Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

เปิดปมมูลเหตุสหรัฐฯ อยากได้ฐานทัพเรือที่พังงา ถึงขั้นต้องงัดแผนร้ายโขลกภาษีมาต่อรองกับไทย

(21 ก.ค. 68) คงไม่มีใครคาดคิดว่าการที่สหรัฐ อเมริกา โขลกภาษีนำเข้าไทยถึง 36% นี้เพื่อเป็นการบีบให้ไทยเจรจาต่อรองว่าถ้าอยากค้าขายกับสหรัฐฯ จะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนและหนึ่งในสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นก็คือ การขอตั้งฐานทัพของกองทัพสหรัฐฯ ที่ฐานทัพเรือพังงานั่นเอง

หากย้อนกลับไปดูว่าสหรัฐฯ เคยมาขอตั้งฐานทัพตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามเป็นต้นมาจนจบสงครามไปไทยก็ไม่ได้ให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพในไทยอีก ยกเว้นเพียงแต่เป็นท่าจอดเครื่องบินหรือเรือรบเพื่อมาเติมน้ำมันและเจ้าหน้าที่ก็ได้มาพักผ่อนหย่อนใจ  อันจะสร้างเงินสร้างทองให้กับประเทศไทยตั้งแต่รากหญ้าขึ้นไป 

สุดท้ายข่าวที่ออกมาทางสหรัฐฯ ก็แถลงโต้ทันทีว่าการขึ้นภาษีนำเข้าไทยนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการขอตั้งฐานทัพสหรัฐที่ทับละมุที่จังหวัดพังงา  เพราะถูกกระแสประชาชนโต้กลับอย่างทันทีทันควัน  แม้ความจริงเรื่องภาษีกับฐานทัพพังงาจะเป็นเช่นไรก็ตามเอาเป็นว่าเรื่องของเรื่องวันนี้เอย่าจะไม่พูดเรื่องของภาษีแต่จะมาพูดว่าทำไมสหรัฐฯ ถึงอยากได้ฐานทัพเรือพังงามาตั้งฐานทัพของตนเอง

เรื่องของเรื่องก็คือว่าหลังจากอกหักจากการขอหมู่เกาะโคโค่จากนางอองซาน ซูจีจนทำให้เป็น 1 ในชนวนเหตุของการรัฐประหารของนายพลมินอ่องหล่าย สหรัฐฯ ก็ยังเดินเกมส์เพลี่ยงพล้ำจีนและรัสเซียในภูมิภาคนี้อีก ดได้จากการที่อเมริกาเสือกจะใช้วิธีคว่ำบาตรเมียนมาเพื่อให้เขาไม่มีที่ไปแต่ผลกลับตรงกันข้ามนั่นทำให้กองทัพเมียนมากับจีนและรัสเซียมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งมากขึ้น  ถึงแม้ว่าจีนจะรุกเมียนมาโดยนโยบายเส้นทางสายไหมเส้นใหม่ที่ผ่านทางเมียนมามาออกทะเลที่อ่าวเบงกอลแล้ว  ล่าสุดอยากที่ทราบกันว่ารัสเซียก็เข้ามาให้ความร่วมมมือทั้งด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งนั่นอาจจะพลิกโฉมเมียนมาก็ได้ และนั่นคือสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่ชอบเป็นแน่แท้

แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นลูกไล่ของสหรัฐฯ แต่หากเกิดสงครามขึ้นการปิดช่องแคบมะละกาก็ไม่ได้ง่ายนักแต่อาจจะไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นการขนถ่ายสิ่งของทางทะเลเพราะหากเกิดสงครามขึ้นมาสิงคโปร์สามารถถูกยึดได้ทั้งเกาะได้เพียงเวลาไม่ถึงชั่วโมงและสิงคโปร์ไม่ได้มีทรัพยากรใด ๆ เลยนอกจากเป็นทางผ่านของเรือเท่านั้น นั่นทำให้การตั้งฐานทัพที่สิงคโปร์ไม่เวิร์คในสายตาของสหรัฐหากเทียบกับพังงาของไทยที่มีเขตติดต่อแผ่นดินอีกทั้งยังขอการสนับสนุนด้านอาหารและเชื้อเพลิงจากไทยได้  ดังนั้นพังงาจึงเป็นหมุดหมายฝั่งตะวันออกในการป้องกันการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในขณะที่ฝั่งตะวันตกนั้นกองทัพสหรัฐมีฐานทัพอยู่แล้วบนเกาะดิเอโก กราเซียซึ่งบนเกาะมีสนามบินขนาดใหญ่ที่สามารถเอาเครื่องบินหลายลำลงจอดได้เพื่อเป็นจุดขนถ่ายเสบียงและยุทโธปกรณ์

