Tuesday, 9 June 2026
NewsFeed

ชาวเน็ตขุด!! ‘สนธิญา สวัสดี’ คนร้องเรียน!! พีระพันธุ์ มีจำคุก คดีอาญา ติดตัวอยู่ หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัย!! ออกมาเคลื่อนไหว ไล่ล่าคนอื่น ทั้งที่ตัวเอง ยังไม่โปร่งใส

(20 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘รักษาแผ่นดิน’ เผยแพร่ข้อมูลการตรวจสอบประวัติของ นายสนธิญา สวัสดี บุคคลซึ่งมักเคลื่อนไหวร้องเรียนบุคคลอื่นในสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่า …

นายสนธิญา เคยมีคดีอาญาติดตัว และถูกศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดในคดีหมิ่นประมาท พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกนายสนธิญาเป็นเวลา 6 เดือน ปรับ 50,000 บาท แต่ให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทำให้นายสนธิญา อยู่ในสถานะ ‘รอลงอาญา’

คำถามถึงความเหมาะสมในการทำหน้าที่ ‘ผู้ตรวจสอบสังคม’

จากกรณีดังกล่าว ได้เกิดกระแสคำถามจากสังคมจำนวนไม่น้อยถึงความเหมาะสมของบุคคลที่ยังมีคดีความติดตัวอยู่ แต่กลับเดินหน้าร้องเรียนบุคคลอื่นอย่างต่อเนื่องว่า
• ควรจัดการคดีความของตนเองให้เสร็จสิ้นก่อนหรือไม่??
• ผู้ที่ยังมีสถานะเป็นผู้ต้องคำพิพากษารอลงอาญา มีความชอบธรรมเพียงพอในการตรวจสอบผู้อื่นหรือไม่??
• หรือพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างภาพลักษณ์ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคดีของตนเองหรือไม่??

การตรวจสอบคือสิทธิ…แต่ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน

แม้การตรวจสอบ หรือการยื่นเรื่องร้องเรียนจะถือเป็นสิทธิของประชาชนทุกคนในสังคมประชาธิปไตย แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่น ก็ควรเปิดเผย ควรโปร่งใสเช่นกัน เพื่อให้การตรวจสอบนั้นมีน้ำหนัก และได้รับความเชื่อถือจากสาธารณชน

ท้ายที่สุด ความยุติธรรมในสังคมจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยึดถือหลักมาตรฐานเดียวกัน ไม่เลือกปฏิบัติ และยอมรับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

ความยุติธรรมไม่ควรเป็นเพียงถ้อยคำสวยหรู แต่ต้องเริ่มจากพฤติกรรมของผู้ที่เรียกร้องเสียก่อน  

‘ศาลฎีกา’ ยกคำร้องขอประกัน!! ‘ฟรานซิส-ตัน-ภาคิน’ คดีขัดขวางขบวนเสด็จฯ ยังคุมขังต่อ!! แม้ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี หลัง ‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษาจำคุก 16 ปี

(20 ก.ย. 68) ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัว ‘ฟรานซิส’ บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, ‘ตัน’ สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีกหนึ่งรายคือ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) สามจำเลยในคดีข้อหาหลักประทุษร้ายเสรีภาพพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาขัดขวางขบวนเสด็จระหว่างการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา63 หลังศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้องเป็นจำคุก 16 ปี 

หลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา ช่วงเย็นของวานนี้ (18 ก.ย. 2568) นายประกันได้รับแจ้งคำสั่งของศาลฎีกา มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม กรณีไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ ส่วนเหตุผลตามคำร้องประกอบที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง”

ผลของคำสั่ง จะทำให้พวกเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมต่อไป ปัจจุบันพวกเขาถูกคุมขังมา 15 วันแล้ว 

ยื่นประกันตัวครั้งที่ 2 : ยืนยัน บุญเกื้อหนุน - สุรนาถ - ภาคิน มีภาระหน้าที่การงาน ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมมาตลอด แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวอีก 

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2568 ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว ‘ฟรานซิส’ บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, ‘ตัน’ สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีกหนึ่งรายคือ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) ต่อศาลอาญา ซึ่งการยื่นคำร้องในครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ถัดจากครั้งแรกที่ยื่นหลังมีคำพิพากษาและศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องไปเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568

