอาจารย์สิริปัญโญเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงในหลายสาขา ทั้งโทรคมนาคม สื่อสารมวลชน และพลังงาน บริษัทของท่านมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของมาเลเซียและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างมาก แม้จะเกิดและเติบโตในความมั่งคั่ง แต่ครอบครัวกริชนันให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก พระอาจารย์สิริปัญโญจึงได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ท่านเดินทางไปศึกษาในประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นแหล่งการศึกษาชั้นนำของโลก ด้วยความฉลาดและความขยันหมั่นเพียร ท่านจึงสามารถเรียนรู้และใช้ภาษาต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว จนสามารถสื่อสารได้ถึง 8 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษามลายู ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษารัสเซีย ภาษาตมิฬ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศส

ความสามารถทางภาษาที่หลากหลายนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความฉลาดเฉียบแหลมของท่าน แต่ยังเป็นการเตรียมตัวที่ดีเยี่ยมสำหรับการรับช่วงธุรกิจระหว่างประเทศของบิดา เพราะธุรกิจของครอบครัวกริชนันมีการติดต่อค้าขายกับหลายประเทศทั่วโลก

ช่วงเวลาแห่งการค้นหา: จากความสงสัยสู่ความเข้าใจ
ในวัยหนุ่ม พระอาจารย์สิริปัญโญอยู่ในช่วงที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคต ตามความคาดหวังของครอบครัวและสังคม ท่านควรจะเข้ามาทำงานในธุรกิจของบิดา เรียนรู้การบริหารจัดการ และเตรียมตัวรับช่วงอาณาจักรธุรกิจมหาศาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสดีๆ ที่อยู่เบื้องหน้า ท่านกลับรู้สึกว่างเปล่าและสงสัยในความหมายของชีวิต คำถามต่างๆ เริ่มผุดขึ้นในใจของท่าน เช่น “ชีวิตมีความหมายอย่างไร?” “การมีเงินทองมากมายจะทำให้มีความสุขได้จริงหรือ?” “จุดหมายปลายทางของชีวิตคืออะไร?”

คำถามเหล่านี้นำพาท่านไปสู่การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับศาสนาและปรัชญาต่างๆ ท่านได้อ่านหนังสือทางศาสนาและปรัชญามากมาย ทั้งศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู และพุทธศาสนา จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านได้พบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทำให้ท่านรู้สึกว่านี่คือคำตอบที่ท่านตามหา พระพุทธศาสนาที่ท่านได้เรียนรู้ไม่ใช่แค่ศาสนาที่ให้ความหวัง แต่เป็นศาสนาที่ให้ความรู้ ให้วิธีการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ของมนุษย์ หลักธรรมเรื่องกรรม การเกิดแก่เจ็บตาย ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตนแท้ ทำให้ท่านเข้าใจถึงรากเหง้าของความทุกข์และทางออกจากความทุกข์

การพบหลวงพ่อชาและการตัดสินใจบวช
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของพระอาจารย์สิริปัญโญเกิดขึ้นเมื่อท่านอายุได้ 18 ปี โดยในปี พ.ศ. 2532 ท่านได้เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีและได้พบกับหลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง ประเทศไทย หลวงพ่อชาเป็นพระอาจารย์ชื่อดังในสายปฏิบัติป่า ลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหลวงปู่ฝั้น อาจาโร เมื่อได้พบและฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อชา ท่านรู้สึกประทับใจอย่างยิ่งกับความเรียบง่าย ความสงบ และปัญญาที่ลึกซึ้งของท่าน คำสอนของหลวงพ่อชาที่เน้นการปฏิบัติจริง การดูจิตใจของตนเอง และการปล่อยวางจากความยึดติดต่างๆ ทำให้ท่านเห็นแนวทางที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาของชีวิต หลังจากการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ต่อมาพระอาจารย์สิริปัญโญได้ตัดสินใจอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีหลวงพ่อชา สุภัทโทเป็นพระอุปัชฌาย์ ณ วัดหนองป่าพง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

การละทิ้งมรดกมหาศาล: วันที่โลกต้องตกใจ
การตัดสินใจบวชของพระอาจารย์สิริปัญโญไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหมายความว่าท่านจะต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกคิดว่ามีค่าที่สุด นั่นคือมรดกมหาศาลที่มีมูลค่าถึง 9.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2.85 แสนล้านบาท
มรดกนี้ไม่ใช่แค่เงินสด แต่รวมถึงหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และสิทธิในธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าท่านรับมรดกนี้ ท่านจะกลายเป็นหนึ่งในคนรวยที่สุดของโลกทันที และจะมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของภูมิภาคเป็นอย่างมาก

