Saturday, 6 June 2026
News

กองทัพส่วนตัวที่เคยผ่านการฝึกจาก ‘กองทัพไทย’ จากทีมอารักขาผู้นำเขมรสู่กองกำลังติดอาวุธ

(29 ก.ค. 68) ท่ามกลางสถานการณ์การปะทะที่รุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ชื่อของหน่วยทหารระดับสูงที่ถูกส่งเข้ามาในแนวรบอย่าง กองบัญชาการองครักษ์ หรือ BHQ (Bodyguard Headquarters) ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ภายหลังจากมีการตกลงหยุดยิงเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และก่อนถึงกำหนดเส้นตายเวลาเที่ยงคืน มีรายงานว่า กองกำลัง BHQ ได้ออกปฏิบัติการเป็นครั้งแรกในพื้นที่ปราสาทตาควาย เพื่อช่วงชิงพื้นที่กับกองกำลังรบพิเศษของกองทัพไทย

ย้อนไปทำความรู้จักหน่วยทหารนี้กันอีกครั้ง ซึ่งหน่วย BHQ นั้นไม่ใช่เพียงหน่วยอารักขาบุคคลสำคัญธรรมดา แต่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นเสมือน “กองทัพส่วนตัว” ที่มีความภักดีต่อสมเด็จฯ ฮุน เซน และครอบครัวโดยตรง และมีประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการเมืองกัมพูชาอย่างแยกไม่ออก

ตามโครงสร้างอย่างเป็นทางการ BHQ คือหน่วยรักษาความปลอดภัยระดับสูงที่สังกัดกองทัพกัมพูชา มีภารกิจหลักในการรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญของรัฐบาล แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยนี้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยสมเด็จฯ ฮุน เซน และมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเขาเป็นการส่วนตัวมาโดยตลอด ทำให้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการค้ำจุนอำนาจทางการเมืองของตระกูลฮุน เซน

หน่วย BHQ อยู่ภายใต้การบัญชาการของ พลเอก ฮิง บุนเฮียง ซึ่งถือเป็นนายทหารมือขวาที่ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางใจจากสมเด็จฯ ฮุน เซน มากที่สุด ทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์และควบคุมสถานการณ์ในเมืองเป็นหลัก ขณะที่พื้นที่ชายแดนจะอยู่ในความดูแลของ พลเอก สรัย ดึ๊ก ซึ่งเปรียบเสมือนมือซ้าย ทั้งสองคนนี้คือนายทหารคนสำคัญที่ช่วยค้ำจุนอำนาจให้กับระบอบฮุน เซน มาอย่างยาวนาน

BHQ มีจุดเริ่มต้นมาจาก “กองพลน้อยที่ 70” ซึ่งสมเด็จฯ ฮุน เซน ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2532–2533 เพื่อป้องกันการรัฐประหารในช่วงที่การเมืองภายในยังไม่มั่นคง โดยในช่วงแรก กำลังพลบางส่วนเคยถูกส่งมาฝึกกับศูนย์รักษาความปลอดภัยของกองบัญชาการทหารสูงสุดของไทยด้วย กองพลน้อยที่ 70 ได้แสดงแสนยานุภาพครั้งสำคัญในการเป็นกำลังหลักก่อ รัฐประหารในปี พ.ศ. 2540 เพื่อยึดอำนาจจากสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ และทำให้สมเด็จฯ ฮุน เซน ก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างสมบูรณ์

ช่วงแรกของการก่อตั้งหน่วยอารักขานี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ส่งกำลังพลของตนเองมาเข้ารับการฝึกฝนด้านการอารักขาบุคคลสำคัญ (VIP Protection) กับ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (สรพ.) ของกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งเกิดขึ้นในยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังดีอยู่ โดยเฉพาะในสมัยที่ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและมีความสัมพันธ์อันดีกับสมเด็จฯ ฮุน เซน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 สมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ออกพระราชกฤษฎีกาย่อยจัดตั้ง “กองบัญชาการองครักษ์” (BHQ) ขึ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการยกระดับและเปลี่ยนผ่านกองกำลังที่ภักดีที่สุดนี้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของ สมเด็จฯ ฮุน มาเนต บุตรชายของเขานั่นเอง

