Thursday, 11 June 2026
NewsFeed

กลัวแล้ว! สหรัฐฯ วอนจีนช่วยคุยอิหร่าน หวั่นปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เขย่าน้ำมันโลกพุ่ง

(23 มิ.ย. 68) วอชิงตันส่งสัญญาณตรงถึงปักกิ่ง เมื่อมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลจีนใช้อิทธิพลเกลี้ยกล่อมอิหร่านไม่ให้ปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” หลังสื่อ Press TV รายงานว่ารัฐสภาเตหะรานลงมติหนุนแผนดังกล่าว แม้คำตัดสินสุดท้ายยังอยู่ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน

รูบิโอเตือนว่าการปิดช่องแคบซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันราว 20 % ของโลกจะเขย่าตลาดพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะจีนซึ่งนำเข้าน้ำมันอิหร่านมากที่สุดในโลก “ถ้าเตหะรานทำจริงก็เท่ากับฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจ” เขากล่าว พร้อมกระตุ้นชาติอื่นให้จับตาเพราะจะเจอผลกระทบจะรุนแรงยิ่งกว่าสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ผลพวงมาจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเป้าหมายนิวเคลียร์หลักของอิหร่านเมื่อสุดสัปดาห์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งแตะ 78.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2,865 บาท สูงสุดในรอบห้าเดือน ธนาคารเพื่อการลงทุน ‘โกลด์แมน แซคส์’ เตือนว่าหากการขนส่งในฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ด้านพลังงานมองว่าอิหร่าน “มีอะไรต้องเสียมากกว่าจะได้” เพราะการปิดช่องแคบอาจทำให้ชาติผู้ผลิตน้ำมันอ่าวเปอร์เซียกลายเป็นศัตรู และยังเสี่ยงทำให้จีน และลูกค้าหลักต้องออกมาคัดค้าน

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนออกแถลงการณ์ตำหนิสหรัฐฯ ว่าเสียความน่าเชื่อถือจากการใช้กำลัง และเรียกร้องให้ทุกฝ่าย “ยับยั้งการใช้กำลังที่รุนแรง และอย่าซ้ำเติมไฟสงคราม” บทบรรณาธิการ Global Times ยังระบุว่าการโจมตีของวอชิงตันทำให้สถานการณ์ตะวันออกกลาง “ส่อเค้าเลวร้ายจนควบคุมไม่ได้” 

อดีตทูตอิหร่านแฉ! สหรัฐฯ ลงมือเพราะอิสราเอลใกล้แพ้ เชื่อ ‘เนทันยาฮู’ บงการเบื้องหลัง ทำเนียบขาวแค่หุ่นเชิด

(23 มิ.ย. 68) เซย์เยด ฮุสเซน มูซาเวียน (Seyed Hossein Mousavian) อดีตเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำเยอรมนี ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว RIA Novosti ว่าสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็เพราะอิสราเอลใกล้พ่ายแพ้ในการรบกับอิหร่าน โดยระบุว่า “หากอิสราเอลไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤต สหรัฐฯ ก็คงไม่แทรกแซง”

เซย์เยด มูซาเวียน ยอมรับว่าอิหร่านได้รับความเสียหายรุนแรงจากปฏิบัติการของสหรัฐฯ แต่เตือนว่า ผลสะท้อนจากการโจมตีกลับจะย้อนเล่นงานสหรัฐฯ เอง ทั้งด้านความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค ซึ่งขณะนี้กำลังเสี่ยงลุกลาม

อดีตทูตอิหร่านตั้งข้อสังเกตว่า ทีมที่ปรึกษาความมั่นคงของประธานาธิบดีทรัมป์อาจคาดการณ์ผลลัพธ์ของการโจมตีอิหร่านผิด หรือไม่ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้านคำสั่งของทรัมป์เลย ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ มากกว่าที่หลายฝ่ายคิด

โดยเมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตี 3 จุดสำคัญของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ได้แก่ นาทานซ์ ฟอร์โดว์ และอิสฟาฮาน โดยทรัมป์ยืนยันว่า เป้าหมายเพื่อ “ทำลายนิวเคลียร์ของอิหร่าน” พร้อมขู่จะใช้มาตรการที่รุนแรงยิ่งกว่านี้ หากเตหะรานไม่ยอมถอย

