Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

ปทุมธานี เร่งสนองนโยบาย 'ภูมิธรรม' กวาดล้างยาเสพติด 'No Drugs No Dealers' รวมพลังทุกภาคส่วน ประกาศปฏิญญา 'รวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด'

เมื่อวานนี้ (24 ก.ค.68) เวลา 09.00 น. ที่ ห้องประชุมบัวหลวง  ศาลากลางจังหวัดปทุมธานี  นายสมคิด จันทมฤก ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในการประกาศปฏิญญา 'รวมพลัง ยับยั้งปัญหายาเสพติด' ตามนโยบายปฏิบัติการ ( Quick Win ) กวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ของ นายภูมิธรรม  เวชยชัย  รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี  โดยมี นายทิพเมษฐ์ สังขวรรณะ. ผู้อำนวยการสำนักงาน ปปส.ภาค 1 พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี พ.อ.ธวัชชัย วรรณดิลก รอง.ผบ.มทบ.11  นายแพทย์อภิชน จีนเสวก รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี นายอำเภอ ผู้กำกับการสถานีตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมลงนามปฏิญญา 

ทั้งนี้ จากการมอบนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดตามนโยบายรัฐบาลและ Kick off ปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด NO Drugs NO Dealers ผนึกกำลัง ชุมชนปลอดยาเสพติด ของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยนายภูมิธรรม มอบนโยบายหลักในเรื่อง 1) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจับมือร่วมกันทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ด้วยการบูรณาการร่วมกันทุกหน่วยงาน ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานเรื่องยาเสพติด ทั้งการสกัดกั้น เฝ้าระวัง ตรวจตรา และ X-Ray ทุกพื้นที่ นำเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา รวมถึงการหาข่าวในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้ค้าและต่อยอดไปสู่การทลายเครือข่ายค้ายาเสพติดทั้งระบบต่อไป 2) ด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด ให้ยึดหลัก "ผู้เสพคือผู้ป่วย" ที่ต้องได้รับการรักษา ตามรูปแบบและกลุ่มของผู้ป่วย โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดได้มาฟื้นฟูสมรรถนะและศักยภาพให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนจะกลับเข้าไปใช้ชีวิตในสังคมโดยไม่กลับไปใช้ยาเสพติดซ้ำอีก และ 3) ใช้ "พลังของพี่น้องประชาชน" ผู้นำของหมู่บ้าน/ชุมชน 

โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำหนดกติการ่วมหรือ "ธรรมนูญหมู่บ้าน" เรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ทุกคนรับทราบและปฏิบัติร่วมกัน พร้อมทั้งสนธิกำลังชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) สร้างพลังมวลชนในการ X-Ray ทุกพื้นที่ และส่งเสริมให้มีขบวนการตาสับปะรด ช่วยสอดส่องดูแลและให้ข่าวกับภาครัฐ เพื่อทำให้ปัญหายาเสพติดหมดไปจากทุกพื้นที่ นำมาสู่ การ ประกาศปฏิญญารวมพลัง  จังหวัดปทุมธานี ยับยั้งปัญหายาเสพติด โดยทุกหน่วยงานให้คำมั่นว่า “จะมุ่งบังคับใช้กฎหมายและปราบปรามผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่อย่างจริงจังและเด็ดขาด จะป้องกันมิให้มีการแพร่ระบาดของยาเสพติด มิให้มีผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติดในหมู่บ้านชุมชน จะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้หมู่บ้านชุมชนมีระบบ กลไก การจัดการปัญหา ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างแท้จริง”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568

(25 ก.ค.68) เวลา 07.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีถวายพระพรชัยมงคล พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน และพิธีลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , รอง ผบ.ตร. , จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) , ผู้ช่วย ผบ.ตร. , รอง จตช. , ผู้บังคับบัญชาหน่วยต่างๆในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี ณ ห้องโถง ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้น ผบ.ตร. และคณะ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคล ฯ ณ ห้องสารสิน ชั้น 2 

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดพิธีต่างๆ ในโอกาสอันเป็นมหามงคล ด้วยความจงรักภักดีของข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ในโอกาสอันเป็นมหามงคลนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอเชิญชวนข้าราชการตำรวจ พนักงานราชการ และลูกจ้างในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงประชาชน ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th  ระหว่างวันที่ 25-31 กรกฎาคม 2568