มุมมองของเอย่าคงต้องถามว่าไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งของจีนและรัสเซียคงต้องถามว่าทำไมเราถึงต้องเอาประเทศเราไปอยู่ในจุดที่เป็นข้อขัดแย้งของใครต่อใครด้วย  เอย่าไม่เห็นถึงประโยชน์ที่อันจะเกิดขึ้นจากการมีกองทัพอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในไทยมากไปกว่าการที่เราอาจจะค้าขายอาหารได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจรากหญ้าอาจจะดีขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจบริการและบันเทิงเริงรมณ์  คงต้องฝากคำถามนี้ไปถึงกองทัพไทยและรัฐบาลไทยว่าท่านได้คำนึงหรือยังว่าหากวันหนึ่งเราต้องถูกผลักไปอยู่ในจุดที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยทั้ง ๆ ที่เขากับเราไม่ได้มีอะไรเกลียดชังกันเลย  เราพร้อมจะรับมือหากวันนั้นมาถึงหรือไม่…

‘บอริส จอห์นสัน’ ยอมรับเศร้า คนอังกฤษสนใจยูเครนลดลงเรียกร้องยุโรปยึดทรัพย์รัสเซีย ย้ำ!! UK ยังมีบทบาทสำคัญในสงคราม

(21 ก.ค. 68) บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson) อดีตนายกฯ อังกฤษ ให้สัมภาษณ์กับ The Telegraph ว่ารู้สึก “ค่อนข้างเศร้า” ที่ประชาชนอังกฤษสนใจประเด็นยูเครนน้อยลง ทั้งที่เป็นเรื่อง “อันดับหนึ่ง” สำหรับเขา พร้อมระบุว่า อังกฤษยังมีบทบาทสำคัญ แต่ไม่ใช่ผู้นำเชิงความคิดอย่างที่เคยเป็น

ในงานที่สถานทูตยูเครน ณ กรุงลอนดอน ซึ่งจัดขึ้นเพื่อต้อนรับทหารผ่านศึก จอห์นสันกล่าวว่า แม้ตอนนี้เขายังไม่คิดกลับเข้าสู่การเมือง แต่ก็ยังตั้งใจสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มที่ เขายังเรียกร้องให้ประเทศในยุโรปยึดทรัพย์สินของรัสเซียที่ถูกแช่แข็งไว้กว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ แล้วนำเงินก้อนนั้นส่งต่อให้ยูเครน โดยมองว่าเป็น “เงินงวดแรก” ของค่าชดใช้ที่รัสเซียควรต้องรับผิดชอบ

บอริส จอห์นสัน กล่าวอีกว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สนับสนุนแนวคิดให้ยึดทรัพย์สินของรัสเซีย แม้บางฝ่ายจะกังวลว่าอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเน้นว่าพรรคการเมืองควรนำเสนอแผนงานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยมองเห็นอนาคตที่จับต้องได้

จอห์นสันยังพูดถึงกรณีข้อมูลลับของชาวอัฟกานิสถานรั่วไหลว่า เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องปกป้องชาวอัฟกันซึ่งเคยช่วยเหลืออังกฤษจากการถูกตาลีบันตามล้างแค้น เขายืนยันว่าไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับคำสั่งห้ามสื่อรายงานข่าว (super-injunction) ที่ถูกนำมาใช้ในกรณีนี้

