Saturday, 6 June 2026
News

'เสธ.เบิร์ด' ฝากถึงผู้นำเขมร ก่อนจะแหกปากแถลงโกหก ลั่น ไทยยึด ‘ภูมะเขือ’ ได้ 100% ช่วยแหกตาดูความจริงด้วย

(11 ส.ค. 68) - พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ฝากถึงผู้นำเขมรก่อนที่จะออกมาแหกปากแถลงโกหกขอให้แหกตาดูความจริงด้วย

เรื่องโกหก ที่เขมรพยายามหลอกคนเขมรด้วยกันว่า ยอดภูมะเขือไทยยังยึดไม่ได้

เรื่องจริงคือ บนยอดมะเขือ ณ ปัจจุบัน ทหารไทยสามารถสถาปนาความมั่นคงได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100% แล้ว

1 ได้ทำการทำลายบันไดทางขึ้นทั้งหมด
2 ได้ทำการวางลวดหนามหีบเพลงบริเวณขอบเขาโดยรอบเรียบร้อย
3 ตรวจพบระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมาก
4 ทหารไทยได้ปักธงชาติไทยเหนือยอดภูมะเขือปลิวไสวเป็นสง่า

ภูมิประเทศบนยอดภูมะเขือนี้ถือว่าเป็นชัยภูมิที่สำคัญได้เปรียบอย่างยิ่งทั้งการตรวจการและพื้นการยิง

มองจากยอดภูออกไปทางเขมร ด้านซ้ายสามารถมองตรวจการณ์ได้ไกลถึงปราสาทพระวิหารสามารถเห็นเส้นทางการส่งกำลังของเขมรได้อย่างชัดเจน ส่วนทางด้านหน้าและทางขวาก็เช่นเดียวกันสามารถตรวจเห็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายของเขมรได้ทั้งหมด ภูมิประเทศบนยอดมะเขือนี้จึงถือว่าเป็นภูมิประเทศสำคัญที่เขมรก็อยากที่จะยึดกับคืนให้ได้

‘วิชัย ทองแตง’ ยกโมเดล 3 ประสาน 'Golden Triangle' ช่วยยกระดับการศึกษา แนะเด็กไทย “กล้าถาม-กล้าทำ-กล้าเปลี่ยน”

(14 ส.ค. 68) นายวิชัย ทองแตง ประธานมูลนิธิ หนึ่งน้ำใจ One Love Foundation ชี้แนะแนวทาง ฐานความคิดใหม่ด้านการศึกษาว่า การพัฒนาการศึกษาของชาติให้มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้นั้น ต้องมาจากการร่วมกันสร้างฐานพลังแห่งความเปลี่ยนแปลงด้วยโมเดล 'Golden Triangle' ได้แก่ การผสานความร่วมมือจาก 3 กลุ่มเข้าด้วยกัน ได้แก่ Knowledge sectors, Government sectors และ Private sectors ซึ่งความร่วมมือกันตามทฤษฎี 3 ประสานนี้ จะสามารถยกระดับการศึกษาและเปลี่ยนแปลงประเทศได้

และในทุกสถานการศึกษารวมทั้งแหล่งเรียนรู้ทั้งหลาย ต้องปลูกฝังให้เด็ก “กล้าถาม-กล้าทำ-กล้าเปลี่ยน”

พร้อมกันนี้ นายวิชัย ยังย้ำด้วยว่า ขอให้ 390 มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นขุมปัญญาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นขุมพลังแห่งปัญญาในการนำพาชาติไปสู่ความยั่งยืน หรือ sustainable ได้ยึดหลัก Golden Triangle หรือ สามเหลี่ยมทองคำดังกล่าว ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ทุกมหาวิทยาลัย ทุกวิทยาลัย ทุกโรงเรียน ที่อยู่ในกลุ่มของ Knowledge Sector ต้องพัฒนาร่วมกันและสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เข้มแข็งและยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป

“เมื่อก่อนเราสอนลูกสอนหลานว่า ให้กล้าคิด กล้าทำ กล้ารับผิดชอบ แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนใหม่ เน้นสิ่งที่จับต้องได้ ต้องกล้าถาม เด็กไทยไม่ค่อยกล้าถาม และต้องกล้าลงมือทำ อาจจะผิดหรือถูกไม่ว่ากัน แต่ถ้าทำผิด ก็ต้องกล้าเปลี่ยน อะไรที่มันไม่ success ก็ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน ปัจจุบันโลกมันเป็นแบบนี้แล้ว จะทำอยู่เหมือนเดิมไม่ได้”

‘หมอสุภัทร’ เผย กำลังจะถูกให้ออกจากราชการ ปมถูกสอบซื้อ ATK ซัด ปลัด สธ. มีธง - ลงมือจัดการทุกทาง

เมื่อวันที่ (16 ส.ค. 68) นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา และ ประธานชมรมแพทย์ชนบท โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ผมกำลังจะถูกให้ออกจากราชการ!!

