Wednesday, 10 June 2026
NewsFeed

OR ขอแสดงความเสียใจ กรณีเหตุการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันเสียหาย – มีผู้คนบาดเจ็บและเสียชีวิต

จากเหตุการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ส่งผลให้สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิชชา ปิโตรเลียม ต.บ้านผือ ได้รับความเสียหาย รวมทั้งมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากเหตุการณ์ดังกล่าวนั้น

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น และขอส่งกำลังใจให้แก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บรวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว

OR ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของลูกค้า พนักงาน และชุมชนโดยรอบ และพร้อมปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยที่ภาครัฐกำหนด เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อการฟื้นฟูในลำดับต่อไป

OR ขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว 

พบแล้ว!! ซากเครื่องบินโดยสารรัสเซียตกใกล้ชายแดนจีน ผู้โดยสาร-ลูกเรือรวม 49 ราย ไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบผู้รอดชีวิต

(24 ก.ค. 68) เครื่องบินโดยสารรุ่น Antonov An-24 ของสายการบินอังการา ซึ่งมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 49 คน ตกในพื้นที่ตะวันออกไกลของรัสเซีย ใกล้ชายแดนจีน เบื้องต้นไม่มีผู้รอดชีวิต โดยกระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินของรัสเซียเผยว่า ซากเครื่องบินถูกพบในสภาพไฟลุกไหม้ในแถบแคว้นอามูร์ ระหว่างมุ่งหน้าลงจอดที่เมืองทินดา ประเทศรัสเซีย

เฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของหน่วยงานการบินพลเรือนตรวจพบซากเครื่องในสภาพถูกเพลิงเผาไหม้ กระจัดกระจายเป็นเศษซากอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ขณะที่รายงานเบื้องต้นระบุว่าบนเครื่องมีผู้โดยสาร 43 คนในนั้นเป็นเด็ก 5 คน และลูกเรืออีก 6 คน

สำนักข่าว TASS รายงานว่าอุบัติเหตุอาจเกิดจากความผิดพลาดของนักบินในช่วงลงจอด ท่ามกลางสภาพอากาศเลวร้ายและทัศนวิสัยต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่มักพบได้บ่อยในภูมิภาคห่างไกลของรัสเซีย โดยเฉพาะบริเวณใกล้แถบอาร์กติกและตะวันออกไกล

แม้รัสเซียจะพยายามยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินในช่วงหลัง แต่ยังคงเกิดอุบัติเหตุในภูมิภาคห่างไกลอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับเครื่องบินรุ่นเก่า ซึ่งย้อนกลับไปปี 2021 ก็เคยมีเหตุเครื่องบิน Antonov An-26 ตกในพื้นที่ตะวันออกไกล ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมดเช่นกัน

เชียงใหม่-ขนส่งเชียงใหม่ เชิญร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวย หมวดอักษร งย “เงินทองมั่งคั่ง ธุรกิจยั่งยืน” 

สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่จัดประมูลป้ายทะเบียนรถเลขสวย หมวดอักษร งย ประมูลทางวาจาและ ทางอินเทอร์เน็ต ในวันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม 2568  ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่

นายมานพ พุทธวงค์ ขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ จัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถสวย ของจังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7  คน (รถเก๋ง) ครั้งที่ 36  หมวดอักษร งย “เงินทองมั่งคั่ง ธุรกิจยั่งยืน” จำนวน 301 หมายเลข โดยการประมูลทางวาจา (เคาะไม้) และทางอินเทอร์เน็ต ที่เว็บไซต์ www.tabienrod.com โดยสามารถลงทะเบียน เลือกเลขและเสนอราคา ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันปิดการประมูล ในวันเสาร์ ที่ 2 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์ประชุม นานาชาติเอ็มเพรส โรงแรมดิเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เวลา  09.00 น. เป็นต้นไป