ขณะเดียวกัน พรรคอนุรักษ์นิยมยังเผชิญวิกฤตความนิยมตกต่ำ โดยผลสำรวจล่าสุดจาก YouGov ชี้ว่า พรรค Reform UK มีคะแนนนำที่ 26% ตามด้วยพรรคแรงงาน 24% ส่วนพรรคอนุรักษ์นิยมรั้งท้ายเพียง 17% ส่งผลให้ เคมิ บาเดอโนก (Kemi Badenoch) ผู้นำพรรคคนใหม่ เตรียมมุ่งสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชน ก่อนจะเปิดตัวนโยบายหลักในการเลือกตั้งครั้งหน้า

นักวิทย์ฯ เตือน!! ภูเขาไฟในคัมชัตกาเริ่มแสดงสัญญาณผิดปกติ หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงใกล้ ‘รัสเซีย-ญี่ปุ่น-อะแลสกา’

(21 ก.ค. 68) เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 3 ครั้งบริเวณชายฝั่งแปซิฟิกของรัสเซีย ใกล้เมืองเปโตรปาโวลอฟสค์-คัมชัตสกี้ โดยครั้งที่รุนแรงที่สุดมีขนาด 7.4 ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิก (PTWC) รายงานว่าอันตรายจากคลื่นสึนามิในคาบสมุทรคัมชัตกาหมดไปแล้ว หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวหลายครั้งในทะเลใกล้เคียง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยศูนย์สำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ (USGS) ระบุว่าศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ห่างจากเมืองเปโตรปาโวลอฟสค์-คัมชัตสกี้ประมาณ 140 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคคัมชัตกาและมีประชากรกว่า 160,000 คน แผ่นดินไหวสามครั้งเกิดขึ้นในเวลาเพียง 32 นาที ลึกประมาณ 20 กิโลเมตร ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทางการรัสเซียประกาศเตือนสึนามิหลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งที่สอง และขอให้ประชาชนในพื้นที่ชายฝั่งหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง อย่างไรก็ตาม ศูนย์เตือนภัยสึนามิแปซิฟิกได้ยกเลิกคำเตือนในเวลาต่อมา ส่วนฮาวายเองก็ยกเลิกคำเตือนสึนามิที่ออกมาก่อนหน้านี้ด้วย

นอกจากนี้ ยังพบปรากฏการณ์เมฆเลนติคูลาร์ (Lenticular Clouds) ที่หายากเหนือปล่องภูเขาไฟในคัมชัตกา ซึ่งมีลาวาเรืองแสงอยู่ภายใน นักวิทยาศาสตร์รายงานว่าเกิดกิจกรรมแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้นที่ภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นสูงสุดในยูเรเซีย ซึ่งอาจบ่งชี้การเคลื่อนตัวของแมกมาใต้ดินลึก แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การปะทุครั้งใหญ่หรือไม่ 

ตำรวจภูธรภาค 2 โชว์ “พัทยาโมเดล” แซนด์บ็อกซ์เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย CRIME MAPPING ล็อกเป้าลดอาชญากรรมเห็นผล กล้องอัจฉริยะ 5 จุดแลนด์มาร์ก 

(20 ก.ค. 68)  พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 ได้สร้าง “พัทยาโมเดล” ต้นแบบนวัตกรรมสร้างความปลอดภัยในเมืองท่องเที่ยว แบบเชิงรุก ผนึกเทคโนโลยีขั้นสูง ผสานความร่วมมือผนวกข้อมูลของตำรวจและท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และชาวเมืองพัทยา โดยผลลัพธ์จากการทดลองในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึงปัจจุบัน รวม 4 เดือน ผลออกมาดี พบว่าสถิติการเกิดอาชญากรรมลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จับกุมคนร้ายตามหมายจับได้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้รวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความพึงพอใจและเพิ่มเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่วอล์กกิ้งสตรีทพัทยาเพื่อตรวจความพร้อมงานพัทยามาราธอน ตนจึงได้นำเสนอ “พัทยาโมเดล” ที่ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงผ่านระบบ AI เชื่อมโยงบิ๊กดาต้า มาใช้ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม โดย รมว.ท่องเที่ยวฯ ชื่นชมว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองพัทยาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเมืองอื่น ๆ ในประเทศไทยด้วย