สำหรับการยื่นประกันตัวในครั้งนี้ จำเลยทั้งสามคนเสนอหลักประกันเป็นเงินคนละ 800,000 บาท และขอให้ศาลไต่สวนแต่งตั้งผู้กำกับดูแล โดยบุญเกื้อหนุนและสุรนาถยินยอมติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) พร้อมทั้งได้ยกเหตุผลถึงภาระหน้าที่ในการงานของจำเลยแต่ละคน การให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมมาตลอดจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ดังต่อไปนี้

กรณีของบุญเกื้อหนุน เป้าทอง ระบุว่า จำเลยเดินทางมามอบตัวเองและมาตามนัดหมายศาลโดยตลอด จึงไม่มีพฤติการณ์หลบหนี มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อีกทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นนักศึกษาที่ออกมาทำกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่เคยถูกดำเนินคดีมาก่อน และประสงค์จะพิสูจน์การกระทำของตนเอง ปัจจุบันจำเลยอยู่ระหว่างการรออนุมัติปริญญาจากมหาวิทยาลัยมหิดลในวันที่ 17 ก.ย. 2568 และมีแผนจะศึกษาต่อปริญญาโท การคุมขังจะกระทบกับการศึกษา อีกทั้งจำเลยยังมีโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการรักษาและควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ การคุมขังอาจทำให้สุขภาพแย่ลง

กรณีของสุรนาถ แป้นประเสริฐ ระบุว่า จำเลยทำงานเพื่อสังคมและชุมชนมานานกว่า 20 ปี จำเลยเป็นหัวหน้าองค์กรพัฒนาเอกชน “บางกอกฮับ” ดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาวะและยกระดับชุมชนต้นแบบในพื้นที่ไม่จดทะเบียนกรุงเทพมหานคร (ชุมชนยกกำลังดี) ซึ่งการคุมขังจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการดำเนินงานและเครือข่ายของจำเลย ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางในสังคม 

ในคำร้องระบุอีกว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากจำเลยได้แสดงเจตนาเข้ามอบตัวทันทีที่ทราบหมายจับและมารายงานตัวต่อศาลตามนัดมาโดยตลอด อีกทั้งมีภูมิลำเนาแน่นอน และมีภาระผูกพันในการดูแลครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และชุมชน อีกทั้งจำเลยประสงค์จะต่อสู้คดีจนถึงที่สุดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ การควบคุมตัวจะทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

จำเลยไม่ใช่แกนนำ ไม่เคยปราศรัยพาดพิงสถาบัน และไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ อีกเลยนับตั้งแต่ถูกดำเนินคดีมาเกือบสามปี

กรณีของ ‘ภาคิน’ (นามสมมติ) ระบุว่าจำเลยเป็นพนักงานของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมากว่า 7 ปี และได้ลางานมาเพื่อฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้ หากจำเลยไม่ได้ประกันตัวนั้นมีโอกาสที่จะสูญเสียงานดังกล่าว จำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี เนื่องจากได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนและต่อสู้คดีจนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และมีโอกาสต่อสู้คดีในชั้นฎีกา การควบคุมตัวจำเลยไว้จึงเป็นผลร้ายอย่างยิ่ง ซึ่งจำเลยเคยได้รับสิทธิประกันตัวมาตลอดตั้งแต่ชั้นสอบสวนถึงศาลชั้นต้น

ต่อมาคำร้องดังกล่าวถูกส่งให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาสั่ง และศาลฎีกามีคำสั่งลงวันที่ 17 ก.ย. 2568 ให้ยกคำร้อง โดยระบุในคำสั่งว่า “พิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องประกอบแล้ว กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม กรณีไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแลตามที่ร้องขอ ส่วนเหตุผลตามคำร้องประกอบที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ให้ยกคำร้อง” โดยนายประกันเพิ่งได้รับแจ้งคำสั่งของศาลฎีกาเมื่อช่วงเย็นของวานนี้ (18 ก.ย.)

