Saturday, 6 June 2026
News

ส่งยานเกราะล้อยาง - ช่างซ่อม ประจำชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมช่วยซ่อมรถฮัมวี่ - รถสายพานลำเลียงพล M113 ฟรี

‘มาดามรถถัง’ ส่งยานเกราะล้อยาง - ช่างซ่อม เข้าประจำชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมพร้อมช่วยซ่อมยานยนต์ทหารฟรี ประกาศช่วยชาติจิตอาสา ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอคนไทยสามัคคียามศึก

(18 ส.ค. 68) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย นางนพรัตน์ กุลหิรัญ หรือมาดามรถถัง เจ้าของ บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด พร้อมลูกชาย กล่าวถึงเหตุการณ์สู้รบ ชายแดนไทย-กัมพูชา  ว่า ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วพี่น้องคนไทยก็ต้องร่วมมือกัน สามัคคีกัน ช่วยอะไรได้ก็ต้องช่วย เพื่อการป้องกันประเทศ

บริษัท ชัยเสรีฯ เป็นบริษัทสัญชาติไทย ในฐานะคนไทย มีหน้าที่ รักษาเอกราช และความมั่นคงของชาติ ขีดความสามารถของชัยเสรี คือการคิดค้นยุทโธปกรณ์ เพื่อการป้องกันประเทศ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วคือการออกแบบ ข้อต่อสายพาน ซ่อมรถให้กับกองทัพ และออกแบบรถ เฟิสต์วิน 4x4 และรถสะเทินน้ำสะเทินบก 8x8 ให้กับกองทัพ 

ซึ่งขณะนี้ก็ปฏิบัติงานอยู่ที่ชายแดน เราก็ทำรถเกราะกันกระสุนกันระเบิด ไปช่วยชายแดน และในฐานะที่เราเป็นโรงงานซ่อมสร้างยานยนต์ทหาร เราได้ส่งคณะช่าง อะไหล่ ไปอยู่ประจำที่ชายแดน เพื่อรอซ่อมรถต่างๆ ให้กองทัพ ในภารกิจปกป้องประเทศ  เช่น รถฮัมวี่ และ M113 

พร้อมกันนี้ ยังได้รวบรวมจิตอาสา ในการคิดค้นโดรน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานที่ชายแดน ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นสิ่งที่ภาคเอกชน ร่วมมือกัน

‘เดชอิศม์’ โต้ข่าวให้นายอำเภอในสงขลาจัดคิวเวียนต้อนรับ ลั่น ยังเป็นนายกชายคนเดิม ส่วนตำแหน่งแค่หัวโขนชั่วคราว ยัน ไม่เคยสั่งใครให้มาต้อนรับ

(18 ส.ค 68) นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้ข่าวให้นายอำเภอจัดคิวเวียนต้อนรับ โดยระบุว่า ตำแหน่งแค่หัวโขนชั่วคราว ผมคือ "นายกชาย" คนเดิม ไม่ชอบให้ใครมาต้อนรับแบบเอิกเกริก เอาเวลาไปทำงานดีกว่า เว้นจากมีข้อราชการมาหารือผมเท่านั้น ผมเน้นการทำงานเป็นหลัก ไม่เคยสั่งให้ใครมาต้อนรับ ไม่เคยขอกาแฟใคร ขอทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอครับ

‘รสนา’ การันตี ‘หมอสุภัทร’ ไม่มีพฤติกรรมส่อทุจริต หวัง ‘รัฐมนตรีสมศักดิ์’ ไม่บ้าจี้ตามคำสั่งของฝ่ายบริหาร สธ.

(18 ส.ค. 68) นางสาวรสนา โตสิตระกูล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สังคมอาจลืมไปแล้วว่าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในช่วงปี 2564 รุนแรงขนาดไหน มีคนตายจากโควิดมากเท่าไหร่ รพ. และรพ.สนามเต็มแน่น รพ.เอกชนปฏิเสธรับคนป่วยโควิด เกิดความตื่นตระหนกทั้งสังคม เพราะยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโควิด-19

ในช่วงปี2564 ดิฉันในนามมูลนิธิสุขภาพไทย ได้ทำโครงการแจกเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรและยาแคปซูลฟ้าทะลายโจรให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 เริ่มจากในกรุงเทพที่เป็นสถานที่แพร่ระบาดโควิดจากสนามมวย และสถานบันเทิงย่านทองหล่อ และชุมชนคลองเตยที่มีคนทำงาน ทั่วกทม.โดยได้รับการสนับสนุนยาฟ้าทะลายโจรจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร  และ จากบริษัทยาพรีราน่า และบริษัทอื่นๆ รวมทั้งเงินบริจาคเพื่อเป็นค่าส่งยาให้ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด ต้องกักตัวที่บ้านและขอยาเข้ามา และส่งยาให้กับอสส (อสม.ในกทม )69 เขต เพื่อแจกให้กับประชาชนในแต่ละเขต ในช่วงนั้นยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโควิด

ดิฉันยังจำความโกลาหลของผู้คนที่แตกตื่นจากการระบาดของเชื้อโควิดได้ดี การระบาดกระจายไปทั่วหัวเมือง มีข่าวคนติดเชื้อนอนตายข้างถนนการเดินทางจากคนที่ติดเชื้อ แต่ยังไม่แสดงอาการ เมื่อมีการล็อคดาวน์กรุงเทพ คนงานไม่มีงาน ไม่มีเงินจึงหนีกลับบ้านในต่างจังหวัดและพาเชื้อไปแพร่กระจายในหมู่บ้านตนเอง

การตรวจเชื้อของหน่วยงานรัฐต้องใช้ RT PCR ซึ่งต้องรอคิวเป็นอาทิตย์กว่าจะได้ตรวจเชื้อ คนที่อาการหนัก หลายคนตายไปก่อนได้รับการตรวจเชื้อ การกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดตามรพ.และรพ.สนามมากมาย ส่วนการรักษาในรพ.หรือรพ.สนาม ก็รักษาตามอาการ การกักตัวเพื่อลดการแพร่ระบาดเป็นหลัก ใครติดเชื้อน้อย ร่างกายแข็งแรงก็รอด ส่วนคนติดเชื้อมากร่างกายอ่อนแอก็ตาย คนที่ตายจากเชื้อโควิด ถูกนำไปเผาโดยญาติไม่มีโอกาสได้พบหน้ากันเลย 

ช่วงเดือนเมษายน2564 ดิฉันเคยเสนอผ่านเฟซบุ๊ก และให้สัมภาษณ์สื่อไปถึงหน่วยงานรัฐ ให้ใช้ ATK ตรวจคนในชุมชนคลองเตยอย่างรวดเร็วเพื่อแยกคนติดเชื้อออกจากครอบครัว และใช้วัด โรงเรียน หรือหน่วยราชการเป็นที่กักตัว เพราะรพ.สนามเต็มหมด และเสนอให้รัฐบาลต้องให้เงินทดแทนแรงงานคนเหล่านี้เพื่อดูแลครอบครัว ที่ต้องให้หยุดทำงานเพื่อลดการแพร่เชื้อ และเสนอให้ใช้ฟ้าทะลายโจรให้คนติดเชื้อ เพราะฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณรักษาหวัดที่เป็นเชื้อไวรัสอยู่แล้ว ตอนนั้นยังไม่มียาฟาวิพิราเวียร์

ในขณะนั้นหน่วยงานรัฐทั้งรัฐส่วนกลาง และท้องถิ่นยังไม่ได้ทำงานเชิงรุกมากพอ การระบาดจาก สนามมวย สถานบันเทิงในซอยทองหล่อ จึงระบาดแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

เมื่อทีมงานของแพทย์ชนบท มีหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ และหมอชนบทอีกหลายคนจากหลายรพ.ในต่างจังหวัด ตั้งทีมอาสาสมัครเข้ามาตรวจโควิดให้คนกรุงเทพ โดยใช้ ATK มาตรวจและแยกคนติดเชื้อออกจากคนที่ยังไม่ติด จ่ายยาให้คนติดเชื้อ ซึ่งมีทั้งยารักษาตามอาการ และยาฟาวิพิราเวียร์ สำหรับคนไข้อาการหนัก ซึ่งยาฟาวิพิราเวียร์ยังมีอยู่น้อยและมีราคาแพงมาก (ที่เบิกจากสปสช. ราคาต่อการรักษา 4,200 บาท/1คน ส่วนฟ้าทะลายโจรต่อการรักษา 1 คนแค่ 180 บาท ) ฟ้าทะลายโจรที่พวกเราส่งไปสนับสนุนชาวบ้านที่ติดโควิด ได้ผลดีมาก จึงได้ส่งให้ทีมแพทย์ชนบทที่มาตรวจเชื้อที่ กทม.ด้วย

ถ้าเรามองจากสถานการณ์ในช่วงโควิระบาด การมาช่วยตรวจเชื้อโควิดของหมอชนบทอย่างทีมหมอสุภัทร เป็นงานที่สำคัญ ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในสภาพตื่นตระหนก ไม่รู้จะพึ่งพาใคร จะดูแลรักษาตัวเอง และคนในครอบครัวอย่างไร ไม่มีคนมาแนะนำ นอกจากทีมตรวจเชื้อของหมอสุภัทรแล้วยังมีอาสาสมัครกลุ่มอื่นที่รับช่วงช่วยกระจายอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่นให้ยืมเครื่องช่วยหายใจในกรณีเคสที่มีอาการหนัก กระจายยาฟ้าทะลายโจร และอาหาร ให้กับผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้าน