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวด้วยว่า ตำรวจภูธรภาค 2 เราเล็งเห็นว่าความมั่นใจในความปลอดภัยเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน เราต้องสร้างเมืองท่องเที่ยวของไทย โดยเลือก “พัทยา” ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เป็นพื้นที่ต้นแบบทำ พัทยาโมเดล ให้เป็นเมืองปลอดภัย น่าเที่ยวและน่าเชื่อถือ  ตำรวจต้องปรับตัว คิดและลงมือทำแบบเชิงรุกสร้างความมั่นใจให้ได้ก่อนปัญหาเกิด ตำรวจภูธรภาค 2 ได้ประสาน เมืองพัทยา และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางสร้างข้อมูลบิ๊กดาต้าครบวงจร มีฐานข้อมูลบุคคลต้องสงสัย บุคคลเฝ้าระวัง และบุคคลตามหมายจับ ทำแผนที่ความเสี่ยง หรือ CRIME MAPPING เชื่อมต่อกล้องวงจรปิดอัจฉริยะใน 5 จุดในพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ โดยเลือกสถานที่ 3 แห่ง 5 จุดสำคัญ คือ 1.ชายหาดพัทยา 2 จุด  2.วอล์กกิ้งสตรีท 2 จุด  และ 3. ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย 1 จุด มีฟังก์ชันตรวจจับใบหน้าบุคคล หรือ FACE RECOGNITION แบบเรียลไทม์ ทั้งนี้เป็นระบบที่ใช้งานง่าย เคลื่อนที่ได้สามารถปรับใช้ในอีเว้นต์ต่าง ๆ ได้ โดยมีระบบ Smart Notification แจ้งเตือนทันทีไปยังเจ้าหน้าที่ สามารถจับได้ไว ลดโอกาสคนร้ายหนีรอด ตั้งแต่ติดตั้งระบบนี้สามารถจับกุมบุคคลตามหมายจับได้หลายรายได้เร็วขึ้นหลายเท่า

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า ยังมีนวัตกรรม CRIME DASHBOARD รายงานเหตุ บันทึกเหตุอาชญากรรม ติดตามสถิติอาชญากรรมครบในระบบเดียวช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานได้ง่าย ลดภาระงาน ลดความผิดพลาด และที่สำคัญมีข้อมูลพร้อมใช้ทันที โดยหลังจากติดตั้งระบบนี้สถิติอาชญากรรมในเมืองพัทยาลดลงอย่างเห็นได้ชัด  ยกตัวอย่างเหตุทำร้ายร่างกายในเดือนมิถุนายน มี 50 ราย ลดลงจากเดือนเมษายน ที่มี 111 รายเหตุเกี่ยวกับทรัพย์ก็ลดลงเช่นกันเดือนเมษายน 81 ราย เดือนมิถุนายนเหลือ 48 ราย ผลมาจากตำรวจปฏิบัติหน้าที่ได้แม่นยำขึ้น ตรวจจุดเสี่ยงลดการเกิดเหตุ รวดเร็ว เห็นผลจริง

“5 ข้อ หัวใจสำคัญของการใช้นวัตกรรมตำรวจ สร้างความเชื่อมั่นให้เมืองท่องเที่ยวโลก โดยเมืองพัทยามุ่งมั่นจะยกระดับพัฒนา “พัทยาโมเดล” ให้สมบูรณ์ ต้องมี 5 ส่วนสำคัญ คือ 
1.CRIME PREVENTION BY DESIGN วางโครงสร้างป้องกันก่อนเหตุด้วยเทคโนโลยี 
2. AI-DRIVEN POLICING ใช้ AI และ BIG DATA เป็น “หัวใจ” ทุกกระบวนการ
 3. SMART COLLABORATION ประสานทุกภาคส่วน ตํารวจ, ท้องถิ่น, ภาคเอกชน,
ประชาชน ร่วมสร้างเมืองปลอดภัยร่วมกัน
 4.TOURIST FRIENDLY TECH สร้าง APPLICATION / QR CODE  ให้นักท่องเที่ยวติดต่อขอความช่วยเหลือ แจ้งเหตุง่าย
และ 5. RAPID RESPONSE ตอบสนองเหตุฉุกเฉินทันที เชื่อมต่อทั้ง ตำรวจ กู้ภัย สาธารณสุข” ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 2 กำลังพัฒนาระบบต่าง ๆ นำนวัตกรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ขอให้เชื่อมั่นในความมุ่งมั่นของเรา 