อย่างไรก็ดี อิหร่านปฏิเสธว่าตนไม่มีโครงการอาวุธนิวเคลียร์ โดยผู้อำนวยการใหญ่ของ IAEA ระบุเมื่อ 18 มิ.ย. ว่ายังไม่พบหลักฐานชัดเจนใด ๆ ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ และรายงาน CNN ก็สอดคล้องกันว่าอิหร่านไม่มีแผนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ด้านอดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำอุซเบกิสถานกล่าวเสริมว่า อิหร่านได้แสดงความอดทนและสันติอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ถูกยั่วยุโดยอิสราเอลก็ตาม

‘ฮุน มาเนต’ ขู่ฟ่อ ‘กัมพูชา’ เหมือนงูนอนนิ่งแต่พร้อมกัด ส่งคำเตือนถึงไทย ลั่นมีมาตรการอีกเพียบที่ยังไม่ใช้

(23 มิ.ย. 68) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวในการประชุมใหญ่สหพันธ์เยาวชนแห่งชาติกัมพูชาเมื่อ 23 มิ.ย. ว่า ท่าทีของกัมพูชาต่อความตึงเครียดชายแดนกับไทยนั้น “เหมือนงู” ซึ่งปกตินิ่งเงียบ แต่หากถูกรุกรานก็พร้อมตอบโต้รุนแรงทันที เพื่อปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ

บุตรชายคนโตจากจำนวนบุตร 5 คนของ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ย้ำว่ากัมพูชาไม่ใช่ฝ่ายเริ่มความขัดแย้ง แต่พร้อมใช้มาตรการตอบโต้ทุกเมื่อ โดยยกตัวอย่างกรณีไทยปรับเวลาเปิด-ปิดด่านชายแดนฝ่ายเดียว กัมพูชาก็ปรับตามทันทีเพื่อแสดงจุดยืน ไม่ยอมอยู่ในสถานะฝ่ายเสียเปรียบ และเพื่อให้ฝ่ายไทยรู้สึกถึงแรงสะท้อนกลับ

ในประเด็นการขู่ตัดไฟและอินเทอร์เน็ตจากไทย ฮุน มาเนต ระบุว่าได้สั่งให้หน่วยงานกัมพูชาตัดการพึ่งพาทันที เปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน พร้อมกล่าวว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นการตอบโต้ ไม่ใช่การยั่วยุ

ส่วนข้อพิพาทบริเวณปราสาทตาเมือนธม และสามเหลี่ยมมรกต รัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจนำเรื่องเข้าสู่ศาลโลก โดยไม่ผ่านกลไกทวิภาคี JBC และไม่แจ้งฝ่ายไทยล่วงหน้า ถือเป็นการเดินเกมรุกที่สะท้อนความเด็ดขาดของผู้นำ

ฮุน มาเนต ย้ำว่าทุกมาตรการของกัมพูชาเป็นผลจากการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ไม่ใช่การตัดสินใจแบบใช้อารมณ์ พร้อมส่งสารถึงไทยว่า หากยังเดินเกมกดดัน กัมพูชาก็พร้อมโต้กลับอย่างเต็มรูปแบบ และยังมี “ทางเลือกอีกมาก” ที่ยังไม่ถูกเปิดใช้

อดีตผู้นำอิสราเอลเตือน! สหรัฐฯ คิดผิดถ้าหวังให้อิหร่านยอมแพ้

(23 มิ.ย. 68) เอฮุด โอลเมิร์ต อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ชี้ว่าการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ อาจแค่ชะลอ ภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์อิหร่านช่วงสั้น ๆ แต่ผลข้างเคียงทางภูมิรัฐศาสตร์จะลุกลามไกลกว่าที่วอชิงตันคาดคิด

โอลเมิร์ต วิจารณ์ว่า การโจมตีเชิงป้องกันที่จะทำให้อิหร่านยอมจำนน เป็นความคิดที่หยิ่งทะนงและไม่สอดคล้องความจริง เพราะอิหร่านมีประชากรราว 90 ล้านคน มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี (ชาวเปอร์เซีย) ยากจะกดราบด้วยกำลังทหารเพียงครั้งเดียว

เขาย้ำว่ามาตรการทางการทหารแบบนี้ อาจสร้างวงจรความขัดแย้งใหม่ในตะวันออกกลาง เสี่ยงดึงชาติมหาอำนาจและพันธมิตรต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวพัน ทำให้เสถียรภาพของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกต้องเผชิญความไม่แน่นอนยิ่งกว่าเดิม

‘กัณจุฑา’ นักสู้ไทย ซับมิชชันคู่แข่งซิวทองโลก MMA ประวัติศาสตร์ใหม่!!..ไทยกวาดรวม 3 เหรียญ ที่เซาเปาโล

