Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์อีก!! โทษไทยยิงก่อน อ้างกัมพูชาตอบโต้เพราะไม่มีทางเลือก

สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ (24 ก.ค.68) ระบุว่า กองทัพไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฐานทหารกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย จนเกิดการปะทะลุกลามถึงจุดสามเหลี่ยมมรกต พร้อมย้ำว่าแม้กัมพูชาพยายามใช้สันติวิธี แต่ครั้งนี้ “ไม่มีทางเลือก” จึงต้องตอบโต้ 

ฮุน มาเนต กล่าวว่ากัมพูชายึดมั่นในสันติวิธีมาโดยตลอด แต่เมื่อถูกโจมตีก่อน ก็จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ โดยดำเนินการทั้งในด้านทหารและทางการทูต พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองทัพ ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพจะยืนหยัดอยู่แนวหน้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมวิงวอนให้ประชาชนกัมพูชาอย่าตื่นตระหนก และใช้ชีวิตตามปกติ เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐและกองทัพ

ทั้งนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดหนัก หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณพื้นที่พิพาทใกล้แนวเขตโบราณสถาน ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

A Tribute to Ozzy Osbourne (Part I) จากเด็กยากจนขายแรงงานสู่พระเจ้าแห่ง Heavy Metal

(24 ก.ค. 68) Ozzy Osbourne ตำนานแห่งตำนานผู้บุกเบิกวงการเพลงเฮฟวีเมทัลและฟรอนต์แมนคนสำคัญของวง Black Sabbath ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 76 ปี เมื่อวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2568 ตามเวลาในประเทศอังกฤษโดยครอบครัวเป็นผู้ยืนยันข่าวนี้ผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของเขา โดยส่วนหนึ่งของข้อความที่ส่งถึงแฟนๆและคนที่รัก Ozzy ทั่วโลกเขียนว่า “เป็นเรื่องเศร้าใจจนเกินจะอธิบายและกล่าวออกมาเป็นคำพูดว่า Ozzy Osbourne ผู้เป็นที่รักของเราจากได้ไปแล้วในช่วงเช้าของวันนี้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นเขาได้อยู่ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัวและรายล้อมไปด้วยความรัก เราก็อยากจะขอให้ทุกคนเคารพช่วงเวลาอันเป็นส่วนตัวของครอบครัวเราในเวลานี้ด้วยเช่นกัน” 

Ozzy Osbourne คือใคร และมีความสำคัญต่อวงการดนตรีของโลกโดยเฉพาะสายร็อกแอนด์โรลล์และเฮฟวี่เมทัลขนาดไหน แฟนๆพันธุ์แท้ของเขาคงรู้กันดี แต่สำหรับคนที่ไม่เคยฟังเพลงของไอคอนและตำนานผู้มีส่วนสำคัญในการสร้างดนตรีเฮฟวี่เมทัลให้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ใดๆdigest ขอนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับศิลปินผู้เป็นเสาหลักสำคัญท่านหนึ่งของวงการดนตรีโลกเพื่อเป็นการ tribute และแสดงความคารวะต่อผลงานและมรดกที่ Ozzyฝากไว้ให้กับโลกกันครับ 

เด็กชายผู้ขายแรงงานและจุดกำเนิดของ Black Sabbath วงดนตรีที่สร้างเฮฟวี่เมทัลให้แก่โลก

จอห์น ไมเคิล ออสบอร์น (John Michael Osbourne) เกิดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1948 ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ในย่านแอสตัน ไม่ไกลจากสนามวิลล่า พาร์คของสโมสร Aston Villa ที่เขาและเพื่อนร่วมวงเป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ตราบจนวาระสุดท้าย เขาเติบโตในครอบครัวชนชั้นแรงงานขนานแท้ พ่อแม่ทำงานในโรงงานด้วยค่าแรงขั้นต่ำ มีพี่น้องรวมกันหกคน และต้องลาออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 15 ปีเพื่อช่วยเหลือครอบครัวด้วยการทำงานในโรงงานเช่นเดียวกัน ในเวลานั้น แอสตันถือเป็นย่านอุตสาหกรรมยากจนของ Birmingham ในช่วงหลังสงครามโลกหมาดๆ ที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจากโรงงาน และเด็กๆถูกหล่อหลอมให้โตมาเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม

นอกจากจะเกิดและเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ห่วยแตกแล้ว ในวัยเด็กเขายังต้องเผชิญกับโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือ ภาวะบกพร่องทางการอ่านและการเขียน รวมกับภาวะสมาธิสั้น ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและการสื่อสาร เขาจึงมักถูกกลั่นแกล้งที่อยู่เป็นประจำ รวมถึงเพื่อน ๆ มักจะเรียกเขาว่า ‘ไอ้หมูออซซี’ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อที่เราคุ้นเคยกันจนถึงทุกวันนี้รวมถึงทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำคือเขาต้องเห็นพ่อกับแม่ของตัวเองทะเลาะบ่อยครั้ง บางครั้งก็ลามไปถึงการใช้ความกำลังและความรุนแรง กระทั่งออซซีในวัย 14 ปี จึงตัดสินใจที่จะแขวนคอตัวเองให้ความเฮงซวยในชีวิตทุกอย่างมันจบลงเพียงแค่นี้ แต่โชคดีที่พ่อของเขาเข้ามาเห็นก่อน จึงรีบเข้าไปห้ามด้วยการทุบตีออซซีอย่างหนัก 

วันหนึ่งที่เขาได้ยินเพลง ‘She Loves You’ ของ ‘The Beatles’ ที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์บวกกับกระแสความนิยมของ The Beatlesในช่วงนั้นได้จุดประกายความฝันของออซซีขึ้นมา และเขาได้สัญญากับตัวเองว่าเขาจะต้องมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่แบบ The Beatlesให้ได้ เพลงของสี่เต่าทองได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตอันน่าเบื่อของออซซีให้มีความหวัง เมื่อเขาอายุได้ 15 ปี จึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนและหันไปทำงานเพื่อหาเงิน ทั้งทำงานในโรงงาน เป็นช่างประปา และทำกระทั่งเป็นมือเชือดในโรงฆ่าสัตว์ แต่ด้วยรายได้ที่ไม่มากพอหรือความคิดที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านออซซี จึงหันไปลักขโมยของ

และสุดท้ายก็ถูกจับได้ในข้อหาลักขโมย และต้องอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยไม่มีใครมาประกันตัว เพราะพ่อของเขาต้องการให้ออซซีได้รับบทเรียนและหลาบจำ แต่ออซซีก็ยังคงมีช่วงเวลาที่เข้าๆออกๆเรือนจำซึ่งก็เป็นช่วงนี้เองที่ออซซีได้สักรอยสักคำว่า O Z ZY อันโด่งดัง(ในเวลาต่อมา)ไว้บนนิ้วมือของเขา วันหนึ่ง เพื่อนของออซซีได้ชวนให้เขาเข้ามาร่วมเล่นในวงดนตรี นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาเข้ามาคลุกคลีกับดนตรีอย่างจริงจัง แต่ระยะเวลาผ่านไปไม่นานเขาก็ถูกให้ออกจากวง เพราะพฤติกรรมเกเรและดื้อรั้น ทำให้ออซซีตระเวนออดิชั่น และเข้าๆออกๆวงดนตรีอื่น ๆเป็นระยะ กระทั่งในปี 1967 เขาได้พบกับ ‘กีเซอร์ บัตเลอร์’ (Geezer Butler) จึงได้ชักชวนกันก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมา ที่มีชื่อว่า ‘Rare Breed’ แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ต่อมาก็ได้ชักชวนเพื่อนในสมัยเรียนอย่าง ‘โทนี ไอออมมี’ (Tony Iommi) มาร่วมวง โดยใช้ชื่อว่า ‘The Polka Tulk Blues Company’ เรียกสั้น ๆ ว่า ‘Polka Tulk’ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ชื่อวงว่า ‘Earth’ ในภายหลัง 

และจุดเปลี่ยนสำคัญก็มาถึง เมื่อวันหนึ่งที่วง Earth ของจะต้องขึ้นแสดง แต่กลับพบว่ามีวงอื่นที่มีชื่อวงที่ซ้ำกับวงของพวกเขาและเป็นวงที่ตั้งมาก่อน ดังนั้นพวกจึงพยายามหาชื่ออื่นมาใช้เพื่อให้ทันก่อนขึ้นแสดง จนมีสมาชิกในวงได้เสนอชื่อหนังสยองขวัญเรื่องหนึ่งขึ้นมา และทุกคนเห็นด้วยจนตัดสินใจเอามาใช้ในที่สุด และนั่นคือจุดกำเนิดของวงดนตรีที่จะสั่นสะเทือนวงการดนตรีและปักหมุดหมายแห่งเฮฟวี่เมทัลลงอย่างมั่นคงในเวลาต่อมาในชท่อ ‘Black Sabbath’

