Monday, 8 June 2026
NewsFeed

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบเงินช่วยเหลือพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ผู้ประสบอัคคีภัยชุมชนบ้านครัวใต้ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

เมื่อวานนี้ (25 ก.ย. 68) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ พร้อมด้วย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ ลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยบริเวณชุมชนบ้านครัวใต้ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ รวมจำนวน 22 ครอบครัว 49 คน โดยมอบเงินสดคนละ 3,500 บาท พร้อมมอบเครื่องอุปโภคบริโภครายครอบครัว 17 ชุด รายบุคคล 5 ชุด รวมมูลค่าการช่วยเหลือทั้งสิ้น 221,500 บาท (สองแสนสองหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยบาทถ้วน) ในการนี้ มูลนิธิส่งเสริมศีลธรรมสงเคราะห์ ร่วมมอบเงินสด ครอบครัวละ 500 บาท และพุทธสมาคมปทุมรังษี ร่วมมอบข้าวสาร คนละ 10 กิโลกรัม รวมการช่วยเหลือทั้ง 3 องค์กรคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 239,850 บาท (สองแสนสามหมื่นเก้าพันแปดร้อยห้าสิบบาทถ้วน) โดยมี นายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ร่วมลงพื้นที่แจกจ่ายและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัย ณ บริเวณลานกีฬาชุมชนบ้านครัวใต้ แขวงรองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา  เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

สำนักงานตำรวจแห่งชาติติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้ตำรวจจราจร ช่วยการทำงานทุกขั้นตอนแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดการอบรมสัมมนา “ปัญหาการปฏิบัติการและการบันทึกข้อมูลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565” โดยมี พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานด้านภาพลักษณ์งานจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม พร้อมพบปะผู้เข้ารับการอบรมและมอบนโยบาย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ณ กองบัญชาการศึกษา 

สำหรับการอบรมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการ “ติดอาวุธทางเทคโนโลยีให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร” ผ่านการถ่ายทอดการใช้โปรแกรมช่วยทำสำนวนพินัย ซึ่งจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และลดความซับซ้อน ตั้งแต่การออกใบสั่ง การติดตามผู้กระทำผิดจราจร เช่น ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่สวมหมวกนิรภัย ตลอดจนความผิดจราจรอื่น ๆ ที่ไม่ชำระค่าปรับ ไปจนถึงการดำเนินการส่งฟ้องต่อศาล ซึ่งปัจจุบันโทษปรับตามใบสั่งจราจร ถือเป็นโทษปรับทางพินัย มีอัตราโทษปรับสุงสุดไม่เกิน 4,000 บาท หากผู้ขับขี่ไม่ชำระค่าปรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจะทำรายงานพร้อมพยานหลักฐานเป็นสำนวนคดีพินัย ส่งไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลให้บังคับโทษตามกฎหมายต่อไป โดยปัจจุบันมีการทำสำนวนคดีใบสั่งจราจรส่งไปยังพนักงานอัยการแล้วทั้งสิ้น จำนวนกว่า 3,000 คดี  

เนื้อหาการอบรมยังครอบคลุมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เจ้าหน้าที่พบเจอในการปฏิบัติหน้าที่จริง เพื่อนำมาพัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัดและถูกต้องตามหลักกฎหมาย โดยกล่าวว่า เจ้าพนักงานจราจรทุกนายต้องยึดมั่นในความถูกต้อง โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน การใช้เทคโนโลยีในการทำงานจะช่วยยกระดับมาตรฐาน เพิ่มความมั่นใจ และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมุ่งพัฒนากระบวนการทำงานด้านจราจรอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผนวกองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพตำรวจไทย ให้พร้อมรับมือกับความท้าทายและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชน

‘ทรัมป์’ เซ็นคำสั่งด่วนซื้อ TikTok ดำเนินธุรกิจต่อในสหรัฐฯ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลล์!! ดัน Oracle-กลุ่มทุนอาบูดาบี ถือหุ้นใหญ่

(26 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร อนุมัติข้อตกลงที่เปิดทางให้ TikTok ยังดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ ต่อไป โดยข้อตกลงนี้ประเมินมูลค่าธุรกิจไว้ที่ 14,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 511,000 ล้านบาท) ตามคำกล่าวของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (James David Vance) ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายความมั่นคงที่บังคับให้ ByteDance บริษัทแม่ในจีน ต้องขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ มิฉะนั้นจะถูกแบนออกจากประเทศ