แผ่นป้ายทะเบียนรถที่จะนำออกประมูลเป็นแผ่นป้ายภาพ
กราฟฟิค มีสีสันสวยงาม มีเอกลักษณ์และความหมายบ่งบอกความเป็นจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำขวัญจังหวัดเชียงใหม่ “ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์” ซึ่งจะสื่อความหมายของจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นจังหวัด ที่มีความเจริญรุ่งเรือง สงบ ร่มเย็น ประชาชนมีความสุขโดยถ้วนหน้า อันจะส่งผลให้ผู้ที่ครอบครองป้ายดังกล่าว จะมีแต่ความเจริญ เป็นสิริมงคล รถที่ใช้อยู่จะนำพาให้มีทรัพย์สินเพิ่มพูน เงินทองมั่งคั่ง ด้วยการประกอบ อาชีพที่มั่นคงและธุรกิจที่ยั่งยืน

นายมานพ กล่าวด้วยว่า การจัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถเลขสวยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง) หมวดอักษร งย ในครั้งนี้เป็นการประมูลทางวาจาและทางอินเทอร์เน็ต ที่เว็บไซต์ www.tabienrod.com เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมการประมูลอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกัน ด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยรายได้ทั้งหมดนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เพื่อนำไปสนับสนุนและส่งเสริม ด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถ ใช้ถนน ถือเป็นการทำบุญสร้างกุศลอีกทางหนึ่งด้วย

ขอเชิญชวนชาวจังหวัดเชียงใหม่และผู้สนใจทั่วไปให้เข้าร่วมประมูล หมายเลขทะเบียนรถเลขสวยได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และปิดการประมูลในวันเสาร์ ที่ 2  สิงหาคม 2568 ตั้งแต่ เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งผู้ชนะการประมูลนอกจากจะได้เลขทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์แล้วยังถือเป็นการได้ทำบุญสร้าง กุศลอีกด้วย ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายทะเบียนรถ 061 268 2266 , 061 270 5454 หรือ Call Center 1584

พิษณุโลก เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer)

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เวลา 09.00 น. พลตรี สมบัติ บุญกอแก้ว เสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

กองทัพภาคที่ 3 จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เชี่ยวชาญระบบ LOGSMIS (Train The Trainer) ประจำปีงบประมาณ 2568 ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 เพื่อสนับสนุนงานส่งกำลังบำรุงของกองทัพบก โดยมีเป้าหมายหลักคือ การสร้างความยั่งยืนของสายงานส่งกำลังบำรุง โดยการนำระบบสารสนเทศ LOGSMIS มาใช้ และมีการฝึกอบรม "Train the Trainer" เพื่อให้บุคลากรภายในองค์กรมีความรู้ความสามารถ และนำไปขยายผลในการใช้งานระบบสารสนเทศสายงานส่งกำลังบำรุง ให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 

ปรีชา นุตจรัส รายงาน ข่าวพิษณุโลก

กองทัพไทย เปิดปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” ตอบโต้กัมพูชา ทั้งภาคพื้นดิน-อากาศ ลั่นพร้อมบดขยี้!! ผู้เหยียบย่ำรุกลํ้าแผ่นดินไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพไทยเปิดยุทธการ “ยุทธบดินทร์” (Yuttha Bodin) ตอบโต้กัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยไทย ด้วยการใช้กำลังทั้งทางบกและอากาศ พร้อมประกาศชัด “บดขยี้ทุกผู้ที่เหยียบย่ำแผ่นดินไทย” โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ รับหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์

ชื่อปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” มาจาก “ยุทธ” หมายถึง การรบ และ “บดินทร์” หมายถึงแผ่นดิน สื่อถึงการรบเพื่อปกป้องแผ่นดินอย่างถึงที่สุด พร้อมคำขวัญว่า “เพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชน เพื่อศักดิ์ศรีไทย” ย้ำความชอบธรรม และเด็ดขาดในการตอบโต้

