Saturday, 6 June 2026
News

‘สุชาติ’ ปัดฝุ่นแนวคิดตั้ง ‘ธนาคารพุทธศาสนา’ ดูแลทรัพย์สินวงการสงฆ์ แยกเงินพระ - วัดให้ชัด

(7 ก.ค. 68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในส่วนของการแบ่งงานตนจะได้หารือกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แต่ส่วนตัวทำได้ทุกเรื่อง เพราะอยู่การเมืองมาเกือบ 40 ปี เป็นรัฐมนตรีหลายครั้ง และเคยเป็นรองประธานสภาฯ

เมื่อถามว่า ถ้าต้องดูสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะมีความหนักใจหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่าขณะนี้เกิดวิกฤตวงการสงฆ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้พุทธศาสนิกชนมีความไม่สบายใจ มีความเศร้าหมอง เกี่ยวกับความศรัทธา เพราะฉะนั้น คงต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยดูว่าปัญหามาจากตรงไหน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องทรัพย์สินของวัด การประพฤติของเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่ ที่ได้รับการบริจาคจำนวนมากจึงต้องไปจัดการที่ต้นตอ

นายสุชาติ กล่าวว่า นโยบายของตนคือจะดำเนินการจัดการทรัพย์สินของวัดให้เป็นระบบ เช่น ควรจำแนกว่าทรัพย์สินของวัดนี้มีจำนวนเท่าไหร่ เป็นของวัดเท่าไหร่ เป็นของพระเท่าไหร่ ซึ่งควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน และดำเนินการให้ถูกต้อง และมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยไม่ปล่อยปละละเลย อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาจนเกิดวิกฤตขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราก็ไม่ทราบว่าเป็นขบวนการด้วยหรือไม่ เพราะมีเรื่องเกิดขึ้นต่อเนื่อง วิกฤตศรัทธาตรงนี้ต้องรีบแก้ไข บ้านเราประชาชนนับถือศาสนาพุทธเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดวิกฤตแบบนี้ก็เกิดความไม่สบายใจ

นายสุชาติ กล่าวด้วยว่า จะต้องหารือกับมหาเถรสมาคม และอาจมีการตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาขึ้นมาเพื่อดูแลทรัพย์สินของศาสนาโดยเฉพาะ ซึ่งเรื่องนี้ต้องออกกฎหมาย และต้องดูระเบียบทุกอย่างให้ชัดเจน เพราะที่ผ่านมามีระเบียบกฎหมายแต่ทำไมยังมีการฝ่าฝืน ซึ่งตนจะเร่งดำเนินการ และรายงานให้สังคมทราบเป็นระยะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเวลา 09.09 น. นายสุชาติ ได้สักการะพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล หลังจากเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

‘เติร์ด ทิลลี่เบิร์ด' โพสต์ขอโทษแทน ‘พ่อ’ ปมพูดจาไม่ดีต่อหมอ-พยาบาลที่กำลังยื้อชีวิตแม่

เมื่อวันที่ (6 ก.ค. 68) นายอนุโรจน์ เกตุเลขา หรือ ‘เติร์ด ทิลลี่เบิร์ด' นักร้องนำวงทิลลี่เบิร์ด โพสต์เฟซบุ๊กว่า สวัสดีครับ ผมเติร์ด อนุโรจน์ เกตุเลขา

จากกรณีที่ผมได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมีเนื้อหาที่สื่อสารไม่ครบถ้วนและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบุคลากรทางการแพทย์โดยไม่เจตนา ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงและขออภัยมา ณ โอกาสนี้ครับ

ในเบื้องต้น คุณแม่ของผมป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดระยะที่ 4 และได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคได้ลุกลามไปมากแล้ว ทำให้ครอบครัวของผม โดยเฉพาะคุณพ่อ รู้สึกเสียใจและสะเทือนใจอย่างยิ่ง