ตามข้อตกลง จะมีการตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่เพื่อดูแลกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ โดย ByteDance ถือหุ้นไม่ถึง 20% ขณะที่กลุ่มนักลงทุนหลัก ได้แก่ Oracle, Silver Lake และกองทุน MGX จากอาบูดาบี จะถือหุ้นรวมราว 45% ส่วนที่เหลือเป็นของนักลงทุนรายอื่น โดยข้อตกลงนี้ยังต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลจีน

Oracle จะมีบทบาทหลักในการดูแลความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้ พร้อมให้บริการคลาวด์แก่ TikTok สหรัฐฯ โดยมี แลร์รี เอลลิสัน (Larry Ellison) ซีอีโอของ Oracle เข้าร่วมในกลุ่มผู้ถือหุ้นด้วย ทรัมป์ย้ำว่าข้อตกลงนี้ทำให้ TikTok อยู่ในการบริหารของ “นักลงทุนชาวอเมริกัน” และดำเนินงานโดยสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ

แม้ ByteDance จะยังไม่ออกมายืนยันธุรกรรมครั้งนี้ แต่ทรัมป์กล่าวว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้อนุมัติให้เดินหน้าแล้ว โดยคำสั่งของทรัมป์ยังขยายเวลาให้ ByteDance จนถึง 16 ธันวาคม ก่อนที่กฎหมายความมั่นคงจะถูกบังคับใช้ 

ถอดรหัสภาษากาย การกอดของ ‘เฉลิมชัย-เดชอิศม์’ แค่สัญลักษณ์ทางการเมือง!! ยังไม่สะท้อนความจริงใจ

“ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” และ “โกรธคือโง่ โมโห คือบ้า” : เฉลิมชัย กล่าว

เมื่อวานได้ดูละครการเมืองฉากใหญ่ แสดงนำโดย 'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นท่าทีของเฉลิมชัยว่า ยังรักยังหวงประชาธิปัตย์ และจะขออยู่ช่วยจนกว่าจะได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ในวันที่ 18 ตุลาคม หลังจากนั้นจะตัดสินใจถึงอนาคตทางการเมือง แต่เฉลิมชัยเคยปรารภผ่านโกหน่อ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ บ้านใหญ่ตรังว่า ไม่อยู่ประชาธิปัตย์แล้ว

เฉลิมชัยยืนยันว่า ไม่ได้โกรธ หรือมีปัญหากับ เดชอิศม์ ขาวทอง “คนอย่างผม คบแล้วคบเลย กับอภิสิทธิ์ ก็ยังคบหากันอยู่ และจะได้พบกันหลังอภิสิทธิ์ เดินทางกลับจากจีน”

ละครการเมืองฉากนี้น่าสนใจ ไม่รู้ใครเขียนบท และข้อเท็จจริงตอนจบจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งของละครบทนี้ กับการแสดงว่าสมเหตุ สมบทบาทหรือไม่ ได้ให้ผู้เชี่ยวชาญภาษากายถอดรหัสออกมาดู พบข้อมูลน่าสนใจ

ถอดรหัส 'ภาษากาย' ของทั้งสองคนให้ครับ

1.ท่ากอด เฉลิมชัยโอบแขนรอบไหล่ของเดชอิศม์เต็ม ๆ มือวางแน่น แสดงถึงการ “แสดงออกเชิงสัญลักษณ์” ของความเป็นมิตรและการเอาใจใส่ แต่ร่างกายของเฉลิมชัยไม่ได้เอนเข้าไปหามากนัก แสดงว่าความใกล้ชิดอาจมี 'ระยะ' อยู่พอสมควร
2.สีหน้าเฉลิมชัย รอยยิ้มค่อนข้างบาง เป็น “ยิ้มควบคุม” (controlled smile) ไม่ได้เปิดเต็มปากเต็มตา สายตาไม่ใช่แววตาเปล่งประกาย (genuine smile หรือ Duchenne smile) ทำให้ตีความได้ว่าเป็นการยิ้มเพื่อ “การเมือง/ภาพลักษณ์” มากกว่าความรู้สึกส่วนตัวแท้ ๆ

