Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

‘ลีเซียนลุง’ รมต.สิงคโปร์ ชี้!! เศรษฐกิจที่ดีที่สุด ในโลกยุคปัจจุบัน ลบ!! สหรัฐฯ ออกไป แล้วสร้างมิตรภาพ ความร่วมมือ ในภูมิภาค

(19 ก.ค. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ลีเซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโสของสิงคโปร์ เปิดเผยว่ากรอบการทำงานที่ดีที่สุดสำหรับเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันคือ ‘โลกที่ลบหนึ่งชั่วคราว’ ซึ่งตัวเลขที่ลบออกไปหนึ่งนั้นหมายความถึง ‘สหรัฐฯ’

ลีกล่าวระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปี ครั้งที่ 69 ของสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งสิงคโปร์เมื่อไม่นานนี้ว่า อเมริกาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะมองการค้าระหว่างประเทศในมุมที่แคบลง โดยเน้นการเจรจาแบบทวิภาคีและเน้นผลประโยชน์เป็นรายกรณี ขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังคงยึดถือกรอบขององค์การการค้าโลก (WTO)

ลีระบุว่ากรอบการทำงานส่วนใหญ่ยังคงอยู่ ทว่าสหรัฐฯ หวังว่ากฎระเบียบจะแตกต่างออกไปและกำลังพยายามเปลี่ยนแปลง สหรัฐฯ ยังคงต้องการมีส่วนร่วมในการค้าโลก แต่ลีมองว่าสหรัฐฯ อาจกลับเข้าสู่ระบบพหุภาคีหรือไม่ก็ได้

กลุ่มประเทศอื่นๆ สามารถสร้างมิตรภาพกับหุ้นส่วนที่มีแนวคิดเดียวกันได้ภายในภูมิภาค เช่น อาเซียน และภายในขอบเขตที่กว้างขึ้น เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (CPTPP)

ลีทิ้งท้ายว่าเมื่อประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และแสดงความไม่เห็นด้วยกับระบบองค์การการค้าโลก สิ่งนี้จะส่งผลกระทบตามมาและเราต้องรอดูว่าสถานการณ์จะพัฒนาไปอย่างไรในท้ายที่สุด

สื่อเขมร วิเคราะห์ ‘ทักษิณ’ จบเห่แน่!! หาก ‘ฮุนเซน’ เปิดหลักฐาน ชี้!! สังคมไทย รับไม่ได้!! กับการดูหมิ่น สถาบันเบื้องสูง ที่เคารพรัก

เมื่อวานนี้ (18 ก.ค. 68) ภายหลังจากที่นายฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เคยกล่าวว่า เขามีหลักฐานที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทยพูดจาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยทั้งรัชกาลก่อนและรัชกาลปัจจุบัน และอาจจะใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงในการพูดถึงเรื่องนี้ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมานายทักษิณ ได้กล่าวในงาน 'ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย' ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่านายฮุนเซนเป็นคนไม่มีจริยธรรม ขอให้คนไทยอย่าเชื่อไปคำพูดนั้น ล่าสุด วันนี้(18 ก.ค.) สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชา นำเสนอรายงานพิเศษในหัวข้อ ชะตากรรม ‘ทักษิณ’ ในเงื้อมมือ ‘ฮุนเซน’ มีเนื้อหาสรุปได้ว่า ในระบบการเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น การสูญเสียอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดเพียงเรื่องเดียวแต่จะต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีก อย่างไรก็ตามสำหรับในประเทศแล้ว หากดูหมิ่นพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว ก็สามารถสูญเสียอำนาจได้ทันที

ดังนั้น เมื่อนายฮุน เซน กล่าวว่าจะสละเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเพื่อเปิดโปงการกระทำของทักษิณผู้ซึ่งดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย ชีวิตทางการเมืองของตระกูลทักษิณก็เผชิญกับความไม่แน่นอนทันที

ผลสำรวจล่าสุดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ในประเทศไทย หลังวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อตระกูลชินวัตรกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ประชาชนในกรุงเทพฯ และชนชั้นกลาง ที่กำลังมองหาโอกาสในการขจัดตระกูลชินวัตรออกจากการเมืองไทย และเปิดประตูสำหรับกลุ่มอำนาจใหม่

คำแถลงของนายฮุนเซนที่ว่าพร้อมที่จะเปิดโปงการกระทำของทักษิณต่อพระมหากษัตริย์ไทยนั้นไม่ใช่เรื่องตลกหรือสร้างการแสดงทางการเมือง อันที่จริง คำแถลงเพียงคำเดียวนี้เองที่ทำให้คนไทยบางส่วนเชื่อว่าชีวิตทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตรอาจกำลังจะถึงจุดจบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่อำนาจอธิปไตยของกัมพูชากำลังถูกไทยรุกล้ำ