ดิฉันเห็นว่าเป็นการร่วมมือกันของอาสาสมัครทั้งสังคมเพื่อช่วยกันลดการแพร่ระบาดให้เร็วที่สุด และช่วยเหลือกันในยามวิกฤตที่รัฐบาลไม่สามารถครอบคลุมการช่วยเหลือคนได้ทุกพื้นที่ทั้งหมด

มีคนวิจารณ์เรื่องที่ทีมแพทย์ชนบทมาตรวจเชื้อโควิดใน กทม. เพื่อได้รับค่าตอบแทนเป็นรายหัวจาก สปสช. อย่างเป็นกอบเป็นกำนั้น น่าจะเป็นการมองด้วยอคติเป็นที่ตั้งมากกว่า ถ้าหน่วยงานของท้องถิ่นในกทม.เข้ามาดำเนินการตรวจเชิงรุกแบบเดียวกัน ก็สามารถรับค่าใช้จ่ายตามรายหัวจาก สปสช.ได้อยู่แล้วเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่ทำ ใช่หรือไม่?!

ถ้าจะกล่าวหาเรื่อง ATK ที่หมอสุภัทร และแพทย์ชนบทจัดหามาใช้ว่าแพง ก็น่าพิจารณาว่าการจัดซื้อ ATK  ยี่ห้อเลอพู่จากจีน ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.)ที่ซื้อจำนวนมาก แต่ก็พบว่ามีราคาแพงกว่าราคาตลาดที่ซื้อในจำนวนที่น้อยกว่า ใช่หรือไม่ ?!

นอกจากนี้ยังมีข้อน่าสงสัยว่า ผู้ชนะประมูลการจัดซื้อ ATK เลอพู่ ให้อภ.เป็นบริษัทหนึ่ง แต่ อภ.ทำสัญญาจัดซื้อกับอีกบริษัทหนึ่ง เป็นเรื่องถูกต้องของระเบียบการจัดซื้อหรือไม่นั้น แต่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้มีการตรวจสอบตามที่มีการร้องเรียน ใช่หรือไม่ ?!

ดิฉันเห็นว่าการจะตรวจสอบเอาผิดใคร สามารถเป็นการตั้งธงได้ ดูจากตัวอย่างคดีการทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2542 ที่ดิฉันมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ในการทุจริตของนักการเมืองจะทำไปโดยฝ่ายบริหารระดับสูงไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ช่วยเหลือนั้น ไม่ว่าเรื่องการแปลงงบประมาณจากหมวดเงินอุดหนุน เป็นเงินหมวดใช้สอยวัสดุ ที่เปลี่ยนการใช้จ่ายรายหัว เป็นจ่ายตามอำนาจของผู้บริหาร การยกเลิกราคากลางยา เพื่อไม่ให้มีการเพดานราคา ล้วนต้องทำโดยข้าราชการในระดับบริหาร แต่ข้าราชการระดับสูงที่ให้ความเมืองที่ในครั้งนั้น ล้วนแต่ได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการถูกไล่ออกจากราชการ มีแต่นักการเมืองที่ถูกลงโทษจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยึดทรัพย์จากการร่ำรวยผิดปกติ ที่มีการรับสินบนจากบริษัทยา และจัดซื้อยาแลเวชภัณฑ์ราคาแพงเพื่อให้บรรดาหมอในโรงพยาบาลของรัฐซื้อยาและเวชภัณฑ์ที่แพงเกินสมควร ศาลฯจึงตัดสินให้จำคุกเป็นเวลา 15ปี แต่บรรดาผู้บริหารระดับสูงในครั้งนั้นที่ช่วยนักการเมืองแปลงงบประมาณ  จากงบอุดหนุนในหมวด 800 ที่ต้องจ่ายตามรายหัว เป็นงบหมวดใช้สอยวัสดุ หมวด300 นั้นเป็นการเปิดช่องให้สามารถการซื้อยาและเวชภัณฑ์แพง ถ้าไม่มีชมรมแพทย์ชนบท และชมรมเภสัชชนบทออกมาเปิดโปงการทุจริตในครั้งนั้น และไม่มีเอ็นจีโอช่วยกันตรวจสอบ ไม่มีสื่อช่วยกันตรวจสอบก็ไม่อาจทำให้นักการเมืองถูกยึดทรัพย์และติดคุกอย่างแน่นอน แต่ฝ่ายบริหารระดับสูงไม่ได้ถูกตรวจสอบ เพราะฝ่ายบริหารชุดต่อมาก็ช่วยกันใช่หรือไม่ ?! ผู้บริหารระดับสูงจึงล้วนรอดจากการถูกลงโทษ เมื่อเกษียณแล้วก็ยังได้รับบำเหน็จบำนาญ สวัสดิการทั้งหลายกันต่อไป ใช่หรือไม่ ?!