ผบช.ภ.2 เช็กความพร้อม 'ภ.จว.ตราด' เดินเครื่อง 'พิทักษ์ส่วนหลัง' ดูแลประชาชน สั่งตรึงเข้มแนวชายแดนเตรียมกำลังพร้อมหนุนส่วนหน้า

(25 ก.ค.68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เดินทางไปตำรวจภูธรจังหวัดตราด ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 จังหวัดในพื้นที่รับผิดชอบของตำรวจภูธรภาค 2 ที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา โดยได้ประชุมกำชับการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง และอพยพประชาชน โดยให้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดให้สามารถปฏิบัติภารกิจสนับสนุนส่วนหน้าได้ทันท่วงทีเมื่อจำเป็น หรือมีการสั่งการ

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ได้ตรวจความพร้อมของกำลังพล อาวุธ ยุทโธปกรณ์ การดำรงการสื่อสาร และแผนการปฏิบัติการบัญชาการต่าง ๆ โดยเฉพาะกำลังของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ กำชับให้มีความพร้อมในการสนับสนุนภารกิจของส่วนหน้าได้ทุกเมื่อ โดยย้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันให้มีแผนการปฏิบัติในการอพยพประชาชนที่ชัดเจน เตรียมความพร้อมในทุก ๆ สถานการณ์ อาทิ เตรียมพร้อมการเคลื่อนผู้ป่วยในสถานพยาบาล การลำเลียงทางการแพทย์ โดยให้สำรวจพื้นที่หลบภัย ศูนย์พักพิง สำรวจประชากรกลุ่มเปราะบางวางแผนการเข้าช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งได้สอบถามถึงการส่งกำลังบำรุง โดยทางตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมสนับสนุน และเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติทุกนาย

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า กำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา ระวังภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ติดต่อชายแดน ให้ประสานงานหน่วยร่วมปฏิบัติ สืบสวนหาข่าวเชิงลึก เกาะติด แสดงกำลัง ตั้งจุดตรวจ จุดสกัด บังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เฝ้าระวังผู้ไม่ประสงค์ดี และอาชญากรที่ฉวยโอกาสก่อเหตุในสถานการณ์เช่นนี้ 

“ในการปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น การตั้งจุดตรวจ จุดสกัด ต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน ไม่ทำให้ตื่นตระหนกหรือเข้าใจผิด กรณีเกิดสถานการณ์ที่ต้องอพยพประชาชนจากบ้านเรือนให้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าตำรวจพร้อมดูแล และให้ฝ่ายสอบสวนเตรียมความพร้อมด้านการสอบสวน การดำเนินคดีต่าง ๆ โดยให้ประสานงานศูนย์พิสูจน์หลักฐานตำรวจในพื้นที่ให้พร้อมปฏิบัติงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ” 

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ขอให้ตำรวจลงพื้นที่เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับประชาชน ชี้แจงประชาสัมพันธ์ข่าวสารที่ถูกต้อง ต่อต้านข่าวเท็จ ข่าวลวงที่สร้างความตื่นตกใจกระทบขวัญของประชาชน โดยย้ำว่าตำรวจภูธรภาค 2 ต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน อยู่เคียงข้างดูแลประชาชน ทำหน้าที่พิทักษ์ส่วนหลังอย่างเต็มกำลังความสามารถ

‘กองทัพบก’ ชวนคนไทยทั่วประเทศ ร่วมประดับธงชาติแสดงพลังความสามัคคี

(25 ก.ค. 68) กองทัพบกออกประกาศเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศร่วมกัน 'ประดับธงชาติไทย' ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งบ้านเรือน อาคารราชการ โรงเรียน ร้านค้า และพื้นที่สาธารณะ เพื่อแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทย ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

ภายใต้แนวคิด “ยืนหยัดเพื่อชาติ ศักดิ์ศรี และความเป็นไทย” การประดับธงในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี ความเสียสละ และจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ ที่พร้อมเคียงข้างกองทัพในการปกป้องแผ่นดิน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องการพลังใจจากคนทั้งชาติ