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ไทยตอบโต้การโจมตีของกัมพูชา 
• ช่องบก ทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลัง
• ช่องอานม้า F16 ทิ้งไข่ที่ตั้งกำลังกัมพูชา
• พื้นที่ซำแต อ.กันทรลักษ์ ใช้รถถังเข้าตีเพื่อยึดพื้นที่
• จุดตรวจการณ์ภูผี ตรงข้ามปราสาทโดนตวล ใช้ F-16 ช่องตาเฒ่า
• จุดตรวจการณ์เขาสัตตาโสม ทำลายรถถังกัมพูชาได้จำนวน 2 คัน
• เขาพระวิหาร วัดแก้วฯ ใช้รถถังระดมยิง ส่งทหารราบเข้ายึด
• ภูมะเขือ ปัจจุบันสามารถทำลายกระเช้าส่งกำลังได้บางส่วน
• ช่องจอม โจมตีกันไปมา
• พื้นที่ปราสาทตาควาย กัมพูชาวางกำลัง ฝ่ายไทยเข้าตีระลอกที่ 2
• พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ไทยวางกำลัง กัมพูชาพยายามเข้าตี

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ไทยมีสิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล พร้อมเฝ้าระวังและตรึงกำลังต่อเนื่อง เพื่อปกป้องประชาชนและความมั่นคงของชาติอย่างถึงที่สุด 

นราธิวาส-ผู้ว่าฯ นรา ร่วมแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด พร้อมขยายผลเครือข่าย ตรวจยึดของกลางยาบ้ากว่า 7 แสนเม็ด ยึดทรัพย์มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท 

(24 ก.ค.68) ที่ตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ตำบลโคกเคียน อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ,พ.ต.อ.กีรติ แวยูโซ๊ะ รอง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส นายอนิรุทร บัวอ่อน ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโกลก แถลงข่าวความคืบหน้าจับกุมยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส จับกุมและตรวจยึดยาบ้าจำนวน 670,000 เม็ด ยึดทรัพย์มูลค่า1,500,000 บาท

ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จังหวัดนราธิวาสได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลในการเปิดปฏิบัติการ “NO Drugs NO Dealers” เพื่อมุ่งมั่นแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ โดยบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ความมั่นคง ตำรวจ ทหาร และภาคีเครือข่าย และภาคประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมร่วมปฏิบัติการสอดส่องดูแลแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติด โดยเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2568 

เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่าจะมีการนัดส่งมอบยาเสพติดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส จึงได้รายงานให้รับทราบและได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดชุดเข้าทำการจับกุม จนขยายผล ตรวจยึดยาบ้า ได้จำนวนทั้งสิ้น 678,000 เม็ด ทั้งนี้การขยายผบจับกุมในครั้งนี้ เป็นผลจากระดมสรรพกำลังเพื่อขับเคลื่อนนโยบายในการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  จนนำไปสู่ปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จับกุม ทำลายโครงสร้างเครือข่ายกระบวนการผู้ค้ายาเสพติดได้ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในการบูรณาการร่วมกันของทุกฝ่าย ว่าจะสามารถแก้ไขและปราบปรามปัญหายาเสพติดในพื้นที่ให้หมดสิ้นไปได้อย่างแท้จริง

ด้านพล.ท.กฤษฎา แก้วจันดี รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ได้แถลงในส่วนของคดีว่า การปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ชุดปฏิบัติการพิเศษ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ดำเนินการสืบสวนและติดตามพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด กระทั่งสามารถนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายยาเสพติดได้สำเร็จ โดยพฤติการณ์และการขยายผลในการจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากวันที่ 22 ก.ค.2568 เวลาประมาณ 15.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลยาเสพติดและตรวจยึดทรัพย์สินตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ได้รับแจ้งจากสายว่าจะมีการนัดส่งมอบยาเสพติดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 

จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนจัดชุดเข้าทำการจับกุม พบมีรถยนต์เก๋งต้องสงสัยลักษณะมีพิรุจจอดอยู่บริเวณบนถนน บูเก๊ะสามี ม.7 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลฯ จึงได้เข้าตรวจสอบพบ นางสาว อซูรา เจ๊ะมิ ภายในบ้านพักพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เป็นคนขับรถยนต์คันดังกล่าว และมีถุงกระดาษวางอยู่ข้างเบาะคนขับจึงแสดงตัวขอเข้าทำการตรวจสอบพบของกลางยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวน 8,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ถุงกระดาษวางอยู่ข้างเบาะคนขับ 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดขยายผลฯ ได้ทำการขยายผลได้ทำการขยายผลจนทราบว่ามีการเก็บซุกซ่อนยาเสพติด (ยาบ้า) อีกจำนวนมาก จึงได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าทำการตรวจสอบ บ้านเช่าซึ่งมีลักษณะเป็นแหล่งซุกซ่อนยาเสพติด ในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ผลปรากฏพบของกลางยาเสพติด (ยาบ้า) จำนวนประมาณ 670,000 เม็ด เจ้าหน้าที่ตำรวจชุด ขยายผลฯ จึงแสดงตัวเข้าจับกุมพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับกุมทราบว่ามีความผิดฐาน “จำหน่ายยาเสพ ติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) โดยการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือ ความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป พร้อมยึดของกลาง ประกอบด้วย ยาบ้า 678,000 เม็ด รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ Nissan สีขาว ป้ายทะเบียน งน 6560 สงขลา 1 คัน โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ Oppo Reno 8 จำนวน 1 เครื่อง และจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 1 ราย คือ น.ส.อซูรา (นามสมมุติ)และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่มีส่วน เกี่ยวข้องอีกจำนวนหลายราย และรวมยึดทรัพย์สินตาม พรบ.ยาเสพติด มูลค่า1,500,000 บาท

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินการขยายผลการสอบสวน เพื่อสืบหาผู้ร่วมขบวนการและเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม โดยถือเป็นคดีสำคัญที่ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างร้ายแรง จึงขอความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมที่ผิดปกติหรืออาจเกี่ยวข้องกับยาเสพติด สามารถแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันที เพื่อร่วมกันสร้างความปลอดภัย และขจัดปัญหายาเสพติดออกจากชุมชนอย่างยั่งยืน

“มุกดาหารเดินหน้าสกัดยาเสพติด! ดึงผู้ประกอบการโลจิสติกส์ไทย–ลาว ผนึกกำลังหยุดภัยร้ายผ่านพัสดุ 

(23 ก.ค. 68) ที่ห้องประชุมแสงสิงแก้ว สถานีตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร นายรณรงค์ เทพรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการป้องกันและสกัดกั้นยาเสพติดให้กับผู้ประกอบการขนส่งโลจิสติกส์ไทย–ลาว โดยมี พล.ต.ต.ไพโรจน์ ไทยพุทรา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดมุกดาหาร และนางสาวนุชนีย์ จันทนุช ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ส. ภาค 4 เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางการปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พร้อมส่งเสริมการขนส่งพัสดุอย่างปลอดภัย โดยนางสาวนุชนีย์ได้ชี้แจงข้อมูลสำคัญและแนวทางปฏิบัติแก่ผู้ประกอบการจากหลายพื้นที่ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้เล็ดลอดผ่านระบบขนส่ง

โครงการนี้จัดขึ้นภายใต้นโยบายของรัฐบาล “No Drugs No Dealers” และนโยบาย “Seal Stop Safe” ของจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งเน้นการบูรณาการกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง

ต่อมาในเวลา 15.00 น. คณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพัสดุ ณ ที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดมุกดาหาร ถนนพิทักษ์พนมเขต อำเภอเมืองมุกดาหาร โดยมีการสาธิตการตรวจสอบพัสดุต้องสงสัยด้วยเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียดโดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพัสดุของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของหน่วยงานในการรับมือกับปัญหายาเสพติดบริเวณพื้นที่ชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพ                    

ภาพ​/ข่าว​ เด​วิท​ โชคชัย​ มุกดาหาร​ รายงาน​ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัด “โครงการฝึกอบรมการสร้างสถานการณ์จำลองสำหรับครูฝึก (Reality Scenario)” เสริมเขี้ยวเล็บครูฝึกทั่วประเทศ เน้นฝึกจริง สอนจริง รับมือสถานการณ์จริง ลดความสูญเสียตำรวจด่านหน้า

