Monday, 15 June 2026
NewsFeed

ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชื่นชมตำรวจจราจรคุณภาพ ไหวพริบดี ช่างสังเกต จนสามารถจับกุมคนร้ายคดีฆาตกรรม 

เมื่อวานนี้ (4 มี.ค.68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเสริมสร้างภาพลักษณ์ตำรวจจราจร ศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีตำรวจจราจร สภ.เมืองนครปฐม สามารถจับกุมตัวคนร้ายคือ นายเคี่ยม อดีตนักมวยซึ่งกลายเป็นทาสยาเสพติด ก่อเหตุสะเทือนขวัญฆาตกรรมแม่แท้ๆ ภายในบ้านพักในพื้นที่หมู่ 3 บ้านเกาะแต้ว ต.เกาะเปียะ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง พบศพเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังก่อเหตุคนร้ายได้ขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วิทยุสกัดจับตามเส้นทางต่างๆ กระทั่งวันที่ 2 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 11.00 น. ตำรวจจราจร สภ.เมืองนครปฐม ใช้ไหวพริบในการปฏิบัติหน้าที่สามารถจับกุมตัวไว้ได้นั้น มีกระแสชื่นชมในโลกโซเชียลจำนวนมาก 

การจับกุมคนร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่าง ร.ต.ต.กฤตปณัชช์ ทองยินดี รองสารวัตรฝ่ายจราจร สภ.เมืองนครปฐม ขี่รถจักรยานยนต์ออกตรวจสภาพการจราจรพื้นที่รับผิดชอบ ได้พบนายเคี่ยม ขี่รถจักรยานยนต์บริเวณไฟแดงจุดโพธิ์ทอง ไม่สวมหมวกกันน็อค สภาพมีพิรุธ ท่าทางเหมือนคนเสพยาเสพติด หากปล่อยไปให้ขับขี่ต่อเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับผู้ใช้ทางทั่วไป ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุความสูญเสียต่างๆ ได้ ประกอบกับสังเกตทะเบียนรถเป็นทะเบียน จ.ตรัง จึงเอะใจว่าขี่รถจักรยานยนต์มาหลายร้อยกิโลเมตรมาที่ จ.นครปฐม จึงได้เรียกตรวจและแจ้งกับนายเคี่ยม ว่าทำผิดกฎจราจร ไม่สวมหมวกกันน็อค และไม่มีใบขับขี่ และให้โทรศัพท์แจ้งญาติมาเสียค่าปรับ ก่อนพาไปสถานีตำรวจ สุดท้ายสืบทราบว่าชายคนนี้คือคนร้ายที่ทำร้ายแม่เสียชีวิตแล้วหลบหนี

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ชื่นชม ร.ต.ต.กฤตปณัชช์ฯ ที่มีไหวพริบปฏิภาณในการปฏิบัติหน้าที่ พบเห็นผู้กระทำความผิด แม้เป็นเรื่องที่เล็กน้อยไม่สวมหมวกนิรภัย แต่เห็นว่ามีการขับขี่ที่ผิดปกติวิสัย ด้วยความ ห่วงใยผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะเอง และประชาชนทั่วไปที่ร่วมใช้รถใช้ถนน จึงเรียกตรวจ และมีความช่างสังเกตในความผิดปกติอื่นๆ จึงดำเนินการจนสามารถจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกรณีนี้นับว่า ร.ต.ต.กฤตปณัชช์ฯ เป็นตัวอย่างที่ดีของตำรวจจราจรคุณภาพ ที่ไม่ได้ดูแลประชาชนด้านการจราจรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังใช้ทักษะและจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจในการปราบปรามจับกุมคนร้ายอีกด้วย  

ถ้า ‘สส.มุก’ โดนใบแดง เลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯ ดุเดือดแน่ แม้ปี่กลองยังไม่เชิดเลย แต่บางพรรคก็เริ่มร่ายรำแล้ว

ศาลอุทธรณ์ยังไม่ตัดสินคดี 'มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล' สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกร้องเรียนเรื่องทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยศาลนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 26 มีนาคมนี้ แต่ปรากฏเห็นการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองคึกคัก เตรียมส่งคนลงสมัครเลือกตั้งซ่อมกันแล้ว

ปี่กลองยังไม่เชิดเลย แต่บางพรรคก็ร่ายรำแล้ว ประเดิมด้วยพรรคประชาชน กรรมการบริหารพรรคประชาชน มีมติให้ณัฐกิตต์ อยู่ด้วง เป็นว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 8 จ.นครศรีธรรมราช ในนามของพรรคประชาชน

โดยพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 8 จะประกอบไปด้วย อำเภอพิปูน, อ.ฉวาง, อ.นาบอน และอำเภอช้างกลาง

ณัฐกิตต์ฯ กล่าวว่า ตนมีความพร้อมและทุ่มเทความตั้งใจอย่างเต็มกำลัง จึงขอให้ประชาชนให้โอกาสในการทำงานรับใช้พื้นที่นี้ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้ก้าวหน้าไปพร้อมกัน ตนก็เป็นลูกหลานของพ่อแม่พี่น้องชาวอำเภอพิปูน ฉวาง ช้างกลาง นาบอน เช่นกัน

พยายามค้นหาโปรไฟล์ของณัฐกิตต์ฯในระบบออนไลน์ (กูเกิล) ไม่ว่ากันนะ แทนจะไม่พบเลย จึงไม่อาจจะสาธยายสรรพคุณได้