จับตา!! ความร่วมมือทางทหาร ‘อิหร่าน-รัสเซีย’ ผนึกกำลังซ้อมรบทางทะเลครั้งใหญ่ในทะเลแคสเปียน

(21 ก.ค. 68) อิหร่านและรัสเซียเตรียมจัดซ้อมรบร่วมกันทางทะเลภายใต้ชื่อ “CASAREX 2025” ในทะเลแคสเปียน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อทดสอบความพร้อมในการกู้ภัยและรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทางทะเล พร้อมเชิญตัวแทนจากประเทศเพื่อนบ้านรอบทะเลแคสเปียนเข้าร่วมสังเกตการณ์

การฝึกซ้อมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ร่วมมือเพื่อความปลอดภัยของทะเลแคสเปียน” โดยกองเรือภาคเหนือของกองทัพเรืออิหร่านเป็นเจ้าภาพ และจะจำลองสถานการณ์ฉุกเฉินที่ซับซ้อนเพื่อฝึกการประสานงานระหว่างหน่วยงานทางเรือ

กำลังหลักในการฝึกมาจากกองทัพเรืออิหร่าน กองทัพเรือ IRGC (กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม) ตำรวจทางทะเลอิหร่าน รวมถึงเรือและเจ้าหน้าที่จากกองทัพเรือรัสเซีย

สำหรับ CASAREX 2025 มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยทางทะเลในภูมิภาค สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประเทศรอบทะเลแคสเปียน และตอกย้ำความร่วมมือทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างอิหร่านกับรัสเซียในภูมิภาคยุทธศาสตร์นี้

หน้าฉากเล่นบท ‘พระเอก’ เคยช่วยสอนยูเครนกู้ระเบิด สวมวิญญาณผู้รักสันติภาพแต่แอบลอบวางกับระเบิดเสียเอง

(21 ก.ค. 68) ระเบิดจำนวนกว่า 300 ลูกที่เพิ่งถูกพบวางอยู่ในเขตชายแดนไทยบริเวณช่องบก จังหวัดสุรินทร์ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ควรถูกมองข้ามไปเฉยๆ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเคยถูกหน่วยงานของไทยเคลียร์สนามทุ่นระเบิดจนปลอดภัยและส่งมอบให้ฝ่ายปกครองไปแล้วตั้งแต่ปี 2564 แล้วจู่ ๆ กับระเบิดใหม่จึงกลับมาปรากฏในจุดเดิมอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ทำให้ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ระเบิดเหล่านี้ไม่ได้หลงเหลือจากยุคเก่า แต่น่าจะเป็นของใหม่ที่ถูกนำมาวางจงใจ

และคำถามสำคัญที่สังคมไทยและประชาคมโลกควรถามในเวลานี้ก็คือ ระเบิดเหล่านี้ กัมพูชาเอามาจากไหน?

เมื่อย้อนกลับไปกลางปี 2023 สื่อ VOA News รายงานว่า เจ้าหน้าที่จากกัมพูชาได้ถูกส่งไปยังโปแลนด์เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ยูเครนให้สามารถเก็บกู้ระเบิดจากสนามรบได้ ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ความเชี่ยวชาญที่กัมพูชาอ้างว่าสั่งสมมานั้น ไม่ได้มาจากจิตวิญญาณของผู้รักสันติภาพ แต่มาจากประสบการณ์ตรงในการวางกับระเบิดและใช้อาวุธสงครามในพื้นที่ของผู้อื่น

ในเมื่อระเบิดในสนามรบยูเครนจำนวนมากเป็นของรัสเซีย และกัมพูชาได้เข้าไปมีบทบาทในกระบวนการเก็บกู้ มีหรือที่สิ่งเหล่านี้จะไม่มีการเล็ดลอด การขนย้าย หรือการนำกลับมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น โดยเฉพาะบริเวณชายแดนที่ยังเป็นจุดพิพาท ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า ระเบิดบางส่วนอาจไม่ได้ถูกทำลาย หากแต่ถูกสงวนไว้เพื่อภารกิจอื่นที่ไม่เปิดเผย

