Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

‘แมนนี่ ปาเกียว’ ขึ้นสังเวียนเสมอ!! ‘มาริโอ บาร์ริออส’ ทำให้ ‘นักรบแอซแทค’ ป้องกันแชมป์โลก เอาไว้ได้

(20 ก.ค. 68) เมื่อใจสั่ง แต่ร่างกายไม่สามารถพุ่งออกไปดั่งใจนึก

‘แพคแมน’ แมนนี่ ปาเกียว ในวัย 46 ปี สู้เต็มที่แต่เสมอ ‘นักรบแอซแทค’ มาริโอ บาร์ริออส

113-115,114-114,114-114 

ทำให้บาร์ริออส ป้องกันแชมป์โลก WBC รุ่นเวลเทอร์เวทเอาไว้ได้ 

ที่สังเวียน เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ แกรนด์การ์เด่นอารีน่า เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา

‘เชียงใหม่’ ของไทย ขึ้นเมืองน่าอยู่อันดับ 1 แซงหน้า ‘เสียมเรียบ’ จาก กัมพูชา

(20 ก.ค. 68) ขอแสดงความยินดีกับชาวเชียงใหม่ อันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย ตามมาด้วย โตเกียว กรุงเทพฯ เสียมเรียบ 

ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก ตอบโต้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

(20 ก.ค. 68) จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากนี้จะไม่เจรจากัมพูชาโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวอีกแล้ว เพราะกลัวโดนอัดเทป ล่าสุดวันที่ 20 ก.ค. 68 สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความตอบโต้แล้ว โดยระบุว่า ...

ผมขอย้ำเตือนทักษิณอีกครั้งว่าผมเองต่างหากที่ไม่อยากคุยกับเขา นับตั้งแต่ลูกสาวของเขาดูถูกเหยียดหยามผม ยิ่งไปกว่านั้น ผมเองก็ไม่มีเจตนาจะคุยกับคนที่มีประวัติอาชญากรรมและกำลังเตรียมถูกดำเนินคดีเพิ่ม ดังนั้นอย่าคิดมาก เพราะการคุยกับคุณไม่มีประโยชน์อะไรกับผมเลย!!

สำหรับข้อสังเกตของผม นับตั้งแต่ทักษิณเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองไทย ประเทศไทยก็ตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ผมไม่อยากพูดถึงคำพูดดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ไทยอย่างรุนแรงของคุณ เพราะมันเป็นการพูดที่น่ารังเกียจและไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ผมต้องพูดถึง เพราะมันทำลายศักดิ์ศรีของสถาบันกษัตริย์ไทย แต่คุณกลับยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณบอกว่าผู้นำกัมพูชาขาดศีลธรรม นี่เป็นการดูหมิ่นอย่างรุนแรง เหมือนกับที่ลูกสาวของคุณดูหมิ่นผู้นำกัมพูชา โดยกล่าวหาว่าเขา (ฮุน มาเนต) ไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งก่อให้เกิดความโกรธแค้นในหมู่ชาวกัมพูชา

ผมอยากถามคุณว่า ถ้าผมขาดคุณธรรม ทำไมคุณถึงพึ่งพาผมมาตลอด 19 ปี (2549-2568) โดยทำตามคำแนะนำของผม และยังเรียกผมว่า “ผู้นำหมายเลข 1” อีกด้วย

คุณยังจำการจัดตั้งพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าร่วมการเลือกตั้งปี 2554 ได้ไหม นอกจากแนวคิดบางอย่างแล้ว ยังมีทฤษฎีหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นทฤษฎีของฮุนเซน ซึ่งผมควรเตือนคุณด้วย

ยังมีอีกหลายสิ่งที่ผมยังไม่ได้กล่าวถึง รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการ

ข้อกล่าวหาที่ว่าท่านเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นเรื่องจริง รวมทั้งกรณีที่ท่านทรยศต่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นความคิดของท่านเองทั้งสิ้น ไม่ใช่ของอุ๊งอิ๊ง 

เผย!! บทสนทนา ถาม-ตอบ ‘ชายชุดดำ’ ที่กัมพูชา ‘ฮุนเซน’ ให้อาวุธสงคราม สนับสนุน ให้ก่อความวุ่นวาย

(20 ก.ค. 68) รองศาสตราจารย์ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ชาวไทย อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ  ชายชุดดำ เวทีคนเสื้อแดง และสมเด็จฮุนเซน โดยมีใจความว่า ...