รายงานพิเศษ Fresh News ระบุอีกว่า สำหรับกัมพูชา ถ้อยคำอันทรงคุณค่าของสมเด็จเดโชไม่เพียงช่วยปกป้องประเทศจากแผนการร้ายของศัตรูเท่านั้น แต่ยังปลุกปั่นสถานการณ์ทางการเมืองของศัตรู โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษิณ ซึ่งจากรายงานของประเทศไทยระบุว่า เขากำลังเผชิญกับความวุ่นวายทางอารมณ์อย่างรุนแรง

Fresh News อ้างอิงรายงานของ Thai PBS World เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ที่ทักษิณได้วิงวอนประชาชนชาวไทยว่า “อย่าเชื่อคำพูดของสมเด็จเดโชฮุนเซน” โดยระบุว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นการดูถูกความรู้สึกของคนไทยที่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว และไม่จำเป็นต้องให้ทักษิณสั่งน้ำมูกใส่อีกต่อไป และเป็นการดูถูกว่าคนไทยขาดสำนึกของตัวเอง คำพูดของทักษิณยังถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงและความสามารถทางการเมืองของเขา

นอกจากนี้ ทักษิณได้ประกาศไม่ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้ถอนตัวออกจากรัฐบาลหลังจากมีการรั่วไหลของบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับนายฮุนเซนเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน

ในการกล่าวปาฐกถาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ทักษิณได้ถามอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยว่า “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นชาวเขมรหรือคนไทย” ซึ่งเป็นข้อความที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจของเขาต่อหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางหลักฐานที่ชัดเจนว่าครอบครัวทักษิณอยู่เบื้องหลังและถูกเปิดโปงโดยกัมพูชา

คำแถลงของนายฮุนเซน ที่ระบุว่าตนพร้อมที่จะใช้เวลาสามชั่วโมงในการเปิดโปงการกระทำของทักษิณที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยนั้น ไม่ถือเป็นเรื่องตลกหรือเป็นเพียงคำแถลงทางการเมืองเพื่อเรียกร้องความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ทักษิณได้กระทำการทรยศหักหลังและอยู่เบื้องหลังการเมืองไทยที่ละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา

*หากพบหลักฐานการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทย จะมีการดำเนินคดีกับทักษิณหรือไม่??

Fresh News ระบุว่า นี่เป็นคำถามที่ประชาชนไทยบางส่วนตั้งคำถาม แต่ประเทศไทยไม่ควรลำเอียงในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะถือเป็นคุณค่าของชาติ คำถามที่ถูกถามในประเทศไทยคือ หากนายฮุนเซนแสดงหลักฐานชัดเจนว่าทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยจริง ๆ จะมีการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่??

ในสังคมไทย หากมีเอกสารราชการหรือหลักฐานชัดเจนว่าทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยจริง ๆ แล้วหากปราศจากการบังคับใช้กฎหมาย สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ประชาชนไทยที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และสังคมอนุรักษ์นิยมจะรู้สึกว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม และสถาบันต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงโดยอำนาจทางการเมือง สังคมไทยที่เคยลงโทษผู้ประท้วงหรือนักศึกษาในข้อหาตามมาตรา 112 มาก่อน อาจเรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน หากรัฐบาลหรือศาลไม่ดำเนินการกับผู้ที่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ครอบครัวของทักษิณ ชินวัตร จะถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจทางการเมืองบิดเบือนกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่ออนาคตทางการเมืองของตระกูลทักษิณโดยรวมและพรรคเพื่อไทย และหากมีหลักฐานที่พิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ของไทย แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังตกอยู่ในเกมแห่งความไม่สมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและค่านิยมของชาติ

ทักษิณผ่านเรื่องราวทางการเมืองมามากมายในชีวิต และอิทธิพลสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตและการเมืองในอดีตของเขาคืออิทธิพลของสมเด็จเดโชฮุนเซน ความไม่ซื่อสัตย์และการขาดความเคารพในความจงรักภักดีของทักษิณจะไม่สามารถกลบหรือลบล้างคุณงามความดีอันล้ำค่าที่สมเด็จเดโชฮุนเซนเคยทำเพื่อเขาในอดีตได้

ขณะนี้ สำนักงานปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของไทย กำลังสอบสวนคดีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวของทักษิณ ขณะที่ตัวเขาเองก็กำลังถูกพิจารณาคดีในคดีหมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์ในปี 2558 เช่นกัน ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี กองทัพและกลุ่มนักการเมืองฝ่ายขวาระดับสูงในประเทศไทยก็กำลังเตรียมดำเนินคดีทางกฎหมายกับทักษิณและบุตรสาวต่อไป