ต่อมา คุณแม่มีอาการสำลักขณะกลืนยาและเข้าสู่ภาวะช็อค ทีมแพทย์ได้ทำการปั๊มหัวใจเพื่อช่วยชีวิต แต่เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนนานเกินไป ทำให้คุณแม่ถึงแม้จะฟื้นขึ้นมา แต่ไม่มีสติ และต้องเข้ารับการรักษาอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เมื่อผมเดินทางไปถึงโรงพยาบาล ขณะนั้นบุคลากรทางการแพทย์กำลังดำเนินการใส่ท่อช่วยหายใจและให้สารน้ำหลายตำแหน่งที่ร่างกายคุณแม่

ในส่วนที่ผมระบุในโพสต์ว่าเป็นพยาบาลที่ดำเนินการในขั้นตอนดังกล่าว ขอเรียนชี้แจงว่าข้อมูลในส่วนนั้นไม่ถูกต้อง ผมขออภัยในความคลาดเคลื่อนนี้ด้วยครับ

ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมและคุณพ่อตกใจและมีอารมณ์สับสนอย่างมาก คุณพ่อเผลอพูดจาไม่เหมาะสมต่อบุคลากรที่กำลังให้การช่วยเหลือคุณแม่ ซึ่งผมทราบดีว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้น หลังเหตุการณ์วันนั้น ผมคิดว่าตนเองได้เรียนรู้ที่จะเติบโตขึ้น แต่จากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการโพสต์ของผม ผมได้ตระหนักว่า ผมยังต้องเรียนรู้และรับผิดชอบต่อการสื่อสารของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

ผมขอใช้โอกาสนี้ กราบขออภัยบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน รวมถึงโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง และขออภัยต่อสาธารณชนทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากโพสต์ของผม ผมสำนึกผิดอย่างจริงใจ และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคตครับ

‘รถไฟทางคู่ เด่นชัย เชียงราย เชียงของ’ คืบหน้า เจาะทะลุ ‘อุโมงค์ดอยหลวง’ ก่อสร้างเร็วกว่าแผน 19 เดือน

(7 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก รถไฟทางคู่ เด่นชัย เชียงราย เชียงของ ได้โพสต์ความคืบหน้าการก่อสร้าง โดยระบุว่า

“แสงแรกแห่งความสำเร็จ”
“แสงแรกแห่งล้านนา”

ทะลุแล้วนะคะ…อีกหนึ่งความก้าวหน้า อีกขั้นของความสำเร็จ ก้าวข้ามความท้าทาย…การเจาะทะลุ (Break though) ของอุโมงค์ดอยหลวง จังหวัดเชียงราย ความก้าวหน้าการก่อสร้างเร็วกว่าแผน 19 เดือน

อุโมงค์ดอยหลวง เป็นหนึ่งใน 4 อุโมงค์ของโครงการฯ ความยาว 3,400 เมตร มีการเสริมกำแพงโครงเหล็กและผนังคอนกรีต พร้อมติดตั้งแผ่นกั้นน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม มีการจัดการระบบระบายน้ำ การป้องกันน้ำท่วมทั้งภายในและภายนอก พร้อมศึกษาแนวการไหลของน้ำเพื่อรองรับน้ำป่าในฤดูฝน มีทางเชื่อมฉุกเฉิน (cross passages) 14 จุด สำหรับอพยพตามมาตรฐานสากล ในทุก ๆ ระยะ 240 ม. การเจาะอุโมงค์ดอยหลวงที่มีภูมิศาสตร์พื้นผิวและธรณีวิทยาเป็นหินภูเขาไฟ ใช้วิธีการเจาะผ่านหินและดินเหนียว ด้วยวิธี Drill & Blast เจาะและระเบิดร่วมกับงานขุดด้วยเครื่องจักร (Excavator) 