จีนเป็นห่วงศึกชายแดนระหว่าง ‘ไทย-กัมพูชา’ หวังแก้ไขข้อพิพาทผ่านการเจรจา ย้ำเป็นมิตรกับทั้งสองฝ่าย

(25 ก.ค. 68) กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนมีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา และหวังว่าทั้งสองประเทศจะแก้ไขข้อพิพาทอย่างเหมาะสมผ่านการเจรจาหารือ

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า ไทยและกัมพูชาต่างเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของจีน รวมถึงเป็นสมาชิกคนสำคัญของอาเซียน โดยการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและการจัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสมนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานในระยะยาวของทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ จีนยึดมั่นจุดยืนอันเป็นธรรมและเป็นกลาง ยังคงส่งเสริมการหารือเพื่อสันติภาพผ่านวิถีทางของตนเอง และมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการช่วยลดทอนความรุนแรงของสถานการณ์ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และความกังวลร่วมของประเทศในภูมิภาค

ปตท. จับมือ ‘ธิสเซ่นครุปป์’ และพันธมิตรจากเยอรมนี (GIZ) เดินหน้าศึกษาโครงการไฮโดรเจนสีเขียวในภาคใต้ของไทย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ - บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมกับ บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ลงนามสัญญาความร่วมมือโครงการศึกษาโอกาสความเป็นไปได้ในการพัฒนาไฮโดรเจนสีเขียวและผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ภายใต้กรอบของโครงการ 'H2Uppp' ซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเงิน จากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธรัฐเยอรมนี 

การร่วมมือกันในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Mr. Dieter Wurche ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย เข้าร่วมในพิธีลงนาม โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน ปตท. พร้อมด้วย นายยศศิริ พร้อมเชื้อแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธิสเซ่นครุปป์ อูเด้ห์ (ประเทศไทย) จำกัด และ Ms. Regine Dietz ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการไฮโดรเจน GIZ ร่วมลงนาม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการผลิตไฮโดรเจนสีเขียว 

รวมถึงผลิตภัณฑ์คาร์บอนที่ยั่งยืน อาทิ อี-เมทานอล และ อี-มีเทน โดยใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยครอบคลุมการศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสม การประเมินทรัพยากรในพื้นที่ และการวิเคราะห์ศักยภาพของตลาด ตลอดจนการจัดทำแผนแม่บท เพื่อพัฒนาโครงการในเชิงพาณิชย์ในอนาคต สอดรับกับพันธกิจของ ปตท. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘กองทัพเรือ’ เปิดยุทธการ!! ‘ตราดพิฆาตไพรี1’ ผลักดัน!! ทำลายพื้นที่ ‘ทหารกัมพูชา’ ให้ถอยออกไป

(26 ก.ค. 68) ทหารกัมพูชาเปิดพื้นที่ใหม่เริ่มโจมตีทหารไทยเวลา05.10 น.
บริเวณบ้านชำราก จ.ตราด ทางทหารจากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ตอบโต้ เริ่มการปะทะ 

กองทัพเรือ จึงได้เปิดยุทธการ 'ตราดพิฆาตไพรี1' ทำการผลักดันและทำลายพื้นที่ทหารกัมพูชาวางกำลังรุกล้ำเขตแดนไทย 3 จุด กระทั่งเวลา 05.40 น. กำลังทหารเรือได้สามารถผลักดัน ฝั่งกัมพูชาได้ถอยออกไป

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ประกาศ เรื่องให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ โดยที่ปรากฏว่า ประเทศกัมพูชาใช้กำลังและอาวุธรุกรานเข้ามาในราชอาณาจักรไทยตลอดแนวชายแดน จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคน เพื่อป้องกันประเทศให้พ้นจากภัยคุกคามอันมีที่มาจากภายนอกราชอาณาจักรดังกล่าว

เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย และจำเป็นต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 176 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ 2457

จึงให้ใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้

1.จังหวัดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ อำเภอมะขาม อำเภอแหลมสิงห์ อำเภอแก่งหางแมว อำเภอนายายอาม และอำเภอเขาคิชฌกุฏ