(23 มิ.ย. 68) สมาคมกีฬามิกซ์มาเชียลอาร์ตแห่งประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดีกับ “แอมป์” กัณจุฑา ภัทรบุญซ้อน นักกีฬาหญิงทีมชาติไทย รุ่น 52.2 กิโลกรัม หลังคว้าเหรียญทองแรกให้กับไทย ในศึก GAMMA World Championship 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–22 มิถุนายน ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล

โดยในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ แอมป์ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยยกแรกออกอาวุธคุมเกมได้อยู่หมัด กรรมการทั้ง 3 คนให้คะแนน 10:9 อย่างเป็นเอกฉันท์ และในยกที่ 2 ปิดเกมได้อย่างสวยงามด้วยท่า Submission Guillotine Lock ทำให้นักกีฬาจากสวีเดนต้องยอมแพ้

ผลงานของทีมชาติไทยไม่ได้หยุดแค่เหรียญทอง เพราะยังคว้าอีก 2 เหรียญทองแดงจาก “น้องตูน” ณัฐณา บุญยืน ในรุ่น 52.2 กก. (MMA Striking) และ “น้องเคนเนธ” นาธาน ทองสงค์ รุ่น 93 กก. ยู-21 (MMA) ทำให้ไทยจบรายการด้วย 1 เหรียญทอง และ 2 เหรียญทองแดง

สำหรับทีมนักกีฬามิกซ์มาเชียลอาร์ตทีมชาติไทย มีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทย วันที่ 25 มิถุนายน 2568 เวลา 12.00 น.

‘ทรัมป์’ เผยข่าวดี ‘อิสราเอล-อิหร่าน’ ตกลงหยุดยิงชั่วคราว หากเป็นไปตามแผน สงครามเตรียมยุติภายใน 24 ชม.

(24 มิ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศว่า อิสราเอลและอิหร่านตกลงหยุดยิงเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานาน 12 วัน โดยแผนหยุดยิงนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคืออิหร่านจะหยุดยิงก่อนเป็นเวลา 12 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนตามเวลา EDT (เวลาท้องถิ่นฝั่งสหรัฐฯ) จากนั้นเมื่อครบ 12 ชั่วโมง อิสราเอลจะหยุดยิงตามอีก 12 ชั่วโมง หากทั้งสองฝ่ายทำตามแผนได้ครบ สงครามครั้งนี้ก็จะถือว่าสิ้นสุดลงภายใน 24 ชั่วโมง

ด้าน รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน อับบาส อารักจี (Abbas Araghchi) ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า ถ้าอิสราเอลหยุดโจมตีภายในเวลา 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของอิหร่าน อิหร่านก็จะไม่ยิงตอบโต้เพิ่มเติม และจะพิจารณาว่าจะหยุดปฏิบัติการทางทหารอย่างถาวรหรือไม่ในภายหลัง

ข้อตกลงหยุดยิงนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้าหมายด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความขัดแย้ง โดยสงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน จากการที่อิสราเอลกล่าวหาอิหร่านว่ากำลังเข้าใกล้การครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และเปิดฉากโจมตีเชิงป้องกันล่วงหน้า ซึ่งอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วโมง อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพอัลอูเดดในกาตาร์ ฐานทัพสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แม้การโจมตีจะถูกสกัดได้ด้วยความช่วยเหลือจากกาตาร์ แต่นำมาซึ่งความกังวลว่าจะเกิดการขยายวงของสงคราม ทรัมป์เรียกการตอบโต้ของอิหร่านว่า “อ่อนแอ” พร้อมแสดงท่าทีต้องการลดความรุนแรงผ่านสื่อสังคมออนไลน์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระดมกวาดล้างอาชญากรรมเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และสืบสวนจับกุมบุคคลตามหมายจับ วันที่ 14 -20 มิถุนายน 2568 ภายใต้แผนยุทธการ “ปิดเมือง สยบโจร โค่นอิทธิพล”

(23 มิ.ย. 68) เวลา 13.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการแถลงผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมในภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้แผนยุทธการ “ปิดเมือง สยบโจร โค่นอิทธิพล” ระหว่างวันที่ 14 – 20 มิถุนายน 2568 (รวม 7 วัน) โดยมี พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. , พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. , พล.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. , พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. ร่วมแถลง ณ ห้องศรียานนท์ อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผบ.ตร. กล่าวว่า ในห้วงเวลาที่ผ่านมาเกิดอาชญากรรม โดยผู้ก่อเหตุมักใช้อาวุธปืนในการก่อเหตุ และมีแนวโน้มสูงขึ้น จึงได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล , ตำรวจภูธรภาค 1 - 9 , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน , กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ระดมกวาดล้างอาชญากรรมในห้วงระหว่างวันที่ 14 -20 มิถุนายน 2568 เพื่อเป็นการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่จะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยมีเป้าหมายหลักคือการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด และการติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับที่ยังหลบหนี โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. เป็นผู้ควบคุมสั่งการ