แต่ท่านปฏิเสธโอกาสที่หลายคนอาจจะใฝ่ฝันไปอย่างสิ้นเชิง ท่านปฏิเสธที่จะเข้ามาทำงานในธุรกิจของบิดา ปฏิเสธที่จะเป็นผู้สืบทอดอาณาจักรธุรกิจ และปฏิเสธมรดกทั้งหมด เพื่อเลือกเดินบนเส้นทางของการเจริญสมาธิภาวนาตามแนวปฏิบัติสายพระป่าของไทย สิ่งที่น่าเลื่อมใสที่สุดคือ ท่านไม่เคยแสดงอาการเสียใจ ไม่เคยมองย้อนกลับไป และไม่เคยอยากใช้ชีวิตฆราวาสอีกแม้แต่ครั้งเดียว ความแน่วแน่นี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงคุณค่าของธรรมะที่ยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์สมบัติใดๆ ในโลก

ชีวิตของพระนักปฏิบัติ: จากพระป่าสู่พระที่นำคำสอนของพระพุทธเจ้าออกสู่นานาชาติ
หลังจากอุปสมบทแล้ว พระอาจารย์สิริปัญโญได้ใช้ชีวิตในป่าและปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น ท่านศึกษาหลักธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ฝึกสมาธิ เจริญวิปัสสนา และปฏิบัติตามวินัยของพระสงฆ์อย่างเคร่งครัด ด้วยพื้นฐานการศึกษาที่ดีและความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ท่านจึงสามารถเข้าใจหลักธรรมได้อย่างลึกซึ้งและถ่องแท้ ไม่เพียงแต่ในแง่ของปฏิบัติ แต่ยังรวมถึงแง่ของทฤษฎีและการอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจด้วย

ปัจจุบัน พระอาจารย์สิริปัญโญจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์เต่าดำ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นสาขาหนึ่งของวัดป่านานาชาติ สำนักสงฆ์แห่งนี้เป็นที่ฝึกหัดของพระและแม่ชีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งท่านยังเคยมารักษาการณ์ในฐานะเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานีอยู่ระยะหนึ่งด้วย การที่ท่านเลือกมาอยู่ในวัดป่านานาชาติแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะแบ่งปันธรรมะกับผู้คนจากทั่วโลก ด้วยความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ท่านจึงสามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างพระพุทธศาสนาไทยกับชาวโลก สามารถอธิบายหลักธรรมอันลึกซึ้งให้ชาวต่างชาติเข้าใจได้

คำสอนและธรรมะที่ลึกซึ้ง: ปัญญาสำหรับยุคปัจจุบัน
คำสอนของพระอาจารย์สิริปัญโญมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ เข้าใจง่าย แต่ลึกซึ้ง ท่านสามารถนำประสบการณ์ชีวิตที่เคยอยู่ในโลกวัตถุมาประกอบการสอนธรรมะได้อย่างน่าสนใจ ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ยกตัวอย่างคำสอนที่เข้าใจง่ายของท่าน อาทิเช่น 

ธรรมะเรื่องกัลยาณมิตร: รากฐานแห่งชีวิตที่ดี
หนึ่งในคำสอนที่โดดเด่นที่สุดของพระอาจารย์สิริปัญโญคือเรื่องกัลยาณมิตร หรือมิตรแท้ ท่านอธิบายว่า “กัลยาณมิตร แปลตรงๆ ภาษาอังกฤษมักจะแปลว่า Beautiful friend กัลยาคือสวยงาม อย่างเราสวด อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาณัง ปะริโยสานะกัลยาณัง ไพเราะในธรรมะ คือ ไพเราะในเบื้องต้น ไพเราะในท่ามกลาง ไพเราะถึงที่สุด”
“กัลยาณมิตรคือมิตรแท้ มิตรที่ดี มิตรที่สวยงาม สวยงามในด้านธรรมะ สวยงามในด้านคุณงามความดี มันจะช่วยเรา”
ท่านเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกเพื่อน โดยอ้างอิงถึงมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา” คือการไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต ท่านอธิบายต่อไปว่า “ผู้ที่อยู่รอบข้างเรา จะมีความสำคัญต่อชีวิตเราอย่างมาก บรรยากาศมันจะซึมเข้าไป”