(24 ก.ค. 68) สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดให้มีการฝึดอบรม “โครงการฝึกอบรมการสร้างสถานการณ์จำลองสำหรับครูฝึก (Reality Scenario)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ศูนย์ฝึกยุทธวิธีตำรวจกลาง ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 โดย พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ/ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปป.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา/หัวหน้าคณะทำงานด้านประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจงานป้องกันปราบปราม ศปป.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมและสังเกตการณ์การฝึกอบรม พร้อมให้คำแนะนำและมอบนโยบายแก่ครูฝึกและผู้เข้ารับการฝึกอบรม

สำหรับโครงการฝึกอบรมครั้งนี้ มุ่งสร้างกำลังครูฝึกคุณภาพจากทั้ง 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ครูฝึกตำรวจจากกองบัญชาการต่างๆ ที่จะนำความรู้ไปถ่ายทอดสู่ตำรวจผู้ปฏิบัติตามสถานีตำรวจทั่วประเทศ และครูฝึกประจำศูนย์ฝึกตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่นักเรียนนายสิบและตำรวจใหม่ในศูนย์ฝึก

เนื้อหาการฝึกอบรมครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจแนวหน้าอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้เรื่องอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิและข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่ การใช้กำลังอย่างเหมาะสมโดยยึดหลักความจำเป็นและความสมเหตุสมผล ตลอดจนแนวทางปฏิบัติของ First Responder หรือผู้เผชิญเหตุคนแรก ซึ่งต้องสามารถประเมินสถานการณ์ รายงาน และตอบโต้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ผู้เข้ารับการฝึกยังได้เรียนรู้เทคนิคการแบ่งบทบาทระหว่างฝ่ายคุ้มกัน (Cover) และฝ่ายสื่อสารหรือควบคุมเหตุการณ์ (Contact) การควบคุมและจับกุมผู้ต้องหา การใส่กุญแจมืออย่างถูกวิธีและปลอดภัย ตลอดจนวิธีการแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกควบคุมตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีประสิทธิภาพ และเคารพสิทธิมนุษยชน

พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการนำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางพัฒนาเนื้อหาการฝึกให้รัดกุม สมจริง และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ปฏิบัติ

กาฬสินธุ์- รับเหมา 7 ชั่วโคตรทิ้งงานทำชาวบ้านผวาดินสไลด์  โยธาฯ ยืนยันทำดีที่สุดเพื่อประชาชน

(24 ก.ค. 68) ชาวบ้านอาศัยติดตลิ่งริมน้ำจุดก่อสร้าง 7 ชั่วโคตร ผวาหนักน้ำลำพานขึ้นหวั่นกัดเซาะทำตลิ่งพังกลืนบ้านเรือนประชาชน เรียกร้อง กรมโยธาฯ จัดงบก่อสร้าง-เรียกเงินคืนจากรับเหมา ขณะที่ โยธาฯคุมเข้มก่อสร้างท่อระบายน้ำเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมแจงดราม่า ปลูกหญ้า-ปูถนน เป็นการคืนผิวจราจรให้ประชาชนเพื่อความปลอดภัยย้ำทำดีที่สุด ด้านผู้ตรวจและคณะธรรมาภิบาลเดินหน้าสอดส่องเผยปัญหา 7 ชั่วโคตรทำดีที่สุดแล้วต่อไปขึ้นอยู่กับ กรมโยธาฯ ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับผู้รับจ้างทิ้งงาน

