Thursday, 4 June 2026
Lite

20 พฤษภาคม 2535 วันสำคัญการเมืองไทย พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 คลี่คลายวิกฤต ‘พฤษภาทมิฬ’ หมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย

20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พระราชดำรัส รัชกาลที่ 9 ดั่งน้ำทิพย์ คลี่คลายวิกฤตการเมือง “พฤษภาทมิฬ”

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เมื่อวิกฤตความขัดแย้งที่ลุกลามจากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหารและการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เดินมาถึงจุดตึงเครียดสูงสุด ก่อนจะเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญจากพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งถูกจดจำในความทรงจำของคนไทยจำนวนมากว่าเป็นถ้อยคำที่ช่วยคลี่คลายวิกฤตบ้านเมืองในยามคับขัน

ต้นตอของวิกฤตครั้งนั้นย้อนกลับไปหลังรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 และการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ จนกระทั่ง พลเอก สุจินดา คราประยูร ซึ่งเคยให้สัญญาว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลับขึ้นดำรงตำแหน่งในวันที่ 7 เมษายน 2535 สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนและกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเฉพาะการนำของ พลตรี จำลอง ศรีเมือง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแกนนำการชุมนุมสำคัญ

การชุมนุมใหญ่เริ่มขยายตัวอย่างเข้มข้นในช่วง 17–20 พฤษภาคม 2535 และนำไปสู่การปราบปรามอย่างรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ จนมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายจำนวนมาก แหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ระบุว่า ยอดทางการอยู่ที่ 52 ศพ มีผู้บาดเจ็บ 696 คน และมีผู้สูญหาย 175 คน ขณะที่บางแหล่งและฝ่ายอาสาพยาบาลเชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านั้นมาก

ท่ามกลางสถานการณ์ที่บ้านเมืองกำลังเผชิญความรุนแรงและความแตกแยก ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระบรมราชวโรกาสให้ พลเอก สุจินดา คราประยูร และ พลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าฯ และมีพระราชดำรัสที่ถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยในค่ำวันนั้น ภาพของผู้นำทั้งสองฝ่ายนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องพระพักตร์กลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดภาพหนึ่งของการเมืองไทย

สาระสำคัญของพระราชดำรัสในวันนั้นมิได้อยู่ที่การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ทรงชี้ตรงไปที่ผลเสียของความขัดแย้ง โดยมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า หากบ้านเมืองมีแต่การเผชิญหน้าจน “ผู้แพ้ไม่มี ผู้ชนะไม่มี มีแต่ผู้ที่ประเทศชาติจะพังพินาศไปทั้งหมด” ซึ่งกลายเป็นถ้อยคำที่ถูกจดจำอย่างกว้างขวางในฐานะหัวใจของพระราชดำรัสครั้งประวัติศาสตร์นั้น

เหตุที่พระราชดำรัสครั้งนี้ถูกเปรียบว่า “ดั่งน้ำทิพย์” ก็เพราะเกิดขึ้นในจังหวะที่สังคมไทยกำลังใกล้ถึงทางตัน ความรุนแรงบนท้องถนนได้สร้างความหวาดกลัวไปทั่วประเทศ เศรษฐกิจเริ่มสั่นคลอน ภาคธุรกิจออกมาเรียกร้องให้ยุติวิกฤต และประชาชนจำนวนมากไม่แน่ใจว่าความขัดแย้งจะจบลงอย่างไร พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 จึงทำหน้าที่เป็นทั้ง จุดหยุดการเผชิญหน้า และ จุดเริ่มต้นของการหาทางออกทางการเมือง ในเวลาเดียวกัน

หลังคืนวันที่ 20 พฤษภาคม สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ฝ่ายผู้ชุมนุมเริ่มยุติการเคลื่อนไหว ขณะที่แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น จนในที่สุด พลเอก สุจินดา คราประยูร ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 และต่อมามีการแต่งตั้ง อานันท์ ปันยารชุน กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตและเตรียมสู่การเลือกตั้ง

ผลสะเทือนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬไม่ได้จบลงเพียงการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี แต่ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองไทยในระยะต่อมา โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า นายกรัฐมนตรีควรมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากวิกฤตปี 2535 และมีอิทธิพลต่อพัฒนาการรัฐธรรมนูญไทยในเวลาต่อมา