หากนายฮุนเซนเปิดเผยหลักฐานการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ของทักษิณต่อสาธารณะ ไม่เพียงแต่จะเป็นพัฒนาการใหม่ที่ร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่การตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการครั้งใหม่ต่อทักษิณอีกด้วย ดังนั้น แม้ว่าคดีเก่าจะยังไม่จบ แต่เอกสารในมือของนายฮุนเซนอาจเป็นกระสุนนัดสุดท้ายที่จะทำให้ทักษิณต้องเผชิญกับชะตากรรมที่ไม่แน่นอน

หากหลักฐานได้รับการพิสูจน์ นายทักษิณจะเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองในพรรครัฐบาลที่กระทำการล้ำ “เส้นแดง” ในสังคมไทย สังคมที่ปกป้องสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าทักษิณจะสามารถเรียกร้องให้ประชาชนไทยไม่ไว้วางใจสมเด็จเดโชฮุนเซนได้ แต่หลังจากการเปิดเผยนี้ เขาก็จะไม่มีที่ว่างให้เขาเรียกร้อง หรือเขียนเรื่องราวทางการเมืองของเขาอีกต่อไป แต่ทักษิณจะสามารถเขียนคำว่า “จุดจบของจักรวรรดิ” ด้วยมือของเขาเองได้

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า รายงานพิเศษของ Fresh News ชิ้นนี้ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่านายฮุนเซนจะเปิดเผยหลักฐานการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยของนายทักษิณเมื่อใด และอย่างไร เป็นเหมือนบทความตอบโต้คำพูดของนายทักษิณที่พูดถึงนายฮุนเซนในงาน “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย” เมื่อคืนวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมาเสียมากกว่า

นอกจากนี้ยังพบว่า นายฮุนเซนได้เริ่มพูดถึงการที่นายทักษิณดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.68 ระหว่างปราศรัยกับประชาชนที่จังหวัดพระวิหาร แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด และต่อมาวันที่ 28 มิ.ย.ก็บอกว่าถ้าหากทางการไทยอยากได้ข้อมูลก็ให้ส่งทูตพิเศษไปขอ เขาพร้อมที่จะให้ทั้งหมด หลังจากนั้นก็ขู่ว่าจะใช้เวลาสัก 3 ชั่วโมงพูดถึงพฤติกรรมการหมิ่นเบื้องสูงของทักษิณ แต่ก็ยังไม่มีการเปิดเผยเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น สร้างความหวังใหม่ ให้วงการแพทย์ หลังตัด!! โครโมโซมต้นเหตุ ‘ดาวน์ซินโดรม’ ได้สำเร็จ

(19 ก.ค. 68) นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นสร้างความหวังใหม่ให้วงการแพทย์และครอบครัวผู้ป่วยดาวน์ซินโดรมทั่วโลก หลังประสบความสำเร็จในการกำจัดโครโมโซมคู่ที่ 21 ชุดที่สามซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะดาวน์ซินโดรมในระดับเซลล์ ด้วยเทคโนโลยีการตัดแต่งยีน CRISPR ที่ล้ำสมัย นำโดย ดร.เรียวทาโร ฮาชิซูเมะ จากมหาวิทยาลัยมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น

ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอของโรคดาวน์ซินโดรมในระดับโครโมโซมโดยตรง โดยทีมวิจัยใช้เทคนิคเฉพาะที่เรียกว่า allele-specific editing ซึ่งออกแบบให้ CRISPR-Cas9 จดจำและตัดเฉพาะโครโมโซมคู่ที่ 21 ส่วนเกินออกอย่างแม่นยำ จากนั้นเมื่อเซลล์แบ่งตัว โครโมโซมที่ไม่เสถียรจะถูกกำจัดออกไปโดยธรรมชาติ ส่งผลให้ในเซลล์เหลือโครโมโซมคู่ที่ 21 เพียงสองชุดซึ่งเป็นจำนวนปกติ

ภาวะดาวน์ซินโดรมเกิดจากการมีโครโมโซมหมายเลข 21 เกินมา 1 แท่ง ส่งผลให้ร่างกายและสมองพัฒนาช้ากว่าปกติ มีความเสี่ยงสูงต่อปัญหาสุขภาพหลายด้าน เช่น โรคหัวใจ ภูมิคุ้มกันต่ำ และภาวะสมองเสื่อมในวัยผู้ใหญ่