ผมได้พูดคุยกับ ‘ชายชุดดำ’ อย่างใกล้ชิด โดยมีการสัมภาษณ์ ‘ถาม-ตอบ’ กันที่กัมพูชาดังนี้  

1. เป็นทหารบก ทหารเรือ หรือทหารอากาศ?? 
ปรากฏว่าผิดหมด!! เขาเป็นสามัญชนที่อาสามาร่วมต่อสู้โดยไม่ได้เป็นทหารสังกัดเหล่าทัพใด

2. เมื่อไม่ได้เป็นทหารแล้วเอาอาวุธมาจากไหน??
คำตอบก็คือ ‘เวทีคนเสื้อแดง’ ...เป็นคำตอบที่ทำให้ผมรู้สึกเหนือความคาดหมายมากยิ่งขึ้น

3. ผมต้องถามย้ำเวทีคนเสื้อแดง แล้วเสื้อแดงทำไม จึงมีอาวุธสงครามให้ใช้??
คำตอบก็คือ ‘สมเด็จฮุนเซน’ ให้มาเพื่อการต่อสู้จำนวน 2 ตู้ คอนเทนเนอร์ 
ซึ่งนายจักรภพ เพ็ญแข ก็ยืนยันในข้อเท็จจริง ทำให้เชื่อสนิจใจ จากที่เคยได้ยินมาบ้าง

4. อาวุธมากมายขนาดนี้ น่าจะเพียงพอสำหรับการต่อสู้แบบกองโจร หรือโจมตีแล้วพรางตัวเข้ากับมวลชน สร้างความระส่ำให้กับเจ้าหน้าที่??
คำตอบคือ ไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง เพราะแค่กระสุนหมด จะเบิกกระสุนรอบใหม่ยังต้องจ่ายตัง เลยถอดใจทิ้งอาวุธ และหนีมาอยู่กัมพูชา

5. ก็ไหนบอกว่า ‘เป็นอาวุธที่ฮุนเซนให้มา’ เพื่อช่วยการต่อสู้ เหตุใดจึงต้องซื้อ??
คำตอบคือ ใช่ ‘ฮุนเซน’ ให้มาเพื่อการต่อสู้จริง แต่ ‘คนเสื้อแดง’ เอาไปขายเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองไม่ได้เก็บไว้สำหรับต่อสู้

ผมหวังว่า ‘พี่น้องเสื้อแดง’ ที่ได้อ่านบทความนี้ คงจะกระจ่างถึงสาเหตุแห่งความพ่ายแพ้!!

‘อรรถกร’ เดินหน้า!! โครงการสวนยางอารยเกษตร ส่งเสริมใช้ แก๊สเอทธิลีน ตั้งเป้าหมาย!! ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ให้ชาวสวน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

(20 ก.ค. 68) อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน้าใหม่ เดินทางไปพัทลุงเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการใช้แก๊สเอทธิลีนร่วมกับการติดตั้งระบบน้ำในสวนยางพารา ตามโครงการ ‘สวนยางอารยเกษตร’ ภายใต้แผนงาน ‘พัทลุงโมเดล’ 

โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กรมชลประทาน

อรรถกร กล่าวว่าแนวทางการทำสวนยางแบบ “อารยเกษตร” นั้นเป็นรูปแบบการจัดการสวนยางแนวใหม่ ที่ผสานองค์ความรู้จากงานวิจัย เทคโนโลยีสมัยใหม่ และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สวนยางอย่างยั่งยืน โครงการฯ นี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการระหว่าง กยท. และกรมชลประทาน สะท้อนถึงเป้าหมายในการมุ่งมั่นยกระดับการทำเกษตรกรรมโดยปรับใช้แนวคิดการจัดการสวนยางที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรชาวสวนยางใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความมั่นคงในครัวเรือน โดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อให้สวนยางกลายเป็นแหล่งผลิตที่ให้ทั้งรายได้ อาหาร และความยั่งยืนในระยะยาว

“เป้าหมายหลักของโครงการฯ คือต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และให้ชาวสวนยางมีความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้ “สวนยางอารยเกษตร” จึงไม่ใช่แค่แนวทางในการผลิตยาง แต่คือแนวคิดเชิงระบบที่จะเปลี่ยนรูปแบบการทําสวนยางในประเทศไทยให้ก้าวสู่ความยั่งยืน ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นรากฐานที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต” รมว.อรรถกร กล่าวย้ำ

ทั้งนี้ โครงการนี้จะมีการส่งเสริมการใช้แก๊สเอทิลีนร่วมกับการติดตั้งระบบน้ำในสวนยางพารา “สวนยางอารยเกษตร” พัทลุงโมเดล กยท. ได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมชลประทาน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังบน ในการวางระบบส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยใส เข้าสู่พื้นที่สวนยางอารยเกษตรของเกษตรกร (ในระยะแรก) จำนวน 13 ราย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 80.80 ไร่ โดยระบบน้ำดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในหลากหลายกิจกรรม ทั้งการให้น้ำแก่ต้นยางโดยตรง การให้น้ำแก่พืชแซมยาง และการทำประมงในสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ กยท. ยังสนับสนุนการนำนวัตกรรมแก๊สเอทิลีน มาใช้ในการเพิ่มผลผลิตยางพารา ซึ่งช่วยกระตุ้นให้น้ำยางไหลได้นานขึ้น และส่งผลให้ปริมาณน้ำยางที่กรีดได้เพิ่มขึ้นด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการพัฒนาอาชีพสวนยางอย่าง ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มาเลเซียใช้มาระยะหนึ่งแล้ว

กล่าวสำหรับ ‘พัทลุงโมเดล’ เป็นแนวคิดหรือโครงการต้นแบบในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราโดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยเน้นการยกระดับเกษตรกรชาวสวนยางแบบครบวงจรจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มใช้ที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการปลูกยางในภาคใต้

แนวคิดหลักของ ‘พัทลุงโมเดล’ โดย กยท.

1. รวมกลุ่มเกษตรกร
ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางรวมกลุ่มกันเป็น สถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ชาวสวนยาง เพื่อให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น และเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาและการสนับสนุนจากรัฐได้ง่ายขึ้น

2. แปรรูปยางในพื้นที่
สนับสนุนให้มี โรงงานแปรรูปยางระดับชุมชน หรือ โรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน/ยางแท่ง เพื่อไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง โดย กยท.ช่วยเรื่องเทคโนโลยีและการจัดการ

3. สร้างมูลค่าเพิ่ม
ส่งเสริมการ นำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี มาต่อยอดผลิตภัณฑ์ยาง เช่น การผลิตหมอนยาง, ที่นอนยางพารา, ยางกันกระแทก ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์มีมูลค่าสูง

4. ตลาดนำการผลิต
ใช้แนวทาง ‘ตลาดนำการผลิต’ โดยหาความต้องการของตลาดก่อน แล้วส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาล้นตลาด

5. เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรผสมผสาน
แทรกแนวคิดเกษตรยั่งยืน เช่น ปลูกพืชแซมในสวนยาง หรือทำปศุสัตว์ร่วมกับสวนยาง เพื่อเพิ่มรายได้หลายทาง