เมื่อมองย้อนกลับจากวันนี้ เหตุการณ์ 20 พฤษภาคม 2535 จึงไม่ได้เป็นเพียงวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หากเป็นวันที่ทำให้คนไทยจำนวนมากตระหนักถึงราคาของความขัดแย้งทางอำนาจ และเห็นชัดว่าความรุนแรงไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ในวันนั้นจึงถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะถ้อยคำปลอบประโลม หากแต่เป็นพระราชดำรัสที่ช่วยชี้ทางออกให้บ้านเมืองในยามที่สังคมกำลังเผชิญความมืดมนที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ร่วมสมัยไทย

21 พฤษภาคม 2531 “กรมสมเด็จพระเทพฯ” เสด็จเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” หมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกขอมบนแผ่นดินไทย ตอกย้ำคุณค่ามรดกอารยธรรมขอมในไทย

21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” หมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกขอมบนแผ่นดินไทย

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของวงการประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย เมื่อ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อย่างเป็นทางการ หลังกรมศิลปากรดำเนินการบูรณะปราสาทพนมรุ้งต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2514 ถึง 2531 จนแล้วเสร็จ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทยในระดับชาติอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ไม่ได้อยู่เพียงการเปิดแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง แต่คือการเปิดพื้นที่เรียนรู้ของคนไทยต่ออารยธรรมขอมโบราณที่เคยรุ่งเรืองบนผืนแผ่นดินไทย เพราะพนมรุ้งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งใน ปราสาทหินศิลปะแบบขอมที่งดงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทั้งในแง่ศิลปกรรม ทำเลที่ตั้ง และความสมบูรณ์ขององค์ประกอบสถาปัตยกรรม

ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอด ภูเขาไฟดับ ในพื้นที่ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้มีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากโบราณสถานขอมหลายแห่ง ตัวปราสาทตั้งอยู่บนที่สูงราว 200 เมตรจากพื้นราบ และราว 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง กรมศิลปากรอธิบายว่าเขาพนมรุ้งและศาสนสถานบนยอดเขาถูกสร้างขึ้นภายใต้คติศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย โดยเปรียบยอดเขาแห่งนี้เสมือน เขาไกรลาส อันเป็นที่ประทับของพระศิวะ จึงทำให้พนมรุ้งมีความสำคัญทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและเชิงคติจักรวาลวิทยา

คำว่า “พนมรุ้ง” เองก็มาจากภาษาเขมรคำว่า “วนํรุง” แปลว่า ภูเขาอันกว้างใหญ่ หรือภูเขาใหญ่ และชื่อดังกล่าวยังปรากฏในศิลาจารึกอักษรขอมที่พบในพื้นที่ด้วย กลุ่มอาคารบนยอดเขาพนมรุ้งมีการก่อสร้างต่อเนื่องหลายยุคสมัย ตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 สะท้อนความต่อเนื่องของความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ในโลกของอารยธรรมขอมเป็นเวลาหลายร้อยปี

นักวิชาการและข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่า ปราสาทพนมรุ้งมีความเชื่อมโยงกับราชวงศ์มหิธรปุระ และเกี่ยวข้องกับ นเรนทราทิตย์ ผู้มีสายสัมพันธ์กับ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด จึงทำให้พนมรุ้งไม่ใช่เพียงศาสนสถานท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกอารยธรรมขอมขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายอำนาจ ศิลปกรรม และความเชื่อเชื่อมโยงกันข้ามภูมิภาค

สิ่งที่ทำให้พนมรุ้งมีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษ คือความงดงามของผังสถาปัตยกรรมที่วางอย่างมีความหมายเชิงพิธีกรรม เริ่มจากทางเดินนาคราช สะพานนาคราช บันไดทางขึ้น ลานชั้นต่าง ๆ ไปจนถึงองค์ปรางค์ประธานที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแกนกลางของภูเขา ทั้งหมดนี้แสดงถึงภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรมและพิธีกรรมของช่างขอมอย่างวิจิตร และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พนมรุ้งได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในโบราณสถานที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