แผนการดำเนินงานขุดเจาะอุโมงค์ รวมทั้งงานคอนกรีตภายในอุโมงค์ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 40 เดือน (3 ปี 4 เดือน) ซึ่งตอนนี้จากการดำเนินงาน สามารถขุดเจาะได้เร็วกว่าแผนประมาณ 19 เดือน ภายหลังจากงานขุดเจาะอุโมงค์แล้ว จะมีการดำเนินงานในส่วนของงานคอนกรีตผนังอุโมงค์ ตามลำดับและตามขั้นตอนต่อไป ความคืบหน้าโดยรวมทั้งหมดของงานก่อสร้างอุโมงค์ดอยหลวง (มิ.ย.68) ประมาณ 54%  เร็วกว่าแผน 7% จาก 100% ของงานก่อสร้างอุโมงค์ทั้งหมด

การก่อสร้างอุโมงค์ดอยหลวงนับเป็นความสำเร็จที่สำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง การเจาะทะลุอุโมงค์เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีและทีมงานผู้เชี่ยวชาญของไทยในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การบริหารจัดการโครงการที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โครงการนี้เป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและความร่วมมือของคนไทยในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

‘SIWOO – SEOHYEON’ คว้าดับเบิ้ลแชมป์ กอล์ฟเยาวชน ‘ดิทโต้’ สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ

(8 ก.ค. 68) นายประสงค์ สุดอำพัน (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และนายดาว์ปกรณ์ รัตนสุวรรณ (ที่ 2 จากขวา) ประธานจัดการแข่งขัน “ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์” ให้เกียรติมอบรางวัล และร่วมแสดงความยินดีกับนักกอล์ฟที่คว้าแชมป์ในการแข่งขันรายการ “ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 2025” ที่สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 6 ก.ค.68

บริษัท เดอะ เจ็นซ์ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ดิทโต้ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) เดินหน้าพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่องกับการจัดการแข่งขันกอล์ฟเยาวชนในรายการ “ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 2025” แข่งขันระหว่างวันที่ 4-6 กรกฎาคม 2568 ที่สนามเขาใหญ่ คันทรี คลับ จ.นครราชสีมา ทำการแข่งขันทั้งหมด 3 วัน (54 หลุม)  ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการที่เก็บคะแนนสะสมของ WAGR (World Amateur Golf Ranking) และ JGS (Junior Golf Scoreboard) 

“ดิทโต้ แชมเปี้ยนชิพ 2025” เป็นการแข่งขันเก็บคะแนนสะสมรายการที่ 5 ของ “ช้าง-เจ็นซ์ กอล์ฟ ทัวร์ 2025” แบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 รุ่น คือ Special GENZ (ชาย) อายุ 19-23 ปี, Super GENZ (ชายและหญิง) อายุ 15-18 ปี, Junior GENZ (ชายและหญิง) อายุ 11-14 ปี ทำการแข่งขันแบบเก็บคะแนนสะสมตลอดฤดูกาล เพื่อคัดเลือกนักกอล์ฟในรุ่น Super GENZ และรุ่น Junior GENZ จำนวน 12 คน โดยนักกอล์ฟที่มีคะแนนสะสม (สนามที่ 1-7) อันดับ 1, 2 และ 3 ในสองรุ่นดังกล่าวทั้งชายและหญิง จะได้รับการดูแลและสนับสนุนทุนเพื่อพัฒนาฝีมือจาก “เดอะ เจ็นซ์” นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Genz Golf Camp ที่ เดอะ เจ็นซ์ ได้ร่วมมือกับ Golfing Ground และ FlowCode โดยมี Dr. Rick Sessinghaus โค้ชของ Collin Morikawa รวมถึง Mr.Hallam Morgan พร้อมทีม Flow Code มาร่วมสอนเรื่องของ Mental Game ให้กับน้อง ๆ ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมแคมป์กอล์ฟ จำนวน 30 คนในช่วงปลายปีนี้อีกด้วย 