3.สีหน้าเดชอิศม์ ยิ้มกว้างกว่า ดูผ่อนคลายกว่า และเอนตัวเข้าหาเฉลิมชัยเล็กน้อย บ่งบอกถึงการยอมรับ และต้องการสื่อสารว่าตน “โอเคกับการโอบกอดนี้”

4.บริบทโดยรวมมีไมค์สื่อหลายสำนักอยู่ด้านหน้า เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่กำลัง “เล่นกับกล้อง” (performative gesture) มากกว่าการแสดงความสัมพันธ์ส่วนตัว ดังนั้น กอดนี้น่าจะเป็นการสื่อสารทางการเมืองว่า “เราสองคนไปด้วยกัน” มากกว่าความจริงใจเชิงส่วนตัว

โดยสรุป การกอดของเฉลิมชัยกับเดชอิศม์ในภาพนี้มีน้ำหนักเชิง “สัญลักษณ์ทางการเมือง” มากกว่าความผูกพันส่วนตัวแท้ ๆ ความจริงใจจึงอาจไม่ถึงขั้นลึกซึ้ง แต่เป็นการแสดงออกเพื่อให้สังคมและสื่อเห็นถึง “ความเป็นพวกเดียวกัน”

‘ตรีนุช’ เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก เร่งพัฒนาฝีมือแรงงาน-จัดการแรงงานต่างด้าวใน 120 วัน

'ตรีนุช' เข้ากระทรวงแรงงานวันแรก สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน

(26 ก.ย. 68) เวลา 09.09 น. นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เดินทางมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงาน ประกอบด้วย พระพุทธสุทธิธรรมบพิตร พระพุทธชินราช ศาลพ่อปู่ชัยมงคล ศาลท้าวมหาพรหมเทวฤทธิ์ และศาลพ่อปู่ชินพรหมมา  เนื่องในโอกาสรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 19 และถวายความเคารพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี โดยมี นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน  พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ กระทรวงแรงงาน

จากนั้น นางสาวตรีนุช ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงความรู้สึก ว่า ในวันนี้รัฐบาลทำงานบนความท้าทาย ดังนั้น จะเร่งขับเคลื่อนในสิ่งที่เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาแรงงานต่างด้าว ซึ่งยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเร่งด่วน ตลอดจนเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงานไทย การอัปสกิล รีสกิล ให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน ภายในช่วงเวลา 120 วัน เพื่อขับเคลื่อนให้เต็มความสามารถ รวมถึงสวัสดิการเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตน

หลังจากนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว กระทรวงแรงงานจะนำเสนอแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทันที ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมและศึกษาข้อมูลทั้งหมดไว้แล้ว

เชียงใหม่-พิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายน

บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานนำกำลังพลร่วมพิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายน

(26 ก.ย.68) พลตรีธีระ ผดุงสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เป็นประธานนำกำลังพลร่วมพิธีเชิญธงชาติ เนื่องในวันธงชาติไทย 28 กันยายนของทุกปี ณ หน้ากองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ วันธงชาติไทย เป็นวันที่รำลึกถึงการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชทาน "ธงไตรรงค์" ให้เป็นธงชาติไทย ในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 โดยกำหนดให้วันนี้เป็น "วันพระราชทานธงชาติไทย" เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

“แดงคือเลือด รินไหล ไม่รู้โรย ขาวคือโดย สัตย์ธรรม อันผ่องใส น้ำเงินคือ องค์จอมทัพ จักรีไทย คือหลักชัย รวมชาติ ให้มั่นคง” ด้วยวันที่ 28 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกถึง วันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่  6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ประกาศให้ธงไตรรงค์เป็นธงประจำชาติไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 โดยธงชาตินั้น ได้เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยขณะนั้น เป็นธงพื้นสีแดงตลอดผืน จนถึงประมาณ พ.ศ.2325ในรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1ได้มีการเพิ่มวงจักรสีขาว เข้ามาตรงกลาง ผืนธง จนถึง พ.ศ. 2352 ได้มีการเพิ่มภาพช้างเผือกเข้ามาภายในวงจักร ตรงกลางผืนธง ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2373ได้เปลี่ยนภาพเอาวงจักรออก คงเหลือภาพช้างเผือก อยู่ตรงกลางผืนธงสีแดง ต่อมาเมื่อ พ.ศ.  2459 ได้ปรับเปลี่ยนภาพช้างเผือก เป็นภาพช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนบนแท่นหันหน้าเข้าหาเสาธง บนพื้นธงสีแดง และต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2560 ได้ปรับเปลี่ยนเป็นธงริ้วแดงขาว 5ริ้ว และ ปรับเป็นธงไตรรงค์จนถึงปัจจุบัน