ส่วนหมอสุภัทร ประธานแพทย์ชนบท ที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ดิฉันเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีการทุจริต เป็นคนที่มีชีวิตที่สมถะ ไม่เคยเปิดคลินิกส่วนตัว แต่กำลังจะถูกผู้บริหารระดับสูง ลงโทษให้ออกจากราชการ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หมอสุภัทรจะเหมือนถูกลงโทษประหารชีวิตกันเลยทีเดียว จากความผิดที่มีการอ้างเรื่องการซื้อ ATK มาช่วยชีวิตคนติดเชื้อโควิด ใช่หรือไม่?! 

ถ้าหมอสุภัทรถูกให้ออกจากราชการ จะไม่ได้รับบำเหน็จ บำนาญ ความดีที่เคยทำจะถูกประหารไปพร้อมกับคำสั่งให้ออกจากราชการ คำสั่งเช่นนี้ เป็นการตั้งธงโดยฝ่ายบริหาร ใช่หรือไม่ การลงโทษหมอสุภัทร เป็นสิ่งที่มีความเป็นธรรมแล้วหรือ ต่อไปจะมีใครทำดีให้สังคม ใครแข็งขืนผู้บริหาร ก็จะถูกเชือดไก่ให้ลิงดูแบบหมอสุภัทร ใช่หรือไม่ ?!? 

เราต้องการหมอที่เป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อม ที่ต้องค้อมหลังให้ผู้บริหาร โดยไม่กล้ายืนหลังตรงอย่างนั้นหรือ ?!?

หวังว่ารัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน คงไม่บ้าจี้ตามคำสั่งของฝ่ายบริหารสธ. ใช่หรือไม่ !?

กองทุนอนุรักษ์ฯ ขยายเวลายื่นขอจัดสรรทุนถึง 17 ก.ย. 68 พร้อมเปิดให้ยื่นลงทะเบียน Admin เพิ่มเติมรอบ 3

(18 ส.ค. 68) กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานขยายระยะเวลาเปิดรับข้อเสนอหน่วยงานหรือองค์กรที่จะขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2568 จากกองทุนฯ ออกไปจากเดิม ซึ่งจะหมดเขต 18 ส.ค. 2568 นี้ โดยขยายไปอีกประมาณ 1 เดือน ในวันที่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 16:30 น. - 17 ก.ย. 2568 เวลา 16:30 น. ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมได้เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ป้องกันหน่วยงานขอรับทุนตกหล่น มุ่งเฟ้นโครงการที่มีคุณภาพเกิดผลประหยัดพลังงานเป็นรูปธรรมในวงกว้าง พร้อมกับเปิดให้ยื่นลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ (Admin) เพิ่มเติมรอบ 3

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยว่า ทางคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เห็นชอบพิจารณาขยายระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อรับคำขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 16:30 น. จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 ภายในเวลา 16.30 น. เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานที่ประสงค์ขอรับการสนับสนุนมีระยะเวลาเตรียมเอกสารได้อย่างครบถ้วน ป้องกันการตกหล่นของหน่วยงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สนับสนุนคุณภาพและความหลากหลายของข้อเสนอโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกองทุน และเพื่อให้การจัดสรรเงินกองทุนได้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดผลประหยัดพลังงานในวงกว้าง รวมทั้งเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนในประเทศมากขึ้น 

ทั้งนี้ ยังช่วยให้หน่วยงานที่มีบทบาทภารกิจในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกสามารถขอรับการสนับสนุนเงินจากกองทุนได้ตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดสรรเงินกองทุนฯ และขยายระยะเวลาเปิดให้ยื่นลงทะเบียนผู้ดูแลระบบ (Admin) ของหน่วยงานเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (เพิ่มเติม รอบ 3) ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลา 16.30 น. จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 ภายในเวลา 16.30 น. เพื่อให้ครอบคลุมตามระยะเวลาการเปิดรับข้อเสนอโครงการ

สำหรับงบประมาณรวมในการจัดสรรทุนให้โครงการด้านอนุรักษ์พลังงานครั้งนี้มีรวม 2,750 ล้านบาท สาระสำคัญของหลักเกณฑ์เงื่อนไขประกอบด้วย

ผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์  โดยเป็นผู้ได้รับจัดสรรเงินหมุนเวียน เงินช่วยเหลือ เงินอุดหนุน ที่เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรโครงการจะต้องสอดคล้องกับ 2 มาตราคือ มาตรา 25 (1) ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 และที่แก้เพิ่มเติม โดยหน่วยงานขอรับการสนับสนุนต้องเป็นส่วนราชการลงทุนและดำเนินการด้านการลดใช้พลังงานด้วยกลไกดำเนินการของบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company : ESCO) เพื่อรับประกันผลประหยัดพลังงาน  และการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเพื่ออนุรักษ์พลังงานในพื้นที่พิเศษ และสอดคล้องมาตรา (3) ตาม พ.ร.บ.ฯ เช่น โครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม งานด้านวิจัย พัฒนา สาธิต ฝึกอบรม สื่อสารเผยแพร่ 