ก่อนจะเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 และต่อมาได้กำหนดขอบเขตพื้นที่โบราณสถานเพิ่มเติมในปี 2519 จากนั้นจึงดำเนินโครงการบูรณะขนาดใหญ่ยาวนาน 17 ปี โดยใช้เทคนิคการอนุรักษ์แบบ anastylosis หรือการรื้อชิ้นส่วนอาคารออกมาจัดระบบ ศึกษา และประกอบกลับคืนอย่างใกล้เคียงของเดิมที่สุด วิธีนี้ทำให้การบูรณะพนมรุ้งได้รับการยอมรับอย่างสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ดังนั้น การเสด็จพระราชดำเนินเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2531 จึงมีความหมายมากกว่า “พิธีเปิด” เพราะเป็นการประกาศความสำเร็จของความพยายามอนุรักษ์โบราณสถานระดับชาติ ที่เปลี่ยนซากสถาปัตยกรรมโบราณให้กลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และวัฒนธรรมของคนไทยได้อย่างสง่างามอีกครั้ง

ในเวลาต่อมา พนมรุ้งยังได้รับการยอมรับกว้างขึ้นในเวทีนานาชาติ โดยมีการเสนอชื่อเข้าสู่บัญชีเบื้องต้นเพื่อพิจารณาเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2005 และยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว นักเรียน นักวิชาการ และผู้สนใจประวัติศาสตร์จากทั่วโลก ความมีชื่อเสียงนี้ยิ่งตอกย้ำว่าเหตุการณ์วันที่ 21 พฤษภาคม 2531 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พนมรุ้งก้าวจากโบราณสถานท้องถิ่น สู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนทั้งประเทศภาคภูมิใจ

เมื่อมองย้อนกลับจากวันนี้ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งบุรีรัมย์และประเทศไทย เป็นวันที่มรดกขอมโบราณอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของแผ่นดินไทยได้รับการเปิดอย่างเป็นทางการในฐานะ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และเป็นวันที่สะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์อดีต ไม่ใช่เพียงการเก็บซากอิฐหินไว้ให้คงอยู่ แต่คือการคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ กลับมาเล่าเรื่องอารยธรรม ความเชื่อ และความรุ่งเรืองของผู้คนในอดีตแก่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

23 พฤษภาคม 2510 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรี ตอกย้ำวีรกรรมปกป้องแผ่นดินไทย หมุดหมายสำคัญของภูเก็ต

23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร รำลึกสองวีรสตรีผู้ปกป้องเมืองถลาง

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของจังหวัดภูเก็ตและของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร ณ สี่แยกท่าเรือ บ้านท่าเรือ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต อย่างเป็นทางการ เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเทิดทูนวีรกรรมสองสตรีผู้กอบกู้เมืองถลางให้ปรากฏเด่นชัดในความทรงจำของชาติไทย

ความสำคัญของการเสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ในวันดังกล่าว ไม่ได้อยู่เพียงการเปิดสิ่งก่อสร้างเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่คือการประกาศให้เรื่องราวของ ท้าวเทพกระษัตรี และ ท้าวศรีสุนทร กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่สังคมไทยร่วมกันรำลึกอย่างจริงจัง ทั้งสองท่านเดิมคือ คุณหญิงจัน และ คุณมุก ซึ่งได้รับการยกย่องจากบทบาทสำคัญในการนำชาวเมืองถลางต่อสู้กับกองทัพพม่าที่เข้ามารุกรานในปี พ.ศ. 2328–2329 หรือในบริบทของสงครามเก้าทัพ

ตามเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เมื่อกองทัพพม่ายกกำลังมาประชิดเมืองถลาง เมืองตกอยู่ในภาวะคับขันอย่างยิ่ง แต่คุณหญิงจันและคุณมุกได้รวบรวมผู้คนให้ลุกขึ้นป้องกันบ้านเมือง ใช้ทั้งความกล้าหาญ ไหวพริบ และกลยุทธ์ในการรักษาเมืองเอาไว้ จนสามารถต้านทานข้าศึกได้สำเร็จ วีรกรรมครั้งนั้นทำให้ทั้งสองได้รับการสถาปนาเป็น ท้าวเทพกระษัตรี และ ท้าวศรีสุนทร ในเวลาต่อมา และกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเสียสละเพื่อแผ่นดินของคนไทย โดยเฉพาะชาวภูเก็ตและชาวใต้

อนุสาวรีย์ที่เปิดอย่างเป็นทางการในปี 2510 จึงมีความหมายมากกว่างานประติมากรรมกลางเมือง เพราะเป็น “อนุสรณ์แห่งชัยชนะ” และ “อนุสรณ์แห่งความทรงจำ” ของชาวถลาง ตัวอนุสาวรีย์ตั้งอยู่บนเส้นทางสำคัญของเกาะภูเก็ต และต่อมาถูกยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต ถึงขั้นถูกนำไปใช้เป็นตราประจำจังหวัดในเวลาต่อมา