นอกจากภารกิจอารักขาแล้ว BHQ ยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล โดยมักจะถูกส่งไปทั้งในและนอกเครื่องแบบเพื่อควบคุมสถานการณ์และปราบปรามการประท้วงของฝ่ายค้านในช่วงทศวรรษ 2010 และมักจะมีการแสดงแสนยานุภาพด้วยยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยในกรุงพนมเปญเพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ

แม้จะเป็นหน่วยที่ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยที่สุด แต่ภารกิจหลัก และประสบการณ์ส่วนใหญ่ของ BHQ คือ การรบในเมือง การอารักขาบุคคลสำคัญ และการปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง ทำให้หน่วยนี้อาจไม่มีความชำนาญในภูมิประเทศและการรบตามแนวชายแดนมากเท่ากับหน่วยรบพิเศษเฉพาะทางอย่าง “หน่วย 911” ซึ่งเป็นหน่วยที่ฝ่ายไทยให้ความสำคัญและจับตามองมากกว่า

อย่างไรก็ตาม BHQ ก็มีชื่อเสียงที่น่าเกรงขามในประเทศกัมพูชา โดยถูกกล่าวขานว่ามีอิทธิพลสูงและอาจมี “ใบอนุญาตสังหาร” (License to Kill) เพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศ

ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในครั้งล่าสุดนี้ BHQ ได้เข้ามามีบทบาทโดยตรง โดยมีรายงานว่าสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้ส่งกองกำลังหน่วยนี้เข้ามาในพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2568 ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย และล่าสุดใน วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 มีรายงานการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างหน่วยรบพิเศษของไทยกับกำลังพลของ BHQ บริเวณปราสาทตาควาย ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลในเวลาเที่ยงคืน

‘ใบตองแห้ง’ ฟันธง!! คนเจน Y บางส่วนที่ร่วมขบวนการชาตินิยมแรงกล้า อีกไม่เกินสิบปี “เป็นขวาใหม่”

วิกฤติรอบนี้ ไม่ได้อันเฟรนด์ใคร
แต่ตามส่องอยู่
คนรุ่นใหม่ เจน Y เจน Z ที่ติดตาม
ส่วนใหญ่จุดยืนหนักแน่นมั่นคง
แต่ก็มีเหมือนกัน เจน Y บางคน ที่เหมือนจะร่วมขบวนมา
ชาตินิยมแรงกล้า 
อีกไม่เกินสิบปี ฟันธง เป็นขวาใหม่

อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง)
คอลัมน์นิสต์ชื่อดัง
โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ 28 ก.ค. 68

ทภ.2 ควบคุม 18 ทหารเขมรยอมจำนนที่ซำแต พบเป็นศพในพื้นที่อีก 2 พร้อมส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

โฆษก ทบ. เผยกองทัพภาคที่ 2 ควบคุม 18 ทหารกัมพูชา หลังตอบโต้ถูกโจมตีพื้นที่ซำแต ศรีสะเกษ และได้ยอมจำนน ยึดหลักมนุษยธรรมดูแลพร้อมส่งคืนร่างผู้เสียชีวิต

วันนี้ (29 ก.ค. 68) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผลการควบคุมตัวทหารกัมพูชา จำนวน 18 นาย สืบเนื่องจากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ ซำแต อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธหนักและอาวุธวิถีโค้ง ยิงเข้ามาในเขตพื้นที่ของไทย ฝ่ายไทยจึงได้ใช้ หน่วยทหารม้าเฉพาะกิจเข้าทำการตอบโต้และกวาดล้างที่มั่นของฝ่ายกัมพูชา

จากการปฏิบัติดังกล่าว พบมีทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งยอมจำนนโดยไม่มีท่าทีหรือลักษณะจะคุกคามฝ่ายไทย ทางหน่วยจึงดำเนินการปลดอาวุธและควบคุมตัวตามขั้นตอน โดยยึดถือหลักมนุษยธรรมสากลอย่างเคร่งครัด มีจำนวน 18 นาย ชั้นยศ ร้อยตรี 1 นาย ,จ่าสิบโท 2 นาย ,สิบเอก 12 นาย ,สิบโท 2 นาย , สิบตรี 1 นาย และในจำนวนนั้นมีผู้บาดเจ็บ 1 นาย คือ สิบเอก มอม ริดที บาดเจ็บ ถูกกระสุนบริเวณสะโพกข้างขวา และ แขนซ้าย ซึ่งภายหลังฝ่ายไทยได้ส่งเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังพบผู้เสียชีวิตอยู่ในพื้นที่จำนวน 2 นาย

ขณะนี้ ทหารกัมพูชาทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุม ณ พื้นที่ปลอดภัยของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งได้จัดเตรียมการดูแลขั้นพื้นฐานไว้ให้ ทั้ง เสื้อผ้า อาหาร น้ำดื่ม และการรักษาพยาบาล ตามความจำเป็น ดูแลให้เป็นไปตามแบบปฏิบัติในทางทหารของสากล และยึดหลักมนุษยธรรมสากล จากนั้นจะดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ในส่วนของผู้เสียชีวิต ฝ่ายไทยจะดำเนินการส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิต ตามหลักปฏิบัติสากลในการปฏิบัติต่อศพในภาวะสงคราม อย่างสมเกียรติต่อไป

กองทัพบกยังคงยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน หลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และพันธกรณีที่ไทยถือปฏิบัติภายใต้อนุสัญญาเจนีวาที่พึงกระทำต่อทหาร และ ศพของฝ่ายตรงข้ามอย่างเคร่งครัด

‘โฆษก ทบ.’ รับไทยยึดตัว ‘ปราสาทตาควาย’ ไม่ได้ เหตุเขมรวางทุนระเบิด แต่ยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์ได้มากกว่าเดิม

(31 ก.ค. 68) โฆษก ทบ.ยอมรับไทยยังยึดตัวปราสาทตาควายไม่ได้ แต่ยึดพื้นที่ได้มากกว่าเดิมก่อนปะทะ เหตุเขมรวางทุ่นระเบิดดัก ทำให้เข้ายึดไม่ได้ก่อนเส้นตายหยุดยิง ด้านกองทัพภาคที่ 2 แจง ทั้งสองฝ่ายวางกำลังคนละด้าน ห่างกัน 50 เมตร
.
จากกรณีนักข่าวชาวกัมพูชาโพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊กพร้อมข้อความว่า ปราสาทตาควาย 30 ก.ค.68 ในทำนองว่าเขมรยึดปราสาทตาควายได้แล้ว

ล่าสุด พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงยอมรับว่า ตัวปราสาทตาควาย ทหารไทยยังไม่สามารถควบคุมได้ 100% แต่ทหารไทยสามารถควบคุมพื้นที่รอบปราสาทตาควายได้ตามเป้าหมาย และมากกว่าก่อนเกิดเหตุปะทะ ซึ่งเราควบคุมคนละด้านกันฝั่งกัมพูชา เนื่องจากถึงเที่ยงคืนตามเวลาหยุดยิงก่อน และทหารเขมรมีการวางทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวนมากรอบปราสาท จน "หมวดบุ๊ค" ถูกระเบิดจนสูญเสียขาขวาขณะกรุยทางเข้าไป

ทำให้ผู้บัญชาการทหารแนวหน้า ต้องเลือกรักษาชีวิตทหาร เนื่องจากพบวางไว้ทั่ว ซึ่งการวางทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นการวางระเบิดชนิดนี้ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

ด้านนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ปฏิเสธข่าวที่ว่าไทยสูญเสียการควบคุมปราสาทตาควายให้แก่กัมพูชาวไม่เป็นความจริง พร้อมยืนยันว่าทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชายังไม่มีฝ่ายใดยึดครองปราสาทดังกล่าวได้ เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลอยู่ในขณะนี้ ทำให้ทหารของทั้งสองฝ่ายควบคุมพื้นที่คนละด้านของโบราณสถาน ซึ่งฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงและเคารพกติกาสากลอย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการดำเนินการทางทหารในพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม

ด้านกองทัพภาคที่ 2 แถลงว่า เนื่องจากมีการหยุดยิงก่อน จึงยังไม่สามารถยึดพื้นที่เนิน 350 ของปราสาทตาควายได้ บริเวณตัวปราสาทยังคงมีกำลังของทั้งสองฝ่ายอยู่ในพื้นที่ ควบคุมพื้นที่คนละด้านของโบราณสถานห่างกัน 50 เมตร