ประเภทโครงการที่ไม่พิจารณา ได้แก่ เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟ LED และการติดตั้งโคมไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าถึง 

กรณีไม่พิจารณาคำขอ ได้แก่ ข้อเสนอไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด เอกสารไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง ยื่นคำขอไม่ทันภายในกำหนด เป็นหน่วยงานที่เคยสร้างความเสียหายในการดำเนินโครงการปีงบประมาณ พ.ศ.2564 – 2565 ไม่ปฏิบัติตามหนังสือยืนยันการขอรับเงินสนับสนุน ไม่ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการกองทุน เพิกเฉยหรือละทิ้งโครงการ ขอยุติ/ยกเลิก/คืนโครงการโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่ยื่นข้อเสนอผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ enconfund.go.th 

ประเภทโครงการที่ขอสงวนสิทธิ์อื่นๆ ได้แก่ ไม่สนับสนุนโครงการที่ซ้ำซ้อนกับที่เคยดำเนินการ/ดำเนินการอยู่ เว้นแต่เป็นการพัฒนาต่อยอด สนับสนุนไม่เกินกรอบวงเงินตามประกาศ ไม่สนับสนุนโครงการที่ได้รับงบประมาณจากแหล่งอื่นแล้ว ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์บ่อบาดาลจะสนับสนุนเฉพาะที่ผ่าน  กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเท่านั้น

หน่วยงานที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นทางการได้ที่ Facebook Page สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ส.กทอ. และยื่นเอกสารข้อเสนอผ่านระบบออนไลน์เท่านั้นที่ enconfund.go.th หรือสอบถามโทร 02-158-1460 ต่อ 1206 หรือ 1211 ในวันและเวลาราชการ

‘แอ็คมี่ วรวัฒน์’ เศรษฐีคริปโตฯ ผนึกกำลัง ACT Warriors เตรียมบริจาคหุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดให้กองทัพไทย

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68)  “แอ็คมี่” วรวัฒน์ นาคแนวดี นักธุรกิจและนักลงทุนชื่อดัง ประกาศผ่านเฟซบุ๊กเพจ “Acme Traderist - Worawat Narknawdee” ว่าได้ผนึกกำลังกับเครือข่าย ACT Warriors เตรียมจัดหาและบริจาค หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดควบคุมระยะไกล DOK-ING MV-4 Remote Controlled Mine Clearance System จากประเทศโครเอเชีย มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ให้แก่ กองทัพบกไทย เพื่อนำไปใช้ในภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อเสริมความปลอดภัยให้กับทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

โดยวรวัฒน์ได้แท็กข้อความไปยังเฟซบุ๊ก “กองทัพบก Royal Thai Army” พร้อมย้ำว่า ความตั้งใจดังกล่าวไม่ใช่เพื่อจัดหาอาวุธทำสงคราม แต่เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียจากกับระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย

คุณสมบัติหุ่นยนต์ DOK-ING MV-4

หุ่นยนต์กวาดทุ่นระเบิดรุ่นนี้สามารถทำงานได้ด้วยความเร็ว 3–5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ควบคุมจากระยะไกลได้ถึง 1,500 เมตร โครงสร้างทนต่อแรงระเบิดและสภาพแวดล้อมรุนแรง อายุการใช้งานยาวนาน 10–15 ปี อีกทั้งยังมีขนาดเหมาะสมกับภูมิประเทศไทย สามารถเข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงได้ต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานโดยตรง

กระบวนการจัดหาและบริจาค

วรวัฒน์ระบุว่า แม้ขั้นตอนการจัดหายุทโธปกรณ์ดังกล่าวมีความซับซ้อน ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งการติดต่อผู้ผลิตจากโครเอเชีย การยืนยันการใช้งานเพื่อการทหารและการบริจาคที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ การประสานงานผ่านกองทัพไทยและหน่วยงานด้านความมั่นคง รวมถึงการขออนุญาตนำเข้าตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ แต่ตนและกลุ่ม ACT Warriors จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การบริจาคสำเร็จและส่งมอบหุ่นยนต์ให้กองทัพไทยใช้ในภารกิจจริง

“ประเทศไทยสมควรมีสิ่งนี้ ไม่ใช่เพื่อรบกับใคร แต่เพื่อหยุดการสูญเสีย และเพื่อยืนยันว่าชีวิตของประชาชนไทยทุกคนมีค่ามากเกินกว่าจะปล่อยให้ถูกพรากไปเพราะกับระเบิด” วรวัฒน์กล่าว

ย้ำไม่เปิดรับบริจาค

ทั้งนี้ วรวัฒน์ย้ำชัดว่า โครงการนี้จะไม่มีการเปิดระดมทุนเพื่อรับบริจาค และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างในทุกกรณี