โดยมีสมาชิกของวงประกอบไปด้วย ‘ออซซี ออสบอร์น’ (ร้องนำ), ‘โทนี ไอออมมี’ (กีตาร์), ‘บิล วอร์ด’ (กลอง) ‘กีเซอร์ บัตเลอร์’ (เบส),  การถือกำเนิดของ Black Sabbath กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สร้างแรงกระแทกให้ดนตรีร็อกในยุคนั้นอย่างรุนแรง ด้วยเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงวิญญาณอันมืดดำ ซาตาน และภูติผี บวกกับเสียงดนตรีที่วังเวง มืดหม่นและโหยหวนราวกับกำลังละเลียดสัมผัสหนังสยองขวัญผ่านดนตรี และจุดไคลแมกซ์ก็คือเสียงร้องแหบพร่าโหนสูงของออซซีในสำเนียงอังกฤษเบอร์มิงแฮม สอดประสานไปกับสำเนียงกีต้าร์ที่หนักแน่น ทรงพลังของโทนี ไอออมมี ซึ่งวางอยู่บนไลน์เบสและจังหวะกลองที่สอดประสานที่สร้างใหเพลงทรงพลังอย่างน่าประหลาดแต่ลงตัว หลังจากที่วงก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน ในปี 1970 พวกเขาก็ได้ปล่อยอัลบั้มแรกออกมา ในชื่อ ‘Black Sabbath’ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิญญาณมนต์ดำ ด้วยการนำเสนอที่แปลกใหม่ ฉีกแนวจากวงร็อกในยุคนั้นโดยสิ้นเชิง ทำให้วงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังกลายเป็นหนึ่งในวงร็อกที่น่าจับตามองจากฝั่งอังกฤษ  นักวิจารณ์ดนตรีที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นกล่าวไว้ว่า Black Sabbath ได้นำซาวด์กีตาร์อันหนักหน่วง ทะลุทะลวง และเนื้อหาที่ดำดิ่งสู่ด้านมืดของสังคม สงคราม และจิตใจมนุษย์ มาผนวกรวมกับเสียงร้องโหยหวนอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ozzy Osbourne  และกลายเป็นพิมพ์เขียวของดนตรีเฮฟวีเมทัลนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 7 เดือนต่อมา วงได้ตอกย้ำความสำเร็จด้วยอัลบั้มลำดับที่สอง อย่าง ‘Paranoid’ ที่มีเพลงฮิตอย่าง Paranoid ที่ต่อมาแฟนๆหลายล้านคนให้การยอมรับว่าเป็นดั่งเพลงชาติของชาวเฮฟวี่เมทัล, War Pigs, และ Iron Man จนทำให้ชื่อเสียงของวงโด่งดังจนฉุดไม่อยู่ และประสบความสำเร็จอย่างสูง จนกระทั่งในปัจจุบันมียอดขายมากกว่า 33 ล้านชุดทั่วโลก

สูงสุดคืนสู่สามัญ ตกต่ำด้วยพฤติกรรมตัวเองและการคืนชีพในเส้นทางดนตรีอย่างองอาจ

เมื่อ Black Sabbath กลายเป็นวงที่อยู่บนจุดสูงสุดของดนตรีร็อคและกลายเป็นวงที่สร้างแนวเพลง Metal เป็นครั้งแรกของโลก ครอบครัวของ Ozzy ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป “มันเหมือนถูกล็อตเตอรี่” เขาเล่าในเวลาต่อมา “ทุกคนในบ้านเริ่มมองผมเป็นตู้ ATM” ความสำเร็จไม่ได้เปลี่ยนออซซีให้เป็นคนใหม่ แต่กลับถีบให้เขาดิ่งลงสู่จุดที่อันตรายกว่าเดิม ทั้งเหล้า ยาเสพย์ติด ทำร้ายคนที่เขารัก และเกือบทำลายตัวเอง

เขายอมรับว่าเคยทุบตีภรรยาคนแรก เพราะ “คิดว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ชายควรทำ เพราะพ่อของผมก็ทำแบบนั้น” ซึ่งในภายหลังเขายอมรับผิดและเรียกมันว่า “ความโง่เขลาที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต” Black Sabbath ยังคงปล่อยผลงานเพลงและอัลบั้มออกมาอยู่เรื่อย ๆ แบบปีต่อปี รวมทั้งยังกวาดรางวัลมาอย่างมากมาย อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่อีโก้และความขัดแย้งในวงที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ออซซีเริ่มใช้ชีวิตเสเพล ไร้ความรับผิดชอบ เงินที่หามาได้ก็เอาไปถลุงกับอบายมุขเสียทั้งหมด นานวันเข้า สมาชิกในวงที่เริ่มเอือมระอากับพฤติกรรมของออซซีที่ไม่เอาไหนก็ได้ไล่เขาออกจากวงในที่สุดในเดือนเมษายน ปี 1979  ทำให้จากการเป็นฟร้อนท์แมนของวงร็อคระดับโลกที่ขึ้นโชว์ต่อหน้าคนนับหมื่นเป็นประจำ ออซซีกลับถูกถีบตกสวรรค์ลงมาเป็นคนเร่ร่อนไร้หางเสือในทันที แต่นั่นไม่ใช่จุดจบ ด้วยความช่วยเหลือของลูกสาวอดีตผู้จัดการวง Black Sabbath ชื่อ Sharon Arden ที่ต่อมาได้กลายเป็น Sharon Osbourne ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากผู้อยู่เคียงข้างออซซีจนลมหายใจสุดท้าย ทั้งสองออกเดทและตัดสินใจแต่งงานกันในปี 1982 จากนั้นชารอนก็ทำหน้าที่เป็นคนดูแลและเป็นผู้จัดการของออซซีตลอดมานับแต่นั้น