ข้าราชการไทยอยู่ยาก ต้องเดินกุมเป้า เงียบๆ พูดน้อย นายว่านกเราก็นก เห็นความทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ นโยบายเพี้ยน ก็ต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ จึงจะมีความเจริญก้าวหน้า

ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังให้ความเห็นแย้งคัดค้านบางเรื่องในกท.สธ.และเรื่องสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ปลัดกระทรวงคนปัจจุบัน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ มีธงลงมือจัดการผมทุกทาง ในฐานะกรวดในรองเท้าของใครบางคน หวังให้ผมเงียบ อยู่ในโอวาท

สามปีที่ผ่านมา ผมจึงถูกสธ.ตั้งกรรมการสอบวินัยกว่า 10 เรื่อง แต่ได้แค่ตักเตือน ภาคทัณฑ์ จนกระทั่งมีการสั่งย้ายผม โดยมิชอบ ให้พ้นจากโรงพยาบาลจะนะ ให้ไปอยู่ที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย พอสั่งย้ายปุ๊บก็ส่งทีมชุดใหญ่เข้ามาตรวจสอบภายในเพื่อขุดหาความผิด พร้อมทั้งให้ข่าวว่าผมทุจริต และตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผมเรื่องการจัดซื้อ ATK แพทย์ชนบทบุกกรุง

แพทย์ชนบทบุกกรุง 3 รอบ ในช่วงก.ค.-ส.ค.64 สิ่งที่ยากที่สุดเป็นจริงอย่างไม่น่าเชื่อ โรงพยาบาลต่างๆอาสาบุกกรุงมาตรวจ ATK 3 รอบ ทีมชุมชนในกทม.แข็งขันจัดการสถานที่จัดคิวอำนวยการทุกอย่าง ความยากที่สุดคือ เราจะต้องจัดซื้อ ATK มาใช้เอง สธ.ไม่มีให้ ในขณะนั้น มาตรฐาน สธ.ยังใช้ RT-PCR แกนนำหลายโรงพยาบาลแบ่งหน้าที่ช่วยกันจัดซื้อ ATK ผมก็จัดซื้อในนามโรงพยาบาลจะนะ จัดซื้อตามสถานการณ์หน้างานที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่า คนมารับการตรวจจะมากหรือน้อย เราจะทำไหวที่จำนวนเท่าไหร่ แต่จุดยืนตอนนั้นคือ ทุกคนที่มารอต้องได้ตรวจ เราตรวจไปทั้งหมด 192,905 คน พบผู้ติดเชื้อและได้จ่ายยาไปมากถึง 22,451 คน

การบุกกรุง 3 ครั้ง โรงพยาบาลจะนะทำการจัดซื้อ ATK ไป 5 ครั้ง จึงเปิดช่องให้ผมถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าจัดซื้อผิดระเบียบ แบ่งซื้อแบ่งจ้าง แต่โรงพยาบาลอื่นที่จัดซื้อในคราวนั้นไม่ถูกสอบสวนนะครับ 

การชี้แจงของผมอย่างละเอียดไม่เป็นผล ในเมื่อกรรมการมีธง มีมติให้ผมออกจากราชการ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญก่อนเกษียณของปลัดโอภาส ให้ทันก่อน 30 ก.ย.68 นี้

ที่ผ่านมาผมพยายามชี้แจงตามระบบ ไม่เปิดเรื่องสู่สาธารณะ คิดว่าระบบราชการยังให้ความเป็นธรรมได้บ้าง แต่วันนี้ผมถูกต้อนจนเข้ามุม  ถึงเวลาที่จะต้องเปิดความจริงให้สาธารณะทราบ ถ้าเชื่อมั่นในความเป็นผม “สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ”  เรามาสู้ด้วยกัน 