ท่านให้ตัวอย่างจากประสบการณ์จริงว่า เด็กที่เรียนในบรรยากาศที่มีกัลยาณมิตรเยอะ “จะได้เรียนในบรรยากาศที่เรียกว่าพุทธะ พุทธะคือพยายามสร้างความรู้ในชีวิตของตน เป็นนักสืบ อยากจะรู้ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูง อะไรจริง อะไรไม่จริง”

ชีวิตคือการเดินทาง: ปัญญาแห่งการเลือกเพื่อนร่วมทาง
ท่านมีการเปรียบเทียบชีวิตที่งามและลึกซึ้ง โดยตรัสว่า “ชีวิตเป็นการเดินทาง แล้วเราเดินทางคนเดียวไม่ได้ ลำบาก ไม่รู้จักเส้นทาง ไม่เคยไป ก็ต้องอาศัยคนอื่น ผู้ที่นำ ผู้ที่ช่วยเหลือ ผู้ที่เดินไปด้วยกันเป็นเพื่อน”
“ถ้าเขาเป็นคนไม่ดี แล้วเราจะเดินถูกทางได้ไหม เราจะถึงปลายทางไหม เพื่อนก็เหมือนกัน” คำเปรียบเทียบนี้เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกเพื่อนและครูบาอาจารย์ในการดำเนินชีวิต ประสบการณ์ของท่านเองที่เคยต้องเลือกระหว่างเส้นทางธุรกิจกับเส้นทางธรรม ทำให้คำสอนนี้มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

สัมมาวาจาในยุคโซเชียลมีเดีย: การรักษาคุณภาพของคำพูด
ด้วยความเป็นผู้ที่เคยใช้ชีวิตในสังคมโลกาภิวัตน์ ท่านมีความเข้าใจและความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องการเสื่อมของคุณภาพวาจา ท่านตรัสว่า “ทุกวันนี้ระดับคุณภาพของวาจาจะเริ่มเสื่อมเยอะพอสมควร อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของโซเชียลมีเดีย พระอาจารย์จะอ่านข่าวอะไรนิดหน่อยจากเมืองนอก ดูแล้วลักษณะการเขียน แม้แต่ในหนังสือพิมพ์ดี นักข่าวที่ดี ค่อนข้างจะรุนแรงหน่อย” “แล้วบางทีดูคอมเมนต์ต่างๆ ผู้ที่โพสต์เข้ามาในคลิป ในเฟสบุ๊ก ไม่คิดว่าคนจะว่ากันอย่างนี้ได้ สังคมเราเป็นอย่างนี้แล้ว อาจจะมีคนไม่ชอบ แต่เห็นเป็นเรื่องธรรมดา พอเป็นเรื่องธรรมดาแล้ว มันจะซึมเข้า จะซึมเข้าในบรรยากาศ” ท่านเสนอแนะทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรมว่า “พยายามช่วยกัน รักษาสัมมาวาจา รักษาความสามัคคี แก้ด้วยการพูดการจาที่นิ่มนวล” การเลี้ยงดูเด็กด้วยศีลธรรม: มรดกที่ยิ่งใหญ่กว่าเงินทอง ในฐานะผู้ที่เคยมีโอกาสได้รับมรดกมหาศาลจากครอบครัว แต่เลือกที่จะสร้างมรดกประเภทอื่นแทน ท่านให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูเด็กอย่างมาก “วันนี้โรงเรียนมีกิจกรรมวันเด็ก เราทุกคนก็เคยเป็นเด็ก เราจะรู้จักว่าใจของเด็กเป็นอย่างไร อนาคตของประเทศของสังคมก็ขึ้นอยู่ที่เด็ก ถ้าเราอยากจะให้อนาคตดี ก็ต้องเลี้ยงเด็กให้ถูกต้อง”

ท่านเน้นย้ำว่า “ต้องย้อนกลับมาดูที่ศีลของตนเอง พ่อแม่ ผู้ปกครอง วิธีที่จะสอนเด็กดีที่สุด คือเป็นผู้ใหญ่ที่ดีด้วยศีลห้า ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่ไม่มีศีลห้า เด็กจะรู้ เขาจะเห็น จะเสียศรัทธา” คำสอนนี้มาจากประสบการณ์ตรงของท่านที่เห็นความสำคัญของตัวอย่างที่ดี มากกว่าการให้ทรัพย์สินหรือความมั่งคั่งแก่ลูกหลาน