ผลของคำสั่ง จะทำให้พวกเขาถูกคุมขังต่อไป โดยเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2568 ได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยปัจจุบันพวกเขาถูกคุมขังมา 15 วันแล้ว 

ในคดีนี้มีจำเลยทั้งหมด 5 คน เดิมศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าเหตุการณ์เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนของทุกฝ่าย เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนก็เพิ่งทราบเรื่องขบวนเสด็จฯ เมื่อใกล้ถึงที่เกิดเหตุ และเมื่อผู้ชุมนุมทราบว่าเป็นขบวนเสด็จฯ ก็ได้ล่าถอยไปและขบวนเสด็จก็ผ่านไปได้ 

แต่เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษากลับ เป็นเห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุกสูงถึงคนละ 16 ปี ส่วนเอกชัย หงส์กังวาน ถูกเพิ่มโทษตามคำขออัยการโจทก์อีก 1 ปี 3 เดือน รวมจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ แต่การต่อสู้คดีในชั้นฎีกา ทั้งหมดยังไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวแต่อย่างใด

‘อดีตรองผอ.ข่าวกรองฯ’ ฟาด!! ‘อันวาร์’ เตือน!! กลับไปทบทวนให้ดี ใครเริ่มสงคราม ใครฆ่าคนไทย!! ลั่น!! ไม่ยอมถูกกดดัน เรื่องอธิปไตย

(20 ก.ย. 68) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Nantiwat Samart’ ระบุว่า...

ใครก่อสงคราม!!

ก่อนที่อันวาร์จะชวนไทยสร้างสันติภาพ

อันวาร์ต้องกลับไปทบทวนเสียใหม่

ชาติใดเป็นผู้ก่อสงคราม ใครใช้อาวุธหนัก

ใครเข่นฆ่าคนไทยตลอดแนวชายแดน

คนไทยผู้บริสุทธิ์ 15 คนเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว

ไหนจะทรัพย์สินบ้านเรือนคนไทยที่เสียหาย

แทนที่อันวาร์จะชวนไทยสร้างสันติภาพ

ต้องบอกเขมรหยุดยั่วยุ หยุดสงคราม

ยอมตามเงื่อนไขไทย ไม่ใช่สร้างแต่ปัญหา

ไทยจะไม่เจรจาปัญหาอธิปไตยกับเขมร

เขมรอยากยกปัญหาทวิภาคีเป็นพหุภาคี

หาพวกมาช่วยกดดันไทย

คิดว่าไทยจะยอมหรือ

เป็นไงเป็นกัน!!
 

สนามบินใหญ่ในยุโรปป่วน!! ‘เที่ยวบินล่าช้า – ยกเลิก’ หลัง Collins Aerospace ถูกแฮก!! กระทบระบบเช็กอิน

(21 ก.ย. 68) เที่ยวบินจำนวนมากในยุโรป หยุดชะงัก หรือถูกยกเลิก หลัง Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบเช็กอินและขึ้นเครื่อง ถูกโจมตีทางไซเบอร์

เที่ยวบินจำนวนมากในยุโรปเผชิญความล่าช้าและถูกยกเลิก หลังเกิดการโจมตีทางไซเบอร์ที่พุ่งเป้าไปที่ Collins Aerospace ผู้ให้บริการระบบเช็กอินและขึ้นเครื่องรายสำคัญระดับโลก 

ซึ่งส่งผลกระทบต่อสนามบินใหญ่หลายแห่ง รวมถึง Heathrow (ลอนดอน) ที่เป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดในยุโรป, Brussels และ Berlin

รายละเอียดเหตุการณ์
-ระบบที่ได้รับผลกระทบ 
ระบบอัตโนมัติสำหรับเช็กอินผู้โดยสารและโหลดสัมภาระ ทำให้ผู้โดยสารต้องหันมาใช้วิธีการเช็กอินและขึ้นเครื่องแบบแมนนวลแทน
-สนามบินที่ได้รับผลกระทบ
Heathrow, Brussels, Berlin เกิดดีเลย์และการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก
-สนามบินที่ไม่กระทบ
Frankfurt (เยอรมนี) และ Zurich (สวิตเซอร์แลนด์) ยืนยันว่าไม่พบปัญหาจากเหตุการณ์นี้
แถลงการณ์จากผู้เกี่ยวข้อง
-Heathrow Airport ยืนยันว่าปัญหามาจาก Collins Aerospace และเตือนผู้โดยสารถึงความล่าช้า
-Brussels Airport ระบุว่าเหตุเกิดคืนวันศุกร์ มี “ผลกระทบอย่างใหญ่หลวง” ต่อกำหนดการบิน และน่าจะทำให้เที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกต่อเนื่อง
-Berlin Airport ชี้แจงว่ามีเวลารอที่เช็กอินนานขึ้น และกำลังหาทางแก้ไขโดยเร็ว
-Collins Aerospace ยอมรับว่าเกิดความขัดข้องจากการโจมตีไซเบอร์ กับซอฟต์แวร์บางส่วน โดยผลกระทบจำกัดอยู่ที่ระบบเช็กอินและโหลดสัมภาระ ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้วิธีแมนนวล
-RTX (Raytheon Technologies) บริษัทแม่ของ Collins ยืนยันว่ากำลังทำงานอย่างเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูระบบและ “คืนการทำงานเต็มรูปแบบให้ลูกค้าโดยเร็วที่สุด”
ผลกระทบต่อผู้โดยสาร
-ผู้โดยสารที่มีตารางบินวันเสาร์ ได้รับคำแนะนำจากสนามบินที่ได้รับผลกระทบให้ ตรวจสอบยืนยันเที่ยวบินกับสายการบินก่อนเดินทาง
-สนามบินหลายแห่งเตือนถึงความล่าช้าที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ระบบเช็กอินแบบแมนนวล
โดยการโจมตีครั้งนี้เผยให้เห็นถึง ความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินยุโรป ที่พึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียวอย่าง Collins Aerospace 
หากระบบถูกโจมตีเพียงจุดเดียวสามารถสร้างผลกระทบแบบโดมิโนต่อสนามบินใหญ่หลายแห่งในทวีปได้