‘ประวิตร’ ชี้ ‘ลองเฟย์สัน’ ตกเป็นเหยื่อคนที่หากินกับเรื่อง ม.112 หลังศาลอาญา สั่งจำคุกปมคอมเมนต์ใต้โพสต์ “กลุ่มตลาดหลวง"

(31 ก.ค. 68) นายประวิตร โรจนพฤกษ์ นักเคลื่อนไหว และผู้สื่อข่าวข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ เจ้าของฉายานักข่าวเทวดา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก แสดงความเห็น กรณีช่างไฟวัย 29 ปี ที่ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า ‘ลอเฟย์สัน’ Laufeyson) ถูกศาลอาญาตัดสินจำคุก ในความผิด ม.112 หลังเข้าไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ กลุ่มรอยัลลิสต์มาเก็ตเพลส ว่า เขาคือเหยื่อทั้ง #ม112 และเจ้าของตลาด เจ้าของตลาดหลวงเขาไม่เดือดร้อนหรอก เขามีงานสอนมหาลัยในต่างแดน เงินเดือนดี อวดใช้ของแบรนด์เนมแพงๆเป็นอาจินต์ ส่วนคุณก็เข้าคุกไป เป็นเหยื่อของห่วงโซ่อาหาร (food chain) ของการวิพากษ์ (หรือด่าใส่ร้าย) สถาบันฯ แถมดีไม่ดีเจ้าของตลาดเอาเรื่องที่คุณลอเฟย์สัน ที่เป็นช่างไฟ อายุเพียง 29 ต้องติดคุก ไปแคมเปญหากินในต่างแดนต่อได้อีก

อ่านข่าวแล้วสลด ทั้งกฎหมายที่อยุติธรรม และระบบห่วงโซ่ทางอาหารของคนที่หากินกับตลาดแบบนี้ ชื่อตลาดที่ใช้คำว่า "รอยัลลิสต์มาเก็ตเพลส" มันก็ fake แล้ว... น่าสะอิดสะเอียนกับห่วงโซ่อาหาร ของการด่าเจ้า เพราะคุณลอเฟย์สันก็กลายเป็นเพียงตัวเลขสถิติของจำนวนคนติดคุก 112 ส่วน 98-98% ของตัวบิ๊กเขาอยู่ต่างแดน เหลือสู้อยู่ในคุกก็อย่างแค่ อานนท์ นำภา

สำหรับ กลุ่ม "รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส - ตลาดหลวง"นั้น ก่อตั้งขึ้นโดย รศ.ดร. ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและผู้ลี้ภัย

พลังงาน – คปภ. เร่งช่วยเจ้าของปั๊มน้ำมัน อ.กันทรลักษ์ ชี้ เป็นเหตุปะทะไม่ใช่ภัยสงคราม บ.ประกันต้องจ่าย

กระทรวงพลังงาน ร่วมหารือกับ คปภ. เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ต.บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการยิงลูกระเบิด BM21 จากทางฝั่งกัมพูชา 

(4 ส.ค. 68) พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน ได้รับมอบหมายจาก นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายคณานุสรณ์ เที่ยงตระกูล ผู้ช่วยเลขาธิการสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้รับหนังสือขอความอนุเคราะห์และขอความเป็นธรรม จากนางกมลรัตน์ พลเศรษฐเลิศ เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ตำบลบ้านผือ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการยิงลูกระเบิด BM21 ที่ถูกยิงจากฝั่งกัมพูชา เป็นผลให้ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก

โดยพันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าวว่า แม้ กระทรวงพลังงาน จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรง แต่กระทรวงพลังงาน โดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้ดูแลและเป็นตัวกลางในการประสานงานและหารือกับทาง คปภ. และผู้บริหารของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR) ในการหาแนวทางแก้ไขและช่วยเหลือเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน 