บราซิลร่วมแอฟริกาใต้ ฟ้อง!! อิสราเอล ฐาน ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ ชาวปาเลสไตน์ในกาซา

(24 ก.ค. 68) รัฐบาลบราซิลเตรียมยื่นเอกสารเข้าร่วมคดีของแอฟริกาใต้ ที่กล่าวหาอิสราเอลละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปี 1948 จากปฏิบัติการทหารในฉนวนกาซา ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) กำลังพิจารณาอยู่ โดยบราซิลระบุว่าอิสราเอลใช้อาวุธโจมตีโรงเรียน โรงพยาบาล และค่ายพักพิง ซึ่งทำให้พลเรือนจำนวนมากเสียชีวิต

นอกจากนี้ บราซิลยังกล่าวหาว่าอิสราเอลละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การผนวกดินแดนโดยใช้กำลัง และแสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อความรุนแรงที่ชาวปาเลสไตน์ประสบ ขณะที่อิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจโจมตีพลเรือน แต่ต้องการทำลายกลุ่มฮามาสเท่านั้น

คำแถลงของบราซิลทำให้สถานทูตอิสราเอลในบราซิลออกมาวิจารณ์ว่า เป็นถ้อยคำรุนแรงและมองข้ามบทบาทของฮามาสในกาซา ด้านสมาคมชาวยิวในบราซิล (CONIB) ก็ออกมาแสดงความผิดหวัง พร้อมระบุว่าเป็นการตัดสัมพันธ์มิตรภาพที่ยาวนานระหว่างบราซิลกับอิสราเอล

การตัดสินใจของรัฐบาลลูอีซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิสราเอล โดยล่าสุดรัฐบาลทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากบราซิลถึง 50% อย่างไรก็ตาม นักการทูตบราซิลยืนกรานว่าการเข้าร่วมคดีนี้จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์กับวอชิงตัน

กองทัพภาคที่ 2 แจงชัด!! ไทยมีสิทธิ์ตอบโต้ งัด ม.51 กฎบัตรสหประชาชาติ หลังกัมพูชาโจมตีแหล่งชุมชน

(24 ก.ค. 68) กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงการณ์ตอบโต้ หลังกัมพูชาโจมตีพื้นที่พลเรือนไทยใน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยระบุว่า ไทยมีสิทธิป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 หากถูกโจมตีก่อน พร้อมยืนยันจะรายงานสถานการณ์ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ

ทางกองทัพย้ำว่า หากจำเป็นต้องใช้กำลังตอบโต้ จะดำเนินการตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล โดยจะเล็งเป้าเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร หลีกเลี่ยงการกระทบต่อโบราณสถาน เช่น ปราสาท และไม่ใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางทหาร

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่า ไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมและคุณค่าของมนุษยธรรม แต่จะไม่ยอมให้การกระทำใด ๆ ละเมิดอธิปไตยหรือศักดิ์ศรีของชาติ โดยจะดำเนินการตอบโต้ตามความเหมาะสม

ก่อนหน้านี้ กองทัพภาคที่ 2 เคยรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชามีการโจมตีเป้าหมายในฝั่งไทย ซึ่งรวมถึงปราสาทโบราณ ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล และศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน สร้างความเสียหายและตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบวีลแชร์แก่ผู้พิการ-จักรยานให้น้องนักเรียนพื้นที่ชนบทศรีสะเกษ กว่า 1.48 ล้านบาท

ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ช่วยกรรมการ  นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์  นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษอีกครั้ง โดยมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ จำนวน 35 ราย คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 692,500 บาท เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืน รวมทั้ง มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ จำนวน 10 ราย และมอบรถจักรยานแก่โรงเรียนชนบทที่ขาดแคลนพร้อมกระบอกน้ำขนาด 1 ลิตร จำนวน 2 โรงเรียน รวม 20 คัน 

เพื่อให้นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางได้ยืมเรียน รวมถึงเป็นการแบ่งเบาภาระค่าพาหนะแก่ผู้ปกครองได้อีกทางหนึ่ง อีกทั้งยังเสริมสร้างให้นักเรียนได้ออกกำลังกาย เรียนรู้กฎจราจร เรียนรู้การแบ่งปัน และดูแลรักษาสาธารณสมบัติร่วมกัน รวมมูลค่าการดำเนินการช่วยเหลือชาวศรีสะเกษในครั้งนี้ทั้งสิ้น 743,052 บาท (เจ็ดแสนสี่หมื่นสามพันห้าสิบสองบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังจัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมบรรเทาสาธารณภัย (กู้ชีพ) และอาสาสมัครออกหน่วยให้บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ทันตกรรม คัดกรองเบาหวาน กิจกรรมนันทนาการ ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการตัดผม ฯลฯ โดยมี นางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พร้อมด้วย นางสาววีรินท์ นิตย์สุวรรณ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดศรีสะเกษ นางสาวศุภวรรณ ขูดแก้ว ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ นางสาวจุรีพร ภิบาลจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดศรีสะเกษ

หลังจากนั้น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อมอบเตียงผู้ป่วยพร้อมโต๊ะคร่อมเตียงสเตนเลสและตู้ข้างเตียง จำนวน 16 ชุด และเตียงผู้ป่วยไฟฟ้า จำนวน 4 เตียง สำหรับใช้ในการรักษาและบริการผู้ป่วย เนื่องด้วยทางโรงพยาบาลได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในอาคาร ทำให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์และครุภัณฑ์ต่างๆ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 740,000 บาท (เจ็ดแสนสี่หมื่นบาทถ้วน) โดยมี แพทย์หญิงประภาภรณ์ เพชรมาก รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ประวิทย์ธนา รองผู้อำนวยการ ภารกิจด้านบริการทุติยภูมิและตติยภูมิ พร้อมกับหัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้างานและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม เป็นผู้รับมอบ ณ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี

รวมงบประมาณการช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิตให้กับชาวศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ในครั้งนี้ทั้งสิ้น 1,483,052 บาท (หนึ่งล้านสี่แสนแปดหมื่นสามพันห้าสิบสองบาทถ้วน)

ทั้งนี้ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ริเริ่มการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นครั้งแรก เนื่องในโอกาสครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เมื่อปี พ.ศ. 2563 รวมทั้งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้มีการสนับสนุนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการมอบครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบรถพยาบาลติดตั้งอุปกรณ์ มอบรถ X-Ray เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล มอบห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ มาตรฐาน ISO7 เป็นต้น รวมงบประมาณการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมาไม่ต่ำกว่า 197 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 115 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง นอกจากจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ยังเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาส ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งการตำรวจทุกพื้นที่เตรียมรับมือหากเกิดอุทกภัย กำชับเตรียมความพร้อมดูแลประชาชน

(24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศรายงานสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบว่ามีสถานการณ์อุทกภัย สาธารณภัย ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพายุวิภา จึงได้กำชับเร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบเหตุอย่างทันท่วงที พร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อำนวยความสะดวกการจราจรในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวมทั้งดูแลในส่วนของข้าราชการตำรวจ และสถานที่ราชการของตำรวจที่ได้รับผลกระทบด้วย

จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง "พายุวิภา" ได้เคลื่อนเข้ามาปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน โดยอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยกำลังแรง ส่งผลทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรง ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม 

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับตำรวจทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบอุทกภัย เตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยประชาชน และจัดระบบการจราจรในพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570 โดยเน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของการเกิดสาธารณภัยต่างๆ เช่น น้ำท่วมฉับพลันน้ำล้นตลิ่ง น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ตามประกาศของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด , ให้หน่วยเตรียมความพร้อมและตรวจสอบกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะ อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อนำมาใช้ในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมกำชับให้หน่วยเพิ่มความเข้มงวดในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน จัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการจราจร และเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ พร้อมประสานความร่วมมือกับจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการบูรณาการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุสาธารณะภัยอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ตำรวจพื้นที่เกิดอุทกภัย จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพน้ำท่วมในพื้นที่รับผิดชอบ ประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางที่ประสบปัญหา พร้อมทั้งออกลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ป้องกันมิจฉาชีพก่อเหตุซ้ำเติม หากพบให้ดำเนินคดีทุกราย 

หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งตำรวจพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมสนับสนุนส่วนหน้า กำชับการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง บูรณาการทุกภาคส่วนรักษาอธิปไตยไทย

(24 ก.ค.68) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ได้สั่งการให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจภูธรภาค 2 , ตำรวจภูธรภาค3 , กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เตรียมความพร้อมสนับสนุนเจ้าหน้าที่ส่วนหน้าตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง อย่างเต็มที่ 

ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานด้านความมั่นคงภายใต้สถานการณ์ภัยคุกคามเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้กำชับตามแผนปฏิบัติการ “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังและการอพยพประชาชน” ยกระดับการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ (แผนกรกฎ/๖๗) โดยมุ่งหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสอดคล้องกับภารกิจด้านความมั่นคงของรัฐ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญด้านอำนาจหน้าที่ของตำรวจตามแผนดังกล่าว ดังนี้

1. ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายใน : ตำรวจมีหน้าที่หลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่ส่วนหลัง ทั้งในเขตต้นทาง เส้นทาง และปลายทางของการอพยพประชาชน โดยจะดำเนินการจัดตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และสายตรวจเฝ้าระวังตลอดแนวเส้นทาง ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในจุดยุทธศาสตร์ รวมถึงการสนับสนุนกำลังร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นในการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม

2. ด้านการอพยพประชาชนและการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง : ตำรวจรับผิดชอบในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในเส้นทางอพยพ การควบคุมการเคลื่อนย้ายให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ ปลอดภัย และรวดเร็ว รวมถึงการจัดกำลังเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก นักเรียน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้พิการ ตลอดกระบวนการอพยพ ตลอดจนการดูแลความปลอดภัยในศูนย์พักพิงและจุดรวมพล

3. ด้านการวิเคราะห์สถานการณ์และการสืบสวนหาข่าว : ตำรวจมีหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์เชิงรุกร่วมกับหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคง ทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อประเมินแนวโน้มภัยคุกคาม และระบุพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งดำเนินการสืบสวนหาข่าวเพื่อตรวจจับความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคล หรือกิจกรรมที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของพื้นที่ ประสานความร่วมมือกับกองทัพบก , สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ , กระทรวงการต่างประเทศ และทุกฝ่าย

4. ด้านการเตรียมความพร้อมและซักซ้อมแผน : เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเตรียมกำลังพลและทรัพยากรให้พร้อม ทั้งด้านอุปกรณ์การสื่อสาร ยานพาหนะ เครื่องมือช่วยชีวิต และระบบสื่อสารฉุกเฉิน รวมถึงดำเนินการฝึกซ้อมแผนในรูปแบบ Table Top Exercise (TTX) และ Field Simulation Exercise เพื่อทดสอบความพร้อมและสร้างความเข้าใจร่วมกับภาคีเครือข่าย 

5. ด้านการสื่อสารสาธารณะและการประชาสัมพันธ์ : ตำรวจมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารความเสี่ยงต่อประชาชนในพื้นที่ โดยใช้ช่องทางที่เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่น เช่น หอกระจายข่าว วิทยุชุมชน สื่อออนไลน์ และการลงพื้นที่พบประชาชนผ่านกิจกรรม “Stop Walk Talk” เพื่อชี้แจงสถานการณ์และสร้างความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการของภาครัฐ โดยขอความร่วมมือในการไม่เผยแพร่ภาพที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง

6. ด้านการบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน : ในการควบคุมสถานการณ์ ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม หลักสิทธิมนุษยชน และความได้สัดส่วนของการใช้อำนาจรัฐ ห้ามเลือกปฏิบัติหรือใช้กำลังเกินกว่าเหตุ พร้อมจัดทำเอกสารบันทึกการควบคุมตัวหรือการตรวจค้นอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ การสอบสวนภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายและบทสรุปของสถานการณ์

7. ด้านการประสานงานและบูรณาการความร่วมมือ : ตำรวจต้องทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานกับฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยจัดตั้งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ และศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็วในทุกสถานการณ์

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวย้ำว่า แผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังนี้ และการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด จะสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของตำรวจในฐานะหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงที่ต้องมีขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อม รับมือ และฟื้นฟูสถานการณ์ได้อย่างครอบคลุม โดยการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจภายใต้แผนนี้เน้นความเป็นมืออาชีพ ความสอดคล้องกับภารกิจ อำนาจและความชัดเจนของหน้าที่ตามกรอบของกฎหมาย และการปฏิบัติที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีของประชาชนเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญยิ่งในบริบทชายแดนที่มีความอ่อนไหวทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

‘สมศักดิ์’ เรียกกระทรวงสาธารณสุข ประชุม PHEOC ด่วน รับมือน้ำท่วมน่านและเหตุปะทะไทย-กัมพูชา พร้อมส่งทีม MCATT ช่วยเหลือ

(24 ก.ค. 68) นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดประชุมวิชาการพัฒนาระบบบริการสุขภาพด้านสังคม ประจำปี 2568 โดยเน้นความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขและการดูแลกลุ่มเปราะบาง ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญ

ภายหลังพิธีเปิด นายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมความพร้อมรับมือพายุวิภา โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น จ.น่าน ซึ่งมีโรงพยาบาลและ รพ.สต. ได้รับผลกระทบหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ แต่หากสถานการณ์แย่ลง ก็พร้อมอพยพผู้ป่วยทันที 