ดาวน์ซินโดรมถือเป็นหนึ่งในความผิดปกติทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยที่สุด โดยมีอุบัติการณ์ราว 1 ใน 700 คนทั่วโลก ความผิดปกติของโครโมโซมที่เกินมาในเซลล์นี้นำไปสู่พัฒนาการล่าช้า ความบกพร่องทางสติปัญญา ลักษณะทางกายภาพที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคหัวใจและโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการทดลองทั้งใน เซลล์ต้นกำเนิดจากผู้ป่วยดาวน์ซินโดรม และ เซลล์ผิวหนังโตเต็มวัย ที่นำมาจากผู้ป่วยจริง โดยประสบความสำเร็จในการกำจัดโครโมโซมส่วนเกินได้ถึงร้อยละ 30.6 ของเซลล์ที่ผ่านกระบวนการตัดแต่งยีน และเซลล์ที่ได้รับการแก้ไขเหล่านี้ยังมีการแสดงออกของยีน การสร้างโปรตีน และอัตราการรอดชีวิตเทียบเท่ากับเซลล์ปกติ

ดร.ฮาชิซูเมะ กล่าวว่า “เราหวังว่างานวิจัยนี้จะเป็นก้าวแรกในการพัฒนาแนวทางบำบัดดาวน์ซินโดรมที่ไม่ต้องแก้ไขยีนโดยตรง แต่ใช้กลไกควบคุมการทำงานของยีนแทน”

แม้ว่าการนำไปใช้จริงในทางคลินิกยังคงต้องใช้เวลาวิจัยและทดลองเพิ่มเติมอีกหลายปีเพื่อยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิภาพในร่างกายมนุษย์จริง แต่งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงอนาคตของการรักษาดาวน์ซินโดรมจากการรักษาอาการไปสู่การแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ PNAS Nexus เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025 และได้รับความสนใจจากวงการแพทย์และพันธุศาสตร์ทั่วโลก

‘รัฐบาล’ เดินหน้าเต็มสูบ ดูแล SMEs จัดเต็มทุกมาตรการช่วยเหลือ เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อ ล่าสุด บสย. ช่วย SMEs รายย่อย มียอดค้ำประกันสินเชื่อครึ่งปีแรกเกือบ 2 หมื่นล้านบาท

(19 ก.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ในช่วงเวลาเกือบ 1 ปี รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพ SMEs ของไทยประมาณ 75% ของประเทศ โดยได้ประสานไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อออกนโยบายต่าง ๆ เร่งผลักดันและช่วยเหลือ SMEs ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน 

ล่าสุด บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้เปิดเผยยอดค้ำประกันสินเชื่อครึ่งปีแรก 2568 (ม.ค.-มิ.ย.) รวม 1.9 หมื่นล้านบาท โดยสามารถช่วย SMEs รายย่อย ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อ 21,348 ราย ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกว่า 8 หมื่นล้านบาท

โดยกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย Micro SMEs 81% (ค้ำประกันเฉลี่ย 1.4 แสนบาท/ราย) และอีก 19% เป็น SMEs ทั่วไป (ค้ำประกันเฉลี่ย 4.25 ล้านบาท/ราย) ซึ่งก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท รักษาการจ้างงานได้ราว 1.88 แสนตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 8.04 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจค้ำประกันสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ การบริการ 31.4% อาหารและเครื่องดื่ม 10.7% และเกษตรกรรม 8% 

ซึ่งธุรกิจ 3 ประเภทดังกล่าวครองสัดส่วนค้ำประกันรวมถึง 50% สะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 โดยเฉพาะอุตสาหกรรม “ท่องเที่ยว เกษตรและอาหารแปรรูป และ medical and wellness” ที่เป็นอุตสาหกรรมที่ภาครัฐกำลังเดินหน้าเร่งกระตุ้นการลงทุนและผลักดันเป็นอุตสาหกรรมอนาคตของประเทศ

นายจิรายุกล่าวอีกว่า โครงการหลักอย่างโครงการ 'บสย. SMEs ยั่งยืน' นั้นพบว่า ตั้งแต่ ก.ค. 2567 – มิ.ย. 2568 มียอดค้ำประกัน 3.8 หมื่นล้านบาท ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ 4.8 หมื่นราย โดยเป็นกลุ่มที่ไม่เคยใช้บริการ บสย. (ลูกค้าใหม่) ถึง 74% และผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Micro SMEs ถึง 86%

"ตอกย้ำความสำเร็จในการช่วยเหลือ 'กลุ่มเปราะบาง' รายย่อย พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ และกลุ่มที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่ ที่มีปัญหาขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน และขาดคนค้ำประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น" 