หลังจากจบการแข่งขันในรอบสุดท้าย ผลปรากฏว่า ในรุ่น Super Genz (ชาย) Siwoo Park  คว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ รอบสุดท้ายฟอร์มโหดจัดกดสกอร์ในรอบสุดท้าย 5 อันเดอร์ สกอร์รวมสามวันที่ 7 อันเดอร์พาร์ 209  ส่วนรุ่น Super Genz (หญิง) SEOHYEON BAEK นักกอล์ฟเกาหลี ที่เพิ่งคว้าแชมป์ Super 6 Match Play ในสนามที่แล้ว รอบสุดท้ายเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้ เก็บเพิ่มได้ 5 อันเดอร์ จบสามวันที่สกอร์รวม 2 อันเดอร์พาร์ 214

รายการต่อไปเป็นการแข่งขันเก็บคะแนนสะสมรายการที่ 6 “ช้าง คลาสสิค 2025” เป็นหนึ่งในรายการที่เก็บคะแนนสะสมของ World Amateur Ranking แข่งขันระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2568 ที่สนามเลควิว รีสอร์ท แอนด์ กอล์ฟ คลับ จ.เพชรบุรี สำหรับผู้ปกครองและนักกอล์ฟที่สนใจเข้าร่วมแข่งขัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Official Line : @genzgolf  หรือโทร. 065 696 2229

‘นิด้าโพล’ เผยคนไทยอยากเห็น ‘พล.อ.ประยุทธ์’ คัมแบ็ก พร้อมโหวต ‘อุ๊งอิ๊ง’ ควรลาออกให้การเมืองไทยไปต่อ

(13 ก.ค. 68) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “การเมืองไทย ไปต่อแบบไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.37 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อหานายกฯ คนใหม่ รองลงมา ร้อยละ 39.92 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไป ร้อยละ 15.04 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรบริหารประเทศต่อไปเหมือนเดิม ร้อยละ 1.37 ระบุว่า เรียกร้องให้มีการรัฐประหาร ร้อยละ 0.99 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ

ด้านบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเผชิญกับปัญหาทางการเมือง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.82 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (องคมนตรี -แต่เป็นแคนดิเดตจากพรรครวมไทยสร้างชาติ) รองลงมา ร้อยละ 27.94 ระบุว่า ไม่สนับสนุนใครเลยตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 11.53 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 9.77 ระบุว่า ใครก็ได้ตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 3.82 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) ร้อยละ 1.83 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนควรร่วมลงชื่อกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อขอเปิดอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ/หรือรัฐมนตรี จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.43 ระบุว่า ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี รองลงมา ร้อยละ 26.26 ระบุว่า ไม่ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี ร้อยละ 7.48 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่ตอบ

‘ทรัมป์’ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% เขาอยากได้อะไรจากเรากันแน่?

(13 ก.ค. 68) อดีต รมช. อุตสาหกรรม ‘สมชาย หาญหิรัญ’ ตั้งเป็นคำถามน่าสนใจ ‘ทรัมป์’ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 36% เขาอยากได้อะไรจากเรากันแน่?

‘เจ๊อ๋อ’ ถูกหวย 90 ล้าน ล่าสุดใช้เงินหมดแล้ว พบรับจ้างดำนาวันละ 300 เลี้ยงชีพ แต่สุขใจกว่าตอนมีเงิน

(13 ก.ค. 68) อุดรธานี -"ฮือฮาอีกครั้ง! “เจ๊อ๋อ” ถูกหวย 90 ล้านบาทงวด 1 พ.ย. 61 ชีวิตเปลี่ยนเป็นเศรษฐินีชั่วข้ามคืน ผู้คนห้อมล้อม เคยจ้าง “เสี่ยเต้ย” 30 ล้าน เลิกเป็นผัวเมียแล้วใช้ชีวิตสาวโสด ล่าสุดเงินเก็บหมด ชีวิตพลิกผันอีกครั้ง ต้องหาเลี้ยงชีพรับจ้างลงแขกดำนาวันละ 300 บาท 