‘ฮุน มาเนต’ ดึงอาเซียนกดดัน!! ‘ไทย’ ปมปะทะชายแดน จุดไฟวิกฤต!! ชายแดนสระแก้ว ความเป็นเอกภาพ ‘อาเซียน’

(21 ก.ย. 68) สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว หลังเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับชาวกัมพูชา ได้ลุกลามไปสู่การเคลื่อนไหวทางการทูตที่ไม่ปกติ เมื่อฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา รีบต่อสายตรงถึงอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย วอนให้เข้าแทรกแซงโดยทันที

การกระทำดังกล่าวสร้างคำถามใหญ่ในเวทีภูมิภาค เพราะอาเซียนยึดหลัก “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” มาตลอด แต่การที่กัมพูชาดึงประธานอาเซียนเข้ามากดดันไทย เท่ากับใช้ “หมวกอาเซียน” เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นการผิดมารยาททางการทูตอย่างร้ายแรง และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ความเป็นเอกภาพของอาเซียนสั่นคลอน หากวันนี้มาเลเซียสามารถแทรกแซงไทยได้ วันหน้าไทยก็อาจใช้ตำแหน่งประธานอาเซียนไปก้าวก่ายปัญหาภายในประเทศอื่นเช่นกัน

สิ่งที่น่าจับตาคือความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำในภูมิภาค การที่ฮุน มาเนตเลือกโทรหาอันวาร์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมาเลเซียกำลังนั่งตำแหน่งประธานอาเซียน ขณะที่กัมพูชาเป็นเลขาธิการอาเซียน และเบื้องหลังยังมีสายสัมพันธ์ยาวนานระหว่างอันวาร์ ฮุน เซน และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไทยที่เพิ่งถูกส่งเข้าเรือนจำอีกครั้ง หลังจากพยายามหลบเลี่ยงโทษด้วยการอ้างอาการป่วย

ย้อนกลับไปเมื่อธันวาคม 2567 มีรายงานจาก Matichon Weekly ว่า อันวาร์ อิบราฮิม แต่งตั้งทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย เป็น “กุนซือประธานอาเซียน” อย่างไม่เป็นทางการ ขณะ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ ไทย เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ (Matichon Weekly, 17 ธ.ค. 2567)

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานของ Reuters ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีมาเลเซียได้ตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวในบทบาทประธานอาเซียนปี 2025 โดยอ้างอิงประสบการณ์ทางการเมืองและเครือข่ายส่วนตัวของเขา (Reuters, 16 ธ.ค. 2024) และ The Diplomat ยังวิเคราะห์ว่าทักษิณคือหนึ่งใน “informal advisory group” ที่อันวาร์ใช้เตรียมบทบาทการเป็นประธานอาเซียน (The Diplomat, ธ.ค. 2024)

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก โดย South China Morning Post เตือนว่าทักษิณอาจมีท่าทีที่เอื้อประโยชน์ต่อกองทัพเมียนมา (SCMP, ธ.ค. 2024) ขณะที่ Channel News Asia ชี้ว่าความไม่ชัดเจนเรื่องบทบาทที่ปรึกษาอาจช่วยสร้างความยืดหยุ่นทางการทูต แต่ก็เสี่ยงกระทบต่อภาพลักษณ์ของอันวาร์เอง (CNA, ธ.ค. 2024) นอกจากนี้ Khaosod English ยังรายงานตรงไปตรงมาว่าการแต่งตั้งดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการเยือนมาเลเซียของแพทองธาร (Khaosod English, 16 ธ.ค. 2024)