ระบบราชการต้องมีความเป็นธรรมให้กับข้าราชการและประชาชนได้ ประเทศจึงจะมีความหวัง

“ไทย–กัมพูชา” ร่วมถก RBC ชายแดนจันทบุรี - ตราด แต่เขมรยังไม่ให้ความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด - ปราบสแกมเมอร์

(17 ส.ค. 68) สำนักงานโฆษก ทร. เผย กองบัญชาการป้องกันจันทบุรีและตราด  จัดการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee - RBC ) ร่วมกันระหว่าง ไทย -กัมพูชา เป็นไปตามกรอบ GBC เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล และผลักดันข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบปรามสแกมเมอร์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ  เปิดเผยว่า พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ พลตรี อุย เฮียง  ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของ กองทัพบก กัมพูชา  ตลอดจนคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ของทั้งสองฝ่ายได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค ไทย -กัมพูชา สมัยวิสามัญ (Regional Border Committee ) หรือ  RBC ณ ประเทศไทย  ที่บ้านทะเลภูรีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เพื่อร่วมกันหารือ ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศด้วยสันติวิธี และได้ลงนามใน ”บันทึกความตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาครับ(RBC) สมัยวิสามัญระหว่าง กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ราชอาณาจักรไทย กับภูมิภาคที่ 3 ราชอาณาจักรกัมพูชา วันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดตราด ประเทศไทย“

รองโฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นไปตามกรอบ GBC เมื่อ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา เน้นย้ำ ประเทศไทย มุ่งไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามกติกาสากล โดยฝ่ายไทยได้มีการเพิ่มข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับความร่วมมือใดๆ จากทางกัมพูชาเท่าที่ควร และจากผลการประชุมในวันนี้ ก็ยังไม่ได้การตอบรับใดๆ  จากฝ่ายกัมพูชา โดยยังหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงตกค้างอยู่ตลอดแนวชายแดนและการปราบปรามสแกมเมอร์ ในการประชุมครั้งต่อไป

โฆษก ทบ.อัดกัมพูชา ยังไม่ยอมร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ชี้ชัด เป็นอาวุธที่ใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลา

(17 ส.ค. 68) โฆษก ทบ.อัดกัมพูชาตั้งเงื่อนไขเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็ต่อเมื่อหยุดยิงโดยสมบูรณ์ สะท้อนว่ายังคงต้องการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามไทย ย้อนถามข้อตกลงหยุดยิงจะสมบูรณ์ได้ยังไง ถ้ายังคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยไม่หยุด ซ้ำดูย้อนแย้ง ได้เงินนานาชาติมาเก็บกู้ แต่กลับเพิกเฉยสิ่งที่ควรทำ

จากกรณี พล.ท.(หญิง) มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ที่จังหวัดตราด ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 ส.ค.โดยที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอของไทยในการร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดน โดยอ้างว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ และจะดำเนินการได้ในพื้นที่ที่มีการปักปันเขตแดนแล้ว หรือในพื้นที่ที่ไม่มีข้อพิพาท ตามที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกัน เนื่องจากคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) ไม่มีอำนาจตัดสินใจ ควรนำไปหารือในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) นั้น

วันนี้(17 ส.ค.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.)กล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวในลักษณะดังกล่าว ย่อมแสดงถึงการยอมรับว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้ทุ่นระเบิดคุกคามทำร้ายฝ่ายไทยจริงอย่างชัดเจน โดยกัมพูชาแสดงท่าทีที่จะมีการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดนี้ ก็ต่อเมื่อข้อตกลงหยุดยิงสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในสภาพความเป็นจริง หากฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ทุ่นระเบิดอยู่ ข้อตกลงหยุดยิงจะมีความสมบูรณ์ได้อย่างไร โดยเฉพาะสิ่งนี้ยังเป็นอาวุธที่กัมพูชาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลาเพียงฝ่ายเดียว มีปรากฏหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ซึ่งพิจารณาได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับทุ่นระเบิดในห้วงที่ผ่านมา

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า อีกทั้งยังดูย้อนแย้งกับบทบาทในเวทีนานาชาติที่เข้าใจว่า กัมพูชาเอาจริงเอาจังในการต่อต้านทุ่นระเบิด เพื่อมนุษยธรรม ทั้งที่กัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการในเรื่องทุ่นระเบิดจากนานาชาติปีละจำนวนมาก แต่กลับเพิกเฉยในสิ่งที่ควรกระทำ แม้จะกระทบภาพลักษณ์กัมพูชาต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะภาคีสมาชิกอนุสัญญาออตตาวา และผู้ให้เงินทุนสนับสนุนกับกัมพูชา