2.จังหวัดตราด อำเภอเขาสมิง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ต่อมามีประกาศกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด(เฉพาะ) ที่ 1290/2568 
เรื่อง การปิดจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเล ตามมาตรการเสริมความเข้มแข็งในการรักษาอธิปไตยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งทางบกและทางทะเลในพื้นที่ จ.จันทบุรี และพื้นที่ จ.ตราด

โดยกำหนดมาตรการดังนี้

1.งดการผ่านเข้า-ออกของยานพาหนะทุกประเภท 

2.งดการเดินทางผ่านเข้า-ออกของประชาชน การค้าขายทุกประเภท นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย 

3.งดการสัญจรทางทะเลในเขตน่านน้ำประเทศไทย (พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด)

เตือน!! ‘นายกฯ ชาย’ ระวัง!! อย่าละเมิดสิทธิ์คนอื่น ‘สส.กฤต’ คุณสมบัติครบ มีสิทธิ์ลงสมัคร สส.สงขลา

(26 ก.ค. 68) เดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยไทย ให้สัมภาษณ์สื่อถึงปัญหาความขัดแย้งกับ สส.กฤต ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม หลังมีเหตุกระทืบลุงวัย 65 ปี มีการกล่าวอ้างว่า คนใกล้ชิด สส.กฤตเป็นคนทำ โดยเดชอิศม์ กล่าวว่า มีคนบอกว่า คนสงขลาทะเลาะกัน

“กราบเรียนว่าผมเป็นคนสงขลา แต่ สส.บางคนไม่ใช่คนสงขลา เพิ่งเข้ามาอยู่ แต่คนสงขลาให้เกียรติเลือกเป็นผู้แทน แต่คิดจะซื้อเกียรติยศ ซื้อศักดิ์ศรีคนสงขลา ผมไม่ยอมครับ

ทั้งนี้เดชอิศม์ คงจะกล่าวถึง สส.ชนนพัฒน์ นาคสั้ว จากพรรคกล้าธรรม เป็นคน อ.ชะอวด จ.นครศรีฯ เจ้าของทีมสโมสรฟุตบอล นครศรีฯยูไนเตด มีพ่อเป็นนายกฯอบต.อยู่ ต.ท่าสะเหม็ด อ.ชะอวด แต่ สส.ชนนพัฒฐ์มาโตสงขลา

คำพูดของเดชอิศม์ ขาวทอง ที่บอกว่า สส.กฤตไม่ใช่คนสงขลา เพิ่งย้ายมา ก็เป็นคำพูดที่ถูก แต่ไม่ควรลืม และไม่ควรไปละเมิดสิทธิ์คนอื่น เขาย้ายไปอยู่สงขลา ก็เป็นสิทธิ์ของเขา และเขาอยู่จนมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งแล้ว คนสงขลา เขต 4 เลือกเขามาเป็นผู้แทนแล้ว และในพื้นที่เขต 4 ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็ยอมรับต่อการทำหน้าที่ของเขา

เดชอิศม์ไม่ควรลืมว่า สส.อีสาน สส.กทม.และอีกหลายจังหวัดก็มีคนใต้ไปแจ้งเกิดทางการเมือง ไม่ควรไปล่วงละเมิดตรงนี้ ครูมานิตย์ เป็นคนพัทลุง แต่คนสุรินทร์ก็เลือกครูมานิตย์มาเป็นผู้แทน ไม่ใช่เรื่องแปลก และผิดอะไร

เดชอิศม์ ยังบอกว่า เมื่อได้รับเกียรติฟ้องจากอีกฝ่าย ตนก็จะทำหนังสือถึงเลขาธิการ ปปง. /อัยการสูงสุด และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แม้เดชอิศม์ จะไม่ได้บอกว่า ทำหนังสือไปเรื่องอะไร แต่ในทางการข่าวเชื่อว่า เป็นการทำหนังสือกระทุ้งคดีเก่าของ สส.กฤต ที่บางคดีตำรวจส่งฟ้อง แต่อัยการสั่งไม่ฟ้อง บางคดีอยู่ในมืออัยการสูงสุด

”เดินหน้าเต็มที่ครับ ไม่มียกคันเร่ง ไม่ใส่เกียร์ถอยหลังอย่างแน่นอน” เดชอิศม์ กล่าว พร้อมย้ำว่า ไม่ใช่เกมการเมืองในเขต 4 สงขลา เพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีตัวผู้สมัครเลย การเมืองตัดไปได้เลย ผมไม่อยากให้เกิดเหตุแบบนี้อีก ขอให้เคสนี้เป็นเคสสุดท้าย