การปฏิบัติการในครั้งนี้มีขึ้นในห้วงวันที่ 14 – 20 มิถุนายน 2568 (รวม 7 วัน) ภายใต้แผนยุทธการ “ปิดเมือง สยบโจร โค่นอิทธิพล” โดยยึดหลักการ “เชิงรุก จริงจัง และต่อเนื่อง” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน โดยมีผลปฏิบัติในภาพรวม ดังนี้ 

1. จับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และวัตถุระเบิด : จำนวน 4,590 คดี ผู้ต้องหา 3,686 คน แบ่งเป็น

1.1 ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนทั่วไป (On Ground) : ตรวจยึดอาวุธปืน จำนวน 4,422 กระบอก , เครื่องกระสุนปืน จำนวน 26,490 นัด , วัตถุระเบิด จำนวน 606 ลูก แบ่งเป็น วัตถุระเบิดแบบมาตรฐาน จำนวน 37 ลูก , วัตถุระเบิดแสวงเครื่อง/ประกอบเอง ได้แก่ ระเบิดปิงปอง ระเบิดไปท์บอม จำนวน 569 ลูก

1.2 ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนทางออนไลน์ (Online) : ตรวจยึดอาวุธปืน จำนวน 165 กระบอก , เครื่องกระสุนปืน จำนวน 9,184 นัด , วัตถุระเบิด จำนวน 5 ลูก แบ่งเป็น วัตถุระเบิดแบบมาตรฐาน จำนวน 3 ลูก , วัตถุระเบิดแสวงเครื่อง/ประกอบเอง ได้แก่ ระเบิดปิงปอง ระเบิดไปท์บอม จำนวน 2 ลูก

2. จับกุมบุคคลตามหมายจับ : จับกุมบุคคลกระทำความผิดตามหมายจับค้างเก่า (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2547 ถึง 30 กันยายน 2567) , หมายใหม่ (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึงปัจจุบัน) และหมายจับศาล (คดีอาญา) รวมทั้งสิ้น 13,962 หมาย ผู้ต้องหา จำนวน 9,951 คน
 
นอกจากนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศ บังคับใช้กฎหมาย ความมั่นคงภายในและความสงบเรียบร้อยของประเทศ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะบังคับใช้กฎหมายต่อภัยคุกคามในทุกรูปแบบ พร้อมเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเด็ดขาด จริงจัง ซึ่งได้กำชับให้ทุกหน่วยดำเนินการตามกฎหมายและยุทธวิธี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน

การปฏิบัติการในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณทุกภาคส่วนและพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะมุ่งมั่นทำงาน โดยจะป้องกัน ปราบปราม สืบสวนจับกุมอาชญากรรมในทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และขอฝากประชาสัมพันธ์กับพี่น้องประชาชน หากมีเบาะแส เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมหรือเรื่องอื่นๆ สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 หรือสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘คาเมเนอี’ โพสต์ชัด ‘อิหร่านไม่ยอมจำนน’ หลังยิงขีปนาวุธตอบโต้สหรัฐฯ ในกาตาร์

(24 มิ.ย. 68) อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แสดงท่าทีแข็งกร้าวหลังอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพอัลอูเดดของสหรัฐฯ ในกาตาร์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้การที่สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง 

คาเมเนอีโพสต์ข้อความบน X (เดิมคือ Twitter) ว่า “ประชาชนอิหร่านไม่ใช่ชาติที่ยอมจำนน” และยังระบุอย่างชัดเจนว่า “เรามิได้เริ่มโจมตีใคร และเราไม่มีวันยอมรับการถูกโจมตีจากใครเช่นกัน รวมถึงจะไม่ยอมจำนนต่อการรุกรานใด ๆ ทั้งสิ้น นี่คือหลักการของชาติอิหร่าน” 

แหล่งข่าวเผยว่า คาเมเนอี วัย 86 ปี รับรู้ถึงความเสี่ยงที่จะถูกลอบสังหารจากอิสราเอลหรือสหรัฐฯ จึงได้หลบภัยอยู่ในบังเกอร์ พร้อมพูดคุยกับผู้บัญชาการผ่านคนใกล้ชิด และระงับการติดต่อสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยเตรียมกระบวนการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ไว้แล้ว โดยเสนอชื่อผู้สมัคร 3 รายให้สภาผู้เชี่ยวชาญคัดเลือก