‘อดีตรองอธิการบดี มธ.’ ชำแหละ ‘ช่อ พรรณิการ์’ ชี้ ‘อุปนิสัย’ ชอบยกตนข่มท่าน- อวดภูมิ - เหยียดคู่สนทนา

(17 ส.ค. 68) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ได้ดูและฟังคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สนทนาถกเถียงกับคุณพรรณิการ์ วานิช ในรายการ “คนดังนั่งเคลียร์” ในเรื่องสงครามระหว่างไทย กับ กัมพูชา ดูโดยรวม คุณพรรณิการ์ แม้จะใช้คำหรูๆ วางมาดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ แม้พูดแต่ละครั้ง จะทำให้บรรดาสาวก 3 นิ้วฟังแล้วพยักหน้าด้วยความชื่นชม แต่พอคุณมัลลิกาโต้มาแต่ละครั้ง ตัดสินได้เลยว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ คุณมัลลิกาสามารถได้ใจคนดูและคนฟังมากกว่าคุณพรรณิการ์ 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นน่าจะเป็นเพราะ กิริยาท่าทาง ถ้อยคำและวิธีพูดของคุณพรรณิการ์ดูจะเหยียดๆคู่สนทนาว่ามีความรู้ด้อยกว่าตน และดูเหมือนว่าจะคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นในเรื่องที่กำลังพูด ในขณะที่คุณมัลลิกาแม้จะโผงผาง แต่ดูออกว่ามีความจริงใจในการแสดงออก ข้อมูลและเหตุผลที่มาใช้โต้แย้ง ส่วนใหญ่ก็ดูว่าจะน่าเชื่อถือมากกว่าคุณพรรณิการ์เสียด้วยซ้ำ 

อย่างไรก็ดี มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกัน ซึ่งคุณพรรณิการ์ พยายามแสดงภูมิอย่างเต็มที่ว่าตัวเองรู้เรื่องกฎหมายระหว่างประเทศดีกว่า นั่นคือประเด็นที่คุณพรรณิการ์เสนอว่า ไทยไม่ควรใช้ความรุนแรงตอบโต้กัมพูชา กรณีที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาไปจากการเหยียบกับระเบิดในเขตไทยหลังจากการตกลงหยุดยิง แต่ควรหาประเทศพันธมิตร เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่นซึ่งมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการเก็บกู้ระเบิด มาช่วย แล้วเผยแพร่ข่าวไปทั่วโลก

เหตุผลที่เสนอเช่นนี้ เพราะคุณพรรณิการ์เชื่อว่า การตอบโต้ที่รุนแรงเกินไป นอกจากจะไม่ได้สัดส่วนกับการที่ทหารไทยถูกกับระเบิดแล้ว กลับจะไปเข้าทางสมเด็จฮุนเซ็น เพราะฮุนเซ็นจะหาเหตุลากไปสู่ศาลโลก คุณมัลลิกาโต้ว่า เราไม่ยอมรับอยู่ในเขตอำนาจของศาลโลกหรือ International Court of Justice (ICJ) อยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องไป คุณพรรณิการ์โต้ว่า จำเป็นต้องไป หากฮุนเซ็นยื่นศาลโลกกรณีพื้นที่เช่น ภูมะเขือ เพราะเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับปราสาทพระวิหาร หากเราไม่ไป ศาลก็จะพิจารณาฝ่ายเดียว ทำให้เราเสียเปรียบ และเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่ต้องเกรงว่าองค์การสหประชาชาติจะมากดดันเรา 

เพื่อแสดงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ จะขอถอดข้อความจากเว็บไซท์ของ  ICJ เป็นภาษาไทยมาให้อ่านดังนี้

“เฉพาะประเทศเหล่านี้เท่านั้น (ประเทศที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และประเทศอื่นๆที่เป็นคู่กรณีตามกฎหมายของศาล หรือยอมรับเขตอำนาจของศาลภายใต้เงื่อนไขเฉพาะบางประการ) จึงจะเป็นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในกรณีที่กำลังถกเถียงกันได้

ศาลจะสามารถพิจารณาข้อพิพาทได้ก็ต่อเมื่อประเทศที่เกี่ยวข้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้ 