สำหรับมาตรการช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 (ก.ค. - ก.ย. ) ได้ดำเนินการออก 'มาตรการพิเศษ' ภายใต้มาตรการ 'บสย. พร้อมค้ำ' วงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท ประกอบ 2 โครงการใหม่ คือ

1. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Power Trade & Biz วงเงิน 3 พันล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 5 แสนบาท – 10 ล้านบาท สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า และซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มที่ได้ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ 

2. โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Micro Biz วงเงิน 2 พันล้านบาท ค้ำประกันต่อราย 1 หมื่นบาท – 5 แสนบาท ที่ตอบโจทย์กลุ่มรายย่อย (Micro SMEs) ค้าขายออนไลน์ อาชีพอิสระ ฯลฯ ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน แต่ขาดคนค้ำและขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน 

นายจิรายุกล่าวว่า จุดเด่นทั้ง 2 โครงการ คือ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีต่อไปชำระต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ค้ำประกันสูงสุด 7 ปี มุ่งเสริมสภาพคล่อง และลดภาระทางการเงินได้ รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อในรายที่ต้องการสภาพคล่องเพิ่มเติม แต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันด้วยการจ่ายเคลม (จ่ายค่าประกันชดเชย) สูงถึง 37% (SMEs Power Trade & Biz) และ 42% (SMEs Micro Biz) ต่อพอร์ตการค้ำประกันเมื่อเทียบกับการค้ำประกันปกติที่ระยะเวลา 10 ปี

"ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าช่วยเหลือ SMEs อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวกับด้านเงินทุนให้กับ SMEs ไทย เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับบรรดาผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ ให้สามารถอยู่รอด เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน และเติบโตขึ้นได้อย่างยั่งยืน"

EU คว่ำบาตร!! โรงกลั่นน้ำมัน Vadinar ใหญ่อันดับ 2 ของอินเดีย ‘อินเดีย’ โต้กลับ!! จะซื้อพลังงาน ตามผลประโยชน์ของประเทศ

(19 ก.ค. 68) การเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อสหภาพยุโรปประกาศมาตรการคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมัน Vadinar ซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดใหญ่อันดับสองของอินเดีย และเป็นครั้งแรกที่สถานประกอบการในเอเชียใต้แห่งนี้ถูกขึ้นบัญชีเป้าหมายโดยกลุ่มประเทศยุโรป โรงกลั่น Vadinar ตั้งอยู่ที่รัฐคุชราต มีศักยภาพการกลั่นมากถึง 20 ล้านตันต่อปี ดำเนินการโดย Nayara Energy บริษัทร่วมทุนอินเดีย-รัสเซียที่ Rosneft บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัสเซียถือหุ้นอยู่ 49% ทั้งนี้ EU ถือเป็นหนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันรัสเซียรายใหญ่ที่ผ่านการกลั่นที่ Vadinar

มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดที่ 18 ของ EU ที่นำมาใช้เพื่อตอบโต้รัสเซียกรณีความขัดแย้งในยูเครน นอกจากนั้นยังมุ่งเป้าไปที่ธนาคารจีนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเอื้อให้รัสเซียหลีกเลี่ยงข้อจำกัด Kaja Kallas ผู้แทนด้านนโยบายต่างประเทศของ EU ประกาศบน X ว่า "นี่เป็นครั้งแรกที่เรากำหนดเป้าหมายไปยัง flag registry และโรงกลั่น Rosneft ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย" คาดว่ามาตรการนี้จะปิดช่องทางสำคัญในการขนส่งและระดมทุนของรัสเซีย รายละเอียดมาตรการครอบคลุมการคว่ำบาตรทะเบียนธงเรืออินเดีย หมายถึงหากเรือใดบินธงอินเดียแล้วขนส่งน้ำมันรัสเซีย อาจถูกลงโทษได้ ชุดคว่ำบาตรนี้ยังรวมไปถึงเรือกลุ่ม shadow fleet กว่า 105 ลำ พร้อมแหล่งสนับสนุน และจำกัดการเข้าถึงเงินทุนของธนาคารรัสเซีย

อินเดียออกแถลงการณ์ชัดเจนผ่านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แรนดีร์ ไจสวาล ว่า การดูแลความมั่นคงและราคาพลังงานสำหรับประชาชนเป็นวาระสูงสุด และท่าทีในการซื้อน้ำมันจะขึ้นกับโอกาสในตลาดโลกและสถานการณ์ร่วมสมัย อินเดียยืนยันว่าพร้อมจะซื้อพลังงานตามผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ว่าตะวันตกจะกดดันเพียงใด ตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนปี 2022 รัสเซียกลายเป็นซัพพลายเออร์น้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อัตราการนำเข้าน้ำมันรัสเซียของอินเดียแตะระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือนที่ 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน แม้ EU จะยืนยันว่าไม่เคยห้ามประเทศอื่นซื้อน้ำมันรัสเซียอย่างเป็นทางการ แต่มาตรการลงโทษล่าสุดถูกมองว่ามีเป้าหมายปิดช่องทางทางการเงินของรัสเซียและกีดกันตลาดน้ำมันโลกในวงกว้างมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงกดดันต่อประเทศพันธมิตรในเอเชียที่มีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงรายได้ของมอสโก 