สิ่งที่ย้อนแย้งที่สุดในสถานการณ์นี้ก็คือ กัมพูชาที่สวมหน้ากาก "พระเอกผู้ช่วยยูเครน" กลับอาจเป็นผู้วางกับระเบิดใกล้บ้านเราเสียเอง

นี่ไม่ใช่เพียงความหน้าด้านทางการทูต หากแต่คือการใช้เวทีโลกสร้างภาพลวงตาให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าตนคือผู้เชี่ยวชาญด้านสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ยังละเมิดอนุสัญญาออตตาวา วางกับระเบิดใหม่ในพื้นที่เพื่อนบ้าน และไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารไทยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเปิดโปงพฤติกรรมย้อนแย้งนี้ให้ประชาคมโลกได้รับรู้ กัมพูชาไม่ควรได้รับเสียงปรบมือจากเวทีโลก ตราบใดที่ยังใช้ระเบิดเป็นเครื่องมือทางการเมืองและความมั่นคงกับประเทศที่อยู่ใกล้ชิดที่สุด

ปธน.ฟิลิปปินส์ แลนด์ดิ้งสหรัฐฯ เตรียมพบ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หารือความมั่นคง-ทะเลจีนใต้-เจรจาลดภาษีสินค้านำเข้า 20%

(21 ก.ค. 68) เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือ ‘บองบอง’ ประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ เดินทางถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ เตรียมหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาว โดยมีวาระหลักคือความมั่นคงในภูมิภาค การคงความร่วมมือในสนธิสัญญาป้องกันร่วม และสถานการณ์ทะเลจีนใต้

นอกจากนี้ มาร์กอสมีกำหนดเข้าพบรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ที่กระทรวงกลาโหม ก่อนร่วมประชุมกับผู้นำภาคธุรกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และกลุ่มที่สนใจลงทุนใน ‘ลูซอน อีโคโนมิกคอร์ริดอร์’ ซึ่งเป็นโครงการระเบียงเศรษฐกิจภายใต้ความร่วมมือฟิลิปปินส์-สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องภาษีนำเข้าสินค้าฟิลิปปินส์ ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บในอัตราสูงถึง 20% ซึ่งฟิลิปปินส์หวังจะเจรจาให้ลดลง พร้อมปูทางสู่ข้อตกลงการค้าเสรีในอนาคต

ส่วนประเด็นนโยบายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ แม้จะไม่อยู่ในวาระการหารือ แต่มาร์กอสระบุว่าจะเคารพกฎหมายอเมริกัน และพร้อมรับคนฟิลิปปินส์ที่ถูกสั่งเนรเทศกลับประเทศ

อิสราเอลเจอแฉ!! ยิงใส่พลเรือนใกล้ศูนย์ช่วยเหลือในกาซา ปล่อยเด็กหิวโหย-คนเจ็บไร้ยารักษา…สั่งห้าม UN เข้ายุ่งเกี่ยว

(21 ก.ค. 68) ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลต่อศูนย์แจกจ่ายความช่วยเหลือในฉนวนกาซานับตั้งแต่ 27 พ.ค. เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 995 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 6,000 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 45 ราย ตามแถลงจากสำนักงานสื่อของรัฐบาลกาซาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

จุดแจกจ่ายของมูลนิธิ Gaza Humanitarian Foundation ถูกเรียกว่า “กับดักแห่งความตาย” หลังเกิดเหตุโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อผู้รอรับอาหารและสิ่งของช่วยเหลือ โดยมีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลได้รับคำสั่งให้ยิงใส่พลเรือนที่ไม่มีอาวุธในบริเวณดังกล่าว แม้นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู และ รมว.กลาโหมของอิสราเอลจะปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ตาม

กระทรวงสาธารณสุขกาซาระบุว่า ขณะนี้มีเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี กว่า 600,000 คน และหญิงตั้งครรภ์อีก 60,000 คน ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะขาดอาหาร และระบบสาธารณสุขในพื้นที่ก็ล่มสลายอย่างหนัก