สำหรับพรรคภูมิใจไทย เจ้าของพื้นที่ยังสงบนิ่งอยู่ คงรอให้ศาลตัดสินก่อนในวันที่ 26 มีนาคม แต่ในระดับพื้นที่เข้าใจว่าคงจะมีการเตรียมการอยู่บ้างแล้ว อย่าง 'เลื่องสีนิล' แน่นอนว่าน่าจะเสนอทายาทให้พรรคพิจารณา อาจจะเป็นสามี หรือหลานของ สส.มุกดาวรรณ ก็เป็นได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพรรคว่าจะเอาสายเดิม หรือเปลี่ยนสาย ซึ่งถ้าพรรคภูมิใจไทยจะเปลี่ยนสาย ก็มี 'สุนทร รักษ์รงค์' ที่ไปยืนคอยอยู่แล้ว เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว

การเลือกตั้งปี 66 สุนทรลงสมัครในเขต 8 แข่งกับมุกดาวรรณ ในนามพรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนนมา 18000 กว่าคะแนน แพ้ให้กับมุกดาวรรณ ถ้ามุกดาวรรณโดนใบแดง สุนทรก็จะเป็นอีกตัวเลือกที่ดีของพรรคภูมิใจไทย

พรรคประชาธิปัตย์คงจะไม่พลาดในการชิงพื้นที่กลับคืนมา อยู่ที่ว่าจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ต้องอยู่ใน 'ตระกุลบุณยะเกียรติ์' แน่นอน จะเป็นชินวรณ์ หรือลูกสาวเท่านั้นเอง แต่แว่วมาว่าชินวรณ์จะลงสมัครเอง

พรรครวมไทยสร้างชาติ ถ้าจะเดินหน้าพรรคต่อก็ไม่ควรพลาดสนามเลือกตั้งนี้ แต่ไม่รู้ว่ามีตัวเลือกของพรรคหรือไม่ แต่ทราบว่า ดร.คมเดช มัชฌิมวงค์ ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 7 ทุ่งใหญ่ ในนามพรรคพลังประชารัฐ สนใจว่าย้ายมาลงเขตนี้ เนื่องจากเป็นคนพิปูน เคยเป็นนายกฯอบต.อยู่ที่พิปูน แต่จะลงพรรคพลังประชารัฐ หรือย้ายมาพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ต้องติดตามกันต่อไป

แต่ที่น่าสนใจ คือ 'บิ๊กโอ' สจ.ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ ที่ช่วงหลังใกล้ชิดกับ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และ รอ.ธรรมนัส ก็สนับสนุนบิ๊กโอเต็มที่ด้วยบุคลิก และอะไรที่เข้ากันได้ดี เมื่อจังหวะ และโอกาสมาถึงบิ๊กโอ จึงน่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคกล้าธรรม

บิ๊กโอ ตั้งใจจะลงสมัคร สส.ตั้งแต่คราวที่แล้ว ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่การจัดสรรคนไม่ลงตัว เมื่อบุณยเกียรติ์ ลงสมัครถึงสองเขต ทำให้บิ๊กโอพลาดโอกาสนั้นไป ทั้ง ๆ ที่ลาออกจาก ส.อบจ.มานั่งรออยู่แล้ว แต่ประเด็นของบิ๊กโอคือ ถ้าลงสมัครรับเลือกตั้งเขตนี้ อาจจะต้องชนกับพ่อตา (ชินวรณ์) หรือน้องเมีย (ปุณสิริ) ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับการตัดสินใจ แต่การเมืองคือการเมือง สามีภรรยาอยู่คนละพรรคกันก็มี เพียงแต่ไม่ได้ลงแข่งกันในเขตเดียวกัน แต่บิ๊กโอ จะต้องแข่งกับพ่อตา หรือน้องเมีย อาจจะยุ่งยากใจอยู่บ้าง

คร่าว ๆ เบื้องต้นสำหรับการเมืองในสนามเลือกตั้งเขต 8 นครศรีธรรมราช แต่ย้ำว่า ศาลยังไม่ตัดสินนะ

เลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯถ้ามีขึ้นจริง ดุเดือดแน่นอน พรรคการเมืองใหญ่ต้องมารุมกันอยู่ที่นี้ ยังไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทย จะร่วมวงกับเขาด้วยหรือเปล่า

‘ห้องสมุดมนุษย์’ อ่านเพื่อนมนุษย์จากมุมคิดและตัวตนที่แท้จริง แนวคิดสุดเจ๋ง! ช่วยลดอคติต่อกัน – ทำให้เข้าใจผู้คนที่หลากหลาย

(5 มี.ค. 68) ห้องสมุดมนุษย์ เมื่อผู้คนอาสาสมัครมาเป็น “หนังสือ” ให้เพื่อนมนุษย์อ่าน เพื่อแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ นำไปสู่ความเข้าใจและโอบกอดจิตวิญญาณซึ่งกันและกัน 

เมื่อพูดถึงห้องสมุด สิ่งที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีก็คือสถานที่ที่เต็มไปด้วยหนังสือต่างๆ แบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย ให้เราสามารถเข้าไปนั่งอ่าน ปลดปล่อยจิตใจและสมองไปกับเนื้อหาของหนังสือเล่มต่างๆที่อยู่ตรงหน้า ทั้งอ่านเพื่อเอาความรู้และอ่านเพื่อความบันเทิง หลายๆคนก็มีห้องสมุดเป็นทั้งที่หลบภัยจากความวุ่นวาย ความกังวล และเรื่องราวต่างๆที่บีบคั้นในชีวิต รวมทั้งเป็นพื้นที่ที่เราจะได้ปล่อยวางภาระและความตึงเครียดต่างๆลงได้ชั่วคราวเปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับความสงบสุขในชีวิตได้ในราคาย่อมเยาหรือไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