เชื่อว่ายังคงพอจำกันได้ สำหรับ “เจ๊อ๋อ” หรือนางวรรณลี ปัญญาใส บุญหล่นทับโชคดีถูกหวยรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 พ.ย. 61 จำนวน 15 ใบ เป็นเงินมากถึง 90 ล้านบาท และเลขท้าย 2 ตัวอีก 40 ใบ เป็นเงิน 80,000 บาท เป็นข่าวฮือฮาทั่วราชอาณาจักร จากชีวิตธรรมดากลายเป็นเศรษฐินีแค่ข้ามคืน

หลังจากนั้นไม่กี่ปีเธอเป็นประเด็นร้อนว่อนโซเชียลอีกครั้งกรณีประกาศแยกทางกับ นายสมภาร สุรัญกุล หรือเสี่ยเต้ย สามีหนุ่มรุ่นน้อง โดยแบ่งทรัพย์สินให้ 30 ล้าน ต่อมาวันที่ 20 พ.ย. 63 เสี่ยเต้ยหรืออดีตสามีก็เสียชีวิตเพราะโรคประจำตัว

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่าหลังใช้ชีวิตโสด นางวรรณลีหรือเจ๊อ๋อใช้ชีวิตตามวิถีคนมีเงิน ทั้งทำบุญและท่องเที่ยวบ้าง และก็ยังช่วยเหลือคนรอบข้างที่เดือดร้อนเข้ามาขอความช่วยเหลือเพราะคนส่วนใหญ่ยังมองว่าเธอยังมีเงินเหลือเยอะ

แต่ล่าสุดมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากคนใกล้ตัวว่า ปัจจุบันในวัย 51 ปี เจ๊อ๋อแทบจะไม่เหลือเงินใช้จ่ายเหมือนแต่ก่อนแล้ว จากเดิมเคยถูกหวยมากถึง 90 ล้าน ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการออกรับจ้างทั่วไป ใช้ชีวิตเรียบง่ายที่บ้านเกิดบ้านหนองหว้า อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งจากการได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ๊อ๋อถึงประเด็นนี้ เจ๊อ๋อไม่ได้ปฏิเสธว่าทุกวันนี้เธอมีรายได้จากการรับจ้างดำนาหรือรับจ้างทั่วไป

นางวรรณลี หรือเจ๊อ๋อกล่าวยืนยันว่า รับจ้างดำนาจริง ได้ค่าจ้างวันละประมาณ 300 บาท เป็นรายได้เอาไว้ให้ลูกสาวและหลานไปโรงเรียน ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ออกจะสบายใจด้วยซ้ำ เพราะว่าไม่มีเงินมากมาย ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แต่ละวันใช้เงินไม่ถึง 100 บาท บางวันแทบจะไม่ได้ใช้อะไรเลย

เจ๊อ๋อบอกอีกว่าก่อนหน้านี้ที่ตนมีเงินเยอะๆ เราแบ่งเราเลี้ยงคนอื่นตลอด หลังจากกลายเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่มีเงินแล้ว หากมีคนเรียกไปกินไปดื่มแทบจะไม่ได้จ่าย เป็นการตอบแทนที่เราเคยให้พวกเขา จึงอยากจะขอบคุณเพื่อนๆ และญาติพี่น้องทุกคนที่มีน้ำใจกับเรา แต่ก็ยอมรับว่าทุกวันนี้เงิน 100 บาทมีค่ามาก

‘โยซาวะ สึบาสะ’ เศรษฐีชาวญี่ปุ่นผู้หลงใหลประเทศไทย แชร์เรื่องราวชีวิตดิ่งเหว – ครอบครัวพัง หลังตกเป็นทาสยาบ้า