การที่รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอนุสาวรีย์ด้วยพระองค์เอง ยังยิ่งเพิ่มความสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้กับสถานที่แห่งนี้ เพราะเป็นการเทิดทูนเกียรติของสองวีรสตรีในระดับชาติอย่างชัดเจน เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงพิธีท้องถิ่นของชาวภูเก็ต แต่เป็นวาระที่สะท้อนว่าประเทศไทยให้คุณค่ากับความกล้าหาญของผู้ปกป้องแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง และไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใดก็ตาม

หากมองในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทรยังทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมความเคารพศรัทธาของประชาชนจำนวนมาก ทุกปีจะมีพิธีรำลึกและงานที่เกี่ยวข้องกับสองวีรสตรีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าเรื่องราวของท่านไม่ได้หยุดอยู่เพียงในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่ยังมีชีวิตอยู่ในความทรงจำร่วมของผู้คนและในอัตลักษณ์ของเมืองภูเก็ตอย่างแนบแน่น

ดังนั้น วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2510 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย วันที่ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร เพื่อเทิดทูนสองวีรสตรีผู้ปกป้องเมืองถลางจากทัพพม่า และทำให้วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองท่านได้รับการสืบทอดอย่างสง่างามในความทรงจำของคนไทยตราบจนปัจจุบัน

24 พฤษภาคม 2492 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อัญเชิญพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม หมุดหมายสำคัญแห่งการน้อมรำลึกอดีตพระมหากษัตริย์สู่มาตุภูมิ

24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อัญเชิญพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม หมุดหมายสำคัญแห่งการน้อมรำลึกอดีตพระมหากษัตริย์สู่มาตุภูมิ

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ เมื่อ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 เสด็จกลับถึงสยาม พร้อมอัญเชิญ พระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กลับคืนสู่แผ่นดินไทย หลังจากพระองค์เสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. 2484 เหตุการณ์ครั้งนี้จึงนับเป็นทั้งหมุดหมายทางประวัติศาสตร์และช่วงเวลาแห่งความรู้สึกอันลึกซึ้งของคนไทย ที่ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของอดีตพระมหากษัตริย์กลับสู่มาตุภูมิอย่างสมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชกาลที่ 7 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ที่ประเทศอังกฤษ หลังจากเสด็จประทับอยู่ที่นั่นภายหลังการสละราชสมบัติ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญในห้วงเปลี่ยนผ่านของการเมืองไทย เพราะทรงเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญพระองค์แรกของสยาม และรัชสมัยของพระองค์สัมพันธ์โดยตรงกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของประเทศ

หลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณียังคงประทับอยู่ในอังกฤษระยะหนึ่ง ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2492 รัฐบาลไทยจะเชิญเสด็จนิวัติพระนคร และพระองค์ได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระราชสวามีกลับมาด้วย Google Arts & Culture ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้า ระบุชัดว่า หลังรัชกาลที่ 7 สวรรคตในปี 1941 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงพำนักอยู่ในอังกฤษต่อจนกระทั่งได้รับเชิญให้เสด็จกลับประเทศไทยในปี 1949 และทรงนำพระบรมอัฐิกลับมาด้วยเพื่อรับการถวายพระเกียรติอย่างสมควรในกรุงเทพฯ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2492 จึงเป็นวันที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเสด็จถึงกรุงเทพฯ พร้อมพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 โดยข้อมูลจากเว็บไซต์กิจกรรมรำลึกสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีระบุภาพเหตุการณ์ไว้ชัดเจนว่า พระองค์เสด็จลงจากเรือหลังนำพระบรมอัฐิกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ดังกล่าว และภายหลังประทับที่วังสระปทุมเป็นการชั่วคราว

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้ไม่ได้อยู่เพียงการเดินทางกลับของพระบรมอัฐิเท่านั้น แต่ยังสะท้อน พระราชภักดีและความผูกพัน อันมั่นคงของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีที่มีต่อพระราชสวามี ตลอดช่วงเวลาหลังการสละราชสมบัติและหลังการสวรรคต พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการธำรงพระเกียรติประวัติของรัชกาลที่ 7 และการอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในภารกิจที่มีความหมายอย่างยิ่งทั้งเชิงส่วนพระองค์และเชิงประวัติศาสตร์ชาติ