โดยเข้าสู่ข้อตกลงพิเศษ เพื่อยื่นร้องข้อพิพาทต่อศาล
โดยอาศัยเขตอำนาจศาลที่กำหนดไว้ เช่น เมื่อคู่พิพาทอยู่ในสนธิสัญญาซึ่งมีบทบัญญัติที่แต่ละฝ่ายเห็นไม่ตรงกันในการตีความหรือในการบังคับใช้ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจนำข้อพิพาทดังกล่าวยื่นร้องต่อศาล

โดยการประกาศที่มีผลผูกพันทั้งสองฝ่าย ภายใต้กฎเกณฑ์ โดยที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเขตอำนาจของศาลให้เป็นภาคบังคับในกรณีที่เกิดข้อพิพาทกับอีกประเทศที่ประกาศเช่นเดียวกัน คำประกาศเช่นนี้จำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องฝากไว้กับเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ มีเงื่อนไขที่จะไม่รวมถึงข้อพิพาทบางประเภท”

“ประเทศไม่จำเป็นต้องยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก นอกเสียจากประเทศนั้นตกลงยินยอมเอง ศาลโลกจะพิจารณาคดีได้ก็ต่อเมื่อทุกประเทศที่เกี่ยวข้องตกลงยอมรับเขตอำนาจจของศาล ด้วยการทำข้อตกลงพิเศษ หรือโดยกำหนดข้อความในสนธิสัญญา หรือโดยการประกาศยอมรับเขตอำนาจ ให้การยื่นให้ศาลโลกพิจารณาเป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทต่างๆ”

ในขณะที่ประเทศที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติทั้งหมด 193 ประเทศ  มีเพียง 73 ประเทศเท่านั้นที่ประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลกให้เป็นภาคบังคับในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศ  ซึ่งหมายความว่า สำหรับประเทศทั้งหมดที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติซึ่งมีถึง 120 ประเทศรวมทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก 

สรุปง่ายๆคือ เราไม่จำเป็นต้องไปศาลโลก และเมื่อกัมพูชาเป็นประเทศที่ยื่นร้องต่อศาลโลกเพียงฝ่ายเดียว 
ศาลโลกจะไม่สามารถพิจารณาข้อพิพาทที่กัมพูชายื่นร้องได้ หากเราไม่ยินยอมตกลงด้วย 
คุณพรรณิการ์ วานิช เป็นหนึ่งในแกนนำคณะก้าวหน้า ที่เป็นต้นแบบทางความคิด ซึ่งนำไปสู่พฤติกรรมของพรรคก้าวไกล และพรรคประชาชนในปัจจุบัน หากจะสรุปลักษณะและอุปนิสัยของคนที่เป็นต้นแบบทางความคิดของชาว 3 นิ้ว เราสามารถแจกแจงได้ดังต่อไปนี้ 

คิดว่าตัวเองมีความคิดที่ถูกต้อง ทันสมัยกว่า และอยู่เหนือกว่าผู้อื่นเสมอ
2.  นิยมชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ไม่ชอบรัสเซีย และจีน 
3.  มักจะเหยียดผู้อื่นที่มีความคิด และพฤติกรรมไม่เหมือนตัวเอง 
4.  หลงใหลในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก เชื่อว่า การเลือกตั้งทั่วไปคือวิธีเดียวที่จะให้ได้คนดีคนเก่งมาบริหารประเทศ ผู้ที่ได้รับเลือกมาโดยประชาชนลงคะแนนให้ ไม่มีใครแม้กระทั้งศาลจะมาถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ 
5. มีความกลัวมาก ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ หากไม่ใช้ระบอบการปกครองแบบประเทศตะวันตก
6. พยายามใช้วาทกรรม คำหรูๆ เพื่ออวดภูมิว่าคัวเองมีความรู้ และทันโลกมากว่าผู้อื่น แต่หลายๆครั้ง หรือส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ สิ่งที่แสดงภูมิก็ไม่ได้เป็นจริงตามนั้น
7. ต้องแสดงออกในทุกโอกาสว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมกันในสังคม และความเท่าเทียมกันทางเพศ ทั้งที่บางครั้งบางคนก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ 
8. มีทัศนคติลบอย่างรุนแรงต่อทหารทุกเหล่าทัพ และพยายามขัดขวางการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กองทัพในทุกโอกาสที่มี 
9. มีทัศนติลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เชื่อว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของประเทศ พยายามตัดทอนงบประมาณที่เกี่ยวกับสถาบันและโครงการตามพระราชดำริ ในทุกโอกาสที่ทำได้ และมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 
10. รีบร้อนแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆข้างต้น โดยยังไม่ได้สืบค้นข้อมูลเพื่อได้ข้อเท็จจริง จนต้องออกมาขอโทษผู้เสียหายอยู่เนืองๆ 