(13 ก.ค. 68) เพจ J-doradic โพสต์ข้อความว่า ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นมีข่าวดังมากที่สื่อไทยยังไม่รายงาน ชายในรูปคนนี้คือ นาย "โยซาวะ สึบาสะ" หนุ่มนักธุรกิจ และนักลงทุนรายใหญ่ชาวญี่ปุ่น ซึ่งชื่นชอบประเทศไทยมากถึงขนาดขายบ้านที่ซื้อไว้ในดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อนำเงินมาซื้อคอนโดหรูแห่งหนึ่ง และพาครอบครัวย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย 

แต่ชีวิตของ นาย โยซาวะ ต้องเจอมรสุมครั้งใหญ่ และพลิกผันอย่างหนัก ถึงขนาดต้องเลิกรากับภรรยา และลูก ๆ อีก 3 คน เนื่องจากเจ้าตัวดันไปติดยาบ้าหนักตอนย้ายมาอาศัยอยู่ที่นี่

นาย โยซาวะ ประสบความสำเร็จจากการลงทุนมาก ๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเขาเป็นผู้เขียนหนังสือด้านการลงทุนชื่อดังมากในญี่ปุ่นชื่อว่า "เงื่อนไขในการหาเงินหนึ่งร้อยล้านเยนในพริบตา" จนเป็นที่รู้จักโด่งดังไปทั่ว และได้รับฉายาจากสื่อมวลชนในญี่ปุ่นว่า “ชายผู้ทำเงินได้ 100 ล้านเยนในชั่วพริบตา” 

ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 2568 นาย โยซาวะเคยสารภาพผ่านช่อง YouTube ของตนว่า “หลังยุติการทำงานแล้ว ได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศไทย จากนั้น ผมได้ติดยา ‘ยาบ้า’ อย่างหนัก แต่ตอนนี้เลิกแล้วนะครับ” พร้อมทั้งยังได้เปิดเผยอีกว่า "ภรรยาได้พาลูกทั้งสามกลับญี่ปุ่นไปแล้ว" ต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน นายโยซาวะได้ประกาศว่า "เราทั้งคู่ได้ตกลงหย่ากันอย่างเป็นทางการแล้ว"

ต่อมาในวันที่ 8 พฤษภาคม ปี 2568 เขาเคยโพสต์ (ซึ่งถูกลบไปแล้ว) ว่า “จะไม่กลับไปญี่ปุ่น” แต่ไม่นานจากนั้นก็โพสรูปพร้อมข้อความว่า “เมื่อวานผมมีเหตุจำเป็นจึงต้องบินกลับญี่ปุ่น ตอนนี้อยู่ที่รปปงหงิ” 

และเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ปี 2568 หลังจากห่างหายการโพสต์ในโซเชียลไปร่วม 2 เดือน เขาได้กลับมาอัปเดต X อีกครั้ง พร้อมเปิดเผยว่า "ผมได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวชที่ญี่ปุ่น ในช่วงเวลาดังกล่าว"

หลังจากออกจากการบำบัดในโรงพยาบาลจิตเวช นายโยซาวะ ได้ไลฟ์สดพร้อมยืนยันว่า "ผมเลิกเสพยาบ้าแล้ว และได้บล๊อกเบอร์กับคอนแทคผู้ขายยาบ้าชาวไทยไปแล้วด้วย" 

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (วันที่ 11 เดือนกรกฎาคม ปี 2568) โยซาวะได้โพส ภาพคอนโดหรูที่ซื้อไว้ในประเทศไทยพร้อมพูดว่า “ผมกลับมาถึงบ้านที่ประเทศไทยแล้ว หลังจากห่างหายไป 2 เดือน” พร้อมเผยความรู้สึกว่า “ตอนนี้ผมรู้สึกผ่อนคลาย และรู้สึกปลอดภัยมาก” รวมถึงได้ให้คำมั่นว่า “จากนี้ไปจะใช้ชีวิตอย่างมั่นคงในฐานะพลเมืองดี”