ในอีกด้านหนึ่ง การอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับสยามยังมีนัยสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองด้วย เพราะรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับช่วงเปลี่ยนผ่านจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การที่พระบรมอัฐิของพระองค์ได้กลับคืนสู่แผ่นดินไทยในปี 2492 จึงเป็นเสมือนการเชื่อมรอยต่อระหว่างอดีตอันซับซ้อนกับความทรงจำร่วมของประเทศ เป็นการย้ำว่าพระองค์ยังทรงมีที่ทางสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย แม้บริบททางการเมืองหลังการสละราชสมบัติจะเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงก็ตาม

หากมองในเชิงสัญลักษณ์ เหตุการณ์วันที่ 24 พฤษภาคม 2492 คือ “การหวนคืนสู่มาตุภูมิ” ของพระบรมอัฐิอดีตพระมหากษัตริย์ ผู้เคยต้องใช้บั้นปลายพระชนมชีพอยู่ต่างแดน การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเคลื่อนย้ายพระบรมอัฐิจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แต่เป็นการน้อมอัญเชิญพระองค์กลับคืนสู่แผ่นดินที่พระองค์เคยทรงปกครอง และเป็นการคืนความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในความรู้สึกของคนไทย

ด้วยเหตุนี้ วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย วันที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 กลับถึงสยาม เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนทั้งความจงรักภักดี ความผูกพันในราชสกุล และการน้อมถวายพระเกียรติแด่อดีตพระมหากษัตริย์อย่างสมพระเกียรติยศเหนือกาลเวลา

ที่มา : https://artsandculture.google.com/story/who-was-queen-rambhai-barni-king-prajadhipok-museum/PQWBgOUD_19bzw?hl=en

22 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวัน “วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ” ความหลากหลายทางชีวภาพคือรากฐานของชีวิต วันที่โลกย้ำเตือนว่า มนุษย์ยังต้องพึ่งพาระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ เตือนมนุษย์ว่าอนาคตยังผูกติดกับธรรมชาติ

22 พฤษภาคม “วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ” วันที่โลกย้ำเตือนว่า มนุษย์ยังต้องพึ่งพาระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์

วันที่ 22 พฤษภาคมของทุกปี คือ วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ International Day for Biological Diversity วันที่องค์การสหประชาชาติใช้เพื่อกระตุ้นให้ประชาคมโลกตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นรากฐานของชีวิตบนโลก ทั้งในมิติของอาหาร น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ยารักษาโรค ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความสมดุลของระบบนิเวศ โดยวันดังกล่าวตรงกับวันที่มีการรับรองข้อความของ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1992 ก่อนจะมีการรับรองอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดโลกที่ริโอเดจาเนโรในเวลาต่อมา

เหตุผลที่วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญมาก ก็เพราะความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้หมายถึงแค่จำนวนชนิดของพืชและสัตว์เท่านั้น แต่รวมถึง ความหลากหลายของยีน สิ่งมีชีวิต และระบบนิเวศทั้งหมด ที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายชีวิตบนโลก องค์การสหประชาชาติอธิบายว่า ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพคือคำตอบต่อความท้าทายสำคัญมากมายของมนุษยชาติ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพ ไปจนถึงการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนของชุมชนต่าง ๆ ทั่วโลก

หากอธิบายให้เห็นภาพง่ายที่สุด มนุษย์แทบทุกคนในโลกยังคงพึ่งพาความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม อาหารที่เรากินเกิดจากระบบเกษตรที่พึ่งพาดิน น้ำ แมลงผสมเกสร พันธุ์พืช และจุลินทรีย์ ยารักษาโรคจำนวนมากมีต้นกำเนิดจากสารธรรมชาติในพืชหรือสิ่งมีชีวิตอื่น ขณะเดียวกัน ป่าไม้และพื้นที่ชุ่มน้ำยังช่วยดูดซับคาร์บอน กรองน้ำ ลดผลกระทบจากน้ำท่วม และประคองสภาพภูมิอากาศให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตได้

องค์การสหประชาชาติยังย้ำว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมโลก พึ่งพาธรรมชาติในระดับปานกลางถึงสูง และประชากรโลกนับพันล้านคนยังต้องพึ่งพาป่าไม้ การประมง เกษตรกรรม และทรัพยากรชีวภาพอื่น ๆ เพื่อการดำรงชีพโดยตรง นั่นหมายความว่า เมื่อความหลากหลายทางชีวภาพเสื่อมถอยลง ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสัตว์ป่าหรือป่าไม้ แต่จะสะเทือนถึงเศรษฐกิจ การจ้างงาน อาหาร และความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมหาศาลด้วย

