Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

รวบ ‘ผศ.ดร’. มหาวิทยาลัยดัง และลูกมือ ค้าไอซ์ในเมืองขอนแก่น หนักรวม 35.8 กรัม!! สารภาพโพสต์ซื้อ-ขาย ผ่านแพลตฟอร์ม X

(22 ก.ค. 68) ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด วางแผนล่อซื้อยาเสพติดที่หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ก่อนจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย คือ นายราช (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี ชาวอุบลราชธานี และอีก 1 รายเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ (ผศ.ดร.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น อายุ 39 ปี ชาวขอนแก่น 

จากการตรวจค้นพบยาไอซ์ซุกซ่อนในกล่องน้ำหอมและทิชชูเปียกรวม 21 รายการ น้ำหนักรวม 34.65 กรัม ภายในห้องพักของนายราช เจ้าหน้าที่ตรวจค้นรถยนต์พบสารเสพติดเพิ่มเติม 1.15 กรัม และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่องที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดทางแอปพลิเคชันไลน์และทวิตเตอร์ ผศ.ดร. ยอมรับสารภาพและพาไปตรวจค้นบ้านพักในตำบลศิลา รวมของกลางยาไอซ์ทั้งหมด 35.8 กรัม ตรวจปัสสาวะพบสารเสพติดเฉพาะนายราช 

พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้เกิดจากข้อมูลการล่อซื้อยาไอซ์ผ่านนายประธานพร ผู้เสพในพื้นที่ ได้สั่งซื้อยาไอซ์จากหอพักดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์และจับกุม นายราช ขณะนำถุงยาไอซ์ไปแขวนไว้หน้าหอพัก 

ทั้งนี้ นายราชรับสารภาพว่ายาเสพติดทั้งหมดเป็นของตนเองและของ ผศ.ดร. ที่ฝากให้ขาย โดยใช้แพลตฟอร์ม X ติดต่อซื้อขายยาเสพติดและลบข้อมูลทุกครั้ง ซึ่งยาไอซ์ส่วนใหญ่สั่งมาจากกรุงเทพฯ ล่าสุดสั่ง 20 กรัม ในราคา 10,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์)” และแจ้งข้อหาเสพยาเพิ่มกับนายราช

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านทำบุญวันเกิดครบ 67 ปี ‘เนวิน – อนุทิน’ ส่งตัวแทนมอบดอกไม้ทอดไมตรี

‘นิพนธ์’ เปิดบ้านทำบุญวันเกิดครบ 67 ปี เรียบง่าย-อบอุ่น สานต่อแนวคิด “เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” ‘อนุทิน’ ส่งช่อดอกไม้สื่อสานใจ

(22 ก.ค. 68) ณ บ้านเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา — นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ 8 สมัย จัดพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิด อายุครบ 67 ปี โดยมีบุคคลใกล้ชิด แขกผู้มีเกียรติจากหลากหลายวงการ ตลอดจนนักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างอบอุ่น

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย เปี่ยมด้วยมิตรภาพและความอบอุ่น มีการมอบกระเช้าและของที่ระลึกเพื่อแสดงความยินดี รวมถึงพิธีทำบุญถวายภัตตาหารพระสงฆ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสพิเศษ โดยมีพระเทพวชิรสุตาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดสงขลา และเจ้าอาวาสวัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง เป็นประธานในพิธีสงฆ์

งานในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” ซึ่งเป็นคำนิยามสำคัญที่นายนิพนธ์น้อมนำมาจาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและการทำงานเพื่อบ้านเกิดมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในบทบาททางการเมืองและบทบาทส่วนตัว โดยเฉพาะความตั้งใจในการ “สร้างบ้านแปลงเมืองสงขลา” ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ ก้าวทันยุคสมัย มีความเจริญรอบด้าน และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แขกผู้มาร่วมงาน อาทิ นายราชิต สุดพุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสมยศ พลายด้วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารระดับจังหวัด และประชาชนที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่น ต่างร่วมกล่าวแสดงความชื่นชมถึงจิตใจที่เสียสละและความทุ่มเทของนายนิพนธ์ต่อจังหวัดสงขลาและประเทศชาติ นอกจากนี้ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังได้มอบหมายให้นางณัฐกานต์ ศรีก่อเกื้อ เป็นผู้แทนนำแจกันดอกไม้มาร่วมอวยพรด้วย