ด้านนายคณานุสรณ์ เที่ยงตระกูล ผู้ช่วยเลขาธิการสายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ คปภ. กล่าวว่า จากการตรวจสอบกรมธรรม์ที่ทางเจ้าของสถานีบริการได้ทำไว้กับบริษัทประกันนั้น แม้ในกรมธรรม์จะระบุว่าไม่คุ้มครองภัยจากภัยสงครามหรือการรุกราน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ยังไม่ใช่ภัยจากสงคราม เป็นเพียงการปะทะเท่านั้น จึงถือว่ากรมธรรม์ยังต้องคุ้มครองและจ่ายค่าสินไหมให้กับผู้ได้รับความเสียหาย

ในส่วนของนางกมลรัตน์ พลเศรษฐเลิศ เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ แต่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อของตนได้รับผลกระทบอย่างมาก ต้องปิดสถานีบริการมากกว่า 3 เดือน มูลค่าความเสียหายกว่า 21 ล้านบาท ซึ่งสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระเงินกู้กับธนาคาร 

“ผมของแสดงความเสียใจกับเจ้าของสถานีบริการน้ำมันและผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด หลังจากที่ได้ลงพื้นที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งผมก็ได้รับมอบหมายจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ติดตามช่วยเหลือประชาชน ซึ่งในส่วนของสถานีบริการน้ำมันที่ได้รับผลกระทบนั้น ผมได้หารือกับทาง คปภ. ซึ่งในเบื้องต้นทาง คปภ. ได้ยืนยันว่า บริษัทประกันต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการปะทะ ไม่ใช่ภัยสงคราม รวมทั้งจะประสานกับทาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR)ในการหาแนวทางการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว” พันเอก เฟื่องวิชชุ์ กล่าว

กองทัพไทย ประณาม 'เขมร' ป่าเถื่อน ทิ้งศพทหารเน่าคาพื้นที่การรบ ไร้ซึ่งมนุษยธรรม ละเมิดกม.ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

(5 ส.ค. 68) เพจ ‘กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force’ โพสต์ข้อความระบุว่า กองทัพไทย ประณาม กัมพูชาปล่อยทิ้งศพทหารเน่าคาพื้นที่การรบ ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ศพของผู้กล้าที่ควรได้รับเกียรติกลับถูกทอดทิ้งอย่างน่าเวทนา – ครอบครัวต้องเผชิญความเจ็บปวด โดยไร้แม้แต่โอกาสกล่าวอำลาครั้งสุดท้าย

“เกียรติศักดิ์ของทหาร คือเกียรติยศ และความภูมิใจของชาติและแผ่นดิน” เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพกัมพูชาตระหนักถึงหน้าที่ตามหลักสากล และแสดงความรับผิดชอบต่อทหารของตนเอง อย่าคิดแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของผู้นำมากกว่าทหารผู้ยอมพลีชีพในสนามรบ

The Royal Thai Armed Forces strongly condemn the Cambodian authorities for abandoning the bodies of their fallen soldiers on the battlefield. Such an inhumane act constitutes a grave violation of international law. Those who have fallen in combat deserve to be treated with honor and dignity — not left to decay in the open. Their families are forced to endure profound sorrow, having been denied even the final opportunity to say farewell.

“The honor of a soldier is the pride and dignity of the nation.” We therefore call upon the Cambodian government and armed forces to fulfill their obligations under international law and demonstrate accountability toward their own service members. The pursuit of short-term political advantage must never come at the expense of those who have made the ultimate sacrifice on the battlefield

กำลังพลสำรอง พร้อมทันที เมื่อเรียกพล

(5 ส.ค. 68) พ.อ.อุทัย  แฝงกระโทก รอง ผบ.ร.23 ผู้แทน ผบ.ร.23 เป็นประธาน การดำเนินการเรียกกำลังพลสำรองเพื่อปฏิบัติราชการ ตามแผนการเรียกพล บัญชี 1/68 ประจำปี 2568 จำนวน 27 นาย เพื่อตรวจสอบความพร้อมของกำลังพลสำรอง เมื่อกองทัพต้องการ ณ บก.ร.23 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา

‘ภูมิธรรม’ สั่งครม. ยกร่างเตรียมฟ้องแพ่ง - อาญา ระดับโลก หลังกัมพูชาเปิดฉากยิงคนไทยตาย-เจ็บ สูญเสียหนัก