ปัญหาคือ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างรุนแรงและรวดเร็ว รายงานและข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า ธรรมชาติทั่วโลกกำลังถูกกดดันจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การขยายพื้นที่เกษตรแบบไม่ยั่งยืน มลพิษ การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้จำนวนชนิดพันธุ์ลดลง ถิ่นอาศัยเสื่อมโทรม และระบบนิเวศเปราะบางยิ่งขึ้น

เมื่อระบบนิเวศอ่อนแอลง มนุษย์เองก็ได้รับผลกระทบโดยตรงเช่นกัน พื้นที่ป่าที่ลดลงอาจทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มง่ายขึ้น การสูญเสียแมลงผสมเกสรส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร การเสื่อมโทรมของทะเลและแนวปะการังทำให้ชุมชนชายฝั่งสูญเสียแหล่งอาหารและรายได้ ขณะที่การลดลงของความสมบูรณ์ของธรรมชาติยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอุบัติใหม่ เพราะสมดุลระหว่างมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมถูกรบกวน

ด้วยเหตุนี้ วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นมากกว่าวันเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นวันเตือนใจระดับโลกว่า มนุษย์ไม่ได้อยู่เหนือธรรมชาติ หากแต่อยู่ภายในธรรมชาติ และไม่สามารถแยกการอยู่รอดของตนเองออกจากความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้เลย ยิ่งโลกเผชิญวิกฤตโลกร้อน วิกฤตอาหาร และวิกฤตทรัพยากรพร้อมกัน ความหลากหลายทางชีวภาพก็ยิ่งมีสถานะเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของชีวิต” มากกว่าที่เคย

ในระดับนโยบาย โลกได้พยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้ผ่าน อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และกรอบความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียธรรมชาติ โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทั้งธรรมชาติและมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้ในระยะยาว แนวคิดนี้จึงไม่ใช่การ “ห้ามใช้” ธรรมชาติ แต่เป็นการใช้โดยไม่ทำลายรากฐานของชีวิตในอนาคต

สำหรับสังคมทั่วไป ความหมายของวันที่ 22 พฤษภาคมจึงชัดเจนมาก นั่นคือ ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ว่าจะผ่านการบริโภคอาหาร การใช้ทรัพยากร การท่องเที่ยว การเกษตร หรือการใช้ชีวิตในเมือง การลดขยะ การลดการใช้ทรัพยากรเกินจำเป็น การสนับสนุนการผลิตที่ยั่งยืน การอนุรักษ์ป่าและแหล่งน้ำ รวมถึงการเคารพสมดุลของธรรมชาติ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสิ้น

ดังนั้น 22 พฤษภาคม วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ จึงไม่ใช่เพียงวันของนักอนุรักษ์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวันของมนุษยชาติทั้งมวล วันที่โลกต้องย้ำเตือนตนเองว่า การอยู่รอดของมนุษย์ยังคงผูกติดกับป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล สัตว์ พืช และระบบนิเวศที่อุดมสมบูรณ์อย่างแยกไม่ออก และหากเราไม่ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพตั้งแต่วันนี้ อนาคตที่สั่นคลอนย่อมย้อนกลับมากระทบมนุษย์เองในที่สุด

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/biological-diversity-day

26 พฤษภาคม 2562 “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” ถึงแก่อสัญกรรม ปิดฉากบทบาทรัฐบุรุษคนสำคัญของการเมืองไทย ชีวิตผูกพันศูนย์กลางอำนาจ บทบาทยาวนานเกือบหนึ่งศตวรรษ

 

26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 “พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์” ถึงแก่อสัญกรรม ปิดฉากบทบาทรัฐบุรุษคนสำคัญของการเมืองไทย

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรม ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรุงเทพฯ โดยประกาศสำนักพระราชวังระบุว่า ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเวลา 09.09 น. จากภาวะ หัวใจล้มเหลว สิริอายุ 99 ปี เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากชีวิตของบุคคลผู้มีบทบาทยาวนานและลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

พล.อ. เปรม ไม่ได้เป็นเพียงอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง แต่เป็นบุคคลที่ดำรงบทบาทสำคัญในหลายสถานะตลอดหลายทศวรรษ ทั้งในฐานะนายทหารระดับสูง ผู้นำรัฐบาล องคมนตรี และประธานองคมนตรี ประกาศสำนักพระราชวังยังระบุด้วยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยโทมนัสยิ่ง เพราะพล.อ. เปรม ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณด้วยความวิริยอุตสาหะและจงรักภักดีมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และยังดำรงตำแหน่งสำคัญต่อเนื่องมาถึงรัชกาลปัจจุบัน