ผม #นายหัวไทร ยังงงว่า จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างเดชอิศม์กับชนนพัฒฐ์ มันเริ่มต้นจากจุดไหน เพราะข่าวก่อนหน้าเป็นที่รับรู้กันของชาวสงขลาว่า ลูกของเดชอิศม์ อยู่ในทีมเที่ยวด้วยกันตามประสาวัยรุ่น และอาจจะมีธุรกิจบางตัวที่ทำในรูปแบบเดียวกัน แต่ยังค้นหาจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งไม่เจอว่ามาจากจุดไหน จนมาถึงขั้นเอาเป็นเอาตายกับเรื่องคนกระดังงา โดนกระทืบ

รัฐบาลไทย ย้ำท่าที!! ตอบโต้เท่าที่จำเป็น เน้นหลักสันติวิธี ยินดี!! ให้ข้อมูลอย่างเปิดเผย บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง

(26 ก.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่ากรณีที่มีการรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศบางสำนัก เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีการนำเสนอข้อความและภาพข่าวในลักษณะที่คลาดเคลื่อนจากความจริงหลายประการ เช่น 

1. การพาดหัวข่าวว่า “Thailand bombs Cambodia with F-16s” โดยไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่าเป็นการตอบโต้หลังจากที่ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทยก่อน ในเวลา 08.20 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

2.การใช้ภาพที่ถ่ายจากฝั่งประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นพลเรือนชาวไทยหลบหนีเข้าไปยังหลุมหลบภัยในฝั่งไทย (ในภาพเป็นภาพในโรงเรียนไทยที่มีอักษรไทยอย่างชัดเจน )แต่กลับระบุว่าเป็นภาพของพื้นที่กัมพูชา

3. การใช้ภาพร้านสะดวกซื้อ ในปั๊มน้ำมัน ปตท.ในประเทศไทยที่กองทัพกัมพูชาระดมยิงด้วยอาวุธร้ายแรง จนได้รับความเสียหายมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ระบุว่าเป็น สถานที่พลเรือนของฝั่งไทยและกลับไม่ได้ชี้แจงแหล่งที่มาของการโจมตี ทำให้ผู้อ่านเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นผลจากการทิ้งระเบิดโดยฝ่ายไทย

นายจิรายุกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไทยทราบถึงความตั้งใจดีของสื่อมวลชนในการรายงานข่าวและเข้าใจดีว่า สถานการณ์การโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดจากฝ่ายกัมพูชา ทำให้รีบร้อนในการรายงาน จนไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริง แต่ขอให้ดำเนินการแก้ไขเพื่อความถูกต้องของข่าวสาร

ทั้งนี้ขอย้ำท่าทีของรัฐบาลไทย ดังนี้ 

1. ประเทศไทยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อปกป้องอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน โดยในกรณีที่เกิดการใช้กำลัง ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตอบโต้เท่าที่จำเป็น และมีเป้าหมายเพื่อระงับยับยั้งสถานการณ์ ไม่ให้ลุกลามบานปลาย

2. การดำเนินการของฝ่ายไทยในครั้งนี้ เป็นการตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามหลักการสากล หลังจากที่ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงเข้ามาในเขตแดนไทย ซึ่งมีประชาชน ที่อยู่ในโรงพยาบาลโรงเรียนและบ้าน ได้รับผลกระทบ บาดเจ็บและเสียชีวิต

3. ภาพที่ใช้ประกอบข่าวบางภาพเป็นภาพเหตุการณ์ในฝั่งประเทศไทย ไม่ใช่ในกัมพูชา

4. การรายงานข่าวที่ขาดความครบถ้วนในบริบท อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรงในระดับนานาชาติ

“รัฐบาลไทยยินดีให้ข้อมูลอย่างเปิดเผย บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และด้วยความเคารพในบทบาทของสื่อมวลชนในการสะท้อนข้อเท็จจริงไปยังประชาคมโลก โดยหากสื่อมวลชนมีข้อสงสัย หรือประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนสามารถติดต่อได้ทั้งกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.)” นายจิรายุกล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top