ผลที่คาดหวังจากพัทลุงโมเดล
 •เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงจากการทำสวนยาง
 •ลดการพึ่งพาตลาดยางดิบเพียงอย่างเดียว
 •สร้างงานในท้องถิ่นจากกิจการแปรรูปยาง
 •เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด

ความสำคัญ

‘พัทลุงโมเดล’ ถือเป็นต้นแบบที่ กยท. ตั้งใจจะ ขยายผลไปยังจังหวัดอื่น โดยเฉพาะในภาคใต้ ที่มีพื้นที่ปลูกยางจำนวนมาก เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา ตรัง และสุราษฎร์ธานี

แผนของอิสราเอล ในการครอบครอง 40% ของฉนวนกาซ่า

(20 ก.ค. 68) ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นักวิชาการชาวไทย ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ แผนของอิสราเอล โดยมีใจความว่า ...

อิสราเอลเสนอแผนเจรจาหยุดยิงโดยเสนอเรียกร้องที่จะครอบครองประมาณ 40% ของฉนวนกาซ่า รวมถึงเมืองราฟาห์ทั้งหมดด้วย

แผนนี้รวมถึงการตั้งทหารของอิสราเอลในบางส่วนของเมืองกาซ่าตะวันออก ราฟาห์ บีท-ลาเฮีย บีท-ฮานูน ข่าน ยาอูน และพื้นที่ชายแดนลึกถึง 3 กิโลเมตร

ในเขตราฟาห์เป็นการวางแผนเพิ่มความหนาแน่นของประชากรที่เป็นผู้อพยพ เพื่อใช้เป็นแนวทางให้มีการโยกย้ายเกิดขึ้นในลักษณะบังคับชาวปาเลสไตน์

ซึ่งตามแผนนี้ 40% ของฉนวนกาซ่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของอิสราเอล และชาวปาเลสไตน์กว่า 700,000 คนจะถูกห้ามกลับบ้านของพวกเขาโดยทันที

อิสราเอลยังต้องการสร้างเขตพื้นที่ลำเลียงและค่ายกักกันซึ่งในอนาคตอาจกลายเป็นแหล่งกักขังและศูนย์เนรเทศที่ใหญ่ที่สุด

‘จีน’ ควบคุม!! แม่น้ำพรหมบุตร ในรัฐอัสสัม ‘อินเดีย’ ถึงคราว!! หายใจติดเขื่อน

(20 ก.ค. 68) ในขณะที่อินเดียเคยข่มปากีสถานด้วย “ก๊อกน้ำอินดัส” เมื่อเมษาฯ ที่ผ่านมา วันนี้ดูเหมือนฟ้าจะหมุนก๊อกคืน เมื่อจีนเริ่มสร้างเขื่อนพลังน้ำใหญ่ที่สุดในโลกบนแม่น้ำยาร์ลุงซางโป – ต้นน้ำของแม่น้ำพรหมบุตร ซึ่งไหลผ่านรัฐอรุณาจัลประเทศของอินเดีย และจบที่บังกลาเทศ จีนเรียกมันว่า “พลังสะอาด” อินเดียเรียกมันว่า “ภัยคุกคามที่สะอาดเกินไป”

โครงการนี้ใช้งบกว่า 264,000 ล้านบาท แซงหน้าเขื่อนสามโตรก และผลิตไฟฟ้าเลี้ยงได้ถึง 300 ล้านคนต่อปี แต่ที่ทำให้เดลีเหงื่อตกไม่ใช่กำลังไฟฟ้า...แต่คือพิกัดเขื่อนที่ห่างพรมแดนอินเดียเพียง 30 กิโลเมตร

อินเดียห่วงว่าจีนจะ “กั๊กน้ำไว้ใช้เอง” หรือร้ายกว่านั้น — “ปล่อยน้ำลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย” ยามมรสุม เพื่อก่อหายนะน้ำท่วมซ้ำในรัฐอัสสัม เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2560 ที่จีนหยุดให้ข้อมูลน้ำระหว่างเผชิญหน้าที่ดอกลัม ผลคือ คนตาย 70 ไร้ที่อยู่ 400,000 คน