‘ภูมิธรรม’ สั่ง ครม.ยกร่างเตรียมฟ้อง ‘แพ่ง-อาญา’ ระดับโลก ผู้สั่งการ ‘กัมพูชา’ เปิดฉากยิง ‘คนไทย’ ตาย-เจ็บ สูญเสียหนัก

(5 ส.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีข้อสั่งการจาก นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีดังนี้

1. เรื่องการดำเนินคดีตามกฎหมาย จากกรณีที่กัมพูชาใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์รุกรานอธิปไตยของไทยจนเกิดความสูญเสียแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กำลังพลและทางราชการเป็นจำนวนมาก โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ กรณีที่ต้องดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ทั้งใน และระดับโลก รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ด้วย จึงมอบหมายให้ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหน่วยงานหลัก ดำเนินการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย เช่น กองทัพบก กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข และอื่นๆ โดยให้เชิญเลขาธิการกฤษฎีกา เข้าร่วมประชุม เพื่อช่วยให้คำแนะนำทางกฎหมายในการดำเนินคดีกับผู้สั่งการและผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ รวมทั้งเรียกร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งแจ้งให้ประชาชนผู้เสียหาย ทราบถึงสิทธิในการฟ้องร้องคดีอาญา และฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้สั่งการด้วย

2.สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาแม้มีการหยุดยิงแล้ว โดยขณะนี้การประชุม GBC ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ก็กำลังดำเนินการกันอยู่ ในช่วงวันที่4 -7 สิงหาคม แต่ยังมีภารกิจภายในประเทศที่หลายหน่วยงานยังต้องดำเนินการ คือ
2.1 การเก็บกู้ วัตถุระเบิด ที่กองทัพกัมพูชายิงเข้ามา และยังมีหลงเหลืออยู่ในชุมชนและพื้นที่ ของพลเรือน ขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทั้งกับเจ้าหน้าที่และประชาชน
2.2 ช่วงที่ผ่านมาพบ“โดรน”ที่บินเข้ามามากผิดปกติ และฝ่าฝืน ข้อห้ามที่ทางการประกาศไว้ ขอให้สำนักงานการบินพลเรือน กระทรวงคมนาคม ร่วมกับ ฝ่ายความมั่นคง จัดระบบการรับแจ้งเหตุจากประชาชน และตรวจสอบข้อเท็จจริงหากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ขอให้เร่งดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดทันที
2.3 ให้ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย เร่งประเมินสถานการณ์ร่วมกับ ศบ.ทก. ของรัฐบาล และกองทัพ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เพื่อให้ประชาชนทยอยให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาได้อย่างปลอดภัย
3. เรื่อง การป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) ช่วงที่ผ่านมา การเผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) มีปริมาณเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้น  โดยเฉพาะการเผยแพร่ผ่านทาง Social media ในช่วงเวลาที่สถานการณ์มีความอ่อนไหว และประชาชนมีความต้องการทราบข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะในสถานการณ์ปะทะกันที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งประเทศไทยถูกโจมตีทางออนไลน์ จากการเผยแพร่ข่าวปลอมฝ่ายตรงข้าม ที่พยายามบิดเบือนและสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ทั้งนี้ ขอให้ทุกหน่วยงาน ช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนรับฟังข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ให้ตรวจสอบก่อนที่จะส่งต่อข่าวหรือข้อมูล 
สำหรับหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะหน่วยงาน ด้านความมั่นคง ต้องมีการมอบหมายผู้ติดตามข่าวสารตลอดเวลาเมื่อพบ Fake News จะได้แก้ไข / ชี้แจง และตอบโต้ได้อย่างให้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ขอให้กระทรวงดีอี ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ และดำเนินการตรวจติดตาม Fake News ที่ถูกเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดโดยเร็ว รวมทั้งประสานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่มีความจำเป็นด้วย

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมได้แจ้งให้ ครม.นัดปรกติ วันนี้ ทราบว่า ในการประชุม ครม. นัดพิเศษ เมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เรื่อง คือ
(1) เรื่องร่างแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐฯ และไทย
(2) เรื่อง การช่วยเหลือเยียวยา ประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะกันของไทยและกัมพูชา ซึ่งได้เชิญรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกัน ตามมาตรา 8 ของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุม ครม.ฯ ซึ่งตามขั้นตอนต้องแจ้งมติของทั้ง 2 เรื่อง ให้ ครม.ทราบเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