4 ตัวแทนเคมีโอลิมปิกไทย คว้า 4 เหรียญรางวัล จากการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 57

เมื่อวันที่ (13 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Olympic ipst ได้โพสต์ข้อความว่า ปรบมือดังๆ กับผลงานสุดปังๆๆ ของเหล่าผู้แทนเคมีโอลิมปิกประจำปีนี้ เปิดฉากวิชาแรกด้วย 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน และ 1 เหรียญทองแดง จากการแข่งขัน เคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 57 ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 5-14 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

คณะผู้แทนประเทศไทย ประกอบด้วย

1. นางสาวรวิสรา โชคดีพาณิชย์ จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คว้าเหรียญทอง

2. นายพีรกร ตรีจักรขจร จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คว้าเหรียญเงิน

3. นายปัญญ์ แซ่จาง จากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ คว้าเหรียญเงิน

4. นายดรัณ แม้นโกศล จากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย คว้าเหรียญทองแดง

สำหรับคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย

1. รศ.ดร.ศรัญพงศ์ ยิ้มกลั่น หัวหน้าทีม จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

2. ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ ไพบูลย์วรชาติ รองหัวหน้าทีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. ผศ.ดร.ภูมิเดช พู่ทองคำ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4. รศ.ดร.จตุรงค์ สุภาพพร้อม ผู้ช่วยหัวหน้าทีม (ผู้แทนมูลนิธิ สอวน.) จากมหาวิทยาลัยนเรศวร

5. นายเจริญศักดิ์ เมืองแก้ว ผู้จัดการทีม จาก สสวท.

สำหรับคณะผู้แทนประเทศไทยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ค. 2568 และ สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ในเวลา 20.30 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

มจธ. มุ่งเป้าพัฒนาวิศวกรรมก่อสร้างชั้นสูง พร้อมปั้นนวัตกรรมตอบโจทย์ "เมกะซิตี้ไทย"

(14 ก.ค. 68) มหานคร (Megacity) คือเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นตั้งแต่ 10 ล้านคนขึ้นไป การเติบโตของเมืองในระดับนี้มักนำมาซึ่งปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่ดีพอ โดยเฉพาะปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และความท้าทายในการรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ การพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นแนวหน้าจะช่วยตอบโจทย์ปัญหาเหล่านี้ให้เกิดความยั่งยืนได้

ศาสตราจารย์ ดร.ชัย จาตุรพิทักษ์กุล อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และหัวหน้าโครงการวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมชั้นแนวหน้าในอุตสาหกรรมก่อสร้างเพื่อรองรับการพัฒนาเมกะซิตี้แห่งอนาคต กล่าวว่า “ประเทศไทยมีกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นมหานครขนาดใหญ่ หรือ เมกะซิตี้  นอกจากนี้เมืองเศรษฐกิจสำคัญอย่างเชียงใหม่ เมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทางภาคตะวันออกมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเมืองไปสู่การเป็นเมกะซิตี้ในอนาคต ซึ่งในการบริหารการก่อสร้างหรือพัฒนาเมกะซิตี้เหล่านี้จำเป็นต้องครอบคลุมการออกแบบและใช้วัสดุอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดคาร์บอน การพัฒนาระบบ Smart Mobility ที่มีทั้งการจราจรอัจฉริยะและการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นเมืองขนาดใหญ่” 