ความสัมพันธ์สามเหลี่ยมนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่าการแทรกแซงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการ “ช่วยเหลือทางการทูต” แต่คือการใช้เวทีอาเซียนเป็นเกราะกำบังผลประโยชน์ส่วนตัวและเครือข่ายทางการเมือง–ธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อกัมพูชามีการลงทุนทับซ้อนกับเครือข่ายของทักษิณ เช่น เกาะกง และกลุ่มธุรกิจของลียง พัด ที่โยงกับทุนสีเทาและคาสิโน

ที่สำคัญ กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ทักษิณเคยเดินทางไปพนมเปญเพื่อรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับรัฐบาลกัมพูชา ซึ่งครั้งนั้นก็สร้างวิกฤตทางการทูตกับไทยมาแล้ว เนื่องจากกัมพูชาปฏิเสธคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน และถูกมองว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ทักษิณมีฐานทางการเมืองนอกประเทศเพื่อเคลื่อนไหวโค่นล้มรัฐบาลไทย

การโทรศัพท์ของฮุน มาเนต จึงไม่ใช่แค่ภาพผู้นำเพื่อนบ้านคุยกัน แต่สะท้อนถึงการบิดเบือนอาเซียนให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้นำบางคน หากปล่อยให้เป็นบรรทัดฐาน อาเซียนจะเสี่ยงกลายเป็นเวทีผลประโยชน์ มากกว่าการเป็นประชาคมของประชาชนในภูมิภาค

‘เจือ ราชสีห์’ ร้านมหาสมุทรซีฟู้ดส์ ปั้นปลากะพง 3 น้ำ ขึ้นห้างดัง!! สร้างรายได้ยั่งยืน ให้เกษตรกรบ้านเรา

เมื่อวันที่ (11 ก.ย. 68) กรมประมง นำโดยนายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ร่วมกิจกรรมเข้าเยี่ยมชมหน้าร้าน ‘มหาสมุทรซีฟู้ดส์’ ซึ่งอยู่ในท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาเซ็นทรัลพระราม 9 กรุงเทพฯ เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ‘ปลากะพง 3 น้ำ GI จากทะเลสาบสงขลา’

นายบัญชา ได้กล่าวแสดงความยินดีและชื่นชมร้าน“มหาสมุทรซีฟู้ดส์ที่ร่วมสนับสนุนการผลักดันผลิตภัณฑ์คุณภาพของไทย โดยเฉพาะปลากะพง 3 น้ำ ซึ่งเป็นสินค้า GI กลุ่มแรกและกลุ่มเดียวของประเทศ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ทางธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น การเติบโตในระบบนิเวศน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ส่งผลให้ปลามีคุณภาพ เนื้อแน่น นุ่ม อร่อย ไม่มีกลิ่นโคลน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค

เราได้เริ่วางจำหน่ายที่สยามพารากอน ศูนย์การค้า เดอะมอลล์เป็นครั้งแรกและในวันนี้ได้ขยาย การจัดจำหน่ายที่ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ สาขาเซ็นทรัลพระราม 9 กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญในการขยายตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

ทั้งนี้ ‘มหาสมุทรซีฟู้ดส์’ เป็น ผู้ริเริ่มรวบรวมเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพง 3 น้ำจากทะเลสาบสงขลา เพื่อนำมาจำหน่ายในศูนย์การค้าชั้นนำในกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าแรก เพื่อตอกย้ำบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรท้องถิ่นสู่ผู้บริโภคเมืองใหญ่ และยกระดับคุณค่าของสินค้าไทยคุณภาพสู่ตลาดพรีเมียม

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมประมงได้กล่าวขอบคุณผู้บริหารบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ที่เปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากเกษตรกรไทย โดยเฉพาะปลากะพง 3 น้ำ GI ได้มีพื้นที่วางจำหน่าย อันจะช่วยเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดโลก

อธิบดีกรมประมงยังได้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาลิ้มลองความอร่อยของปลากะพง 3 น้ำ ที่การันตีด้วยตราสัญลักษณ์ประมงธงเขียว และเครื่องหมาย GI พร้อมแสดงความหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้กับสินค้าประมงคุณภาพของไทยสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน

พร้อมเสริ์ฟที่ร้านมหาสมุทรฟู้ดทุกสาขาส่งตรงจากทะเลสาบสงขลา สดๆใหม่ๆ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้ทุกคนลิ้มลองแล้วที่ 

📍  Gourmet Market Siam Paragon ชั้น G(โซนซีฟู้ด) ตั้งเเต่เวลา 10.00-23.00น

📍 Gourmet Market สาขา The Emquartier, ชั้น G (โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น.