'แพทย์สนาม' ผู้เป็นทั้งกำลังใจและกำลังกาย พร้อมอยู่เคียงทุกย่างก้าวทหารแนวหน้า

(17 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ภาพข้อความ แพทย์สนามผู้เป็นกำลังใจและกำลังกาย ที่คอยอยู่เคียงข้างทหารชายแดน ระบุว่า ในทุกก้าวของทหารแนวหน้า มีแพทย์สนามคอยประคับประคองอยู่เสมอ” ทีม M-MCATT ทภ.2 เข้าประเมินสุขภาพจิตในฐานปฏิบัติการ ยัน ทหารชายแดนขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หน่วยสายแพทย์กองทัพภาคที่ 2 จัดชุดโรงพยาบาลสนาม ทีม M-MCATT (ทีมเยียวยาจิตใจ) เข้าประเมินสุขภาพจิตให้กับทหารในฐานปฏิบัติการชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพูดคุย ให้คำปรึกษา เสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม

นอกจากนี้ยังมีการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ นำการ์ดอวยพรจากแนวหลังของน้อง ๆ นักเรียนไปมอบให้ และฝากการ์ดจากแนวหน้าส่งแนวหลังด้วย ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และกำลังใจที่ดีของทหารชายแดน โดยภาพรวมชี้ว่าทหารทุกนายมีขวัญกำลังใจดีเยี่ยม พร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารบกที่มีความห่วงใยต่อความเป็นอยู่ของทหารชายแดน เพื่อให้มีความพร้อมทั้งกายและใจอยู่เสมอ เพื่อยืนหยัดในการปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างถึงที่สุด

ย้อนเรื่องราว ‘ติเอโก้’ อดีตไอดอลกุนขแมร์ ชาวบราซิล สุดท้ายซมซานกลับบ้านเกิดหาเลี้ยงปากท้องด้วยการสอน “มวยไทย”

(17 ส.ค. 68) นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า พอมีข่าว ไมเคิล บัปฟาโร ที่หิวแสงไปแปลงร่างเป็นนักข่าวหากินกับเขมร หลายคนนึกถึง ถามถึง รุ่นพี่ ติเอโก้ อดีตนักมวยไทย ชาวบราซิล ที่หักหลังมวยไทยไปเป็น ฮีโร่กุนขแมร์ ว่าวันนี้้เป็นไงบ้าง

สรุปได้ 7 ข้อดังนี้ครับ
1. ติเอโก้เป็นคนบราซิล มาเรียนมวยไทย จนได้ดี เปิดยิมมวยไทย ดังระดับนึง

2. 2-3 ปีก่อน เขมรอยากโปรโมทกุนขแมร์ เลยจ้างติอาโก้ไปต่อยกุนขแมร์ เป็นที่ฮือฮา ได้เป็นฮีโร่เขมร เลยเกิดติดใจ เห็นโอกาส

3. พอได้เป็น ฮีโรเขมร ก็ใส่ธงชาติเขมรไปต่อยในงานมวยไทย พอชนะได้ ก็ประกาศว่าข้าคือมวยกุนขแมร์ชนะมวยไทย

4. ต่อมาถูกคนไทยแบน เลยย้ายไปเขมร ดังครั้งแรกเพราะความขัดแย้งมวยไทย-กุนขแมร์ ได้สัญชาติเขมร ได้ชื่อเขมร ว่า เสน จันทร์ฤทธิกุล ที่เคยสักคำว่า Muay Thai ก็มาสักรูปปราสาทเขมรทับ ชอบออกคอนเทนต์ยกยอเขมร ด่ามวยไทย สไตล์ “เนรคุณ”

5. ผ่านไป 2 ปีเพิ่งมารู้ว่า อยู่เขมรไม่มีเงิน แต่ทุบหม้อข้าวตัวเอง กลับไทยไม่ได้แล้ว จนประกาศขอเงินจากคนเขมร 
จนนายสเร จันทร รองประธานกุนขแมร์ สัญญาว่าจะให้เงินทุน นู่นนี่ สุดท้าย ไม่น่าจะได้อะไรมากนัก