ขณะที่ประเด็นเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายสมศักดิ์เผยว่า กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งย้ายผู้ป่วยออกจาก รพ.พนมดงรัก และ รพ.กาบเชิง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมกว่า 90 ราย เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ สสจ.สุรินทร์ ได้ประกาศยกระดับภาวะฉุกเฉินเป็นระดับ 2 พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ได้มีการเรียกประชุมศูนย์ PHEOC ที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อกำหนดแผนรับมือทั้งน้ำท่วมและเหตุปะทะ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งทีม MCATT (ทีมดูแลสุขภาพจิตในภาวะวิกฤติ) เข้าให้บริการด้านจิตวิทยาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดศูนย์ให้คำปรึกษาแบบ Walk-in และออนไลน์ เพื่อช่วยลดความเครียดและความตื่นตระหนกของประชาชน และได้สั่งให้สำรองยาและเวชภัณฑ์ให้เพียงพอ รวมถึงดูแลผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง

สำหรับการประชุมวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “เท่าเทียม สุขภาพ เสมอภาค” มีการอภิปรายหลากหลายหัวข้อที่ครอบคลุมประเด็นสาธารณสุขสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น การป้องกันความรุนแรงในครอบครัว, การพัฒนาระบบข้อมูล และมิติด้านกฎหมาย รวมถึงมีการมอบรางวัลผลงานวิชาการดีเด่น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศต่อไป

เพชรบูรณ์ แถลงจัดงานอุ้มพระดำน้ำ 2568 สมพระเกียรติ สืบสานตำนานศรัทธาองค์พระพุทธมหาธรรมราชา                

     

เมื่อวานนี้ (23 ก.ค.68) เวลา 18.00 น. ณ วัดไตรภูมิ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในการแถลงข่าวการจัดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 โดยมี ดร.เสกสรร นิยมเพ็ง นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบูรณ์ และ ดร.วิศัลย์ โฆษิตานนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ ร่วมแถลง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก

ในโอกาสนี้ ได้มีพิธีเสี่ยงทาย “โขนหัวเรือ” สำหรับใช้ในการอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ไปประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ซึ่งในปีนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นผู้เสี่ยงทาย ผลการเสี่ยงทายปรากฏว่า “กุญชรวารี” ได้รับเลือกให้เป็นโขนหัวเรือประจำปี 2568

สำหรับงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ จังหวัดเพชรบูรณ์ ประจำปี 2568 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 26 กันยายน 2568 โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่

วันที่ 20 กันยายน 2568 เวลา 18.00 น. พิธีรำถวายองค์พระพุทธมหาธรรมราชา ณ พุทธอุทยานเพชบุระ โดยมีผู้เข้าร่วมรำถวายจำนวน 2,568 คน

วันที่ 21 กันยายน 2568 เวลา 09.09 น. พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดไตรภูมิ และเวลา 18.00 น. พิธีอัญเชิญองค์พระพุทธมหาธรรมราชาแห่รอบเมือง โดยมีเวทีแสดงและพิธีเปิดงานหลักที่บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ พระอารามหลวง และหน้าสวนสาธารณะเพชบุระ

วันที่ 22 กันยายน 2568 (ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10) เวลา 10.09 น. พิธีแห่องค์พระพุทธมหาธรรมราชาทางน้ำ จากท่าน้ำวัดไตรภูมิ ไปประกอบพิธี “อุ้มพระดำน้ำ” ณ ท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร

วันที่ 23–24 กันยายน 2568 การแข่งขันพายเรือทวนน้ำหนึ่งเดียวในโลก ประเภทเรือสั้นและเรือยาว ณ ท่าน้ำวัดไตรภูมิ

วันที่ 23–26 กันยายน 2568 เวลา 20.00 น. การแสดงแสงเสียง “ตำนานอุ้มพระดำน้ำ” ณ เวทีกลาง บริเวณหน้าห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี

ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ระหว่างวันที่ 17–26 กันยายน 2568 มีงานมหกรรมอาหารสะอาดรสชาติอร่อย คาราวานสินค้า OTOP กิจกรรมทางวิชาการสำหรับเยาวชน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน และมหรสพทุกค่ำคืน ณ บริเวณโบราณคดีเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

การจัดงานในปีนี้ให้ความสำคัญกับ “วัดไตรภูมิ” ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระพุทธมหาธรรมราชา พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบูรณ์ และถือเป็นจุดเริ่มต้นของพิธีอุ้มพระดำน้ำ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมสักการะและปิดทององค์พระอย่างใกล้ชิด

สำหรับคณะผู้ร่วมประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำในปีนี้ ประกอบด้วย

เจ้าเมือง : นายศรัณยู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

ฝ่ายเวียง : พลตรีฐาวิรัตน์ ยังน้อย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 36

ฝ่ายวัง : นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์

ฝ่ายคลัง : ว่าที่ร้อยตรีเสกสรร ปานถม ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองเพชรบูรณ์