ทั้งนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ คือนักธุรกิจนักลงทุนชื่อดัง และเป็นมหาเศรษฐีคริปโตฯ ที่ถือครองบิตคอยน์มากเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียกว่า 11,000 BTC และเป็นผู้ก่อตั้งสกุลเงินดิจิทัล ACT (ACET) เหรียญอันดับหนึ่งของไทย ที่มีอายุ 4 ปี มีมูลค่าการซื้อขายรวมกว่า 506 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18,000 ล้านบาท) มีผู้ถือครองเหรียญมากกว่า 164,000 คนทั่วโลก โดยในปี 2024 เขายังเคยสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการจัดงาน “Acme Vampire Day ครั้งที่ 3” ที่มีผู้ถือครองเหรียญ ACT(ACET) นับพันคนมาร่วมกันบริจาคโลหิต 1 ล้านซีซี พร้อมบริจาคเงิน 1 ล้านบาท ให้แก่สภากาชาดไทย นอกจากนี้ แอ็คมี่ วรวัฒน์ ยังเป็นผู้เสนอแนวคิดให้ประเทศไทยใช้บิตคอยน์เป็นกองทุนสำรองของประเทศ และยังประกาศให้รัฐบาลกู้บิตคอยน์โดยไม่คิดดอกเบี้ยอีกด้วย

‘ดร.สุวินัย’ ชี้ ไทยเสี่ยงมากต่อการเป็นรัฐล้มเหลว เหตุสถาบันการเมือง – ศก. เสื่อมถอยปล่อย "ทุนเทา" ครอบงำ

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68) รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไทยเสี่ยงมากต่อการเป็นรัฐล้มเหลว: มุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง

1. นิยามและสัญญาณของ “รัฐล้มเหลว”
รัฐล้มเหลว (failed state) มิได้หมายถึงการพังทลายของดินแดน หากหมายถึง ความไร้สมรรถภาพของรัฐ ในการทำหน้าที่หลัก 3 ประการคือ
1) รักษาความมั่นคงและกฎหมาย
2) จัดบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน
3) บริหารเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ
เมื่อรัฐไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ สังคมย่อมเข้าสู่ “ดุลยภาพต่ำ” ที่ทุนดีถอยออกไป เหลือเพียงทุนเทาและทุนผิดกฎหมายที่ครองอำนาจ

2. จุดพลิกผันเชิงเศรษฐกิจหลังปี 2562
> ระหว่างปี 2559–62 เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว:
การลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะในเขต EEC
การส่งออกและภาคเกษตรเริ่มฟื้น
มีการรื้อระบบกองทุนและสัมปทานที่เคยเป็นช่องทางทุจริต
> แต่หลังปี 2563 เป็นต้นมาบริบทกลับพลิกผัน:
นักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน ขณะที่ทุนเทา (จีนเทา, เขมรเทา) เข้ามาแทน
โครงสร้างการอนุญาตและบอร์ดรัฐวิสาหกิจถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์
โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) ถูกเบี่ยงไปตอบสนองเครือข่ายทางการเมือง
นี่คือ การเสื่อมถอยของทุนทางสถาบัน (institutional capital) ที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาโลก

3. วงจรคอร์รัปชันกับทุนเทา
ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง เมื่อรัฐถูกครอบงำโดย “กลุ่มผลประโยชน์” จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า state capture
คือ กฎหมายและนโยบายถูกออกแบบเพื่อเอื้อทุนเทามากกว่าทุนขาว

ผลที่ตามมา:
> รายได้รัฐรั่วไหลไปยังธุรกิจผิดกฎหมาย (พนันออนไลน์ ยาเสพติด โรงงานผิดกฎหมาย)
> ต้นทุนธุรกิจขาวเพิ่มขึ้นจากการถูกรีดไถ ทำให้ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพถอยออก
> ระบบราชการสูญเสียความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย
นี่คือกลไกที่ผลักประเทศเข้าสู่วงจรของ “รัฐล้มเหลวแบบเงียบ” (silent state failure) ... 
ฟังให้ดีนะ ประเทศไทยเริ่มก้าวแรกของการเป็นรัฐล้มเหลวแบบเงียบ (หรือแบบ "ต้มกบ") ตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งบัดนี้ผ่านมา 5 ปีเต็มแล้ว หลายคนจึงเริ่มตระหนักได้ชัดเจนว่า ทิศทางของประเทศไทยขณะนี้กำลังดิ่งลงเหว