การปฏิบัติสมาธิ: หัวใจของการดำเนินชีวิต
เรื่องการปฏิบัติสมาธิ ท่านสอนอย่างเรียบง่ายแต่แก่นแท้ว่า “ให้จิตอยู่ในปัจจุบัน ไม่คิดเรื่องอดีต ไม่คิดเรื่องอนาคต ไม่กังวลเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย” ท่านอธิบายธรรมชาติของจิตว่า “ธรรมชาติของจิตก็คือ สะอาด สว่าง สงบ ธรรมชาติของกิเลสก็คือ ร้อน วุ่นวาย ไม่สงบ ไม่สะอาด เพราะฉะนั้นจิตที่มีกิเลสก็จะร้อน วุ่นวาย ถ้าปราศจากกิเลส สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ อาการนิ่ง สงบ สะอาด บริสุทธิ์”

ในยุคปัจจุบัน ผู้คนมักถูกเบียดเบียนด้วยความเร่งรีบ การแข่งขัน และการแสวงหาความมั่งคั่ง ชื่อเสียง หรืออำนาจ หลายคนเริ่มตั้งคำถามต่อศาสนาและความเชื่อของตนเอง “พระพุทธศาสนายังมีคุณค่าอยู่จริงหรือ?” “พระดี ๆ ยังมีอยู่ไหมในโลกยุคนี้?”

พระอาจารย์สิริปัญโญ เป็นหนึ่งในตัวอย่างอันทรงพลังที่ตอบคำถามเหล่านี้ด้วยชีวิตของท่านเอง เรื่องราวชีวิตของท่านแสดงให้เราเห็นว่า แม้โลกจะเต็มไปด้วยความยั่วยวนของเงินทอง เกียรติยศ และความสะดวกสบาย ยังมีพระภิกษุผู้หนึ่งเลือกสละสิ่งเหล่านั้นเพื่ออุทิศชีวิตแก่การปฏิบัติธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

เรื่องราวของพระอาจารย์สิริปัญโญจึงเป็นเหมือน แสงสว่างในโลกยุคปัจจุบัน ที่ยืนยันว่าพระพุทธศาสนายังมีคุณค่าและยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนได้จริง ท่านได้แสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ และเผยแผ่ธรรมะอย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เราเห็นด้วยการลงมือปฏิบัติว่าเราสามารถฟื้นฟูศรัทธา และมีกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรมในชีวิตของเราตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้อย่างชัดเจนได้จริง

แม้โลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่พระดี ๆ ที่เจริญรอยตามคำสอนและแนวทางที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลบนเส้นทางแห่งปัญญาและความหลุดพ้นที่ยังมีอยู่อีกมาก และพระอาจารย์สิริปัญโญคือหนึ่งในนั้นที่ใช้ชีวิตเป็นตัวอย่างแห่งความสงบ ความเมตตา และปัญญา ให้ผู้คนได้เห็นและที่สำคัญที่สุดก็คือเป็นผู้สืบทอดแสงสว่างแห่งศรัทธาและปัญญาในสังคมที่ศรัทธาในความดีดูจะมืดมนลงในปัจจุบัน

หนักแล้ว!! ‘ยูเครน’ เร่ขอเงินช่วยเหลือ 65 พันล้านดอลลาร์…เพื่อความอยู่รอด

(23 ก.ย. 68) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า รัฐบาลยูเครนควรเพิ่มตัวเลขเงินช่วยเหลือจากภายนอกที่ต้องการจากเกือบ 38 พันล้านดอลลาร์ เป็นประมาณ 65 พันล้านดอลลาร์ (2.37 ล้านล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2027 โดยตัวเลขดังกล่าวได้ส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการยุโรปแล้ว

แม้ยังไม่มีการหารืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับขนาดของเงินกู้ใหม่จาก IMF แต่มีการคาดการณ์เบื้องต้นว่าจะอยู่ราว 8 พันล้านดอลลาร์ โดยยูเครนยังเผชิญกับขาดดุลงบประมาณ 43.9 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ทำให้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพันธมิตรระหว่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ IMF เตือนว่า การสนับสนุนระหว่างประเทศต่อยูเครนจะลดลงตามเวลา รัฐบาลยูเครนจึงจำเป็นต้องพัฒนาทรัพยากรภายในประเทศเพื่อเลี้ยงตัวเอง ซึ่งทางประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี เคยแสดงความกังวลเรื่องเงินทุนไม่เพียงพอสำหรับการผลิตอาวุธภายในประเทศ และความล่าช้าของความช่วยเหลือจากประเทศตะวันตก

‘สายัณห์’ ทิ้งภูมิใจไทย โยกซบประชาธิปัตย์ เชื่อถ้า ‘อภิสิทธิ์’ กลับมา!! จะนำพาพรรคฟื้นคืนชีพ…ไม่ช้าก็เร็ว