ฝ่ายนา : ร้อยตำรวจตรีสุขสัณห์ ภิชัย นายกสมาคมเครือข่ายนักสื่อสารชุมชน

เทวดา : นายวัฒโนทัย นาชัยเวียง ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเพชรบูรณ์ที่ 1 และนายยุพราช เขียวประดิษฐ์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบูรณ์

ผู้ลั่นฆ้อง : นายทองจันทร์ ประทุมโฉม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์

ผู้อ่านคำเสี่ยงทาย : นายธีระชัย มังกรทอง ประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบูรณ์

ผู้อ่านคำอธิษฐาน : นายไชยยงค์ ไชยปัน ผู้อำนวยการสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเพชรบูรณ์

จังหวัดเพชรบูรณ์ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสืบสานศรัทธาและสัมผัสบรรยากาศแห่งความศักดิ์สิทธิ์ พร้อมร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำ ประจำปี 2568 อย่างพร้อมเพรียง

บีโอไอ เผยยอดลงทุนครึ่งปีพุ่งกว่า 1 ล้านล้านบาท ตอกย้ำไทยเป็นฐานลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

บีโอไอ เผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรก ปี 2568 เติบโตต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก มูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท จาก 1,880 โครงการ นักลงทุนไทยและต่างประเทศเดินหน้าขยายลงทุน นำโดยอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าแนวโน้ม การลงทุนในไทยในปี 2568 ยังเติบโตสูง และได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค. - มิ.ย. 2568) มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งในด้านจำนวนโครงการและเงินลงทุน ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุน มีจำนวน 1,880 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 38 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,058,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 138 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาค

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูง ได้แก่ ดิจิทัล 522,577 ล้านบาท (89 โครงการ) อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 125,786 ล้านบาท (268 โครงการ) ยานยนต์และชิ้นส่วน 45,195 ล้านบาท (172 โครงการ) การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 42,238 ล้านบาท (191 โครงการ) เกษตรและแปรรูปอาหาร 30,785 ล้านบาท (184 โครงการ) ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 26,726 ล้านบาท (161 โครงการ) การแพทย์ 18,582 ล้านบาท (68 โครงการ) และการท่องเที่ยว 12,894 ล้านบาท (17 โครงการ) ตามลำดับ

โครงการที่น่าสนใจที่ขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงความโดดเด่นของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในด้านยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล มีตัวอย่าง เช่น โครงการลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ โครงการขยายการลงทุนของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และรถกระบะ การผลิต Power Control Unit (PCU) สำหรับรถยนต์ไฮบริด การผลิตเซลล์แบตเตอรี่เพื่อใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน การผลิตตัวเก็บประจุชนิดพิเศษที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น Notebook, Smartphone และ AI Data Center การประกอบและทดสอบชิป การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) เป็นต้น

สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,369 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 เงินลงทุนรวม 737,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 132 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 246,977 ล้านบาท ฮ่องกง 218,638 ล้านบาท จีน 102,263 ล้านบาท สหราชอาณาจักร 93,726 ล้านบาท และญี่ปุ่น 49,819 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เกิดจากการลงทุนในกิจการ Data Center ขนาดใหญ่จากสิงคโปร์ ฮ่องกง สหราชอาณาจักร จีน และญี่ปุ่น การลงทุนครั้งนี้จะช่วยยกระดับศักยภาพประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI และ IoT ทั้งในประเทศและสามารถเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาคอาเซียน

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีมูลค่า 660,631 ล้านบาท จาก 1,011 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคกลาง 333,654 ล้านบาท ภาคใต้ 20,081 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19,354 ล้านบาท ภาคตะวันตก 11,342 ล้านบาท และภาคเหนือ 4,571 ล้านบาท ตามลำดับ

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart และ Sustainable Industry ซึ่งเป็นการลงทุนปรับปรุงกิจการเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีผู้ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 365 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 และมีมูลค่าเงินลงทุนรวม 26,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้านการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีจำนวน 1,504 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 904,063 ล้านบาท โดยประโยชน์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติเหล่านี้ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานคนไทยกว่า  110,000 ตำแหน่ง มีการใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 3.6 แสนล้านบาท/ปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด และทำให้มูลค่าส่งออกของประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 7.8 แสนล้านบาท/ปี ขณะที่การออกบัตรส่งเสริม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใกล้เคียงการลงทุนจริงมากที่สุด มีจำนวน 1,310 โครงการ เงินลงทุนรวม 652,903 ล้านบาท

“ถึงแม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยง แต่โลกธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไป และ หลายบริษัทจำเป็นต้องมองข้ามความผันผวนในช่วงนี้ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะยาว โดยเลือกแหล่งลงทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและ Supply Chain มีบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งนักลงทุนชั้นนำจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพและตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทย ทำให้สถิติการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมทั้งกลุ่มเกษตร อาหารและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ” นายนฤตม์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top