ในช่วงท้ายของงาน นายนิพนธ์ได้กล่าวขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงาน พร้อมกล่าวกับผู้นำพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น และผู้ร่วมงานว่า ตนยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าทำงานเพื่อสังคมและประเทศชาติต่อไป ด้วยหัวใจของคนที่ไม่ลืมบุญคุณแผ่นดินเกิด

นายนิพนธ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนได้อุทิศแรงกายแรงใจผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงยืนยันความเชื่อมั่นว่า “การพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากท้องถิ่น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระจายความเจริญและโอกาสทางการศึกษาไปสู่ภูมิภาค ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างรากฐานการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

“สงขลาเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมด้านสถาบันการศึกษา และมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของภาคใต้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง ก็จะสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างอนาคตให้กับเยาวชนในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง” นายนิพนธ์กล่าว

เทคโนโลยี AI, AR/VR, และแพลตฟอร์มออนไลน์ในการเรียนรู้ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ภาคการศึกษาก็ได้รับอิทธิพลจาก เทคโนโลยีเช่นกัน 'EdTech' (Education Technology) หรือเทคโนโลยีทางการศึกษา กำลังเป็นกุญแจสำคัญในการปฏิรูปการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความจริงเสริมและความจริงเสมือน (AR/VR) และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ กำลังช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนยุคใหม่

ปัจจุบันได้เริ่มเห็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้เรียน หรือการใช้ AR/VR สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่สมจริงมากขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยทำให้การศึกษาไทย ก้าวสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัวและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง

​ยกตัวอย่างบทบาทของการใช้ AI, AR/VR และแพลตฟอร์มออนไลน์ในภาคการศึกษา เช่น ระบบเรียนรู้ส่วนบุคคล (Personalized Learning) ที่เทคโนโลยี AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรม การเรียนของนักเรียนและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลรวมไปถึง การใช้ AI Chatbot เป็นผู้ช่วยสอนอัจฉริยะ ทั้งตอบคำถามและช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียนแบบเรียลไทม์ รวมไปถึงการใช้ระบบตรวจข้อสอบอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดภาระของครูในการให้คะแนนและประเมินผลอีกด้วย

​ในขณะที่เทคโนโลยี AR/VR นั้น จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่สมจริง ทำให้นักเรียนสามารถสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่สามารถทำได้ในห้องเรียนปกติ ตัวอย่างเช่น การเรียนรู้ผ่านห้องทดลองเสมือน โดยใช้ VR จำลองห้องแล็บวิทยาศาสตร์ให้ผู้เรียนสามารถ ทดลองโดยไม่ต้องใช้สารเคมีจริง หรือ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่าน VR ที่นำนักเรียน 'เดินทาง' ไปยังยุคโบราณและเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมที่เสมือนจริง หรือแม้กระทั่งการฝึกอบรมสายอาชีพผ่าน VR  เช่น การฝึกศัลยแพทย์ หรือการฝึกขับเครื่องบินโดยไม่ต้องเสี่ยงในสถานการณ์จริง เป็นต้น

​ไม่เพียงเท่านั้นเทคโนโลยี EdTech ยังมีศักยภาพในการช่วยแก้ปัญหาหลาย ประการของระบบการศึกษาไทยได้เช่นกัน ทั้งในด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทำให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการศึกษาได้เทียบเท่ากับเด็กในเมือง รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยให้การเรียนรู้มีความน่าสนใจ และมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย

​ทางกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ กองทุนดีอี ได้ให้การสนับสนุนโครงการ EdTech มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการ ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อพัฒนาการศึกษา กับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ดำเนินโครงการพัฒนาห้องเรียนเสมือน(Virtual Classroom) ที่รองรับการเรียนการสอนแบบไฮบริดคลาสรูม เพื่อผลิตบุคลากรด้านดิจิทัลเข้าสู่อุตสาหกรรม Digital 4.0 ซึ่งทางมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชได้จัดทำแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะ รองรับระบบจัดการเรียนการสอนออนไลน์ สำหรับ Upskilling & Reskilling แบบครบวงจร เพื่อรองรับการสร้างบุคลากรด้านดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แน่นอนว่า โครงการดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ EdTech ที่กำลังเปลี่ยนโฉมการศึกษาไทย และเทคโนโลยี AI, AR/VR และแพลตฟอร์มออนไลน์ จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นหลังจากนี้ ซึ่งทางกองทุนดีอี คาดหวังว่าจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาระบบการศึกษา ให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง

'พีระพันธุ์' หารือ เอกอัครราชทูตเม็กซิโก หนุนความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดของ 2 ประเทศ

(22 ก.ค.68) เวลา 13.30 น. ณ ห้องรับรอง 1 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางอิลเซ ลิเลียน เฟร์เรร์ ซิลบา (H.E. Mrs. Ilse Lilián Ferrer Silva) เอกอัครราชทูตสหรัฐเม็กซิโกประจำประเทศไทย เข้าพบหารือนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทย-เม็กซิโก โดยเฉพาะในมิติด้านพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวยินดีที่ได้พบเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และชื่นชมบทบาทที่เข้มแข็งในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ โดยเม็กซิโกและไทยต่างมีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและใกล้ชิด รวมถึงมีความคล้ายคลึงกันโดยต่างเป็นประเทศที่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ มีความชื่นชอบอาหารรสเผ็ดร้อน โดยอาหารเม็กซิโกได้รับความนิยมในประเทศไทยมากขึ้นในช่วงหลายปีนี้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความใกล้ชิดระหว่างสองประเทศ และโอกาสความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่สามารถเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ด้านเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ แสดงความยินดีที่ได้พบหารือกับรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลากหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ การแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติจากแผ่นดินไหว วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเม็กซิโกถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านพลังงานทดแทนระดับโลก โดยแสดงความหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถยกระดับความร่วมมือด้านพลังงานทดแทนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเม็กซิโกในปีนี้

ในด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสนับสนุนการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงานของทั้งสองประเทศ โดยเน้นไปที่พลังงานสะอาดเป็นหลัก ซึ่งเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ ได้นำเสนอ 'โครงการพลังงานสะอาดโซโนรา' (Sonora Plan) ซึ่งเป็นแผนพัฒนาพื้นที่ทางตอนเหนือของเม็กซิโก โดยใช้ประโยชน์จากจุดยุทธศาสตร์ที่ใกล้กับชายแดนสหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ อุตสาหกรรมลิเธียม และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเม็กซิโกเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก ด้านรองนายกรัฐมนตรีแสดงความชื่นชมต่อแนวทางนโยบายของเม็กซิโกในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และเชื่อมั่นว่าทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนความร่วมมือในด้านดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในอนาคต

ในช่วงท้ายของการหารือ ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องกันว่า แม้ไทยและเม็กซิโกจะตั้งอยู่ห่างไกลทางภูมิศาสตร์ แต่ด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความคล้ายคลึงกันทางวัฒนธรรม จะเอื้อให้เกิดการเปิดประตูสู่โอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างกันในหลากหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม โดยรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตเม็กซิโกฯ และคณะ สำหรับการเยือนและหารือในครั้งนี้ พร้อมแสดงความพร้อมในการประสานความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเม็กซิโกให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทุกด้าน

