Saturday, 6 June 2026
News

‘กัมพูชา’ แอบสอดใส้เคลม 22 วรรณกรรมไทย ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สำเร็จ

(14 ก.ค. 68) กัมพูชา เอาวรรณกรรมไทยพระราชนิพนธ์ในหลวง ร.1 ร.2 ร.5 และ สุนทรภู่ ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สำเร็จเป็นรายล่าสุด..

จากเว็บไซต์ของห้องสมุดยูเนสโก ( Unesco Digital Library ) แสดงให้เห็นถึงเอกสารของกัมพูชาซึ่งอ้างว่าตีพิมพ์เมื่อปี 2004 โดยปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ทางการของยูเนสโกเป็นรายล่าสุด ว่าแต่รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมทำอะไรกันอยู่ !!

นี่คือวรรณกรรมไทย  ที่เขมรนำไปสอดไส้ขึ้นทะเบียนต่อ Unesco และได้รับการขึ้นทะเบียนไปเรียบร้อย เพราะเราไม่คัดค้าน

รายชื่อวรรณกรรมเหล่านี้ถูกแต่งขึ้นโดยชาวไทย แต่ถูกเขมรนำไปขึ้นทะเบียนต่อ Unesco ในหัวข้อ 'มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ Cultural heritage of Cambodia' 

วรรณกรรมไทยเหล่านี้ถูกเขมรเคลมเป็นของตนเองเพื่อใช้ในการแสดง Royal Ballet of Cambodia โดยเขมรอ้างว่ารายชื่อวรรณกรรมเหล่านี้ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522-2545 จากละครเรื่อง "พระทอง นางนาค" (ละครพื้นบ้าน ที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อปี 2473)ในสมัยของ สมเด็จพระสีสุวัถติ์ มุณีวงศ์

รายชื่อวรรณกรรม ตามหัวข้อ/ผู้แต่งมีดังนี้ 
1. ไกรทอง - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 นิทานพื้นบ้าน
2. พระสมุท - พระนิพนธ์กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ พระมหาอุปราชวังหน้า ร.5
3. อุณรุท - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 จากบทละครในเรื่องอุณรุท สมัยอยุธยาตอนปลาย 
4. พระสังข์ - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2  บทละครนอก
5. พระทิณวงศ์ - นิทานพื้นบ้านภาคกลาง จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2458
6. จันทโครพ -  ผู้แต่ง พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)
7. พระเวสสันดร - ผู้แต่ง เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
8. อิเหนา - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 บทละครรำ
9. อนิรุทธกินรี - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 มาจากบทละครเรื่องอุณรุทสมัยอยุธยาตอนปลาย
10.  ศุภลักษณ์ - มาจากตอนศุภลักษณ์อุ้มสม เรื่องอุณรุท พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
11. รามเกียรติ์ - พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 และ รัชกาลที่ 2
14. พระสุธน-มโนราห์ - บทละครสมัยอยุธยา มาจากพระสุธนชาดก แต่งเป็นคำฉันท์ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระยาอิศรานุภาพ
15. กากี - คำกลอนวรรณคดี เจ้าพระยาพระคลัง(หน) บทเห่กล่อมพระบรรทม แต่งโดย พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)
16. สีดาลุยเพลิง - จากรามเกียรติ์ตอนสีดาลุยไฟ พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
17. จองถนน -  จากรามเกียรติ์ตอนจองถนน พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1
20. ทิพสังวาล -  หนังสืออ่านเล่นในสมัยรัชกาลที่ 5
22. ลักษณวงศ์ - แต่งโดย พระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่)

‘ดร.เลอพงษ์’ ชวนร่วมอัปเดตสงครามอิหร่าน-อิสราเอล พบกันพุธที่ 16 ก.ค. นี้ ณ สามศิลป์คาเฟ่ หาดใหญ่

(14 ก.ค. 68) ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน ชวนร่วมอัปเดตสถานการณ์สงครามอิหร่าน-อิสราเอล  ในวันพุธที่ 16 กรกฎาคม นี้ ณ สามศิลป์คาเฟ่ หาดใหญ่ เริ่ม 14:00 น. เป็นต้นไป