นี่คือ concept ของห้องสมุดทั่ว ๆ ไปที่เราคุ้นเคยกันดี แต่จะดีแค่ไหนหากมีห้องสมุดซักแห่งหนึ่งที่มี “เพื่อนมนุษย์” ที่มีประสบการณ์หลากหลายมานั่งเป็น “หนังสือ” ให้เราอ่านประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกเขาเหล่านั้น รวมทั้งแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่น่าสนใจ ให้กับผู้คนผ่าน “การอ่าน” ในลักษณะของการพูดคุยตัวต่อตัวหรือกลุ่มเล็กๆ นอกจากนี้ “หนังสือมนุษย์” เหล่านี้ก็พร้อมที่จะรับฟังโดยไม่ตัดสินและเปิดใจคุยกับ “ผู้อ่าน” ทุกคนแม้ว่าจะเป็นผู้ที่เคยถูกบุลลี่ ถูกเลือกปฏิบัติ หรือถูกดูหมิ่นเหยียดหยามไม่ว่าจากสาเหตุใดๆมาก่อนก็ตาม 

ห้องสมุดมนุษย์ที่เหมือนจะมีอยู่แค่ในโลกแห่งอุดมคตินี้แท้จริงแล้วมีอยู่จริงๆในโลกของเราครับ 

โดยแนวคิดของห้องสมุดมนุษย์นี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2000 ที่ประเทศเดนมาร์ก โดยผู้ริเริ่มและก่อตั้งได้แค่คุณ รอนนี่ อเบอเกลและทีมงาน โดยมีความคิดตั้งต้นและความตั้งใจที่จะต่อสู้กับความอยุติธรรม, การเลือกปฏิบัติ และส่งเสริมความเข้าใจกันของเพื่อนมนุษย์ทุกคนผ่านการเล่าเรื่องและแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆให้กัน โดยผ่านแนวคิดการยืมหนังสือในห้องสมุดที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่แทนที่ผู้มาเยือน หรือ “ผู้อ่าน” จะยืมหนังสือเป็นเล่มๆตามปรกติ แต่ที่ห้องสมุดมนุษย์นี้จะให้บริการยืม “คนจริงๆ” มานั่งคุยกันแทน 

หลักการทำงานของห้องสมุดมนุษย์นั้นเป็นอย่างไร? 

จริงๆแล้วหลักการทำงานของห้องสมุดมนุษย์นั้นเรียบง่ายและไม่ซับซ้อนเลยครับ โดยเริ่มจากการรับสมัครผู้คนที่มีภูมิหลังและประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายมาเป็น “หนังสือมนุษย์” โดยอาสาสมัครเหล่านี้มีความหลากหลายมาก มีทั้ง คนไร้บ้าน, คนพิการ, ผู้อพยพ, LGBTQ+, อดีตผู้ป่วยทางจิต, คนติดยา, ผู้เคร่งศาสนา, คนไม่มีศาสนา หรือผู้ที่มีปัญหาอื่นๆทางสังคม 

เมื่อได้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งแล้ว ทีมงานของคุณรอนนี่ก็จะจัดอีเว้นท์ “ห้องสมุดมนุษย์” ขึ้นตามสถานที่ต่างๆเช่น อาคารสำนักงาน, ห้องสมุดของจริง, โรงเรียนและสถานศึกษา รวมไปถึงพื้นที่ในงานเทศกาลต่างๆ จากนั้นก็จะแจกโบรชัวร์ให้คนที่มาร่วมงาน ในโบรชัวร์นั้นก็จะมีข้อมูลโดยย่อของหนังสือมนุษย์แต่ละคน เพื่อให้คนที่สนใจหรือ “ผู้อ่าน” สามารถเลือกยืมหนังสือมนุษย์ที่ตัวเองสนใจไปนั่งคุยกันประมาณ 20-30 นาที หลังจากคุยกันเสร็จก็นำหนังสือมนุษย์นั้นไปส่งคืนทีมงาน หรือ “คืนหนังสือ” นั่นเอง 

ครับ ง่ายๆแบบนี้เลย 
เป้าหมายของห้องสมุดมนุษย์นี้ก็แสนจะเรียบง่ายครับ ก็คือการส่งเสริมให้มนุษย์ทุกคนลดอคติต่อกันและสร้างความเข้าใจต่อผู้คนที่มีความแตกต่างและหลากหลายผ่านการสนทนาที่เปิดกว้าง เพื่อสลายอัตตาและสร้างความเห็นอกเห็นใจกัน 

นับตั้งแต่ห้องสมุดมนุษย์ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่เดนมาร์กเมื่อ 25 ปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบัน กิจกรรมนี้ก็ได้รับการขยายออกไปเป็นวงกว้างทั่วโลกถึงกว่า 80 ประเทศแล้วครับ โดยสถานศึกษาต่างๆ, หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน, ชุมชน รวมไปถึงกลุ่มองค์กรต่างๆ ก็ได้จัดกิจกรรมห้องสมุดมนุษย์นี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมความเข้าใจกันของผู้คนที่มีพื้นเพและเส้นทางที่หลากหลายแตกต่างกัน ผ่านการสร้างให้เกิดบทสนทนาที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้ 

หลายเรื่องราวได้ถูกเล่าขาน บางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ผู้เล่าตั้งใจถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลัง บางเรื่องก็เป็นรอยแผลเป็นตกสะเก็ดในใจของผู้เล่าเอง แต่ที่สำคัญคือเรื่องราวทั้งหมดเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ถูกเล่าขานออกมาเพื่อหวังให้คนฟังเกิดความเข้าใจและยอมรับซึ่งกันและกันในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งอย่างเท่าเทียมกันทั้งสิ้น