โดยธงไตรรงค์นั้น คือสิ่งแทนจิตวิญญาณ และศูนย์รวมใจของคนทั้งชาติ อันประกอบด้วย สีแดง คือเลือดเนื้อโลหิตและชีวิต ที่บรรพบุรุษได้พลีสละไว้ในสนามรบ สีขาว คือความบริสุทธิ์แห่งศีลธรรมและศาสนา ดุจแสงที่ค้ำจุนจิตใจและความดีงามของคนไทย สีน้ำเงิน คือสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักชัย และศูนย์รวมดวงใจไทยทั้งชาติ ที่ทรงหล่อเลี้ยง และคุ้มครองแผ่นดินสืบมา ด้วยเหตุนี้ กำลังพลทุกนาย ไม่ใช่เพียงประชาชนทั่วไป แต่คือทหารไทย ผู้สืบทอดเกียรติยศของบรรพชน ผู้มีหน้าที่พิทักษ์รักษาเอกราชของประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเป็นผู้มีหน้าที่ ที่มิใช่เพียงปกป้องแผ่นดิน แต่คือผู้ที่ธำรงไว้ ซึ่งเกียรติแห่งธงไตรรงค์ สัญลักษณ์ ที่ยึดโยงจิตใจ ชาวไทยทั้งชาติ ให้รวมกันเป็นหนึ่ง  

‘กัมพูชา’ เรียกร้องนานาชาติ ‘แบนไทย’ อ้างใช้อาวุธต่างแดนรุกราน–ละเมิดสิทธิมนุษยชน

(26 ก.ย. 68) กัมพูชาออกมาเรียกร้องให้นานาชาติร่วมกัน 'แบนไทย' ทั้งห้ามขายอาวุธและไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องบินรบ อ้างว่าไทยนำยุทโธปกรณ์ไปใช้รุกรานและละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวกัมพูชา หลังเหตุปะทะชายแดนที่ยืดเยื้อ กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม กระแสเรียกร้องไม่ได้ทำให้ไทยถูกตัดขาดจากตลาดอาวุธ โดยสวีเดนอนุมัติขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนต่อไป ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำ สเปนก็ไฟเขียวส่งมอบเครื่องบินเติมน้ำมันและขนส่งทางทหาร รวมถึงดีลยุทโธปกรณ์อีกหลายรายการเพื่อทดแทนที่สูญเสียจากการปะทะ 5 วัน

‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ พิธีกร-ผู้ประกาศข่าว คนแรก ๆ ที่กล้าใช้ภาษาอีสานเป็นสื่อหลักในประเทศไทย

‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ เป็นคนที่พี่น้องประชาชนรู้จักจากบทบาทพิธีกร ดีเจ และผู้ประกาศข่าวนอกจากนี้ยังเป็นพิธีกรที่กล้าใช้ภาษาอีสานในสื่อหลักอย่างเป็นทางการ เป็นคนแรก ๆ ในประเทศไทย

นอกจากบทบาทพิธีกร ดีเจ และผู้ประกาศข่าวแล้ว ‘เคนโด้’ ยังได้ใช้ชื่อเสียงที่ได้มาในการตอบแทนสังคม ผ่านการเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้เสียหายหลายคดี ไม่ว่าจะเป็น เมจิกสกิน, Forex 3D, K4, ฌาปนกิจสงเคราะห์ และอีกหลายปัญหาของประชาชน

ปกป้องสถาบันหลักของชาติ ทำงานด้วยความซื่อสัตย์

จากวันนี้ ‘เคนโด้’ ได้เลือกที่จะเพิ่มอีก 1 บทบาทคือ การใช้ชีวิตบนเส้นทางการเมือง เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ ‘รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เขาได้ทั้งช่วยเหลือผู้คน และพัฒนาอีสาน ตามแนวคิดถ้ามีชื่อเสียงแล้วไม่สามารถช่วยคนได้ ก็ไม่ต้องมี