'สายัณห์ ยุติธรรม' อดีต สส.นครศรีฯ เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจแล้ว กลับบ้านเก่าประชาธิปัตย์ หลังเกิดเหตุแกนนำพรรคภูมิใจไทย เปลี่ยนใจไปชวนบ้านใหญ่ “อวยพรศรี เชาวลิต” สส.ประชาธิปัตย์ ภรรยาของนายกฯ อบต.ท่าศาลา (นายกฯ เอ) ไปร่วมงานกับภูมิใจไทยเมื่อสองวันที่ผ่านมา

สายัณห์ บอกว่า เดิมได้คุยตกลงกับคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภูมิใจไทยภาคใต้ไว้แล้ว ตกปากรับคำกันแล้วว่าให้ตนลงเขตท่าศาลา

“ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่จู่ๆ เขาไปทาบทามอวยพรศรีมาลงแทนผม ผมก็ต้องหาบ้านใหม่ ในสถานการณ์นี้แม้นประชาธิปัตย์จะยังไม่ลงตัว แต่เชื่อว่า ถ้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค จะนำพาพรรคให้กลับฟื้นคืนมาได้ไม่ช้าก็เร็ว” สายัณห์ กล่าว

กล่าวสำหรับเขตท่าศาลา สายัณห์ เคยเป็น สส.มาก่อนสังกัดพรรคพลังประชารัฐ แต่ในการเลือกตั้งปี 66 สายัณห์ย้ายไปลงอีกเขต (เขต 2) ซึ่งถือว่าใหม่สำหรับสายัณห์ จึงแพ้ให้กับทรงศักดิ์ มุสิกอง จากพรรคประชาธิปัตย์ คราวนี้สายัณห์ กลับบ้านเก่า เขตเดิม ชนกับอวยพรศรี อนาคตภูมิใจไทย และอีกหลายคน ทั้งจากพรรคประชาชน พลังประชารัฐ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการกลับประชาธิปัตย์ ก็ต้องคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคด้วย ซึ่งก็ต้องรอกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะเข้ามาสานต่อภารกิจ ฟื้นฟูพรรค เรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา

สายัณห์ ก็ไม่ธรรมดาในพื้นที่เคยเป็นเลขานุการ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน เคยเป็น สจ.ท่าศาลา เคยเป็นประธานสภา อบจ.

สายัณห์ คือผู้เสนอให้สร้างสะพานเชื่อมขนอม-เกาะสมุย ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงนโยบายจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา มี 3 หน่วยงานเข้าเริ่มดำเนินการแล้ว คือ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท อีกไม่นานก็จะเริ่มก่อสร้างแล้ว

หมู่เรือลาดตระเวนชายแดน ทัพเรือภาคที่ 1 รับมอบสิ่งของสนับสนุนจากประชาชน

(23 ก.ย. 68) นาวาเอก ธวัชชัย สอนซี รองเสนาธอการทัพเรือภาคที้1/ผู้บังคับหมู่เรือลาดตระเวนชายแดนทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับมอบสิ่งของสนับสนุนจาก นาวาเอก ชัชวาลย์ บัวทอง และครอบครัว พร้อมด้วย ร.ต.อ.ธรรมธร เที่ยงธรรม และครอบครัว โดยได้มอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนม และของใช้จำเป็นต่าง ๆ เพื่อเป็นกำลังใจแก่กำลังพล

สิ่งของที่ได้รับในครั้งนี้จะถูกนำไปสนับสนุนภารกิจของหมู่เรือลาดตระเวนชายแดน ทัพเรือภาคที่ 1 ในการปฏิบัติงานรักษาความมั่นคงในพื้นที่น่านน้ำชายแดน จังหวัดตราด

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงพลังน้ำใจของประชาชนที่มีต่อผู้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยทางทะเล และช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวลำพูน ลำปาง และเชียงราย มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมมอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรี

(23 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่จังหวัดลำพูน ลำปาง และเชียงราย ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวม 3 จังหวัด  รวมจำนวน 30 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 593,450 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 15 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 45,000 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 638,450 บาท (หกแสนสามหมื่นแปดพันสี่ร้อยห้าสิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยาตามอาการ คัดกรองเบาหวานเบื้องต้น แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม และกิจกรรมนันทนาการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยมี นายชาตรี ธินนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน พร้อมด้วย นางลักษณา อิศรางกูร ณ อยุธยา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลำพูน ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวฯ จังหวัดลำพูน ลำปาง และเชียงราย และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบรมราชินีนาถ จังหวัดลำพูน

นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ  เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์ เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ชลบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top