📍 Tops สาขาเซ็นทรัล บางนาที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00น.

📍📍Tops สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ที่ Tops ชั้น G โซนซีฟู้ด ตั้งเเต่เวลา 9.00-22.00 น.

📍Tops สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 ที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งเเต่เวลา 10.00-22.00 น.

‘รัสเซีย’ ไต่ระดับทดสอบ!! ‘NATO’ เผย!! จุดอ่อน พันธมิตรตะวันตก ครบสูตร

(21 ก.ย. 68) รัสเซียไต่ระดับทดสอบ NATO: จากโดรนหลงฟ้า สู่ไซเบอร์ถล่มสนามบิน จุดอ่อนเริ่มโผล่

ไม่ค่อยเชื่อเรื่องความบังเอิญและนั่นคือเหตุผลที่ทำให้มองสิ่งที่เกิดขึ้นในยุโรปตลอด 3 สัปดาห์ล่าสุด ไม่ได้เป็นแค่ “เหตุบังเอิญ” แต่เหมือน บททดสอบสนามจริง ของรัสเซียต่อ NATO ว่าพันธมิตรตะวันตกพร้อมแค่ไหนในสงครามแบบหลายมิติ
ยิ่งรัสเซียไต่ระดับการโจมตี ความเปราะบางของ NATO ยิ่งปรากฏชัด
เส้นเวลาไล่ระดับ

1. 4 ก.ย. – โดรนหลงฟ้าโรมาเนีย
โดรนรัสเซียตกใกล้หมู่บ้าน Plauru ห่างพรมแดนยูเครนเพียง 500 เมตร NATO ทำได้แค่ “ออกแถลงการณ์กังวล” ไม่มีมาตรการโต้ตอบจริง.
2. 12 ก.ย. – ถล่มท่าเรือโอเดสซา
โดรน Shahed-136 ตีโกดังข้าวยูเครน ทำลายกว่า 3,000 ตัน กระทบ supply chain อาหารยุโรป ขณะเดียวกันเรดาร์ NATO ตรวจเจอวัตถุบินล้ำเข้ามาอีกครั้ง แต่ไม่มีการสกัดกั้น. 
3. 18 ก.ย. – ขีปนาวุธให้เวเนซุเอลา
เวเนซุเอลาโชว์ Su-30MK2 ติด Kh-31P (Mach 3.5, พิสัย 110 กม.) ที่รัสเซียเพิ่งส่งมอบ นักวิเคราะห์ชี้ว่าสามารถคุกคามเรือรบ USS Iwo Jima ของสหรัฐฯ ได้ทันที แต่ NATO กลับไม่มีแผนรับมือในซีกโลกตะวันตก. 
4. 19 ก.ย. – ไซเบอร์ถล่มสนามบินยุโรป
ระบบเช็คอินของ Collins Aerospace (RTX) ล่ม สนามบินฮีทโธรว์ เบอร์ลิน บรัสเซลส์โกลาหล ผู้โดยสาร 50,000 คน เดือดร้อน ยกเลิกกว่า 150 เที่ยวบิน ขาดทุนวันละ 10–12 ล้านยูโร

นี้คือเกมทดสอบที่เจอแต่ช่องโหว่ชัดๆ
นักวิเคราะห์จาก CISA ระบุว่านี่คือ hybrid warfare เต็มรูปแบบ — ใช้โดรน ขีปนาวุธ และไซเบอร์ผสมกันเพื่อทดสอบ NATO แบบ step-by-step โดยไม่จำเป็นต้องปะทะตรง