‘นโรดม แพน โมนิก้า’ ชี้หน้าด่าทหารไทย โดนข้อหาหนัก แจ้งเอาผิด ม.116 ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ประสาน กต. เรียกตัวให้ปากคำ

(22 ก.ค. 68) ตำรวจ สภ.พนมดงรักษ์ จ.สุรินทร์ รับแจ้งความดำเนินคดี 'นโรดม แพน โมนิก้า' หลานสาวของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 หลังขึ้นไปชี้หน้าด่าทหารไทยที่ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา

รายงานเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทหารและชาวบ้านร่วมกันแจ้งความ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อชาวไทย และคลิปเหตุการณ์ก็ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ จนกลายเป็นประเด็นร้อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรายงานผู้บังคับการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อแต่งตั้งชุดสอบสวนคดีนี้โดยเฉพาะ

เบื้องต้นมีการตั้งทีมสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม และคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ ตำรวจเตรียมทำหนังสือเรียกตัว 'แพน โมนิก้า' มาให้ปากคำ โดยประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อดำเนินการในขั้นตอนถัดไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

‘สมเกียรติ อ่อนวิมล’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ ดิ้นตอบ ‘อ.วีระ’ ได้ แต่คนถามต่างหากที่จอดไม่ยอมแจวต่อให้คนสิ้นสงสัย

(22 ก.ค. 68) บนโซเชียลฯ แชร์ไฮไลต์รายการโลกยามเช้า ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 96.5 คลื่นความคิด ดำเนินรายการโดย นายสมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโส และอดีตสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมา แสดงความเห็นถึงกรณีที่นายวีระ ธีระภัทร ถามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บนเวทีปลดล็อกอนาคตประเทศไทยสู้วิกฤตโลก ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 68 ในประเด็นการกลับประเทศไทย มีดีลลับอะไรหรือไม่ ซึ่งคำถามดังกล่าวทำให้นายทักษิณ มีท่าทีอึดอัดที่จะตอบคำถาม หลายคนใช้คำว่า “ถูกต้อนจนไปไม่เป็น”

โดยนายสมเกียรติ ได้แสดงความเห็นว่า จากคำถามที่คุณวีระถามไปนั้น เชื่อว่าคุณทักษิณไปเป็นและไปต่อได้ แจวต่อไม่ยอมจอดแน่นอน เนื่องจากคุณวีระ ถามนำไปแล้ว แต่ไม่ยอมถามตามให้สิ้นกระบวนความ

พร้อมอธิบาย เพิ่มเติมว่า ความผิดของคุณทักษิณนั้นทุกคนล้วนทราบดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรอการตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ในแง่การให้สัมภาษณ์ของคุณทักษิณนั้น ไม่ว่าจะถามอย่างไรก็จะมีทางออกและสามารถตอบต่อไปได้ แต่การชะงักต่อคำถามในบางครั้งนั้น เป็นเพราะตัวคุณทักษิณเองนั้นเป็นคนที่มีลวดลายและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับมาดูในเวลาที่คุณวีระสัมภาษณ์อีกครั้ง อาจกล่าวได้ว่าคุณวีระต่างหากที่ไปไม่เป็น ด้วยการออกตัวไว้ก่อนว่า “ขอถามตรง ๆ ว่ามีดีลลับหรือไม่มี? ว่าอย่างไรก็อย่างนั้น จะไม่ถามต่อ” เมื่อเป็นเช่นนี้ เท่ากับคุณวีระจอดแล้วไม่แจวต่อ เพราะถามนำไปแล้วแต่ไม่ถามต่อให้สิ้นสงสัย เมื่อคุณทักษิณตอบว่า “ไม่มีดีลลับ” แล้วหยุดชั่วครู่ก่อนจะบอกว่า “ทางการเมือง” นั่นหมายความว่า มีดีลอย่างอื่นใช่หรือไม่ 