‘ปลอดประสพ’ วิจารณ์!! กฎหมายเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา ลั่น!! ‘พระสงฆ์ที่ต้องปาราชิก เพราะเสพเมถุน’ ไม่ใช่อาชญากร

(19 ก.ค. 68) ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการเสพเมถุนของพระสงฆ์ พร้อมแสดงความเป็นห่วงต่อการตรากฎหมายใหม่ที่มีบทลงโทษจำคุกพระสงฆ์ที่ทำผิดว่า

"จะลงโทษยังไงดีเรื่องพระเสพเมถุน ผมน่ะหวาดเสียวเหลือเกินเมื่อได้ยินรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักพระพุทธศาสนาพูดถึงข้อเสนอการตรากฎหมายใหม่เพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา โดยจะมีบทลงโทษจำคุกพระสงฆ์ที่ต้องปาราชิกเพราะเสพเมถุน มันไม่เกินไปหรือครับ? คิดให้ดี พระสงฆ์ไม่ใช่อาชญากร"

ดร.ปลอดประสพยังกล่าวต่อไปว่า ในสมัยพุทธกาล พระสงฆ์ที่ทำผิดเกี่ยวกับกามเมถุนจะถูกลงโทษโดยการขาดจากความเป็นพระภิกษุเท่านั้น ไม่ใช่โทษจำคุก และย้ำว่าความเชื่อในพระพุทธศาสนาควรมุ่งไปที่ ‘ธรรมและวินัย’ ไม่ใช่ลุ่มหลงในตัวบุคคล

นอกจากนี้ ดร.ปลอดประสพยังเสนอแนวทางการจัดการกับการใช้เงินของพระสงฆ์ โดยแนะนำให้มีการเปิดบัญชีพิเศษสำหรับเงินถวายเฉพาะตัวพระสงฆ์ และเมื่อพระสงฆ์สึกแล้วควรมีการทบทวนการคืนเงินเพื่อความเหมาะสม

ในท้ายที่สุด ดร.ปลอดประสพได้เตือนสื่อมวลชนให้ระมัดระวังในการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ และการทำข่าวที่ไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อความเชื่อถือในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการนำเสนอเรื่องที่ไม่เหมาะสมหรือสร้างความเข้าใจผิดในสังคมไทย

อดีตผู้พิพากษา เผย!! ‘ทักษิณ’ เล่นใหญ่ แสดงบทบาท เหนือรัฐบาล ชี้!! ครอบงำพรรคการเมือง ผิดกฎหมาย อาจถึงขั้นยุบ ‘เพื่อไทย’

(19 ก.ค. 68) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “การครอบงำและชี้นำพรรคการเมืองซึ่งจะมีความผิดอาญาและเป็นเหตุให้ยุบพรรคได้” มีเนื้อหาระบุว่า …

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในเวที ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย ...สู้วิกฤติโลก (Unlocking Thailand’s Future) จัดโดย สำนักข่าวไทย อสมท. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “ปลดล็อกอนาคตประเทศไทย สู้วิกฤติโลก พลิกเกมเศรษฐกิจไทย...สู่อนาคต” และให้สัมภาษณ์แก่พิธีกรในรายการ “ฟังหูไว้หู” ตอนหนึ่งว่า

“วันนี้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการออกกฎหมายและแก้ปัญหาสำคัญของประเทศอย่างรวดเร็วทันใจ ไม่เช่นนั้นมันไม่ไปไหน คิดว่าวันนี้ไม่มีใครที่จะไปคิดว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี เพราะเราต้องทำงานต่อเนื่อง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ก็แถมตนที่เป็นเสมียนของประเทศ (national clerk) ขอรวบรวมทุกอย่างส่งให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีไปดู ตนเองเป็นคนชอบรวบรวมปัญหาและแนวทาง เป็นเรื่องที่อยากเห็นในบ้านเรา”

ผู้เขียนมีความเห็นดังนี้

1)เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทักษิณได้แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของพรรคเพื่อไทย ทั้ง ๆ ไม่มีสิทธิจะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดๆ ก็ตาม เพราะเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในข้อหาทุจริตหรือใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย ต้องห้ามที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ตามกฎหมายพรรคการเมือง (มาตรา 24 (2)) แต่ทักษิณก็กระทำการทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผยอย่างน้อย 5 ครั้ง ที่สุ่มเสี่ยงต่อการฟังว่าเป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคเพื่อไทย ได้แก่