เรื่องราวอันน่าประทับใจที่เกิดขึ้นในห้องสมุดมนุษย์ทั่วโลกมีมากมาย อาทิเช่น 

- การไถ่บาปและการให้อภัยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง, โคเปนเฮเกน, ชายคนหนึ่งได้อาสาสมัครมาเป็นหนังสือมนุษย์เพื่อแบ่งปันเรื่องราวในอดีตของเขาในฐานะสมาชิกแก๊งอาชญากรรมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการทำผิดกฎหมายซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่อย ๆ จนเมื่อเขาได้ใช้เวลาหลายปีในเรือนจำจึงได้คิดและต้องการมาบอกเล่าเรื่องราวความผิดพลาดของตัวเองในอดีตให้กับผู้คนเพื่อเป็นการไถ่บาปของตัวเอง และวันหนึ่งในห้องสมุดมนุษย์ เขาก็ได้นั่งลงและบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองต่อหน้าผู้อ่านที่สูญเสียคนในครอบครัวไปจากความรุนแรงระหว่างแก๊ง ส่งผลให้ผู้อ่านคนนั้นร้องไห้อย่างรุนแรงด้วยหัวใจที่แตกสลาย แต่ภายหลังจากบทสนทนาจบลง ทั้งคู่ก็ได้โอบกอดกันด้วยความเข้าใจ และการเยียวยาซึ่งกันและกัน คนหนึ่งด้วยความรู้สึกผิดที่ต้องการไถ่บาป และอีกคนด้วยความตระหนักว่าการให้อภัยและการยอมรับว่ามนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้นั่นเอง 

- การเผชิญหน้าของผู้รอดชีวิตจากการสังหารหมู่กับสมาชิกนีโอนาซี ,เยอรมนี, ในกิจกรรมห้องสมุดมนุษย์ครั้งหนึ่ง มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่นิยมชมชอบและสนับสนุนแนวคิดนาซีแบบสุดโต่งได้เข้าร่วมกิจกรรมและเลือกที่จะนั่งสนทนากับอาสาสมัครหนังสือมนุษย์ที่เคยรอดชีวิตจากการสังหารหมู่ในค่ายกักกันของนาซีในสมัยสงครามโลก ในเบื้องต้นเด็กหนุ่มเพียงแค่สนใจว่าในสมัยนั้นชีวิตความเป็นอยู่ของคนในค่ายกักกันเป็นอย่างไร แต่เมื่อหนังสือมนุษย์เริ่มเล่าถึงความทุกข์ทรมานต่างๆ ทั้งการถูกทรมานร่างกาย การเห็นคนซึ่งเป็นที่รักถูกสังหารต่อหน้าต่อตา รวมไปถึงความสูญเสีย ทุกข์ทรมานต่างๆอีกมากมายหลังจากนั้น ทำให้ความคิดของเด็กหนุ่มเปลี่ยนไป และในตอนสุดท้ายของการสนทนา เด็กหนุ่มได้ยอมรับกับหนังสือมนุษย์ว่า ตัวเขานั้นได้หลงผิดไปกับแนวคิดอันสุดโต่งของนีโอนาซีและสาบานว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันอย่างเข้าใจ ที่จะนำไปสู่การลดความเกลียดชังต่อกัน นั่นเอง 

- หญิงข้ามเพศและผู้นำทางศาสนา ,อินเดีย, ผู้นำทางศาสนาผู้หนึ่งที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาทั้งชีวิตว่าการเป็น LGBTQ+ คือเรื่องผิดบาป ได้เข้าร่วมกิจกรรมห้องสมุดมนุษย์ และได้ยืมหนังสือมนุษย์ที่มีหน้าปกว่า “หญิงข้ามเพศ:เส้นทางสู่การค้นพบตัวเอง” มาสนทนาด้วย และหนังสือมนุษย์เล่มนี้ ก็ได้เล่าให้เขาฟังถึงประสบการณ์การเป็นหญิงข้ามเพศในอินเดียของเธอที่ผ่านการดูถูกเหยียดหยาม การไม่ยอมรับ และการถูกขับไล่ออกจากครอบครัวของตัวเอง มาจนถึงวันที่สามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเอง และมีความภูมิใจในตัวเองได้ด้วยความอดทนและความมุ่งมันที่จะพิสูจน์คุณค่าของตัวเองเพียงไร ในตอนท้ายผู้นำทางศาสนาคนนี้ก็ได้ยอมรับกับหนังสือมนุษย์ว่า ตัวของเขาเองไม่เคยมีความเข้าใจมาก่อนเลยว่าการเป็นคนข้ามเพศนั้นมีความลำบากอย่างไร รวมทั้งได้ยอมรับว่ามุมมองของเขาต่อคนข้ามเพศนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยที่ได้บันทึกไว้จากกิจกรรมห้องสมุดมนุษย์ทั่วโลก หากจะให้สรุปผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจัดให้มีห้องสมุดมนุษย์ขึ้นนั้น เราก็พอจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ห้องสมุดมนุษย์นั้นแท้จริงแล้ว ไม่ใช่เป็นเพียงการบอกเล่าหรือแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันเท่านั้น หากแต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนมุมมองและหัวใจที่เพื่อนมนุษย์มอบให้แก่กัน การให้ผู้คนได้พูดคุยกันอย่างเปิดใจและซื่อตรงนับเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่จะลดความแตกต่าง สร้างความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน สุดท้ายก็จะนำไปสู่ความเข้าใจกันอย่างแท้จริงของผู้คนที่มีภูมิหลังอันหลายหลายแต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขด้วยการยอมรับความแตกต่างและเปิดใจยอมรับความแตกต่างนั้น พร้อมโอบกอดกันไว้ด้วยความเข้าอกเข้าใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั่นเอง

ผู้นำสหภาพยุโรป ขอร้อง ‘ฝรั่งเศส-อังกฤษ’ แบ่งปันนิวเคลียร์ หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มพาสหรัฐฯ ตีตัวออกห่าง EU

(5 มี.ค. 68) ผู้นำสหภาพยุโรป เรียกร้องให้ฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ขยายขอบเขตอาวุธนิวเคลียร์ให้ครอบคลุมยุโรปใช้ในการต่อกรกับรัสเซีย เนื่องจากสหรัฐฯ เริ่มไม่สนใจภูมิภาคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ 

การขยายพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ไปจนถึงสหภาพยุโรป เคยเป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในแง่ของเสถียรภาพระหว่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไป 

โดยสหรัฐอเมริกา ถือเป็นผู้ผลิตพลังงานนิวเคลียร์รายใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ทั่วโลก

อย่างไรก็ตามการปฏิรูปนโยบายต่างประเทศของอเมริกาอย่างสุดโต่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินมายาวนาน นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงทางพันธมิตรที่ดูเหมือนจะห่างจากสหภาพยุโรป และเข้าใกล้รัสเซียแบบเผด็จการมากขึ้น

ส่งผลให้บรรดาผู้นำยุโรป หรือ EU กังวลว่าพวกเขาไม่สามารถฝากชีวิตไว้กับทางสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป พวกเขาจึงกลับหันไปขอความช่วยเหลือจากฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์เพียงสองแห่งในยุโรป 

ฟรีดริช แมร์ซ ว่าที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า “การที่เราต้องพูดคุยกับอังกฤษและฝรั่งเศส ว่าการคุ้มครองทางนิวเคลียร์ของพวกเขาสามารถขยายมาถึงเราด้วยได้หรือไม่ เราต้องพูดคุยกันว่ามันจะเป็นอย่างไร” 

ขณะที่สำนักนักข่าว Euractiv รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหารฝรั่งเศสได้มีการเจรจาเป็นความลับกับพันธมิตรในสหภาพยุโรปเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการถอนตัวของสหรัฐฯ จากองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และสหประชาชาติ โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ และผู้นำคนอื่นๆ ในรัฐบาลสหรัฐฯ เคยวิพากษ์วิจารณ์ NATO หลายครั้งและมักตั้งคำถามถึงคุณค่าของการเป็นพันธมิตร

ดีพร้อมจับมือเดลต้า คิกออฟ เองเจิล ฟันด์ คอนเน็ค ปีที่ 10 ดึง 2 พันธมิตรร่วมหนุน ชู Content Marketing ขยายฐานลูกค้า สร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจ

เมื่อวันที่ (3 มี.ค.68) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ผนึกกำลัง บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท มีเดียแท็งค์ จำกัด และสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์ไทย เดินหน้าสร้างโอกาสแก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เติบโตผ่านโครงการ เองเจิล ฟันด์ คอนเน็ค ปีที่ 10 ขยายผลต่อยอดกลยุทธ์การตลาดผ่านการสร้างเนื้อหา หรือ Content Marketing ปั้นเทรนด์การเสพคอนเทนต์ด้านนวัตกรรม เพิ่มโอกาสด้านการตลาด ขยายฐานลูกค้า และผลักดันผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไปสู่ระยะเติบโต คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้กว่า 50 ล้านบาท พร้อมเชื่อมโยงสตาร์ทอัพไปยังแหล่งเงินทุนให้เปล่าของบริษัท เดลต้าฯ จำนวน 5 ล้านบาท ต่อไป

นายดุสิต อนันตรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เพื่อยกระดับผลิตภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ เป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญที่กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งดำเนินการ โดยการนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกอบกับนโยบายของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งเน้นการปรับอุตสาหกรรมเข้าสู่วิถีใหม่ โดยให้ความสำคัญในการยกระดับทุกองค์ประกอบของภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งและกระจายรายได้สู่ชุมชน ด้วย ‘หัว’ และ ‘ใจ’ โดยเฉพาะเน้นการปรับเปลี่ยนธุรกิจและอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมศักยภาพ หรือ S-curve พร้อมปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจที่เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจในอนาคต ทั้งยังสอดคล้องกับการสร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ตามนโยบายของ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินทุนไปต่อยอดแนวคิดให้เกิดขึ้นเป็นธุรกิจใหม่ หรือขับเคลื่อนธุรกิจเชิงนวัตกรรมให้มีโอกาสเติบโตในเชิงพาณิชย์