4. ทางรอดที่เป็นไปได้
หากเราไม่ต้องการให้ประเทศไทยตกลงไปในหุบเหวแห่งรัฐล้มเหลวแบบสิ้นหวังสุด ๆ  เราจำเป็นต้องทำการ “ผ่าตัดโครงสร้าง” อย่างน้อยสามด้าน
1. จัดการกับกลุ่มการเมือง–ทุนเทาที่ครอบงำรัฐ
ใช้กลไกทางกฎหมายและเศรษฐกิจ ยึดทรัพย์และตัดวงจรเงินผิดกฎหมายที่เลี้ยงการเมือง
2. ฟื้นฟูสถาบันตรวจสอบ
องค์กรอิสระต้องกลับมาทำหน้าที่แท้จริง ทั้งการปราบคอร์รัปชัน ตรวจสอบงบประมาณ และการเลือกตั้ง
3. สร้างแรงจูงใจเชิงบวกต่อทุนขาว
ออกแบบระบบภาษี ใบอนุญาต และกฎระเบียบให้โปร่งใสและแข่งขันได้ เพื่อดึงดูดนักลงทุนที่สร้างนวัตกรรม ไม่ใช่ทุนที่ทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจ

5. บทสรุปเชิงวิชาการ
หากมองด้วยสายตาเศรษฐศาสตร์การเมือง ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่คือ ความเสื่อมถอยของสถาบันการเมือง–เศรษฐกิจ ที่เปิดช่องให้ "ทุนเทา"เข้าครอบงำ

คำตอบจึงไม่ใช่การเปลี่ยนผู้นำเพียงหน้าเดียว แต่คือการ "ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง" เพื่อสร้างแรงจูงใจใหม่ให้ระบบหันกลับไปสู่ความโปร่งใสและประสิทธิภาพ ... ซึ่งผู้เขียนก็ไม่เห็นทางเหมือนกันว่าจะทำได้อย่างไรในสภาพการเมืองแบบนี้ พรรคการเมืองแบบนี้ ทั้งพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน 

เพราะฉะนั้น ไทยจะเดินเข้าสู่ “รัฐล้มเหลว” เป็นแน่แท้ภายใน 10 ปีต่อจากนี้ โดยการยอมจำนนต่อมะเร็งที่กัดกินอยู่ภายใน

‘พลเอกประวิตร’ รุดให้กำลังใจ ทหารบาดเจ็บจากการสู้รบ ไทย - กัมพูชา ณ รพ.พระมงกุฎฯ

(20 ส.ค. 68) เวลา 8.30 น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ อดีต ผบ.ทบ  เข้าเยี่ยมให้กำลังใจ นายทหาร 8 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บ จากสถานการณ์การสู้รบ ชายแดนไทย กัมพูชา ที่ได้เข้ามาพักรักษาตัว ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ โดยพลเอกประวิตร ได้สอบถามถึงอาการบาดเจ็บ และกล่าวให้กำลังใจ กับ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บทั้ง 8 นาย ความว่า “วันนี้ผมมาในฐานะพี่คนหนึ่ง ที่เคยทำงานกับน้อง ๆ ทหารทุกคน ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องหัวใจของคนเคยร่วมรบ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ผมเสียใจที่น้อง ๆ ต้องบาดเจ็บแต่ก็ภูมิใจที่ทุกคนยังยืนหยัดปกป้องประเทศชาติอย่างกล้าหาญ อยากให้กำลังใจ ขอให้หายไว ๆ  อยากบอกว่าชาติบ้านเมืองยังยืนอยู่ได้เพราะความเสียสละของน้อง ๆ ทุกคน ไม่ต้องห่วงเรื่องอื่น ห่วงสุขภาพให้มาก ๆ พี่จะยืนอยู่ข้าง ๆ เสมอ เห็นน้อง ๆ เจ็บ ผมก็เจ็บด้วย เพราะผมเองก็เคยผ่านสนามรบ ผมรู้ดีว่าการเสียสละทุกครั้ง มันมีราคาที่ต้องจ่าย แต่สิ่งที่น้อง ๆ ทำให้ชาติ มันมีค่ามากกว่าคำพูดใดๆ อยากฝากถึงครอบครัวทหาร ว่า ลูกหลานของท่านไม่ได้เจ็บฟรี ทุกหยดเลือดคือเกียรติยศของกองทัพและของชาติ ผมจะอยู่เคียงข้าง ให้เกียรติ และไม่ลืมความเสียสละนี้

โดย พลเอกประวิตร ได้มอบกระเช้าของเยี่ยม และ เงินจำนวนหนึ่ง ให้กับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ และครอบครัว เพื่อไว้รักษาตัว และถูกส่งมารักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ

ปมชาวบ้านกลับจากศูนย์อพยพ เจอบิลค่าไฟ 2 พัน ชี้! เกิดการสับสนในทางปฏิบัติ - ยันไม่ต้องจ่าย

(21 ส.ค. 68) ตามที่มีการนำเสนอข่าวชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่อพยพกลับจากศูนย์พักพิงภายหลังสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา และได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือน นั้น

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ขอเรียนชี้แจงดังนี้ 1. ค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าตามที่ปรากฏในข่าว เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการ จดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 จึงเกิดการสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาดังกล่าว

 2. ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ให้ PEA ดำเนินมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศอพยพไปศูนย์พักพิง 

สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 กรณีชำระแล้ว PEA จะดำเนินการคืนเงินโดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป 

ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

เชิญชวนร่วมถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

เชิญชวนร่วมถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

‘กองทัพอากาศ’ เปิดตัวโลโก้ “ฝูงบินรบกริพเพน” ล็อตใหม่ ภายใต้ชื่อ “บูรพาสันติ” ทุกสัญลักษณ์ล้วนเปี่ยมความหมาย

(25 ส.ค. 68) วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Wassana Nanuam ระบุว่า ทอ. เปิดตัว Peace Burapha “บูรพาสันติ” วันนี้ 25 ส.ค. 2568วันเซ็นสัญญา G to G ซื้อGripen E/F กับ FMV – SAAB สวีเดนในนามฝูงบิน Stars กองบิน1 เพื่อรักษาความมั่นคง พื้นที่ชายแดนตะวันออก -ตะวันออกเฉียงเหนือ จาก Peace Naraesuan สู่ Peace Suvannabhumi. จนมาถึง Peace Burapha “ผบ.ทอ.” ร่วมออกแบบ โลโก้ สุดคูล!! เปี่ยมความหมาย เผย ฝูง 102 จะปรับภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่ยุทธวิธี รองรับภารกิจ Air to Air และ Air to Ground “เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ”

กองทัพอากาศ ตั้งชื่อโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ JAS 39 Gripen E/F ว่า โครงการ “PEACE BURAPHA” โดยตัวในวันนี้ 25 สค.2568 ในวันเซ็นสัญญา ซื้อGripen E/F กับ FMV และ SAAB สวีเดน พร้อม Offset Package ชดเชยให้ไทย กว่า แสนล้าน ตามนโยบาย Offset Policy ของรัฐบาล อย่างเต็มรูปแบบโครงการแรก

ตราสัญลักษณ์ โครงการ “PEACE BURAPHA” เปี่ยมด้วยความหมาย ซึ่งร่วมกัน ออกแบบโดย พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. พล.อ.ท.อนุรักษ์ รมณารักษ์ รอง เสธ.ทอ. และ พ.อ.อ.บดินทร์ จำปา เจ้าหน้าที่ แผนกแผน สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักบริหารยุทโธปกรณ์ กรมยุทธการทหารอากาศ

1.PEACE BURAPHA หรือ “บูรพาสันติ” เป็นชื่อโครงการจากดำริของ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. ที่ต้องการสื่อถึงโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ ซึ่งจะประจำการที่ ฝูงบิน 102 กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ในอนาคต จะเป็นเขี้ยวเล็บหนึ่งในกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงให้พื้นที่ด้านตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านและจะส่งผลให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืนสืบไป

2.ตราสัญลักษณ์ ทอ.เป็นรูปปีก ทอ.ที่ใช้ในยุคที่ ทอ.เริ่มใช้วิสัยทัศน์ Unbeatable Air Force ซึ่งเริ่มโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ในปี 2568

3. ธงชาติไทยรูปวงกลมเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทยที่ติดไว้บนอากาศยานทุกแบบของกองทัพอากาศ

4. ดาวคู่จำนวน 2 ดวง หรือ “STARS” เป็นนามเรียกขานและเป็นสัญลักษณ์ประจำฝูงบิน 102 ยุคใหม่ที่เริ่มใช้สัญลักษณ์ดังกล่าว เมื่อ เครื่องบิน F-16 ADF เข้าประจำการ ในปี 2545 ซึ่งขณะนั้นยังกำหนดภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่สกัดกั้น

สำหรับตราสัญลักษณ์ใหม่นั้นใช้คำว่า 102 TACTICAL FIGHTER SQUADRON หมายถึงในอนาคตฝูงบิน 102 จะปรับภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่ยุทธวิธีซึ่งรองรับภารกิจอเนกประสงค์ทั้ง Air to Air และ Air to Ground ฝูงบิน 102 มีคำขวัญประจำฝูงบินว่า “เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ”

5. ดาวสีทองข้างละ 6 ดวง รวม 12 ดวงในขอบวงกลมเป็นการให้เกียรติแก่ ฝูงบิน 12 ซึ่งเดิมมีที่ตั้ง ณ กองบิน 1 ดอนเมือง ที่มีเกียรติประวัติในการรบที่สำคัญในอดีต ก่อนจะย้ายที่ตั้งมาที่กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ตั้งแต่ 24 ต.ค.2519 จวบจนปัจจุบัน

6.ข้อความ JAS 39 GRIPEN E/F-RTAF หมายถึง รุ่นของ เครื่องบิน Gripen E/F ที่จะเข้าประจำการในกองทัพอากาศ

โดยในภาพเครื่องบินที่บินด้วยความเร็วสูงตรงกลางของภาพจะติดอาวุธ แบบ Meteor, AIM-120 AMRAAM และ IRIS-T ซึ่งเป็นอาวุธนำวิถีแบบอากาศสู่อากาศที่ทันสมัย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top