โดย ‘เคนโด้-เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร’ ได้เลือกที่จะสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ เนื่องจากที่เขาได้พูดคุยกับหลายพรรคการเมือง แต่พรรครวมไทยสร้างชาติ คือพรรคที่มีอุดมการณ์อย่างหนักแน่นในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ รวมถึงตั้งใจในการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และรวมไทยสร้างชาติก็เปิดโอกาสให้เคนโด้ช่วยเหลือประชาชนให้มากขึ้น ตามอุดมการณ์ที่ทำมาหลายปี

เคนโด้กล่าวว่า ผมเหมือนหมาบ้าที่ช่วยประชาชนมา10ปี กัดไม่ปล่อยในหลายคดีดัง โดน อิทธิพลกดทับ การใช้กฎหมายปิดปาก แต่ผมก็สู้จนชนะช่วยประชาชนที่เสียหายกว่า 10,000 ล้านบาท ผมโดดเดี่ยวเพราะทำคนเดียว วันนี้ผมตัดสินใจจะสู้ไปกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะหัวหน้าพรรคท่านพีระพันธุ์ก็ชนแหลกเพื่อประชาชน ผมศรัทธาในตัวท่านและพรรคที่มุ่งช่วยประชาชนจริงๆ

รวมทั้งผลงานที่ปรากฏของกระทรวงพลังงานภายใต้การนำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ไม่ว่าจะเป็นการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม การลดค่าไฟ และเสนอกฎหมายปฏิรูปราคาพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน

ได้คุยกับพรรคการเมืองหลายพรรคมาแล้ว จนในที่สุดเขาก็ได้ตัดสินใจร่วมเดินหน้าไปกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะเขาได้ทำการศึกษามาอย่างดีแล้วว่าเป็นพรรคที่ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ เพราะฉะนั้นไม่ขายชาติแน่นอน รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติได้ยึดถือความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ดังที่เห็นได้จากความไม่พอใจของนายทุนพลังงาน ตามที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ และเป็นพรรคที่เห็นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ดูได้จากการตรึงราคาก๊าชหุงต้ม การลดราคาค่าไฟอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเสนอแก้ไขกฎหมายเรื่องน้ำมันอีกด้วย

“ผมตัดสินใจลงสนามการเมือง อย่างสร้างสรรค์ และมีเป้าหมายช่วยประชาชน กับ พรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเหตุผล พรรคสนับสนุนให้ผมช่วยประชาชนอย่างเต็มที่ และผมศรัทธา ในท่านพีระพันธุ์ ที่ชนแหลกเพื่อประชาชนจริงๆ”

“เมือบ้านเฮา” เอาโอกาสในชีวิตมาไว้ใกล้บ้าน

ด้วยความเป็นคนอีสานเลือดแท้ จากจังหวัดริมน้ำโขง อย่างหนองคาย สิ่งที่เขามองเห็นอย่างต่อเนื่องคือวิถีชีวิตของคนหนองคายที่ต้องดิ้นรนออกไปทำงานต่างถิ่นต่างแดน แม้ต้องจากครอบครัว จากบ้าน เพื่อแสวงหาโอกาสในชีวิตที่ดีกว่า

ดังนั้นสิ่งที่ ‘เคนโด้’ อยากเห็นคือการสร้างชุดนโยบาย “เมือบ้านเฮา” สร้างงาน สร้างอาชีพในแต่ละท้องถิ่นตามจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ ให้ทุกคนมีโอกาสใกล้บ้าน ไม่ต้องออกเดินทางไปแสวงหาโอกาสต่างถิ่น ต่างแดน

เช่น จังหวัดหนองคายที่เป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 7 ของโลก หากมีการสนับสนุน ผลักดันให้การท่องเที่ยวเป็นตัวนำในการสร้างงาน สร้างอาชีพ

วันนี้ ‘เคนโด้’พร้อมแล้วที่จะใช้ชื่อเสียงโอกาสทางการเมืองเพื่อตอบแทนสังคม รวมทั้งสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่พี่น้องประชาชนและพัฒนาบ้านเกิดของเฮาอย่างแท้จริง