นายดุสิต กล่าวต่อว่า ดีพร้อมเดินหน้าติดปีกสตาร์ทอัพไทย ผ่านโครงการเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนและตลาดสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น หรือ Angel Fund Connect ปีที่ 10 พร้อมเปิดกิจกรรมบ่มเพาะทักษะทางธุรกิจ และการตลาดอย่างเข้มข้น (Marketing camp) จำนวน 5 วันเต็ม รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายกับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ (Content creator) ปั้นเทรนด์การเสพคอนเทนต์ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์ไทย ร่วมค้นหาและคัดเลือกผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์  เข้าร่วมโครงการ และมีบทบาทสำคัญในการสร้างกระแส สร้างการรับรู้ และกระจายข้อมูลให้กับผู้คนทั่วโลก ซึ่งเป็นการส่งเสริมสตาร์ทอัพให้สามารถเข้าถึงช่องทางการตลาดใหม่ ๆ ขยายฐานลูกค้า และผลักดันไปสู่ระยะเติบโตมากขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม  เพื่อร่วมการทดลองใช้นวัตกรรม หรือ โซลูชั่นส์ในตลาดจริง (Proof of Concept: PoC) ถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการและง่ายต่อการขยายผลในเชิงธุรกิจ และเป็นก้าวสำคัญที่ดีพร้อม มุ่งส่งเสริมในปีนี้ ก่อนเข้าสู่การนำเสนอโมเดลธุรกิจต่อแหล่งทุนในกิจกรรม Pitching Day ยิ่งไปกว่านั้น ได้มีความร่วมมือกับ บริษัท มีเดียแท็งค์ (Shark Tank Thailand) เพื่อส่งต่อสตาร์ทอัพเข้าร่วมรายการให้สามารถสร้างโอกาสในการเชื่อมโยงไปสู่นักลงทุนรายอื่น ๆ ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานกรรมการบริหารบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเดลต้าฯ ร่วมกับดีพร้อมในการดำเนินธุรกิจเชิง CSR โดยการคืนกลับสู่สังคมในรูปแบบการสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนาต่อยอดให้กับสตาร์ทอัพไทยผ่านโครงการ Angel Fund นับตั้งแต่เปิดตัวโครงการในปี 2559 ได้มีการเสริมศักยภาพให้กับสตาร์ทอัพกว่า 200 ราย เป็นเงินทุนมากกว่า 33.16 ล้านบาท และช่วยสร้างงาน 927 ตำแหน่ง ซึ่งโครงการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการนำนวัตกรรมต่าง ๆ เข้าสู่ตลาดเชิงพานิชย์ ได้อย่างชัดเจน สำหรับปีนี้ ทางบริษัทฯ ทุ่มเงินจำนวน 5 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการสนับสนุนเงินให้เปล่าแก่สตาร์อัพที่มีธุรกิจและผลิตภัณฑ์เชิงนวัตกรรม จำนวน 4 ล้านบาท และสนับสนุนผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ จำนวน 1 ล้านบาท ให้สามารถต่อยอดการเริ่มต้นธุรกิจได้ และในฐานะผู้ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนกับสตาร์ทอัพ คิดว่าโจทย์ใหญ่ของสตาร์ทอัพไทยในปีนี้ คือ การเร่งคิดค้นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี เพื่อแก้ไขปัญหาของโลกในบริบทต่าง ๆ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือ Climate change ซึ่งมีผลกระทบต่อพวกเราทุกคนหรือจากสถานการณ์ปัจจุบันที่พวกเราต้องการสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้น โครงการฯ กําลังเติบโตขึ้น โดยในปีนี้ได้มีพันธมิตรใหม่อย่างสมาคมการค้าอินฟลูเอนเซอร์ไทย และ Shark tank มาเสริมความแข็งแกร่ง จึงอยากจะกระตุ้นให้สตาร์ทอัพทุกคนใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ เพื่อเรียนรู้จาก

ธุรกิจชั้นนำในประเทศไทยและสร้างความมั่นใจ โดยการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ และตระหนักว่าชีวิต คือการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้า ซึ่งหวังว่าทุกคนจะสนุกกับความท้าทายในเหล่านี้ พร้อมกับนำความคิดไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจไปสู่อีกระดับต่อไป วิคเตอร์ เจิ้ง กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ประกอบที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมผู้ประกอบการและธุรกิจใหม่ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0 2430 6873 ต่อ 1625 หรือติดตามความเคลื่อนไหวและข่าวสารต่าง ๆ ได้ที่ www.diprom.go.th และ www.facebook.com/dipromindustry

‘กอบศักดิ์’ ชี้ส่งครามการค้า ‘ยุคทรัมป์ 2.0’ เริ่มพ่นพิษ แปรเปลี่ยนมิตรเป็นศัตรู – เศรษฐกิจในประเทศตัวเองส่อพัง

(5 มี.ค. 68) นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ผลงาน Trump 2.0 !!!  จากความปั่นป่วนวุ่นวายที่ President Trump สร้างในช่วงที่ผ่านมา

เปิดศึก Trade Wars กับทุกประเทศ แบบไม่เลือกหน้า ทั้งกับ อดีตมิตรประเทศ เช่น แคนาดา เม็กซิโก ที่กำลังจะกลายเป็น อดีตมิตรประเทศ เช่น สหภาพยุโรปที่ยังเป็นมิตรประเทศ เช่น ญี่ปุ่น กับ คู่แข่ง เช่น จีน โดยประกาศขึ้นภาษีนำเข้า Tariffs ใน 3 ระดับ ระดับประเทศ ในทุกสินค้า ระดับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเหล็กกล้า อลูมินัม และต่อไป ยานยนต์ ยา ชิป ไม้ ฯลฯ ระดับบริษัท ที่เริ่มจากการห้ามการส่งออก Technology และในอนาคตจะมุ่งเป้าไปยังบางบริษัท เพื่อตอบโต้จีนที่ประกาศไม่ให้ขาย Critical Minerals ให้กับบริษัทสหรัฐอีก 15 บริษัท และกำหนดชื่ออีก 10 บริษัทไม่ให้ลงทุน หรือค้าขายกับจีน 

ทั้งหมดนี้ ทำให้นักลงทุนกังวลใจ ไม่แน่ใจกับอนาคตของบริษัทต่างๆ ในสหรัฐ ว่าจะโดนตอบโต้มากน้อยแค่ไหน ทั้งจากสินค้าธรรมดาเช่น ไวน์ สุรา ที่แคนาดาไม่ให้วางขายสัญญากับ Starlink ที่ถูกฉีกโดยแคนาดาในยุโรป เช่นที่ สวีเดน เดนมาร์ค ที่คนกำลังรณรงค์ไม่ให้ซื้อสินค้าสหรัฐ บริษัท Haltbakk Bunkers ของนอร์เวย์ที่ประกาศไม่เติมน้ำมันให้กับเรือรบของสหรัฐและอื่นๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้น ขยายเป็นวงกว้าง 

ยิ่ง President Trump ประกาศเพิ่มความเข้มข้น เอาจริงเรื่อง Trade War เร่งขึ้น Tariffs เป็นลำดับ จีน 10% เป็น 20% สั่งให้ดำเนินการเก็บจริง กรณีแคนาดาและเม็กซิโก และเตรียมเก็บ Reciprocal Tariffs เพิ่มในเดือนเมษายน สร้างความไม่แน่นอนในระบบเศรษฐกิจการค้าโลกอย่างไม่เป็นมาก่อนรวมถึงผลกระทบต่อเงินเฟ้อ เศรษฐกิจสหรัฐ