จีนจ้องตาอินเดีย พร้อมรอยยิ้มที่ซ่อนฝาย

Victor Gao นักวิชาการปักกิ่งส่งสารด้วยรอยยิ้มเฉือนคอว่า
> “อย่าขวางน้ำที่คุณควบคุมไม่ได้ – คนกลางน้ำควรก้มศีรษะให้คนต้นน้ำ”
อินเดียเคยคุยโวกับปากีสถานว่าจะ “หยุดน้ำอินดัสถ้าเจอยั่วยุ” วันนี้จีนทำจริง…แต่กับอินเดียเอง
แม่น้ำเดียวกัน สองมาตรฐาน

ตอนอินเดียขู่ปากีสถาน โลกเงียบ — แต่เมื่อจีนสร้างเขื่อน อินเดียเรียกร้อง “สนธิสัญญาแบ่งปันน้ำที่เป็นธรรม” ให้โลกรับรู้ แต่ดูเหมือนใคร ๆ ก็จำได้ดีว่า อินเดียเพิ่งระงับสนธิสัญญาน้ำ IWT กับปากีสถานเมื่อ 3 เดือนก่อน

โพสต์บน X เยาะเย้ยว่า
> “อินเดียหัวเราะปากีสถานเรื่องน้ำ — ตอนนี้ใครเป็นฝ่ายสำลัก?”
อีกโพสต์หนึ่งบอกตรง ๆ ว่า
> “เขื่อนยาร์ลุงซางโป คือมรณะสายน้ำสำหรับความทะเยอทะยานด้านเกษตรของอินเดีย”
เพราะพรหมบุตรเลี้ยงน้ำ 30% ของอินเดีย และหล่อเลี้ยงไฟฟ้ากว่า 44% ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ — แม่น้ำสายนี้ไม่ต่างจาก “เส้นเลือดแดงแห่งอารยธรรมฮินดู” ที่ตอนนี้กำลังถูกควบคุมโดยปักกิ่ง
อินเดียดิ้น แต่ยังไม่ทันตัดสาย

เดลียื่นข้อเรียกร้องให้จีนลงนามในสนธิสัญญาน้ำอย่างโปร่งใส และประกาศจะสร้างเขื่อน 12 แห่งในอรุณาจัลเป็น “ยาแรง” ตอบโต้ แต่โลกต่างรู้ดีว่า เขื่อนบนต้นน้ำหนึ่งแห่งที่จีนสร้าง…มักเปลี่ยนภูมิศาสตร์การต่อรองทั้งลุ่มน้ำได้เสมอ

ดินแดนที่เคยข่มคนปลายน้ำ วันนี้อาจต้องคุกเข่าร้องขอน้ำจากเขื่อน

จีนไม่ได้สร้างแค่เขื่อน — เขาสร้างยุทธศาสตร์น้ำที่ลึกเหมือนแคนยอนยาร์ลุงซางโป และอินเดีย…อาจเพิ่งเข้าใจสัจธรรมนี้:
> “อย่าขุดหลุมฝังคนอื่น เพราะบางที...หลุมนั้นอาจกลายเป็นอ่างเก็บน้ำของเขา”

‘มกธ.’ ร่วมกับ ‘สกร.’ จัดงานขับเคลื่อนผลการดำเนินงาน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ‘BTU NEXT’

(20 ก.ค. 68) ณ ศูนย์ปฏิบัติการการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี  โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) ให้การสนับสนุนและขับเคลื่อนโครงการอย่างเต็มที่ เพื่อเปิดประตูการศึกษายุคใหม่ให้กับนักเรียนและนักศึกษาทั่วประเทศ ร่วมกับ  กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) โดย นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จัดงานขับเคลื่อนผลการดำเนินงานตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้คณะครูและนักศึกษาจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชน (สกร.) ทั้ง 50 เขตในกรุงเทพมหานคร ได้รับข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา

ซึ่งพิธีการเปิดงานอย่างเป็นทางการ ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา เป็นประธานในพิธีร่วมกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน พร้อมด้วย ดร.ยุพิน บัวคอม รองอธิการบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  ร่วมกดปุ่มเปิด “Start the 30-Day Learning Registration Period @BTU” สู่การเริ่มต้นแห่งโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต อันเป็นสัญลักษณ์เริ่มต้นโครงการ ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้รับชมวีดิทัศน์แนะนำมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และสถาบันการศึกษาทางไกล ตามด้วยกิจกรรมพิเศษ "Idol สกร." ที่ผู้เข้าร่วมจะได้พบปะกับผู้ประสบความสำเร็จจากศิษย์เก่า สกร. และกิจกรรม "BTU NEXT" ที่ผู้เข้าร่วมจะได้พบกับวาไรตี้ทอล์คโดยทีมผู้อำนวยการหน่วยงานและคณะอาจารย์ที่ดูแลนักศึกษา สกร. โดยตรงพร้อมช่วงถาม-ตอบสำหรับทุกคำถามที่ผู้เข้าร่วมสนใจปิดท้ายด้วยการชมนิทรรศการด้านการศึกษาต่อโดยทีมงานจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

บรรยากาศภายในงานมีการจัดแสดงผลงานผ่านบูธต่างๆ ประกอบด้วย บูธคณะบริหารธุรกิจ บูธคณะรัฐศาสตร์ บูธสถาบันทางไกลมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และบูธกิจกรรมต่างๆ อาทิ บูธถ่ายภาพ 360 องศา สำหรับโพสต์ลงเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม และจุดเช็กอินพร้อม Standy นักกีฬาดาวเด่นของมหาวิทยาลัย การจัดงานในครั้งนี้สำหรับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนทั้ง 50 เขต สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองหน่วยงานในการเป็นแรงผลักดันสำคัญของระบบการศึกษาไทย ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและการนำเทคโนโลยีการเรียนรู้สมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและตอบโจทย์ต่อผู้เรียนในทุกระดับส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในระบบการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

พล.ต.อ.วิระชัย ก่อเหตุ!! เปิดศึกสายเลือด ชิงอำนาจบริษัทหมื่นล้าน บุก!! ขโมยเอกสารบริษัทขณะบวช ชี้!! ร้ายแรงเท่ากับ การเสพเมถุน

(20 ก.ค. 68) พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อดีตรองผบ.ตร. งานเข้าอีกแล้ว โดนบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานหมุนเวียน 2 แห่ง ส่งฝ่ายกฎหมายแจ้งความ สน.บางรัก ข้อหาลักทรัพย์ สัญญาซื้อขาย และเอกสารสำคัญอื่นๆ ของบริษัท

ที่พีคมากก็คือ หลักฐานภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด ของบริษัท เผยให้เห็นว่า พล.ต.อ.วิระชัย ลงมือก่อเหตุ ในขณะบวชเป็นพระ เลยทีเดียว ตามหลักพุทธศาสนา เท่ากับว่าในขณะนั้น พระวิระชัย ต้องปาราชิก ขาดจากความเป็นพระไปเรียบร้อยแล้ว เพราะการลักทรัพย์ ถือเป็นโทษที่ ร้ายแรงเท่ากับการเสพเมถุน

ท่ามกลาง กระแสข่าวพระราคะครองเมือง ก่อเรื่องเสพสีกา โกงเงินวัด เต็มไปหมด ไปๆมาๆ ดันมีอดีต บิ๊กตำรวจที่ไปบวชเป็นพระ ส่อว่าไปกระทำผิดวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรงไม่แพ้กัน แล้วอะไรคือแรงจูงใจ ให้พระภิกษุ ต้องบุกไป ฉกเอกสาร สำคัญของบริษัทดังกล่าว?
เรื่องของเรื่องก็คือ พล.ต.อ.วิระชัย ก็เป็นหนึ่งในเจ้าของบริษัททั้งสอง โดยถือหุ้นอยู่ ประมาณ 22%