วิกฤตถนนยุบกลางกรุง ‘ดร.เอ้’ แนะ 2 วิธีหยุด!! ก่อนเกิดหายนะ

เมื่อวันที่ (25 ก.ย. 68) ศาสตราจารย์ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์  หรือ 'ดร.เอ้' หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุถนนทรุดหน้าอาคารวชิรพยาบาล หลังพบหลุมลึกเชื่อมถึงอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดิน โดยระบุว่าสถานีรถไฟฟ้าวชิรพยาบาลและอาคารโรงพยาบาลยังคงปลอดภัย เพราะตอกเสาเข็มลึกและมีผนังกั้นดินค้ำอยู่ แต่สิ่งที่น่าห่วงคือการไหลของดินเข้าไปในอุโมงค์ที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ซึ่งอาจทำให้หลุมขยายตัวกว้างขึ้น โดยเฉพาะหากมีฝนตกลงมาเพิ่มความเสี่ยง

ดร.เอ้ เสนอวิธีแก้ไขเร่งด่วน 2 ขั้นตอน คือการปิดรูอุโมงค์เพื่อหยุดดินจากการไหลลงไปต่อ และการติดตั้งหมุดตรวจวัดการเคลื่อนตัวของดินอย่างเป็นระบบ เนื่องจากการดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถตรวจสอบความเสี่ยงได้ หากพบความเคลื่อนไหวจะได้รีบอพยพประชาชนและเจ้าหน้าที่ทันที พร้อมย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นจุดปฏิบัติการ ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญควบคุมเครื่องจักรและการทำงานเท่านั้น

สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคืออาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน เนื่องจากไม่ได้มีเพียงเสาเข็มด้านหน้าที่หลุด แต่ยังพบว่าดินยุบลึกกว่า 20 เมตรใต้ตัวอาคาร เสี่ยงกระทบต่อโครงสร้างทั้งหมด หากตัวยุบลงมาจะกลายเป็นปัญหาใหญ่และอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าวอย่างเด็ดขาด และเร่งติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดที่สามารถส่งสัญญาณแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ เพื่อให้การเฝ้าระวังและแก้ไขสถานการณ์ทำได้อย่างทันท่วงที

พัฒนา เข้ารับตำแหน่ง รมต.สธ. อย่างเป็นทางการ หนุนสร้างความเข้มแข็งระบบสาธารณสุขไทย เพื่อคนไทยมีสุขภาพคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เผยชื่นชมและเชื่อมั่นในศักยภาพบุคลากรสาธารณสุข และพร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุขไทยอย่างเต็มที่ ทั้งสุขภาพดิจิทัล เศรษฐกิจสุขภาพ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพแรงงานต่างชาติ ปราบการกระทำผิดกฎหมายด้านสุขภาพ พร้อมดูแลขวัญกำลังใจคนทำงาน

(26 ก.ย. 68) ที่ กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ โดยได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง และเข้าห้องทำงาน ชั้น 4 สักการะพระพุทธรูปประจำห้อง ก่อนจะพบกับคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานในกำกับ ที่มาให้การต้อนรับและแสดง ความยินดี โดยนายพัฒนา กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้ทำงานเป็นทีมเดียวกับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความชำนาญอย่างสูง ในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศไทยให้มีความมั่นคงและล้ำหน้าประเทศอื่นๆ โดยจะมุ่งยกระดับระบบสุขภาพใน 3 ประเด็น คือ 1.นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ทั้งการพัฒนาระบบสุขภาพที่รวดเร็ว แม่นยำและเชื่อมโยง ระบบบริหารงานสุขภาพอัจฉริยะ ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ ตั้งแต่ระดับนโยบาย งบประมาณ ไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้าง และระบบดูแลสุขภาพเชิงรุกที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว เข้าถึงได้แบบเบ็ดเสร็จ รวมทั้งใช้ AI และ IoT ช่วยแบ่งเบาภาระงานบุคลากร เป็นระบบสาธารณสุขที่ “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการ ผ่านเทคโนโลยี”

2.ให้ระบบสาธารณสุขไทย เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้ง Medical & Wellness Hub การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์แม่นยำ และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ระดับสูง และ 3.ดูแลบุคลากรสาธารณสุขและ อสม. ที่ช่วยขับเคลื่อนระบบสุขภาพของประเทศ โดยการเพิ่มกำลังคนและทีมสนับสนุน ทั้งผู้ช่วยแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่หน้างาน, ปรับระบบค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม ตามภาระงานจริง โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกล และปรับโครงสร้างการทำงาน กฎหมาย ข้อปฏิบัติต่างๆ ให้เหมาะกับภาระงานและเป็นปัจจุบัน ใช้เทคโนโลยีลดภาระงาน ให้บุคลากรมีเวลากับผู้รับบริการมากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top