จากกรณี กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่ จ. กาฬสินธุ์ จำนวน 8 โครงการ ครอบคลุมถึง 3 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมืองกาฬสินธุ์  5 โครงการ อ.ฆ้องชัย 2 โครงการ และ อ.กมลาไสย 1 โครงการ  งบประมาณกว่า 545 ล้านบาท จากข้อมูลของกรมโยธาธิการฯ เจ้าของโครงการได้ว่าจ้าง 2 หจก. เริ่มทำสัญญาก่อสร้างในแต่ละโครงการตั้งแต่ปี 2562-2565 แต่ถึงปัจจุบัน ทุกโครงการก่อสร้างไม่เสร็จแม้แต่โครงการเดียว เนื่องจากผู้รับจ้างทิ้งงาน จนชาวบ้านขนานนามให้ว่าโครงการ 7 ชั่วโคตร ขณะที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อน ยังเฝ้าติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่กลับไม่มีความคืบหน้าอะไรมากนัก  ถึงแม้ต้นปี 2568 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ได้ประกาศเวียนห้างให้ทั้ง 2 หจก. นี้ตกเป็นผู้รับเหมาทิ้งงาน มีผลหมดสิทธิ์เข้ารับงานกับภาครัฐในทุกกระทรวง ทบวง กรม การเอาผิดยังอยู่ในมือ ปปช.- สตง. ที่จะต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการเรียกเงินคืนตามขั้นตอนของกฎหมาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

รายงานล่าสุด วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ทีมข่าวแจ้งว่า มีกระแสดราม่าที่เกิดจากความอึดอัดต่อความล่าช้าในการก่อสร้าง โดยเฉพาะในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ โครงการก่อสร้างท่อระบายน้ำ ในส่วนของผู้รับเหมารายใหม่ที่ได้ดำเนินการเกือบจะแล้วเสร็จภายในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ด้วยงบประมาณกว่า 68 ล้านบาท หลายจุดมีการคืนผิวการจราจร บางแห่งมีการปลูกหญ้า บางแห่งมีการปูผิวจราจรแอสฟัสติกส์คอนกรีต แต่ประชาชนพบเห็นความเปลี่ยนแปลงสงสัย จึงมีกระแสดราม่าออกมาต่อว่าไปต่างๆนานา สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้ขอชี้แจงว่าการก่อสร้างที่มีการเปิดผิวถนนจราจร จะต้องการมีซ่อมแซมเพื่อคืนสภาพพื้นผิวถนนเพื่อความปลอดภัยและสวยงามให้กับประชาชน 

ที่บริเวณถนนผังเมือง 2 ชุมชนหนองเรือ-หัวคู เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เป็นจุดก่อสร้างโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมือง (ส่วนที่เหลือและซ่อมแซมบูรณะส่วนที่ชำรุดบกพร่อง) นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมเจ้าหน้าที่ สำนักงานโยธาฯ จ.กาฬสินธุ์ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างและปรับปรุงผิวจราจร ที่เป็นกระแสดราม่า เปิดเผยว่า ทุกปัญหาเกิดจากการทิ้งงานก่อสร้าง และที่ผ่านมาได้มีการขุดเปิดถนนทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน ทำให้ผิวจราจรคอนกรีตเดิมที่อยู่ข้างเคียงมีการทรุดตัว เมื่อทำการก่อสร้างและคืนผิวจราจรคอนกรีตแล้วเสร็จ ระดับถนนก็ยังไม่สม่ำเสมอ ไม่เรียบร้อย บางจุดมีรอยร้าว เป็นหลุมเป็นบ่อ มีการร้องเรียนจากประชาชนบ่อยครั้ง ด้วยความเป็นห่วงในสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้มอบหมายให้สำนักงานโยธาธิการ จ.กาฬสินธุ์ เร่งดำเนินการแก้ไข เพื่อให้ผิวจราจรเรียบร้อยและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ สร้างความปลอดภัยให้ประชาชน ซึ่งหากรื้อผิวคอนกรีตเดิมทำใหม่ จะใช้ระยะเวลาก่อสร้างนาน จึงได้ดำเนินการปูผิวจราจรแอสฟัสติกส์คอนกรีต ซึ่งใช้ระยะเวลาก่อสร้างน้อยกว่ามาก และลดผลกระทบต่อประชาชนในการก่อสร้าง 