“หากเป็นคนที่เป็นนักสัมภาษณ์ที่ดุดันต้องเค้นความจริงออกให้ได้เช่นอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทองหรือคุณสุทธิชัย หยุ่น การยิงคำถามก็จะเป็นสไตล์เค้นหาให้ได้ความจริงจากปากผู้ถูกสัมภาษณ์ แต่ผมกับคุณวีระจะมีส่วนคล้ายกันในด้านอารมณ์และสไตล์การถาม หากรุกถามจนผู้ที่ถูกสัมภาษณ์นั่งคุยกับเราทำท่าจะไปไม่ไหว ทางคุณวีระหรือผมจะคล้ายกันในแง่ที่ว่า เราจะหยุดและไปถามต่อ แต่สำหรับผมจะถามให้พอดี ๆ โดยให้ผู้ฟังจับทางได้ว่า ผู้ที่กำลังให้สัมภาษณ์เรานั้นเขาหลบความจริงหรือเขากำลังจะโกหกมากขึ้น ผมก็จะหยุดถาม”

อิหร่านยืนยันไม่ยอมถอย โครงการนิวเคลียร์คือ ‘ศักดิ์ศรีชาติ’ ‘ทรัมป์’ ไม่สน!! ลั่นพร้อมบอมบ์ฐานนิวเคลียร์อีก ถ้าจำเป็น

(22 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยืนยันว่า หากจำเป็น สหรัฐฯ จะโจมตีฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านอีก หลังอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ยอมรับว่าไซต์สำคัญ 3 แห่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีเมื่อเดือนที่แล้ว โดยทรัมป์โพสต์ใน Truth Social ว่า “เราจะทำอีก ถ้าจำเป็น!”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังวิจารณ์สื่อ CNN ว่านำเสนอข่าวบิดเบือน ที่อ้างว่าความเสียหายจากการโจมตีเป็นเพียงการถ่วงเวลาพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านให้ล่าช้าลง ซึ่งทรัมป์ระบุว่าการโจมตีของนักบินสหรัฐฯ ด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 นั้น ได้ทำลายล้างฐานดังกล่าวไปหมดแล้ว และสื่อควรยอมรับความจริง

ขณะที่ อารักชีให้สัมภาษณ์กับ Fox News ว่า โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตี และขณะนี้ทางองค์การพลังงานปรมาณูกำลังประเมินความเสียหายอยู่ แต่เขายืนยันว่าอิหร่านจะไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพราะถือเป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ในประเทศ และเป็นเรื่องของ 'ศักดิ์ศรีชาติ'

ทั้งนี้ ท่ามกลางความตึงเครียด การเจรจารอบใหม่ระหว่างอิหร่านกับกลุ่มประเทศ E3 ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี มีกำหนดจัดขึ้นที่ตุรกีในวันศุกร์นี้ โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้เปิดการเจรจาผ่านตัวกลางจากโอมาน แต่แผนการพูดคุยรอบล่าสุดต้องล่มลงหลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา

‘รัฐบาลมาเลเซีย’ ขอลดภาษีทรัมป์จาก 25% เหลือ 20% แต่ปัดเงื่อนไขลดภาษี EV นำเข้าจาก USA และถือหุ้นต่างชาติ

(22 ก.ค. 68) รัฐบาลมาเลเซียกำลังเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอลดภาษีนำเข้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะปรับขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 ส.ค. เหลือราว 20% ใกล้เคียงกับเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยทีมของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) พยายามหาจุดสมดุลที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้

อย่างไรก็ตาม มาเลเซียปฏิเสธข้อเรียกร้องหลายด้านจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าของอเมริกา การลดข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติในธุรกิจพลังงานและการเงิน รวมถึงการตัดเงินอุดหนุนชาวประมง ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองภายในประเทศ

นายกฯ อันวาร์ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า นโยบายบางอย่าง เช่น การให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์และชนพื้นเมือง จะไม่ถูกนำมาเจรจา ส่วนสหรัฐฯ มองว่านโยบายฮาลาลและกฎเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นแบบชาวพื้นเมือง (Bumiputera) เป็นอุปสรรคทางการค้า และเป็นเหตุผลหนึ่งที่นำไปสู่ภาษีนำเข้า 24% ตั้งแต่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา 

การเจรจาครั้งนี้มีความสำคัญต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของมาเลเซียที่ตั้งไว้ 4.5–5.5% ในปีนี้ โดยยังมีประเด็นใหญ่เรื่องการไหลเวียนของชิป AI จากตะวันตกไปจีนผ่านมาเลเซียที่สหรัฐฯ กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

ฟิลิปปินส์ปิดดีล 'ภาษีทรัมป์' สำเร็จในอัตรา 19% แลกยกเลิกภาษีสินค้าสหรัฐฯ 0% บวกพันธมิตรด้านทหาร

(23 ก.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากฟิลิปปินส์ในอัตรา 19% จากเดิม 20% โดยระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งเจรจากับผู้นำฟิลิปปินส์ที่ทำเนียบขาว แลกกับการให้ฟิลิปปินส์ยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ  และการร่วมมือทางทหารระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์ระบุในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “เป็นการเยือนที่งดงาม และเราได้ข้อสรุปของข้อตกลงทางการค้าแล้ว” ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ยังไม่ยืนยันข้อตกลงดังกล่าว และสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ในกรุงวอชิงตันก็ยังไม่ออกแถลงการณ์ใด ๆ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ระบุว่า การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์เป็น 19% มีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ประเทศต่าง ๆ ยกเลิกนโยบายการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรม โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยขู่ว่าจะเก็บแค่ 17% เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ทรัมป์เตรียมขึ้นภาษีกับประเทศอื่น ๆ เช่น สหภาพยุโรปและแคนาดาในวันที่ 1 สิงหาคม หากยังเจรจากันไม่สำเร็จ

‘ทรัมป์’ เซ็นข้อตกลงการค้ากับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ ลดภาษีสินค้านำเข้าเหลือ 15% แต่ญี่ปุ่นต้องลงทุนมโหฬาร

(23 ก.ค. 68) สหรัฐฯ และญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงทางการค้าใหม่ เพื่อลดภาษีนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นจากเดิมที่ทรัมป์ขู่ไว้ 25% เหลือ 15% โดยญี่ปุ่นตกลงจะลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 550,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 19.8 ล้านล้านบาท) ข้อตกลงนี้ถือเป็นดีลใหญ่ที่สุดในชุดข้อตกลงที่รัฐบาลทรัมป์พยายามเร่งปิดก่อนเส้นตายวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งจะมีการขึ้นภาษีรอบใหม่

นอกจากภาษีสินค้านำเข้าทั่วไป ทั้งสองฝ่ายยังตกลงลดภาษีนำเข้ารถยนต์ญี่ปุ่นจาก 25% เหลือ 15% ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น โดยหุ้นของบริษัทโตโยต้า ฮอนด้า และนิสสันพุ่งขึ้นทันที ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นถึง 2.6% สูงสุดในรอบปี

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์สหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจกับข้อตกลงนี้ โดยมองว่าไม่เป็นธรรม เพราะสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นที่มีชิ้นส่วนผลิตนอกสหรัฐฯ กลับเสียภาษีน้อยกว่าสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกที่ใช้ชิ้นส่วนจากอเมริกาเป็นหลัก

ญี่ปุ่นถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 5 ของสหรัฐฯ โดยในปี 2024 มีมูลค่าการค้ารวมเกือบ 230,000 ล้านดอลลาร์ (8.28 ล้านล้านบาท) และญี่ปุ่นยังเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ด้วยเงินลงทุนโดยตรงกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 43.2 ล้านล้านบาท ล่าสุด ทรัมป์ยังเผยว่า ญี่ปุ่นเตรียมร่วมทุนโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติในอะแลสกา ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันมานาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top