ทั้งหมดนี้ ได้ทำให้ดัชนีหลักทรัพย์สำคัญของสหรัฐที่เคยดีใจว่า Mr. Donald J Trump กำลังเป็นประธานาธิบดีอีกรอบ ขึ้นไปทำ New High หลังรู้ผลเลือกตั้งเมื่อ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมาล่าสุด เมื่อเทียบกับวันเลือกตั้ง

S&P500 ได้เริ่มติดลบ -4.61 จุด หรือ -0.08% Nasdaq ติดลบ -154.01 จุด หรือ -0.84% Dow Jones ยังบวกอยู่นิดๆ +299.11 จุด หรือ +0.71% แต่อีกไม่นาน ก็คงติดลบเช่นกัน ยิ่งถ้าเทียบกับวันที่ 20 มกราคมที่เข้ามา ทุกดัชนีติดลบหมดแล้วเรียบร้อย !!! S&P500 -3.64% Nasdaq -6.85% Dow Jones -2.22%!!! 

จึงกล่าวได้ว่า จากที่เคยแอบมีความหวัง กลายเป็นเริ่มกังวลใจมาก จากการแผลงฤทธิ์ ในช่วงที่ผ่านมา 

ยิ่งท่านประธานาธิบดีบอกว่า Just Getting Started ในอนาคตเมื่อ สงครามการค้าเข้าสู่การต่อสู้เต็มรูปแบบ เปิดศึกครบทุกด้าน และได้รับการตอบโต้ในมิติต่างๆ ความกังวลใจก็คงหนักหน่วงกว่านี้ ผลกระทบก็คงจะรุนแรงกว่านี้

ผลตอบแทนของการลงทุนของเรา จะไม่ขึ้นกับเศรษฐกิจ ธุรกิจอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นกับสิ่งที่ท่านจะประกาศ ที่จะเขียนใน Social Media และที่จะเลือกทำ และทำให้แรงขึ้น หากอีกข้างไม่สยบยอม

ทั้งหมดนี้ จะเป็น Uncertainty เป็นความไม่แน่นอนอย่างยิ่งให้กับโลกการเงิน ที่เบอร์ 1 ของโลก ที่ปกติจะพยายามรักษาความสงบของโลก ได้กลายร่างมาเป็นผู้ทุบระบบเสียเอง    

บอกว่า ที่ทำเช่นนี้ เพราะกำลังถูกเอาเปรียบจากระบบปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่เป็นระบบที่เขาสร้างขึ้นมา ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ขอเป็นกำลังใจอย่างยิ่งให้กับทุกคน ในยุคโลกปั่นป่วนครับ  

ผู้นำเบลารุส ขอยืนเคียงข้าง ทรัมป์ ซูฮกผลงานเข้าเป้า รับมือวิกฤตยูเครนได้ดี

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก (Alexander Lukashenko) ประธานาธิบดีเบลารุส ซึ่งถือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของรัสเซีย ได้ออกมากล่าวว่า รัสเซียและเบลารุสจะได้รับประโยชน์จากท่าทีของสหรัฐฯ ต่อประธานาธิบดียูเครน โวโลดีมีร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelensky) รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป (EU)

ในการให้สัมภาษณ์กับมาริโอ นาฟัล (Mario Nawfal) นักจัดรายการบนแพลตฟอร์ม X โดยลูกาเชนโกแสดงการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมถึงชื่นชมแนวทางการจัดการสงครามยูเครนของเขา

“เพราะรัฐบาลชุดนี้ (ของทรัมป์) ทำให้ประเด็นการยุติสงครามกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน" ลูกาเชนโกกล่าว พร้อมเสริมว่า "มันเป็นผลดีต่อพวกเรา ที่เขา (ทรัมป์) ทำให้เซเลนสกีรู้ที่ทางของตัวเอง”

สงครามยูเครนทำให้ลูกาเชนโกได้ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียมากขึ้น โดยปูตินได้ใช้ดินแดนเบลารุสเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตียูเครน และยังส่งอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีเข้าประจำการในเบลารุสด้วย

ลูกาเชนโกกล่าวว่าทรัมป์มีเป้าหมายเดียวคือยุติสงคราม ซึ่งเขามองว่าเป็นนโยบายที่ 'ยอดเยี่ยม'

“ผมพร้อมจะยืนเคียงข้างเขาและทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อยุติสงครามและทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น” ลูกาเชนโก กล่าว

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และ EU ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรต่อเบลารุสหลายระลอกจากกรณีปราบปรามผู้เห็นต่างและการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายหลังการเลือกตั้งปี 2020 รวมถึงบทบาทของเบลารุสในการช่วยเหลือรัสเซียโจมตียูเครน

ลูกาเชนโกยังกล่าวอีกว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับ EU เป็นผลดีต่อเบลารุส “พูดตรงๆ มันเป็นผลประโยชน์ของผม และมันเป็นประโยชน์ต่อพวกเราที่สหรัฐฯ กับ EU มีความเห็นไม่ตรงกัน”

NATO ระส่ำ สหรัฐฯ เล็งถอนกำลัง-ตัดงบฯ ปล่อยชาติยุโรปรับภาระเอง นำไปสู่การล่มสลาย

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าว Sputnik รายงานว่า อนาคตขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO อาจเข้าสู่จุดจบในไม่ช้า หลังจากอดีตผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองกำลัง NATO พลเรือเอก เจมส์ สตาฟริดิส (James Stavridis) ออกมาเตือนว่า จุดจบของ NATO อาจอยู่แค่ไม่กี่วันข้างหน้า