อันส่งผลให้เขาเคยมีฉายาว่า ตำรวจหมื่นล้าน มีทรัพย์สมบัติ ติด 50 อันดับ เศรษฐีเมืองไทย
พออกหักจากชีวิตราชการ ไม่สามารถขึ้นเป็น ผบ.ตร. อย่างที่หวัง อันเนื่องจาก ดันไปเดินทางผิดกับบิ๊กโจ๊ก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล จนจูงมือลงเหวไปด้วยกัน

พล.ต.อ.วิระชัย ก็เป็นกระแสข่าวฮือฮา เมื่อลาบวช พร้อมประกาศว่า จะเป็นการบวชตลอดชีวิต หลังจากที่เคย บวชๆ สึกๆ มาแล้วหลายครั้งกลายเป็นชายหลายโบสถ์ เวลามีสื่อไปสัมภาษณ์ ก็บอกว่า ชีวิตได้พบความสุขแท้จริงแล้ว ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ สามารถปล่อยวางธุรกิจ 10,000 ล้านให้ลูกๆ ดูแล
จากวัดในกรุงเทพฯ พระวิระชัย ย้ายไปจำวัดที่วัดพุทธเมตตาบุญญานุภาพ อ.เถิน จ.ลำปาง เพราะที่นั่นมีพระอาจารย์กิตติเชษฐ์ ซึ่งเป็นตำรวจเก่าเหมือนกัน เป็นเจ้าอาวาส โดยพระอาจารย์กิตติเชษฐ์ จบ นรต.รุ่น 38 เป็นรุ่นน้องของ พระวิระชัย 1 รุ่น

เมื่อพระอาจารย์กิตติเชษฐ์ ย้ายมาเปิดที่พักสงฆ์ ธรรมสถานมูลนิธิพุทธมหาเมตตา อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา พระวิระชัยก็ติดตามมาด้วย
ภายใต้บุคลิกที่ดูเคร่งน่าเลื่อมใส แต่มีคนน้อยมาก ที่จะรู้ความจริงว่า แท้จริงแล้ว พระวิระชัย อยู่ในสภาพ ผ้าเหลืองร้อนรุ่มอยู่เนืองๆ โดยคนหนึ่งที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุดก็คือ

น.ส.จิรฐา ดำเนินชาญวนิชย์ ภรรยาเก่าของพระวิระชัยนั่นเอง อดีตเธอเป็น ลูกสาวของเสี่ยกิตติ ดำเนินชาญวนิชย์ เจ้าของ สวนป่ากิตติ และผู้ก่อตั้งบริษัทกระดาษดับเบิลเอ

ส่วนผู้เป็นสามีอย่าง พล.ต.อ.วิระชัย ก็เหมือนหนูตกถังข้าวสาร ฉายาตำรวจหมื่นล้าน ได้มา จากฐานะของฝ่ายภรรยาล้วนๆ ปัจจุบัน น.ส.จิรฐา นั่งเป็นประธานบริษัท ช่วยกันบริหารบริษัท ร่วมกับ ลูกชายที่เกิดกับพล.ต.อ.วิระชัย รวม 3 คน

ช่วงที่บวชอยู่ พระวิระชัย ก็เคลื่อนไหวเงียบๆ ตลอดมา จะขอมาคุมบริษัทเอง แต่ถูกต่อต้านจากภรรยาเก่า ขณะที่ลูกๆ ของเขา ก็เลือก ยืนข้างแม่กันทุกคน เพื่อกล่อมให้พระวิระชัย เลิกล้ม ความตั้งใจที่จะมายุ่งกับบริษัท ภรรยาเก่าถึงกับสั่งให้จ่ายเงินเดือนให้ถึงเดือนละ 1 ล้านบาทฟรีๆ โดยไม่ต้องทำงานใดๆ แต่เงินเดือน 1 ล้าน ไม่พอซื้อใจพระวิระชัย ซึ่งเขาลงมือก่อเหตุบุกเข้าไปในบริษัท ใจกลางกรุง ทั้งที่ยังมีจีวรคลุมร่าง ไปนำเอกสารสำคัญของบริษัทออกมา คงเป็นเพราะต้องการมีอำนาจในบริษัท