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศว่าอิหร่านและอิสราเอลตกลงหยุดยิงภายใน 6 ชั่วโมง และจะยุติสงครามที่ยืดเยื้อ 12 วันอย่างเป็นทางการภายใน 24 ชั่วโมง หากทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด 

แม้สถานการณ์ความตึงเครียดจะเริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่หลายประเทศทั่วโลกยังจับตามองอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้นำสูงสุดในอนาคต และโครงการนิวเคลียร์ที่ยังเป็นประเด็นร้อน องค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ออกมาเตือนว่า อิหร่านกำลังเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินระดับที่ใช้ในทางสันติอย่างชัดเจน ขณะที่ผู้นำอิหร่าน คาเมเนอี ก็ยืนยันชัดว่า เขาจะไม่ยอมเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดนี้ เพราะเชื่อว่าจะไม่ช่วยให้การคว่ำบาตรถูกยกเลิก

ปั๊มน้ำมันกัมพูชาหลายแห่ง ขึ้นป้าย ‘น้ำมันหมด’ หลังจาก ‘ฮุน มาเนต’ สั่งห้ามนำเข้าจากไทย

เมื่อวันที่ (23 มิ.ย. 68) เพจ 'Army Military Force – สำรอง' ได้เผยแพร่ภาพปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในกัมพูชา ที่ขึ้นป้ายแจ้งว่า “น้ำมันหมดแล้ว” ท่ามกลางสถานการณ์ที่ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา สั่งระงับการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากประเทศไทยโดยทันที ตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 22 มิถุนายน

ฮุน มาเนต ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า การระงับนำเข้าน้ำมันจากไทยเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาโดยเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า กัมพูชามีศักยภาพเพียงพอในการจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่น เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย โดยไม่ได้จำกัดเพียงแค่ “น้ำมันสำรอง 1 เดือน” แต่ยืนยันว่ารัฐบาลสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ “ตลอดไป”

อย่างไรก็ตาม หลังคำสั่งมีผล ราคาน้ำมันในกัมพูชาพุ่งสูงทันที เบนซิน 95 ขึ้นไปอยู่ที่ 48–50 บาท/ลิตร ขณะที่ดีเซลอยู่ที่ประมาณ 38–40 บาท/ลิตร ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนในหลายพื้นที่ และประชาชนเริ่มตื่นตระหนก ขับรถข้ามแดนมาเติมน้ำมันฝั่งไทยเพื่อกักตุนล่วงหน้า โดยเฉพาะในบริเวณตลาดโรงเกลือและด่านคลองลึก จ.สระแก้ว

แต่ในวันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 1 ได้สั่งปิดด่านชายแดนทุกจุด ทำให้ชาวกัมพูชาไม่สามารถข้ามมายังฝั่งไทยได้อีก ส่งผลให้วิกฤตน้ำมันยิ่งทวีความรุนแรง

‘ทหารไทย’ เปิดด่านฉุกเฉินช่วยผู้ป่วย ‘กัมพูชา’ ส่งรักษาด่วน รพ.กรุงเทพจันทบุรี ตอนตี 5

(24 มิ.ย. 68) เมื่อเวลา 05.00 น. กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 524 ฐานปฏิบัติการบ้านแหลม จ.จันทบุรี ได้รับการประสานจากฝ่ายกัมพูชา ขอความช่วยเหลือด่วนในการเปิดด่านชายแดนเพื่อส่งตัวผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ารักษาในฝั่งไทย

ผู้ป่วยคือ นางเอ็ต มอม อายุ 78 ปี ซึ่งมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง และเป็นญาติของพันเอก ยิน ซังเฮง หน่วยงานชายแดนของกัมพูชา โดยมีผู้ติดตามอีก 3 คน เดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลจากฝั่งกัมพูชาผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม ต.เทพนิมิตร อ.โป่งน้ำร้อน

ทั้งนี้ ปลายทางของผู้ป่วยคือโรงพยาบาลกรุงเทพจันทบุรี อ.เมืองจันทบุรี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยเจ้าหน้าที่ทหารไทยได้อำนวยความสะดวกตลอดกระบวนการผ่านแดนอย่างเรียบร้อย

โดยเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงน้ำใจและความร่วมมือด้านมนุษยธรรมระหว่างไทย-กัมพูชา แม้ในสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด ทหารพรานนาวิกโยธินไทยยังยึดหลักความเมตตา ช่วยเหลือเพื่อนบ้านในยามวิกฤตอย่างเต็มที่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top