ขณะที่ คัม การ์ปองติเยร์ เดอ กูร์ดอง (Come Carpentier de Gourdon) นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ภายใต้การนำของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มจะใช้ยุทธศาสตร์ค่อยๆ ลดบทบาทใน NATO โดยไม่ถอนตัวในทันที แต่จะลดงบประมาณและดึงกำลังพลจากฐานทัพในยุโรปกลับประเทศ ปล่อยให้ชาติยุโรปต้องแบกรับต้นทุนป้องกันประเทศเอง

นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่วอชิงตันจะกดดันชาติสมาชิก NATO ให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็น 5% ของ GDP ซึ่งอาจสร้างภาระหนักเกินรับไหว และนำไปสู่การล่มสลายของ NATO ในที่สุด

ด้าน ไมเคิล แชนนอน (Michael Shannon) คอลัมนิสต์จาก Newsmax แสดงความคิดเห็นว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา NATO ดำรงอยู่ได้เพราะสหรัฐฯ แบกรับต้นทุนหลัก ขณะที่ประเทศสมาชิกกลับไม่จ่ายส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรม พร้อมระบุว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ สหรัฐฯ อาจลดบทบาทลงและปล่อยให้ยุโรปเผชิญชะตากรรมเอง ซึ่งจะทำให้ NATO ค่อยๆ สลายตัวลงราวกับลูกโป่งที่รั่ว

อธิบดีกรมประมงชื่นชม 'มหาสมุทรซีฟู้ด' เชื่อมเกษตรกร - ผู้บริโภค ช่วยยกระดับปลากะพง 3 น้ำ นำสินค้า GI จากสงขลาขึ้นห้างดัง

อธิบดีกรมประมงชื่นชม 'มหาสมุทรซีฟู้ด' ช่วยเกษตรกรยกระดับปลากะพง 3 น้ำทะเลสาบสงขลา ขึ้นห้างสยามพารากอน

(5 มี.ค. 68) อธิบดีกรมประมง ลงพื้นที่เยี่ยมชมร้าน 'มหาสมุทรซีฟู้ด' ณ Gour Market Siam Paragon ชั้น G (โซนซีฟู้ด) ซึ่งเป็นร้านจำหน่าย ปลากะพง 3 น้ำ จากกระชังของเกษตรกรในทะเลสาบสงขลา ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ซึ่ง คุณภาพสูงที่ได้รับมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) 'เป็นกลุ่มแรกและกลุ่มเดียวในประเทศไทย' เสริมเทคนิค ‘อิเคะจิเมะ’ เพิ่มมูลค่าผลผลิตยกระดับความสดอร่อยของเนื้อปลา โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลากะพงของเกษตรกรในพื้นที่ ยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรได้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง

โดย 'ปลากะพง 3 น้ำ' เป็นปลาที่มีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน ผ่านการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งกระบวนการเพาะเลี้ยง การจัดการน้ำ และอาหาร ทำให้ได้ปลาที่มีเนื้อสัมผัสแน่น รสชาติดี และมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าปลาทั่วไป ปัจจุบัน ปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ถือเป็นรายแรกของไทยที่ใช้ระบบการเลี้ยงที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และกำลังอยู่ในขั้นตอนยกระดับให้เป็นปลาพรีเมียม เพื่อรองรับตลาดที่ต้องการสินค้าคุณภาพสูง

ซึ่งปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลามีคุณค่าทางโภชนาการสูง จากการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการพบว่า ปลากะพง 3 น้ำ มีสารอาหารที่สำคัญ อุดมไปด้วยโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า-3 และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย  และสามารถรับประทานแบบดิบได้อย่างปลอดภัย ทำให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการอาหารทะเลที่มีคุณภาพสูง อร่อย และปลอดภัย

การขยายตลาดสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำและเตรียม ร้าน 'มหาสมุทรซีฟู้ด' กำลังขยายตลาดไปยังห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง 'ท็อปส์' และซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมทั่วประเทศ

จับตาชาติตะวันตกปักธงเอเชียกลาง หวังลดบทบาทมอสโก ฮุบพลังงานเป็นของตัวเอง

(5 มี.ค. 68) สำนักข่าว Sputnik รายงานว่า ภูมิภาคเอเชียกลางเอเชียกลาง กลายเป็นหัวข้อการประชุมใน “วัลได ดิสคัสชั่น คลับ” (Valdai discussion club) ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและบุคคลทางการเมืองมากกว่า 50 คนจากอินเดีย อิหร่าน คาซัคสถาน จีน คีร์กีซสถาน มองโกเลีย ปากีสถาน รัสเซีย ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน เข้าร่วม

อเล็กซานเดอร์ สเติร์นนิค (Alexander Sternik) ผู้อำนวยการแผนกที่สามของกลุ่มประเทศ CIS ของกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย กล่าวในงานประชุมว่า “กลุ่มยูโร-แอตแลนติกได้เชื่อมโยงเอเชียกลางเข้ากับยุโรปตะวันตก ผ่านทางคอเคซัสใต้ เพื่อลดความสนใจของภูมิภาคเหล่านี้ในการร่วมมือกับรัสเซีย”

“สเตอนิกเน้นย้ำว่าชาติตะวันตกมีความสนใจในการเข้าถึงแหล่งพลังงาน และศักยภาพในการขนส่งของประเทศต่างๆ ในเอเชียกลาง รวมถึงความใกล้ชิดกับอัฟกานิสถาน อิหร่าน รวมถึงจีน” 

ฟีโอดอร์ ลูเกียอานอฟ (Fyodor Lukyanov) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยที่วัลได ดิสคัสชั่น คลับ มีความคิดเห็นสนับสนุนความคิดของสเติร์นนิค โดยเขาระบุว่า “นักลงทุนจากภายนอก ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเอเชียกลาง จะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะฉีกส่วนต่างๆ ของภูมิภาคออกไป และใช้ประโยชน์จากส่วนเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง” 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top