ผลลัพธ์ : 
การเมือง: NATO ตอบสนองเชื่องช้า เช่น เหตุโดรนโรมาเนียทำได้แค่ประณาม
เศรษฐกิจ: การหยุดชะงักสนามบินทำให้สูญเสีย 10–15 ล้านยูโร/วัน สะท้อนว่าการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนยังอ่อนแอ
ทหาร: การส่ง Kh-31P ให้พันธมิตรในลาตินอเมริกาคือการ “เปิดแนวรบใหม่” แต่ NATO ยังไม่แสดงแผนตอบโต้
Europol สงสัยว่าแฮกเกอร์ที่โจมตีสนามบินเชื่อมโยง GRU หน่วยข่าวกรองรัสเซีย นักวิเคราะห์จาก Carnegie Endowment เสริมว่า
“เพื่อรับมือกับปัญหาการคุกคามที่อาจเกิดขึ้น(หรือเกิดขึ้นแล้ว) NATO อาจต้องเพิ่มงบกลาโหมในยุโรปตะวันออกอย่างน้อย 50% ในปี 2569” 
แต่การเมืองภายในประเทศสมาชิก เช่น นโยบาย America First ของสหรัฐฯ กลับทำให้ยุโรปยิ่งต้องแบกเอง..ซึ่งเศรษฐกิจที่อ่อนแอก็ไม่แน่ใจว่าจะไหวไหม

ผลสะเทือน
สิ่งที่รัสเซียได้ไม่ใช่ชัยชนะทางทหารทันที แต่คือ ข้อมูลจุดอ่อน ของ NATO — ความล่าช้าในการตัดสินใจ ความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจ และความแตกแยกด้านการเมือง ขณะที่ยุโรปยังต้องก้มหน้าซ่อมระบบและรอความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ที่ยิ่งถอยห่าง รัสเซียอาจจะชนะไปแล้วโดยไม่ต้องก่อสงครามรบจริง

คนขับ U DRINK I DRIVE ถูกซ้อม!! ขู่!! ทำร้ายลูกเมีย เหตุ!! ไม่ถูกใจลูกค้า นักกิจกรรมผู้ไร้เมตตา ซ้อม!! เลือดอาบ

เมื่อวานนี้ (20 ก.ย. 68) ปรางค์-อภินรา ศรีกาญจนา ผู้เริ่มก่อตั้ง U DRINK I DRIVE โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความว่า “ที่พี่อภิหายไปครึ่งเดือนเพราะเรื่องนี้…เพราะพนักงานทุกคนคือครอบครัว”

ในคลิประบุว่า คนขับรถ U DRINK I DRIVE โดนทำร้ายร่างกาย คนขับรถโทรศัพท์เข้ามาบอกว่านายผมโดนทำร้ายร่างกาย ตนถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่าไปรับลูกค้าคนนี้จากคอนโด จะไปส่งสนามซ้อมยิงปืนที่สัตหีบ ลูกค้าหลับตลอดทาง อยู่ดีๆลูกค้าตื่นมาถามว่า “อยู่ไหนแล้ว?” คนรถก็บอกว่า “กำลังจะถึงบางละมุงแล้วครับ กำลังจะเข้าสัตหีบ” แล้วลูกค้าก็ต่อยหน้าคนขับเลย พอคนขับหันไปห้ามเห็นปืน เลยเลือกที่จะชะลอรถ และลงจากรถ โดยวิ่งลงจากทางด่วนมอเตอร์เวย์ ก่อนที่จะไปหลบในโรงแรมกำลังจะโทรกลับมาที่ศูนย์ เพื่อขอความช่วยเหลือ

แต่ว่าลูกค้าวิ่งตามมา และกระทืบเข้าที่หน้าคนขับรถอีก 2 ครั้ง ทำให้จมูกร้าว คนขับรถร้องไห้ บอกว่า “ผมขอโทษผมสร้างความเสื่อมเสียให้กับบริษัท ขอโทษที่ทำให้เสื้อบริษัทเปื้อนเลือด” ไม่โทษลูกค้าแม้แต่นิดเดียว

ซึ่งลูกค้ารายนี้ทางคลิปได้แนบภาพ ระบุว่า เป็นนักกิจกรรมทางการเมือง ที่เพิ่งถูกจับกุมตัวไปเมื่อเร็วๆนี้

พอตอนที่ตำรวจกลับไปที่เกิดเหตุ ลูกค้าคนนี้ขโมยกระเป๋าตังคนขับรถแล้วเอาใบขับขี่ของคนขับไป พอโทรไปถามว่า “เอาใบขับขี่ของคนรถไปทำไม?” ลูกค้าตอบกลับมาว่า “จะได้รู้ไงว่าลูกกับเมียอยู่ที่ไหน จะได้ไปขู่ทำร้ายถึงบ้าน”

เรื่องนี้จะไม่ยอมให้เงียบ ถึงแม้เขาจะจ่ายเงินเยียวยามา ก็ไม่ได้แปลว่าเรื่องนี้จะยอมความ และไม่ได้แปลว่าเรื่องนี้จะจบ