ทั้งนี้ อิสราเอลยังคงปฏิเสธการทำงานร่วมกับ UNRWA (หน่วยงานบรรเทาทุกข์ของสหประชาชาติ) และออกกฎหมายห้ามไม่ให้ UNRWA ดำเนินงานในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของอิสราเอล

‘เดชอิศม์’ ท้า ‘ส.ส.สงขลา’ ฟ้อง ไม่หวั่นหลุดตำแหน่ง พร้อมเร่งหน่วยงานเกี่ยวข้องคลี่คลายเรื่องที่สังคมคาใจ

จากกรณีที่ นายชนนพัฒน์ นาคสั้ว ส.ส.พรรคกล้าธรรม จะฟ้องหมิ่นประมาท นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จากที่มีกล่าวให้สัมภาษณ์พาดพิง ให้หลุดจากตำแหน่ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ (21 ก.ค. 68) นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานในพิธีเปิดงานการกุศลที่มัสยิดนูรูลอามีน (บ้านปริกตก) ทต.ปริก อ.สะเดา จ.สงขลา โดยนายเดชอิศม์ ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายชนนพัฒน์  ให้สัมภาษณ์สื่อเตรียมตั้งทนายฟ้องหมิ่นประมาทตนเองว่า ได้รับเกียรติ หากถูกฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งตนจะทำหนังสือถึง ปปง. อัยการสูงสุด และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่เกิดขึ้น จากผู้มีอำนาจรังแกประชาชน ขอให้กรณีนี้เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนี้เดินหน้าเต็มที่และจะไปจบที่ศาลอย่างแน่นอน

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ส่วนข้อขัดแย้งเรื่องการเมือง ระหว่างตน กับ ส.ส.เขต 4 สงขลา นั้นตัดออกไปได้เลย เพราะจนถึงวันนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่มีตัวผู้สมัครเขต 4 เลย เรื่องนี้เป็นเรื่องของความทุกข์ประชาชนเท่านั้น ขอให้เชื่อมั่นว่ามีตนอยู่ พี่น้องประชาชนจะไม่โดนรังแกแน่นอน

นายเดชอิศม์ กล่าวว่า ได้กำชับตำรวจและผู้ว่าราชการ จ.สงขลาแล้ว ว่าให้จับผู้กระทำความผิดให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะสาวถึงใครก็จะไม่ละเว้น เพราะผู้เสียหายย้ำชัดว่าผู้กระทำความผิดมีทั้งหมด 5 คน หลังจากนั้นต้องดูว่ามีคนสั่งการหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องจับให้หมด

“ส่วนเรื่องของการที่จะฟ้องร้องผมให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯนั้น ผมไม่กลัวหรอกเพราะผมมีหน้าที่มาดูแลประชาชน ถ้าผมกลัว พี่น้องประชาชนจะอยู่อย่างไร” นายเดชอิศม์กล่าว

ทบ.จัดพิธีอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระพันปีหลวง ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

(21 ก.ค. 68) กองทัพบก จัดกิจกรรมอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา 28 กรกฎาคม 2568 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 จำนวน 99 รูป ระหว่างวันที่ 14 -31 ก.ค.68  ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กทม. และปฏิบัติธรรมในห้วง 25 - 30 ก.ค.68 ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมวชิรญาณ 200 ปี เขตคลองสามวา กทม. 

โดยในวันนี้ (20 ก.ค.68) เวลา 11.00 น. พล.ท.อานุภาพ ศิริมณฑล รองเสนาธิการทหารบก เป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์จำนวน 99 รูป พร้อมด้วยพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารรุ่นที่ 28 ถวายภัตตาหารเพล ณ อาคาร สว. ธรรมนิเวศ 
วัดบวรนิเวศวิหาร ทั่งนี้เป็นการส่งเสริมให้กำลังพลของกองทัพบก ได้มีส่วนร่วมในการแสดงออกถึงความจงรักภักดี การเทิดทูนและการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ 

ในห้วงเดือนมหามงคล กรกฎาคม 2568 นี้ หน่วยทหารทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและกิจกรรมจิตอาสา โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ เพื่อรวมพลังแสดงออกถึงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างหาที่สุดมิได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top