6. เงินหมด ต้องรับเงินจากโฆษณาเว็บพนัน ที่เป็นหนึ่งในรายได้หลักของเขมร และขอเรี่ยไรเงินจากคนเขมรที่ยังชื่นชม แต่เขาไปขื่นชมคนอื่นแล้ว

7. ติเอโก้อยู่กัมพูชาไม่ไหว กลับไปบราซิล

กลับไปใส่เสื้อมวยไทย สอนมวยไทย เพราะใครจะไปเรียนมวยเขมร จนถูกคนเขมรรุมด่าว่า “เนรคุณ”

'ฮุนเซน' ออกโรงวอนชาวเขมรอย่าแบน 'โค้ก' หลังน้ำอัดลมเจ้าดังเขี่ย 'แวนด้า' พ้นพรีเซนเตอร์

 'ฮุนเซน' โพสต์กลางดึกปรามชาวเขมรอย่าแบน 'โค้ก' หลังแห่เดือดไม่พอใจปมถอด 'แวนด้า' พ้นพรีเซนเตอร์ หวั่นตกหลุมพรางของศัตรู พร้อมกล่อมแร็ปเปอร์ดังต้องอดทนเพื่อประโยชน์ชาติ

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68) กระแสโซเชียลกัมพูชากำลังร้อนแรง หลังเพจ Coca-Cola Cambodia ถูกถล่มยับ จากกรณีถอด แวนด้า หรือวัณณ์ฎา มาน แร็ปเปอร์ชื่อดังของกัมพูชา ออกจากการเป็นพรีเซนเตอร์แบรนด์ รวมทั้งลบภาพต่างๆ ของ ‘แวนด้า’ ออกจากเพจ โดยคาดว่าสาเหตุหลักมาจากกรณีละเมิดเงื่อนไขสัญญา หลังเจ้าตัวออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา เช่น ข้อความลักษณะชี้ว่า ไทยยิงก่อน เนื่องจากคำพูดและท่าทีที่อาจถูกมองว่าส่งเสริมความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์จะยอมเสี่ยงต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้านลบจากผู้บริโภคอีกฝ่าย

ตามหลักการว่าจ้างพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ระดับโลก มักมีข้อกำหนดชัดเจนว่า “ห้ามใช้ภาพลักษณ์ไปในทางลบ” โดยผู้ที่เซ็นสัญญาจะต้องประพฤติตนให้อยู่ในกรอบ และแสดงออกในเชิงบวกเท่านั้น เพราะพรีเซนเตอร์ถือเป็นหน้าตาของแบรนด์ ทุกพฤติกรรมจึงอาจกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัทโดยตรง ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ที่เซ็นสัญญาตลอดระยะเวลาการเซ็นสัญญา ต้องรับผิดชอบต่อแบรนด์ระดับโลกที่ให้การสนับสนุนด้วย

ล่าสุดเมื่อช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนวันที่ 18 ส.ค. สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ประชาชนใช้สติและพิจารณาให้รอบคอบ โดยย้ำว่า Coca-Cola เป็นแบรนด์สัญชาติสหรัฐฯ และเป็นสินค้าที่ช่วยสร้างงานให้กับชาวกัมพูชา หากการแบนสินค้ารุนแรงจนบริษัทแม่ในสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนธุรกิจออกจากกัมพูชา ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาโดยตรง และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ศัตรูได้เปรียบ หลังเกิดกระแสชาวกัมพูชาจำนวนมากประกาศร่วมกันแบน CocaCola เพื่อตอบโต้กรณีบริษัทปลดแร็ปเปอร์ชื่อดัง แวนด้า ออกจากตำแหน่งพรีเซนเตอร์

ข้อความจาก ฮุน เซน มีใจความว่า “พี่น้องร่วมชาติทั้งหลาย ขอให้ใจเย็นและคิดให้รอบคอบ ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า บริษัทที่ยกเลิกสัญญากับแวนด้านั้น เพราะแวนด้าเป็นคนรักชาติหรือเพราะเหตุผลใด แม้ว่า Coca-Cola เป็นสินค้าของสหรัฐอเมริกา แต่ก็ถือเป็นสินค้าของกัมพูชาด้วย เพราะมีการผลิตในกัมพูชา มีแรงงานกัมพูชาทำงาน และเรายังได้รับสินค้า ได้ภาษีที่เข้ามาสู่กัมพูชา ซึ่งเป็นการมีส่วนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าบริษัทถอนตัวออกจากกัมพูชา กัมพูชาก็เป็นฝ่ายแพ้ และศัตรูของเราก็จะเป็นฝ่ายชนะ