ทั้งนี้การที่เราเป็นพนักงานให้บริการ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องเป็นกระสอบทรายระบายอารมณ์ของใคร ส่วนพี่คนขับต้องการอะไรเป็นพิเศษนั้น คนขับบอกว่า “ไม่ใช่เงิน แต่เป็นเรื่องมนุษยธรรม”

‘กองทัพไทย’ เริ่ม!! โครงการ ‘รั้วอิเล็กทรอนิกส์’ ติดตั้งกล้องวงจรปิดต้นแรก แนวชายแดนสระแก้ว

(21 ก.ย. 68) กองทัพไทย ได้เริ่มโครงการติดตั้ง "รั้วอิเล็กทรอนิกส์" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 ได้มีการติดตั้งเสากล้องวงจรปิด (CCTV) ต้นแรกบริเวณหลักเขตชายแดนที่ 50 ด้านหลังด่านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังบูรพา

การติดตั้งเสา CCTV ต้นแรกนี้ประกอบด้วยกล้อง 3 ตัว ได้แก่ กล้องแบบ PTZ (Pan-Tilt-Zoom) 1 ตัว และกล้องแบบ Fix อีก 2 ตัว นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบไฟส่องสว่างและระบบโซลาร์เซลล์เพื่อรองรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตั้งการ์ดบันทึกข้อมูลขนาด 512GB ซึ่งสามารถบันทึกภาพได้นานถึง 30 วัน

ในระหว่างการติดตั้ง กองร้อยทหารพรานที่ 12 ได้เข้าดำเนินการตัดต้นไม้ที่ขึ้นรกทึบในพื้นที่ตรงข้ามกำแพง เพื่อให้กล้องสามารถมองเห็นพื้นที่ได้อย่างชัดเจน และประสานงานกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 12 (นพค.12) ซึ่งมีแผนจะเข้าปรับปรุงพื้นที่ในลำดับต่อไป

การติดตั้งเสา CCTV ต้นแรกนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของโครงการรั้วอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศในระยะยาว

‘จิรายุ’ ซัดดีล!! ‘ส้ม – น้ำเงิน’ พิลึกพิลั่น!! ยัน!! ‘เพื่อไทย’ ไม่ร่วมฝ่ายค้านตาม MOA

(21 ก.ย. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันจะฝ่ายค้าน แม้จะเป็นพรรคการเมืองแกนนำในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ว่า MOA ส้ม-น้ำเงินที่พรรคปชน.ภาคภูมิใจ ทำให้ได้มาซึ่งรัฐมนตรีที่ทุกฝ่ายประสานเสียงร้องยี้ และรายชื่อที่ปรากฏออกมาก็สร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มรัฐมนตรีปราสาทสายฟ้า ซึ่งอาจจะไม่เพียงมาเพื่อยุบสภา ตาม MOA แต่จะเป็นการมาเพื่อยุบคดี บางคดีที่พี่น้องประชาชนจับตา ไม่ว่าจะเป็นคดีเขากระโดง หรือคดีฮั้ว สว.

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า อีกทั้งเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นแล้ว ไม่เพียงทำให้ประชาชนกังวลเรื่องเสถียรภาพรัฐบาลที่อาจมีผลกระทบกับการบริหารเท่านั้น แต่ในช่วงที่ผ่านมายังพบว่ามีเสียงเตือนดังขึ้นต่อเนื่องถึงสภาพที่ไม่ปกติที่เกิดขึ้น เพราะพรรคการเมืองที่มีเสียงสูงสุดในการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาลพรรค ภท.กลับบอกว่าตัวเองจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ซึ่งเรื่องนี้พรรค พท. ยืนยันว่าเราขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่จะไม่ขอร่วมเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ส้ม-น้ำเงินเด็ดขาด เพราะไม่เพียงมีที่มาของดีลแปลกประหลาดแต่ยังเป็นการก่อกำหนดขึ้นของกลไกที่ไม่ปกติ

“พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะประสานงานกับพรรคประชาชนในการทำงานของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ขอเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็ขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบสุภาพบุรุษอย่างเต็มที่ ไม่มีอ่อนข้อ ไม่มีกั๊ก และจะไม่ยอมเป็นนั่งร้าน หรือเป็นฝ่ายค้านตาม MOA ให้ใคร ขอให้พรรคประชาชนสนุกกับบทบาทนี้ตามสบายเลย แต่พรรคเพื่อไทยไม่เอาด้วย” นายจิรายุ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top