นายวิจิตร กล่าวว่า ทั้งนี้ กรณีพี่น้องประชาชนสงสัย ว่าทำไมถึงมีการปูแอสฟัสติกส์คอนกรีตทับผิวจราจรเดิม ก็ขอทำความเข้าใจว่า เป็นส่วนหนึ่งของงานเก็บรายละเอียดเนื้องานโครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักฯ นี้ เพื่อคืนสภาพถนน ตามมติของคณะกรรมการตรวจรับงานฯ ซึ่งจะดำเนินการในทุกๆจุดที่มีการก่อสร้าง เพื่อคืนสภาพผิวถนนให้มีความเรียบร้อย สวยงาม ทั้งนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สัญจรสะดวกและปลอดภัย ในส่วน 7 โครงการที่เหลือ ซึ่งถูกทิ้งงานนั้น อยู่ในระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และคาดว่าน่าจะได้ผู้รับจ้างประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 นี้ จากนั้นก็จะดำเนินการก่อสร้างต่อไป

ขณะที่ชาวบ้านตำบลลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ ในจุดก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง เริ่มหวาดผวาเนื่องจากปริมาณน้ำเพิ่มมากขึ้นและเกรงว่ามวลน้ำจะกัดเซาะตลิ่งบ้านเรือนประชาชนรวมถึง ตลาดที่อยู่ติดกับลำน้ำพาน นายดวง ฉายอำไพ อายุ 62 ปี ชาวบ้านวังยูง ต.ลำพาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณหลังบ้านติดกับตลิ่งลำน้ำพานหนึ่ง ในจุดก่อสร้างโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่ง ได้พยายามสะท้อนปัญหาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข  แต่ขณะนี้เข้าฤดูฝนระดับน้ำในลำพานเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน เป็นภาวะเสี่ยงดินริมตลิ่งหลังบ้านจะเกิดการสไลด์ตัวเป็นอย่างมาก ทำให้ตนรู้สึกวิตกกังวล ต้องการให้กรมโยธาฯ รีบจัดหาผู้รับจ้างมาทำงานอย่างเร่งด่วน หรือว่าหากไม่มีงบประมาณ ก็ขอให้เร่งรัดเรียกคืน กับผู้รับจ้างรายเดิมที่เบิกจ่ายไปแล้วกว่า 250 ล้านบาท ก่อนทิ้งงานไป ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้ท่านภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ท่านรับผิดชอบกรมโยธาฯ ได้เร่งดำเนินการโดยเร็ว ก่อนที่อาคารบ้านเรือนของตนและเพื่อนบ้าน รวมทั้งอาคารสำนักงานเทศบาลตำบลลำพาน และอาคารตลาดสดที่อยู่ติดกับตลิ่งจะเกิดการทรุดพังลงไปในลำน้ำพานในฤดูน้ำหลากนี้

นอกจากนี้ มีรายงานว่า วานนี้ (23 ก.ค.68 เวลา 15.00 น.) นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เขตตรวจราชการที่ 12 ในฐานะประธานกรรมการธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ พร้อมคณะ ลงพื้นติดตามสอดส่องโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมลำน้ำปาว 2 ฝั่ง จากเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ บริเวณต่อเนื่องจากซอยน้ำทิพย์ไปทางทิศเหนือ ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ โดยมี พล.ต.ต.มนตรี จรัลพงศ์  ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กธจ.กาฬสินธุ์, นายชาญยุทธ โคตะนนท์  ที่ปรึกษาด้านวิชาการ กธจ.กาฬสินธุ์, นายวิจิตร งามชื่น โยธาธิการและผังเมือง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ (กธจ.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานโยธาฯ จ.กาฬสินธุ์ ร่วมลงพื้นที่ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการติดตามสอดส่อง 8 โครงการผู้รับจ้างทิ้งงาน ที่ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้ร่วมกับคณะธรรมาภิบาล จ.กาฬสินธุ์ติดตามมาอย่างต่อเนื่องนั้น ยืนยันว่า ทางคณะผู้ตรวจฯ ได้ดำเนินการอย่างเต็มที่และถึงที่สุดแล้ว ขึ้นอยู่กับทางกรมโยธาธิการและผังเมืองและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการต่อไปอย่างไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top