กระทรวงกลาโหม เปิดตัวทีมโฆษกใหม่ เน้นสื่อสารทันสมัยสร้างความเข้าใจคนทุกกลุ่ม

เมื่อวันที่ (7 ก.ค. 68) พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงนามคำสั่ง แต่งตั้งคณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม ย้ำภารกิจด้านความมั่นคงจะเข้มแข็ง ก็ต่อเมื่อประชาชนเข้าใจและมั่นใจในเจตนารมณ์ของรัฐ โปร่งใส เปิดเผย ประชาชนมีส่วนร่วม นี่คือรากฐานใหม่ของการสื่อสารเพื่อความมั่นคงของชาติ

สำหรับทีมโฆษกกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย  

1. พลโท เทวัญ ตันกุล เป็น หัวหน้าสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม
2. พลตรี แรงภูมิ เหมะทัพพะ เป็น รองหัวหน้าสำนักโฆษกกระทรวงกลาโหม 
3. พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ เป็น โฆษกกระทรวงกลาโหม
4. พันเอก วีรยุทธ์ น้อมศิริ เป็น รองโฆษกกระทรวงกลาโหม 
5. พันตรีหญิง องค์กช วรรณภักตร์ เป็น รองโฆษกกระทรวงกลาโหม 
6. ร้อยเอก บรรลุ ฉลาดปรุ เป็น คณะทำงานโฆษกกระทรวงกลาโหม

เพื่อให้การสื่อสารของกระทรวงกลาโหมมีความทันสมัย เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมโฆษกกระทรวงกลาโหมจึงได้ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้แนวคิด "สร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจ ส่งเสริมการมีส่วนร่วม" 

ทีมโฆษกชุดนี้ได้ถูกปรับโครงสร้างให้มีความกระชับ คล่องตัว และเปิดกว้าง ภารกิจของทีมโฆษก ไม่ได้หยุดอยู่ที่การแถลงข่าวหรือชี้แจงประเด็นต่าง ๆ แต่ยังรวมถึง การสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง ให้ประชาชนเข้าใจภารกิจของกองทัพอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความมั่นคง การช่วยเหลือประชาชน และบทบาทของทหารในโลกยุคใหม่ นี่คือจุดเริ่มต้นของทีมที่พร้อมจะเป็น “กระบอกเสียงแห่งความจริง” สู่สังคมไทย เพราะการสื่อสารที่ดี... คือพลังเสริมความมั่นคงของประเทศ

รฟท. เอาผิดนักท่องเที่ยวมือบอนพ่นสีรถไฟ ย้ำ ดำเนินคดีถึงที่สุดปกป้องสมบัติของประเทศ

(15 ก.ค. 68) รฟท.เอาผิดนักท่องเที่ยวมือบอน พ่นสีหัวรถจักร - ตู้โดยสาร ย้ำดำเนินคดีถึงที่สุด เพื่อปกป้องสมบัติของประเทศไทย

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชายชาวต่างชาติ ใช้สีสเปรย์พ่นลงบนหัวรถจักรและตู้โดยสารของขบวนรถด่วนที่ 171 เส้นทางกรุงเทพฯ–สุไหงโกลก บริเวณสะพานข้ามทางรถไฟ ถนนกาญจนาภิเษก เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ทรัพย์สินของการรถไฟฯ ได้รับความเสียหาย และทำให้ขบวนรถต้องเสียเวลา ทั้งนี้ นายสถานีได้รีบประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าระงับเหตุโดยทันที และสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้

ทั้งนี้ จากการตรวจค้นในที่เกิดเหตุ พบกระป๋องสีสเปรย์จำนวน 10 กระป๋องอยู่ในความครอบครองของนักท่องเที่ยวรายดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ ได้นำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมายที่สถานีตำรวจภูธรพุทธมณฑล ทั้งนี้ การรถไฟฯ ยืนยันว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องทรัพย์สินของรัฐ และไม่ให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้ที่คิดจะกระทำผิดในลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต เพราะทรัพย์สินของการรถไฟฯ ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม การรถไฟฯ ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือมี

การทำลายทรัพย์สินของทางราชการ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อร่วมกันดูแลรถไฟไทยให้เป็นสมบัติของคนไทยตลอดไป

กัมพูชาจับ 2 ผู้ต้องหาลอบขนนมจากไทย 496 แกลลอน หลังรัฐบาลห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทยอย่างเข้มงวด

(16 ก.ค. 68) เกิดคดี “ลักลอบขนนม” สุดแปลก เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาประจำเขตมาลัย ทำการจับกุมชายชาวกัมพูชา 2 คน พร้อมรถยนต์โตโยต้าแคมรี สีทอง ทะเบียนกัมพูชา หลังพบว่าภายในรถมี นมสดบรรจุแกลลอนจากไทยถึง 496 แกลลอน ซุกซ่อนแน่นคันรถ หวังลักลอบนำเข้าเขตจังหวัดบันเตียเมียนเจย

สื่อ Khmer Times รายงานว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสว่ามีความเคลื่อนไหวผิดปกติในพื้นที่ชายแดนติดกับจังหวัดสระแก้วของไทย จึงนำกำลังไปตรวจสอบจนพบของกลางกลิ่นหอมนมฟุ้ง

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ตั้งใจลักลอบนำนมสดจากฝั่งไทยเข้ากัมพูชา เพื่อจำหน่ายในประเทศ โดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรตามกฎหมาย ทั้งนี้ เป็นช่วงที่กัมพูชาประกาศ ห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรจากไทย อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ “นม” ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในหมู่ร้านกาแฟและเบเกอรี่

ด้านฝั่งไทยยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการ แต่ดูท่ากระทรวงเกษตรบ้านเราอาจยิ้มบาง ๆ เพราะแม้จะถูกแบน แต่นมก็ยังหาทางไปถึงใจผู้บริโภคกัมพูชาได้อยู่ดี

หน่วยลาดตะเวนพบทุ่นระเบิด PMN-2 บริเวณเนิน 481 คาดลอบวางใหม่ในพื้นที่เคยประกาศปลอดภัยแล้ว

เมื่อวันที่ (16 ก.ค. 68) หน่วยปฏิบัติการต่อต้านทุ่นระเบิด (นปท.) เร่งตรวจสอบกรณี ทหารไทยเหยียบกับระเบิด บริเวณ “ช่องบก” ใกล้ เนิน 481 พื้นที่ชายแดน หลังจากพบว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นชนิด PMN-2 ซึ่งเป็น ระเบิดสังหารบุคคลรุ่นใหม่จากรัสเซีย ที่ ไม่มีอยู่ในคลังของประเทศไทย และไม่ใช่ของเก่าที่ตกค้าง

ข้อมูลจาก นปท.3 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เคยเข้าดำเนินการกวาดล้างในพื้นที่ดังกล่าว ระบุว่า พื้นที่นี้ถูกประกาศว่า “ปลอดจากทุ่นระเบิด” แล้ว และเป็น “เขตสีเขียว” หรือแนวสนามที่เคยเก็บกู้จนหมดสิ้น แต่จากการตรวจสอบล่าสุดกลับพบแนวสนามทุ่นระเบิดใหม่ กระจายหลายจุด

พบ "PMN-2 รุ่นใหม่" หลายลูกในเส้นทางลาดตระเวน
ย้อนกลับไปก่อนเกิดเหตุเพียง 1 วัน (15 ก.ค. 2568) กำลังพลจาก ร้อย.ร.6021 พัน.RDF ได้เข้าลาดตระเวนแนวป่าจากต้นพญาสัตบรรณมุ่งหน้าฐานตัว T และได้ตรวจพบ

ระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ที่พิกัด 48P WA 21507 86176 (จุดเขียว)
จากนั้นตรวจพบอีก 3 ลูก ที่พิกัด WA 21907 858869 (จุดแดง)
จึงต้องถอนกำลังออกทันที เนื่องจากตรวจพบว่าเป็นแนวสนามทุ่นระเบิด

ทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 นี้
เป็น ระเบิดสังหารบุคคลอยู่กับที่ ผลิตในรัสเซีย
ใช้ ตัวเรือนพลาสติก ทำให้ตรวจจับด้วยเครื่องมือทั่วไปได้ยาก
บรรจุ วัตถุระเบิด COM P-B ขนาด 4.1 ออนซ์
ระเบิดจะทำงานเมื่อมีแรงกดประมาณ 11 ปอนด์
จุดประสงค์เพื่อทำลายฝ่าเท้าผู้เหยียบ

หน่วยข่าวกรองสงสัย "ลอบวางใหม่" – ไม่ใช่ระเบิดตกค้าง
เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ทุ่นระเบิดชุดนี้ไม่ใช่ของเก่า และไม่มีอยู่ในระบบคลังของไทย จึง มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นการลอบวางใหม่ในพื้นที่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพื้นที่เคยได้รับการรับรองว่าปลอดภัยจาก นปท.3 มาก่อนแล้ว
ขณะนี้อยู่ระหว่าง การขยายผลทางยุทธวิธีและการข่าวกรอง เพื่อหาที่มา และประเมินความเชื่อมโยงกับกลุ่มหรือฝ่ายที่อาจอยู่เบื้องหลัง

เด็กไทยเจ๋ง คว้า 6 รางวัลเวทีคณิตศาสตร์โอลิมปิก พิชิต 1 ทอง 2 เงิน 2 ทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ

เมื่อวันที่ (20 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Olympic ipst ปัง ปัง ปัง มาแล้ว..สำหรับวิชาคณิตศาสตร์ กับผลงานของ 6 หนุ่ม จากการแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2568 (66th IMO 2025) ระหว่างวันที่ 10 – 20 กรกฎาคม 2568 ณ เครือรัฐออสเตรเลีย 

คณะผู้แทนประเทศไทย ประกอบด้วย 
1. นายพัฒนแสง พินิจพิชิตกุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  รางวัลเหรียญทอง 
2. นายดรณ์ สว่างทรัพย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญเงิน 
3. นายสิรภพ ขาวพลัด โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญเงิน 
4. นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รางวัลเหรียญทองแดง 
5. นายเกียรติภูมิ สิเจริญ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล รางวัลเหรียญทองแดง 
6. นายกรชวัลร์ ตันติวิเศษศักดิ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ รางวัลเกียรติคุณประกาศ

และคณะอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ประกอบด้วย
1. ดร.สริตา บุณย์ศุภา บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด หัวหน้าทีม           
2. รศ.ดร.ธีระเดช กิตติภัสสร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม             
3. ดร.ศุภณัฐ คำตื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม               
4. นายวีรชัย นีรนาทวงศ์ นักวิชาการอิสระ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม            
5. ดร.ธนวิทย์ จิรุพันธ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยหัวหน้าทีม                  
6. นายจเร ปานเมือง สสวท. ผู้จัดการทีม

ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทย ในวันจันทร์ที่ 21 ก.ค. 2568 โดย สสวท. กำหนดจัดพิธีแสดงความยินดี ในเวลา 07.00 น. บริเวณประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติประณาม เหตุลอบวางทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา

(21 ก.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ลักลอบนำทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเข้ามาวางในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กำลังพลกองทัพไทยได้รับบาดเจ็บ 3 นาย โดยหนึ่งในนั้นได้รับบาดเจ็บสาหัสและพิการถาวรจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิด พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดใหม่ที่ถูกวางซ้อนกันในลักษณะสนามทุ่นระเบิดและกระจายตัวหลายจุดตามแนวชายแดนในเขตพื้นที่อธิปไตยไทย ทุ่นระเบิดดังกล่าวมีอยู่ในระบบอาวุธปกติของกองทัพไทยและมีลักษณะมุ่งหมายเพื่อก่ออันตรายต่อกำลังพล เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ

ศทช. ประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรงและขอคัดค้านอย่างเด็ดขาดต่อการกระทำใด ๆ ที่อาจถือเป็นการละเมิดพันธกรณีและบรรทัดฐานของอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Mine Ban Treaty หรือ Ottawa Convention) ทั้งนี้ เนื่องจากทั้งราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยต่างเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาฉบับนี้และให้คำมั่นที่จะปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วน

ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศไทยในด้านปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ศทช. เรียกร้องให้ราชอาณาจักรกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยและเป็นรูปธรรม ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต

นอกจากนี้ ศทช. ยังเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาหยุดการขัดขวางการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของฝ่ายไทยตามแนวชายแดน และให้ความร่วมมืออย่างจริงจังในการดำเนินงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และความมั่นคงให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบร่วมกันในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีพันธกรณีในการสนับสนุนสันติภาพ ความมั่นคงของมนุษยชาติ และผลกระทบที่อาจถูกตีความจำแนกต่อพลเรือน

‘เก่ง เมธี’ อดีตเสื้อแดง อัปเดตชีวิตในเรือนจำบอกสุขสบายชั้นดีมาก ฝาก FC อีกไม่นานเจอกัน

เมื่อวันที่ (18 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘รอเฮียเมธีกลับมา’ ได้โพสต์ข้อความซึ่งระบุว่าเป็นจดหมายจากในเรือนจำของ ‘เก่ง เมธี อมรวุฒิกุล’ อดีตคนเสื้อแดง ว่า 16-07-68 ( จดหมายจากคุณเมธี )
ในช่วง 1 ปี ที่ผมอยู่ในนี้ 
ผมได้รับความรักจากน้องๆๆที่อยู่ข้างใน 
และได้รับความรักจาก FC ทุกคนจากข้างนอก 
มันเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากๆๆ
รายชื่อจากคนที่เคยเป็นคนแปลกหน้า 
กลายเป็นบุคคลที่ฝากเงิน ฝากค่าขนม 
และดูแลผม ทุกๆๆเดือน ผมซาบซึ่งใจ 
น้องๆๆข้างใน ต่าง งง กันเป็นไก่ตาแตก 
FC เฮียเขาดูแลเฮียกันจริงจังนะเนี้ย 
ของกิน ของใช้ และอาหารเมนูพิเศษ 
ของเฮียไม่เคยพร่องเลย... 
"ผมไม่รู้จักเฮียแต่ดูแล้ว FCคงรักเฮียมาก" 

นักโทษในนี้ 98% เป็นนักโทษไร้ญาติ 
โดนทอดทิ้ง ไม่มีใครมาเยี่ยม ต้องชนหลวง 
ถ้าเทียบแล้ว ผมก็เหมือนโชคดีกว่าคนอื่นในนี้มาก
 "อยู่ข้างใน เฮียฮ๊อตมากนะ 55" 

วันนี้ผมทราบข่าว ว่ายังมีคนเสื้อแดงหลายคน 📌
ยังติดคุก ถูกจองจำอีกหลายชีวิต 
บางคนโทษตลอดชีวิต บางคนโทษ160 ปี 
คนเสื้อแดงในปี 53 
ต้องแบกวิบากกรรมครั้งนี้ไปด้วยกัน 
บางคนตายในสนามรบ ก็ จบ 
แต่บางคนที่รอด ก็ต้องมาติดคุก 
เหมือนตายทั้งเป็น ไม่ต่างกัน... 
(***โทษหนักๆๆกันทั้งนั้น ) 📌

ผม โชคดีมากๆๆที่มีน้องหนิง และFC คอยดูแล 
และ ให้กำลังใจ ทำให้ผมได้ปลดล๊อคและปล่อยว่าง ทุกอย่างข้างในได้ อย่างสบายใจ 
"อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ " 
คำนี้ใช้ได้จริง 