ศัตรูของเราตั้งแต่แรกก็ต้องการทำลายเศรษฐกิจของเราอยู่แล้ว ทั้งการขู่ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต ตัดน้ำมัน แต่ครั้งนี้เรากลับเลือกที่จะตัดและหยุดซื้อเสียเอง เพื่อไม่ให้ถูกข่มขู่ต่อไป ผมไม่ได้คัดค้าน ถ้า Coca-Cola เหล่านี้ ถูกผลิตในประเทศไทย ก็สามารถหยุดบริโภคได้ แต่ Coca-Cola เหล่านี้ผลิตขึ้นภายในประเทศกัมพูชา หากมีการสั่งแบน เท่ากับเป็นการปฏิเสธสินค้าที่เกิดจากการผลิตภายในประเทศเอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อการจ้างงาน รายได้ของประชาชน รวมถึงรายได้ของรัฐ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ พวกเขากำลังผลักให้เราเป็นศัตรูกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะสร้างปัญหาในทางการทูตเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัมพูชากับอเมริกา อย่าให้เราตกหลุมพรางของศัตรู แม้แต่บริษัทไทยที่เข้ามาลงทุนในกัมพูชา เราก็ยังต้องรักษาไว้เพื่อประโยชน์ของเราเอง พ่อหวังว่าแวนด้าจะเข้าใจ แม้ว่าลูกจะถูกยกเลิกสัญญาด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ขอให้ลูกอดทนเพื่อประโยชน์ของชาติ แวนด้าคือเป็นสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณการเสียสละเพื่อส่วนรวมของชาติ”

‘หมอเบ็นซ์’ ชู “Spider Boot” ความหวังของทหารไทย เทคโนโลยีที่อาจช่วยรักษาขาเวลาเหยียบทุ่นระเบิด

(18 ส.ค. 68) นพ. โฆษิต เอี้ยวฉาย หรือ ‘หมอเบ็นซ์ มาสเตอร์พีช’ ได้โพสต์คลิปในช่อง tiktok : dr.benz_masterpiece ว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่าทหารไทย 5 นายต้องสูญเสียขาจากการเหยียบกับระเบิดในพื้นที่เสี่ยง หากมีอุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสม เหตุการณ์เหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ โดยหนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพูดถึงอย่างมากในวงการทหารคือ “Spider Boot” หรือรองเท้าแมงมุม ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงในสนามรบยูเครน

หมอเบ็นซ์ ระบุด้วยว่า รองเท้า Spider Boot มีจุดเด่นด้านการออกแบบที่เน้นการลดแรงกระแทกจากการระเบิด โดยมีหลักการทำงานสำคัญ 3 ประการ:

เพิ่มระยะห่างจากพื้น: ตัวรองเท้ายกเท้าของผู้สวมให้สูงจากพื้นถึง 14.4 เซนติเมตร ช่วยลดความรุนแรงของแรงกระแทกจากระเบิดที่เกิดจากพื้นดิน

โครงสร้างขาแมงมุมรับแรงแทน: โครงสร้างภายนอกคล้ายขาแมงมุมจะรับแรงกระแทกโดยตรง และกระจายพลังงานออกในแนวเฉียงตามหลักเวกเตอร์ ทำให้แรงที่ส่งถึงร่างกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แผ่นดูดซับแรงกระแทก: พื้นรองเท้าถูกออกแบบมาให้ดูดซับและกระจายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสการบาดเจ็บจากแรงระเบิด

ทั้งนี้ จากการทดลองและการใช้งานจริงในสนามรบ พบว่ารองเท้า Spider Boot สามารถลดโอกาสการสูญเสียขาได้ถึง 70% ซึ่งหมายความว่า หากทหารไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันในการลาดตระเวนชายแดนกัมพูชา  โอกาสรอดจะเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการผลิตหรือดัดแปลงรองเท้าชนิดนี้ในประเทศไทย ดังนั้น จึงอยากให้ผู้ที่มีความสามารถด้านการออกแบบ 3 มิติ หรือมีโรงงานผลิตอุปกรณ์ทางทหาร นำแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนา เพื่อช่วยปกป้องชีวิตและร่างกายของผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top