โครงการฯ นี้ได้รับทุนสนับสนุนกลุ่มวิจัยศักยภาพสูง ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จำนวน 15 ล้านบาท และงบประมาณสนับสนุนจาก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. จำนวน 3 ล้านบาท รวมงบประมาณทั้งสิ้น 18 ล้านบาท มีระยะเวลาการดำเนินงานวิจัย 3 ปี โดยมีเป้าหมายหลักที่จะมุ่งพัฒนากำลังคนทักษะสูงที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีวัสดุและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการก่อสร้างและบริหารจัดการเมกะซิตี้ และสร้างองค์ความรู้ใหม่ 4 ด้าน ได้แก่ 1. เทคโนโลยีวัสดุใหม่และการก่อสร้างแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนา Green Technology สำหรับงานก่อสร้างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ มีความยั่งยืน และทนทาน รวมถึงการวิจัยวัสดุสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) 2. เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการก่อสร้างและบริหารจัดการ เน้นการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการน้ำ การบำบัดน้ำเสีย และปัญหาขยะ 3. เทคโนโลยีเพื่อรองรับภัยพิบัติต่างๆ ทั้งภัยจากธรรมชาติ (เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว) และภัยจากความมั่นคง (เช่น การก่อการร้าย) เน้นการประยุกต์ใช้กลศาสตร์การคำนวณขั้นสูงและเทคโนโลยีการตรวจสมัยใหม่ รวมถึงการเก็บข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data) สำหรับการบริหารจัดการเมืองใหญ่และพัฒนาระบบเตือนภัยสำหรับโบราณสถาน และ 4. เทคโนโลยีการสัญจรอัจฉริยะ (Smart Mobility) เน้นการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบราง การขนส่งทางเรือ และการจัดการขนส่งในเมืองใหญ่ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงมาตรฐานในด้านความปลอดภัยสำหรับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 

รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยณรงค์ อธิสกุล ผู้อำนวยการโครงการเทคโนโลยีวิศวกรรมโยธา และรองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา มจธ. และ รองศาสตราจารย์ ดร. วีรชาติ ตั้งจิรภัทร  หัวหน้าห้องปฏิบัติการคอนกรีต ภาควิชาวิศวกรรมโยธา ได้ร่วมกันกล่าวถึงบทบาทของวิศวกรรมโยธาในการพัฒนาเมกะซิตี้ว่ารากศัพท์ของโยธามาจาก Civil Engineering หมายถึง วิศวกรรมพลเรือนที่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคนและเมือง ดังนั้นวิศวกรรมโยธามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเมกะซิตี้ โครงการนี้จึงมุ่งสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านวิศวกรรมชั้นสูงและวิจัยนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับปัญหาเมืองที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะการปลูกฝังกระบวนการคิดตั้งแต่โจทย์วิจัยไปจนถึงการบริหารจัดการ เพื่อให้มีคนทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์ แม้มีเงินทุนหรือโจทย์ก็ไร้ประโยชน์หากไม่มีบุคลากร การสร้างคนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้แข่งขันได้ในระดับโลก และงานวิจัยกลุ่มนี้น่าจะตอบสนองนโยบายระยะยาวของประเทศ

ศาสตราจารย์ ดร.ชัย กล่าวเสริมว่า ในประเทศไทยมีบุคลากรที่จบวิศวกรรมโยธาอยู่จำนวนมาก ส่วนใหญ่จะทำงานในภาคสนามหรืองานก่อสร้างเป็นหลัก แต่คนที่ทำงานด้านวิจัยชั้นสูง (Advanced research) เพื่อสร้างมาตรฐานและกำหนดทิศทาง รวมถึงแก้ปัญหาที่ซับซ้อนทางวิชาการและวิชาชีพยังมีไม่มาก ดังนั้น ไทยจึงจำเป็นต้องทำงานและพัฒนาวิศวกรรมชั้นสูงเพิ่มมากขึ้น เพราะงานวิจัยชั้นสูงเป็นงานวิจัยที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง และครอบคลุมมากกว่างานวิจัยทั่วไปที่ผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจะทำได้ 

“ผลผลิตที่ได้จากโครงการนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเมกะซิตี้แห่งอนาคตของประเทศไทยในทุกมิติ ทั้งด้านกำลังคนทักษะสูง ด้านนวัตกรรมวัสดุสมัยใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้านการบริหารจัดการเมือง การประเมินความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและนโยบายเพื่อการสร้างเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2566-2570 ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top