(ก)การเชิญแกนนำหลักจากพรรคร่วมรัฐบาลเข้าหารือด่วน เพื่อพิจารณาและเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนเศรษฐา ทวีสิน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ที่บ้านจันทร์ส่องหล้า

(ข) การให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่สำนักงาน ป.ป.ส. กรุงเทพฯ

(ค) การให้สัมภาษณ์ในรายการของ Nation TV ชื่อว่า “3 Editors” เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568

(ง) การเข้าร่วมงาน “55 Years Nation Exclusive Talk: Breaking Through Thailand’s Crisis – Chapter 1” ณ Nation TV สตูดิโอ ช่อง 22 และตอบคำถามของพิธีกร เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ณ Nation TV สตูดิโอ ช่อง 22

(จ) การร่วมถกแผนรับมือกำแพงภาษี 'ทรัมป์' กับแกนนำพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2568 ที่บ้านพิษณุโลก

2) การกระทำทั้งหมดส่อแสดงให้เห็นว่า เป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคการเมืองที่ตนไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ซึ่งกฎหมายพรรคการเมือง “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” (มาตรา 29)

ผู้ฝ่าฝืนจะมีความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุก ตั้งแต่ 5 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 บาทถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลต้องสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง (กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 108 ประกอบมาตรา 29)

3) กฎหมายพรรคการเมือง “ห้ามมิให้พรรคการเมืองยินยอมหรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม” (มาตรา 28)

พรรคเพื่อไทยจึงอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคได้เมื่อ กกต. ร้องขอ (กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 (3) ประกอบมาตรา 28)

4) การกระทำทั้งหมดของทักษิณจึงน่าจะเป็นการครอบงำหรือชี้นำพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีความผิดอาญาและเป็นเหตุให้ยุบพรรคเพื่อไทยได้

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’ เตือน!! นักการเมือง เลิกอ้างฟ้า สร้างภาพหวังคะแนน ชี้!! คนที่จงรักภักดีจริง จะไม่อ้างฟ้าพร่ำเพรื่อ ให้สะเทือนใจประชาชน

(19 ก.ค. 68) นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กว่า …

อย่าดึงฟ้าต่ำ

ทนฟังกันมานานมากพอหรือยัง

ฟังกันอยู่ได้นักการเมืองปากเหม็น

เคยเป็นถึง ‘อดีตนายกฯ’ ต้องรู้ว่า

อันใดควรอันใดไม่ควร

คำก็อ้างฟ้า สองคำก็อ้างฟ้า

คนที่มีความจงรักภักดีจริง

จะไม่อ้างฟ้าพร่ำเพรื่อ

หากไม่คิดสร้างจินตนาการไม่ขายฝัน

ไม่หาเสียง ไม่หวังสร้างคะแนนนิยม

ไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมือง

ต้องไม่อิงแอบฟ้าเพื่อผลทางการเมือง

ถวายงานไปโดยไม่ต้องอ้าง

อ้างทุกวันทุกครั้งที่มีไมค์

แฝงเจตนาอะไร

‘อาจารย์อุ๋ย’ เรียกร้อง!! รัฐบาลให้กดดัน ‘กัมพูชา’ รับผิดชอบ ‘กับระเบิด’ ชี้!! ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ห้ามใช้ กักตุน ผลิต ทุ่นระเบิดสังหาร

(19 ก.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า …

จากกรณีที่พลทหาร 3 นาย ของไทย เหยียบกับระเบิดของกัมพูชาขณะเดินลาดตระเวนริมชายแดนนั้น นอกเหนือจากการเยียวยาความเสียหายให้กับตัวผู้บาดเจ็บแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องกระทำทันทีคือการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามการใช้ กักตุน ผลิตหรือขนส่งทุ่นระเบิดสังหารส่วนบุคคล (anti-personnel mines) 

ซึ่งการแสดงความรับผิดชอบของรัฐเมื่อเกิดการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศนั้นมีได้หลากหลายวิธี โดยบัญญัติไว้ในบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของรัฐในกรณีการกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ 2544 (Articles on Responsibility of States for Internationally Wrongful Acts 2001) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ARSIWA ซึ่งร่างโดย คณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ILC) ซึ่งเป็นองค์กรย่อยของสหประชาชาติ โดยรัฐใดรัฐหนึ่งจะต้องรับผิดต่ออีกรัฐหนึ่งเมื่อเกิดการกระทำที่ฝ่าฝืนพันธกรณีระหว่างประเทศ 

ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา จนทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและพิการ ซึ่ง ARSIWA กำหนดให้รัฐที่กระทำผิดต้องยุติการกระทำผิด และป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ (cessation and non-repetition) ตามมาตรา 30 ซึ่งในกรณีนี้กัมพูชาต้องแถลงขอโทษ เอาทุ่นระเบิดสังหารออกทั้งหมด และ รับผิดชอบเยียวยาและชดใช้ความเสียหายให้กับทหารไทยที่บาดเจ็บและทุพพลภาพ (reparation, restitution and compensation) ตามมาตรา 31 35 และ 36 โดยรัฐที่ทำผิดจะต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งทางวัตถุ ร่างกายและจิตใจ  

โดยรัฐบาลไทยสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้โดยใช้วิธีกดดันทางการทูต หรือนำเรื่องเข้าสู่ประชาคมระหว่างประเทศเพื่อแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน เพื่อที่ไทยจะได้สงวนสิทธิในการป้องกันตนเองโดยการใช้กำลังอาวุธตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) หรือสามารถนำเรื่องเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือกลไกเฉพาะอื่น ๆ ขององค์กรระหว่างประเทศต่อไป เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)   

ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติบนเวทีโลก และสำแดงให้นานาอารยประเทศเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังอย่างถึงที่สุด เว้นแต่จะถูกรุกรานด้วยการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก่อน ด้วยความปรารถนาดี   

ตำรวจภูธรภาค 2 ดูแลความปลอดภัย - การจราจร 'พัทยามาราธอน' ใช้นวัตกรรมล้ำ กล้อง AI เชื่อมบิ๊กดาต้า เพิ่มความเชื่อมั่น

(19 ก.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรในการแข่งขันพัทยามาราธอน ครั้งที่ 32 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 ถึง 20 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจะมีนักวิ่งและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมงานจำนวนมาก สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจรส่วนหน้า เป็นศูนย์ปฏิบัติการดูแลความเรียบร้อยในกิจกรรมมหกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวสำคัญครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชน

ผบช.ภ.2 กล่าว กิจกรรมในวันนี้ (19 กรกฎาคม) เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทั้งด้านความปลอดภัยและการจราจรส่วนในพรุ่งนี้ (20 กรกฎาคม) ได้วางกำลังตำรวจดูแลความปลอดภัย ในพื้นที่จัดการและจุดท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ จัดเจ้าหน้าที่จราจรคอยอำนวยการจราจรตามจุดต่าง ๆ พร้อมชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมสแตนด์บาย และได้นำนวัตกรรมด้านความปลอดภัยกล้อง AI เชื่อมต่อ BiG Data มีระบบ Smart notification แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่เมื่อมีบุคคลต้องสงสัยบุคคลตามหมายจับเข้ามาในรัศมีการควบคุม เป็นนวัตกรรมที่สร้างความเชื่อมั่นอีกระดับให้กับผู้ที่มาร่วมงาน นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยา 

สำหรับด้านการจราจรนั้น เมืองพัทยา ประชาสัมพันธ์การปิดถนนชั่วคราวดังนี้ วันที่ 20 กรกฎาคม 2568
•มอเตอร์เวย์สาย 7 ตอน 5 ถึงแยกจอมเทียนสาย 2 เวลา 00.00 - 08.30 น.
•ถนนสุขุมวิท (แยกปริญญา-พัทยาเหนือ-Terminal) เวลา 00.00 - 11.00 น.
•แยกเพ็ชรตระกูล เวลา 00.00 - 11.00 น.
•ถนนพัทยากลาง / พัทยาใต้ เวลา 00.00 - 10.30 น.
•ถนนพระตำหนัก เวลา 00.00 - 10.00 น.

สำหรับแยกจราจรอื่น ๆ ที่เริ่มปิดเวลา 00.00 น. ของวันที่ 20 ก.ค.68
•แยกหนองพอง ปิดถึง 07.00 น.
•แยกเทพพระยา, แยกทัพพระยา, แยกศาลพัทยา ปิดถึง 09.45 น.
•แยกชัยพฤกษ์, แยกวัดบุณย์กัญจนาราม, แยกเทพประสิทธิ์, แยกพัทยาใต้,แยกจอมเทียนสาย 2, แยกปูเป็น ปิดถึง 08.30 - 08.45 น. ทั้งนี้ประชาชนสามารถสอบถามและแจ้งเหตุได้ตลอด 24 ชั่วโมงที่เบอร์ 191 ตำรวจพร้อมดูแลสร้างความเชื่อมั่นและความอุ่นใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top