ขณะที่ทางบริษัทก็ทราบดี แต่เก็บหลักฐานคลิปภาพเหตุการณ์ไว้นาน เพิ่งจะมาปล่อยออกสื่อเป็นหมัดน็อก เมื่อส่งฝ่ายกฎหมาย เอาผิดคดีอาญา พระวิระชัย สึกราวเดือนเมษายนปีนี้ แต่ระหว่างที่ พระวิระชัยยังห่มเหลืองอยู่นั้น อดีตภรรยาซึ่งรู้จักกับ พระผู้ใหญ่มากมาย ก็ได้ร้องเรียน พฤติกรรมของพระวิระชัย ที่ยังไม่ยอมอยู่สงบๆ เพื่อให้พระผู้ใหญ่ กล่อม ให้พระวิระชัย สึกไป เมื่อยอมสึกออกมา พล.ต.อ.วิระชัย ก็ลุยร้องเรียนต่อคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. จนบริษัทถูกสอบสวน เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย นำมาสู่การแตกหัก แจ้งจับและเปิดโปงกันแบบ ไม่ไว้หน้าอีกต่อไป

ยูเครนเดินเกมถล่มรัว!! ส่งโดรนโจมตีหลายเมืองใหญ่ในรัสเซีย กระทบ 4 สนามบินต้องปิดชั่วคราว เที่ยวบิน 140 ไฟลต์ถูกยกเลิก

(21 ก.ค. 68) สนามบินใหญ่ในกรุงมอสโก 4 แห่ง ได้แก่ เชเรเมเตียโว (Sheremetyevo), โดโมเดโดโว (Domodedovo), วนูกอวอ (Vnukovo) และซูโคฟสกี (Zhukovsky) ต้องปิดชั่วคราว หลังรัสเซียถูกโจมตีด้วยโดรนจากยูเครนอย่างต่อเนื่อง มีโดรนกว่า 230 ลำถูกสกัดทั่วประเทศ รวมถึง 27 ลำเหนือกรุงมอสโก ส่งผลให้เที่ยวบินกว่า 140 ไฟลต์ถูกยกเลิก และกว่า 130 ไฟลต์ต้องเปลี่ยนเส้นทาง

นอกจากมอสโก สนามบินในแคว้นคาลูกาทางตะวันตกเฉียงใต้ก็ได้รับผลกระทบ โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียเผยว่าสกัดโดรนได้ 45 ลำในพื้นที่นี้ ขณะที่โดรนจากยูเครนยังถูกสอยในเมืองชายแดนอย่างรอสตอฟ บรียานสก์ และเหนือน่านน้ำทะเลดำ

นอกจากนี้ รัสเซียยังคงโจมตียูเครนทางอากาศต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 รายในหลายภูมิภาค รวมถึงโดเนตสค์ ซูมี คาร์คิฟ และดนีโปรเปตรอฟสค์ ด้านยูเครนระบุว่าสามารถยิงโดรนของรัสเซียตกได้ 18 จากทั้งหมด 57 ลำในคืนวันเสาร์

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เสนอเปิดการเจรจารอบใหม่กับรัสเซีย พร้อมแสดงความพร้อมพบปูตินแบบตัวต่อตัว ด้านโฆษกเครมลินย้ำว่ารัสเซียยังต้องการสันติภาพ แต่จะไม่หยุดยั้งจนกว่า “เป้าหมาย” จะบรรลุ ขณะที่ทรัมป์ประกาศส่งอาวุธขั้นสูงให้ยูเครน และขู่เก็บภาษีรัสเซียหากไร้ข้อตกลงภายใน 50 วัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top