ตอนนี้ผมอยู่ "ชั้นดีมาก " 
มีร่วมอบรม และทำกิจกรรมหลายอย่าง 
ทั้งสาธา ทั้งกิจกรรมโคกหนองนา 
ซ้อมมวย สอนมวย ให้ความรู้น้องๆๆ 
ว่างๆๆก็นั่งดูข่าว 
วิเคราะห์ข่าวให้น้องๆๆข้างในฟัง 
ตื่นเช้ามา โต๊ะผม จะเหมือนสภากาแฟ 
มีขนมปัง กาแฟ โอวันติน นั่งคุยกันสนุกสนาน 
แค่เปลี่ยนสถานที่ เป็นในเรือนจำแทน555 
รอผมหน่อยนะคับเดี๋ยวคงได้เจอกันเร็วๆนี้ 
ฝากเอ็นดูน้องหนิงด้วยนะคับ 
ผมกลับมา น้องหนิงคงได้เบาแรงไปเยอะ 
ผมขอบคุณความรักที่เหนี่ยวแน่น ในการดูแลผม
 ตลอดระยะเวลาที่ผม ถูกจองจำ 
ขอบคุณที่ฝากค่าขนม และดูแลมื้ออร่อย 
อาหารอร่อย ให้ผมทุกๆๆมื้อ
 "ผมจะไม่มีวันลืม น้ำใจจากทุกคน "🙏🙏
 ***ช่วงนี้การเมือง วุ่นวายมาก มีรัก มีหักหลัง 
เหมือนซีรีย์ ถ้าผมอยู่ข้างนอกปานนี้ คงได้Live สด มันทุกวัน 
🧡 คิดถึงFC ทุกคน นะคับ 
อีกไม่นานคงได้เจอกัน เร็วๆๆนี้

‘กองทัพบก’ เจออีก 2 ทุ่นระเบิดใหม่ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ซัด เขมรขัดอนุสัญญาออตตาวาจงใจทำร้ายกำลังพลไทย

ทบ. ลุยสแกนละเอียด พบเพิ่ม 2 ทุ่นระเบิดใหม่ ในพื้นที่ช่องบก ใกล้จุดเกิดเหตุเดิม ชี้ชัดขัดอนุสัญญาออตตาวา เตรียมเชิญผู้ช่วยทูตทหารมารับทราบข้อเท็จจริง

(21 ก.ค. 68) – ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์กำลังพลกองร้อยทหารราบที่ 6021 เหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี จนได้รับบาดเจ็บ 3 นาย เมื่อวันที่ 16 ก.ค.68

ล่าสุดวานนี้ (20 ก.ค. 68) กองกำลังสุรนารี และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยผลจากการตรวจพื้นที่พบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิด PMN2 ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น ห่างจากหลุมระเบิดเดิม 30 เซนติเมตร โดยปัจจุบันเจ้าหน้าที่ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) ได้ทำการรื้อถอนทุ่นระเบิดที่ตรวจพบใหม่ออกแล้วทั้ง 2 ทุ่น

การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และแสดงถึงเจตนาในการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย ทั้งเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออตตาวาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ที่ทางไทยและกัมพูชาล้วนได้ให้สัตยาบัน เข้าเป็นประเทศภาคีในอนุสัญญาดังกล่าวด้วย กองทัพบกจึงขอเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวนี้ต่อสาธารณะ พร้อมขอความร่วมมือประเทศสมาชิกอาเซียนรวมถึงนานาประเทศ ร่วมประณามการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงของประเทศกัมพูชา

นอกจากนี้กรมข่าวทหารบกจะได้มีการเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย มารับทราบข้อเท็จจริงในกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวในวันที่ 22 ก.ค. อีกด้วย

จากเหตุการณ์ทหารไทย 3 นายได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนที่พื้นที่ชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2568 ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ก.ค. หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 (นปท.3) และกองกำลังสุรนารี ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง และพบ “ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN2” ในสภาพใหม่พร้อมทำงาน จำนวน 2 ทุ่น วางห่างจากหลุมระเบิดเดิมเพียง 30 เซนติเมตร เท่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นการ วางซ้ำจุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเจตนา เพื่อหวังผลลอบสังหารทหารไทยโดยเฉพาะ

การกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นการ รุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และ ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นภาคีร่วมลงนามไว้ การวางระเบิดซ้ำในจุดเดิมไม่เพียงแต่เป็นการจงใจทำร้ายกำลังพลไทยอย่างเหี้ยมโหด แต่ยังเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม

กองทัพบกไทยจึงออกมาเรียกร้องให้นานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน ร่วมกัน ประณามกัมพูชา ต่อพฤติกรรมอันป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรมนี้ พร้อมทั้งเตรียมเชิญผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารจากนานาชาติเข้ารับทราบข้อเท็จจริงในวันพรุ่งนี้ เพื่อดำเนินการกดดันทางการทูตอย่างเป็นรูปธรรม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top