'บัวแก้ว' แจงไทม์ไลน์ฟ้องเอาผิดเขมร ปมวางทุ่นระเบิดสังหารทำทหารไทยบาดเจ็บ

(11 ส.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงการดำเนินการของไทยต่อกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) หรือ อนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention)

ตามที่เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 วันที่ 23 กรกฎาคม 2568 และวันที่ 9 สิงหาคม 2568 กองกำลังทหารไทยรวม 11 นาย ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่วางใหม่โดยกองกำลังทหารกัมพูชา ในบริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตามลำดับ นั้น

กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการภายใต้กรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) หรืออนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) เพื่อตอบโต้กัมพูชา ดังนี้

1.เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา มีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

หนังสือฉบับแรก (ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีข้อ 1 ของอนุสัญญาฯ (ห้ามใช้หรือสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นเส้นทางลาดตระเวนปกติของทหารไทย โดยผลการตรวจสอบโดยหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยพบว่า ทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางใหม่ และเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งกัมพูชาครอบครอง ฝ่ายไทยขอให้ประธาน อนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่สอง (ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568) ไทยร้องเรียนกัมพูชาละเมิดพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ที่บริเวณช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และแจ้งว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 20 น. กัมพูชาได้กระทำการอันเป็นการรุกรานอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย โดยได้โจมตีมายังฝั่งไทยอย่างไม่แยกแยะระหว่างพลรบและพลเรือน ซึ่งส่งผลกระทบทางมนุษยธรรมและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือถึงรัฐภาคีอื่นๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

หนังสือฉบับที่ 3 (ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2568) ไทยร้องเรียนการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชาในพื้นที่บริเวณช่องโดนเอาว์-กฤษณา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว และจากการตรวจสอบหลักฐานพบว่า เป็นทุ่นระเบิดที่วางใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากการประชุม Extraordinary General Border Committee (GBC) Meeting ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งในการประชุมฯ ฝ่ายไทยได้เสนอให้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกันตามที่นายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ แต่กัมพูชาปฏิเสธ และขอให้ประธานอนุสัญญาฯ เวียนหนังสือแจ้งรัฐภาคีอื่น ๆ เพื่อทราบต่อการละเมิดอนุสัญญาฯ ของฝ่ายกัมพูชา

2.เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก มีหนังสือลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ถึงเลขาธิการสหประชาชาติขอรับความชัดเจน (request for clarification) จากฝ่ายกัมพูชาต่อการกระทำที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกระบวนการการเรียกร้องให้รัฐภาคีปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตาวา ตามข้อ 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาฯ ซึ่งระบุว่า รัฐภาคีสามารถขอความชัดเจนและขอให้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ของอีกรัฐสมาชิกหนึ่งผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องส่งข้อมูลและคำชี้แจงต่อฝ่ายไทยผ่านเลขาธิการสหประชาชาติ

3.นอกจากนี้ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ยังได้เข้าพบประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 และเลขาธิการสหประชาชาติ รวมถึงผู้แทนระดับสูงของรัฐภาคีต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ ตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการต่อการละเมิดพันธกรณีของกัมพูชา และชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมการการปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ (Committee on Cooperative Compliance) ของกรอบอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

อนึ่ง อนุสัญญาออตตาวา ห้ามรัฐภาคีใช้ สะสม ผลิต หรือเคลื่อนย้าย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมทั้งให้ทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามที่ระบุในอนุสัญญาฯ โดยปัจจุบัน มีสมาชิก 165 ประเทศ ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีในปี 2542 (เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และได้ทำลายทุ่นระเบิดในคลังอาวุธหมดสิ้นเมื่อปี 2546 และทำลายทุ่นระเบิดส่วนที่เก็บไว้เพื่อการวิจัยและอบรมหมดสิ้นในปี 2562 ขณะที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี ในปี 2543 และยังคงมีทุ่นระเบิดที่เก็บไว้สำหรับการวิจัยและอบรม รวมถึงทุ่นระเบิดประเภท PMN-2.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top