หากมองย้อนกลับไปในเส้นทางการเมืองไทย พล.อ. เปรม เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางที่สุดจากการดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีระหว่างปี 2523 ถึง 2531 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของประเทศ Britannica อธิบายว่า ในยุคของเขา ไทยพยายามจัดวางระเบียบการเมืองรูปแบบหนึ่งที่ทหาร รัฐสภา และสถาบันหลักของประเทศมีบทบาทประสานกันภายใต้บริบทสงครามเย็นและความเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ เขายังมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและการรักษาเสถียรภาพของรัฐไทยในช่วงเปราะบางของประวัติศาสตร์การเมือง

จุดเด่นของยุค “เปรมาธิปไตย” ในสายตานักวิชาการและสื่อจำนวนมาก คือการเมืองไทยในเวลานั้นมิได้เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแบบรัฐสภาตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่เผด็จการทหารแข็งตัวเช่นในหลายช่วงก่อนหน้า พล.อ. เปรม จึงเป็นตัวแทนของระบอบการเมืองแบบประนีประนอมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งสามารถรักษาเสถียรภาพของประเทศไว้ได้ระดับหนึ่ง แม้จะมีข้อถกเถียงตามมามากมายในภายหลังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพ การเมืองเลือกตั้ง และอำนาจนอกระบบ

หลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ. เปรม ยังคงมีบทบาทสูงอย่างต่อเนื่องในฐานะ องคมนตรี และต่อมาเป็น ประธานองคมนตรี จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโครงสร้างอำนาจไทยช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 การที่ประกาศสำนักพระราชวังย้ำถึงบทบาทของเขาทั้งในฐานะผู้บัญชาการทหารบก นายกรัฐมนตรี องคมนตรี รัฐบุรุษ ประธานองคมนตรี และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สะท้อนชัดว่าชีวิตของเขาผูกพันกับศูนย์กลางอำนาจรัฐไทยในหลายมิติอย่างยาวนานและต่อเนื่องมาก

ด้วยเหตุนี้ การถึงแก่อสัญกรรมของพล.อ. เปรม เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวการสูญเสียบุคคลสำคัญ แต่ยังถูกมองว่าเป็นการสิ้นสุดยุคของตัวละครหลักคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย Bangkok Post รายงานในวันนั้นว่าการจากไปของเขาทำให้เกิดกระแสไว้อาลัยอย่างกว้างขวางจากทั้งแวดวงการเมือง กองทัพ และประชาชนจำนวนมาก เพราะไม่ว่าผู้คนจะเห็นด้วยหรือวิพากษ์บทบาทของเขาอย่างไร ก็ปฏิเสธได้ยากว่าเขาคือหนึ่งในผู้กำหนดทิศทางการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน

ในเชิงประวัติศาสตร์ พล.อ. เปรม จึงเป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ซับซ้อนและทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง เขาเป็นทั้งผู้นำรัฐบาลในยุคเปลี่ยนผ่าน ผู้แทนของเสถียรภาพในสายตาผู้สนับสนุน และเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจนำทางการเมืองนอกระบบในสายตาผู้วิจารณ์ แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมใด การดำรงอยู่ของเขาในเวทีสาธารณะตลอดหลายสิบปี ทำให้ชื่อของ “เปรม ติณสูลานนท์” แทบแยกไม่ออกจากพัฒนาการทางการเมืองไทยช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20

ดังนั้น วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จึงเป็นมากกว่าวันถึงแก่อสัญกรรมของบุคคลผู้หนึ่ง หากคือวันที่ปิดฉากบทบาทของรัฐบุรุษคนสำคัญ ผู้เคยยืนอยู่ศูนย์กลางอำนาจและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทยมายาวนาน การจากไปของพล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ จึงเป็นทั้งการสูญเสียเชิงบุคคล และเป็นจุดหมายหนึ่งของยุคสมัยทางการเมืองไทยที่ควรค่าแก่การจดจำและทบทวนในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย

ที่มา : https://shorturl.asia/eRiIp 

27 พฤษภาคม 2449 วันคล้ายวันเกิด “ท่านพุทธทาสภิกขุ” บุคคลสำคัญของโลก ผู้มอบแก่นพระธรรมที่ร่วมสมัยแก่สังคมไทย เน้นแก่นพุทธศาสนาเข้าถึงคนรุ่นใหม่ คำสอนลึกซึ้งเชื่อมชีวิตและสังคม

27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 วันคล้ายวันเกิด “ท่านพุทธทาสภิกขุ” บุคคลสำคัญของโลก ผู้มอบแก่นพระธรรมที่ร่วมสมัยแก่สังคมไทย

วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2449 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ท่านพุทธทาสภิกขุ หรือ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) พระนักคิดและนักเผยแผ่ธรรมะคนสำคัญของไทย ผู้ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกในวาระครบ 100 ปีชาตกาลให้เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลก ด้วยผลงานด้านศาสนา ความคิด และการเผยแพร่ธรรมะที่มีอิทธิพลกว้างไกลทั้งในไทยและต่างประเทศ

ท่านพุทธทาสภิกขุเป็นที่จดจำอย่างเด่นชัดในฐานะพระผู้พยายามพาคนกลับไปหา “แก่น” ของพระพุทธศาสนา มากกว่าการยึดติดกับเปลือกพิธีกรรมหรือความเชื่อที่ห่างไกลจากคำสอนดั้งเดิม หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ อธิบายว่า ตลอดชีวิตของท่าน ท่านศึกษาค้นคว้า ปฏิบัติ และสอนธรรมะอย่างมุ่งมั่น เพื่อทำให้พุทธธรรมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้จริงสำหรับผู้คนในโลกสมัยใหม่

จุดเด่นที่สุดของท่านคือการอธิบายธรรมะให้ ร่วมสมัย เข้าใจง่าย แต่ยังคงความลุ่มลึก ท่านไม่ได้พูดถึงพุทธศาสนาในฐานะเรื่องไกลตัว หากแต่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ การยึดติด ความเห็นแก่ตัว สันติภาพ หรือการอยู่ร่วมกันในสังคม ด้วยเหตุนี้ คำสอนของท่านจึงเข้าถึงทั้งพระสงฆ์ ปัญญาชน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปในวงกว้าง

อีกด้านหนึ่ง ท่านพุทธทาสภิกขุยังเป็นผู้บุกเบิกการตีความพุทธธรรมในมิติที่กว้างกว่าศาสนาเฉพาะบุคคล บทความของหอจดหมายเหตุพุทธทาสระบุว่า ท่านขยายการอธิบายธรรมะไปสู่ประเด็นทางสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม โดยมองว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องของวัดหรือการปลีกวิเวกเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับวิธีที่มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างไม่เบียดเบียนกันในโลกนี้

ความสำคัญของท่านในระดับนานาชาติสะท้อนชัดจากการที่ ยูเนสโก ยกย่องท่านในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาล โดยผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโกในขณะนั้นกล่าวถึงท่านว่าเป็นพระเถรวาทผู้ทรงอิทธิพลจากประเทศไทยที่เข้าร่วมรายชื่อบุคคลสำคัญระดับนานาชาติของยูเนสโก การยกย่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพราะท่านเป็นพระสำคัญของไทยเท่านั้น แต่เพราะแนวคิดและผลงานของท่านมีคุณค่าต่อมนุษยชาติในวงกว้าง

หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ความคิด ท่านพุทธทาสภิกขุมีบทบาทอย่างมากในการทำให้คนไทยจำนวนมากมองพระพุทธศาสนาใหม่ จากเดิมที่หลายคนคุ้นกับศาสนาในกรอบพิธีกรรมและความเชื่อ ท่านพยายามดึงผู้คนกลับไปหาหลักการพื้นฐาน เช่น การลดตัวตน ความว่าง การดับทุกข์ และการใช้ธรรมะเป็นเครื่องมือเข้าใจชีวิตจริง จึงไม่น่าแปลกที่คำสอนของท่านยังถูกอ่าน ศึกษา และอ้างอิงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ดังนั้น วันที่ 27 พฤษภาคม จึงไม่ใช่เพียงวันคล้ายวันเกิดของพระรูปหนึ่ง แต่เป็นวันที่ควรใช้รำลึกถึง ท่านพุทธทาสภิกขุ ในฐานะบุคคลสำคัญของโลก ผู้ทุ่มเทชีวิตเพื่อเผยแพร่แก่นพระธรรมให้มีความหมายต่อมนุษย์ในโลกสมัยใหม่ และทำให้พุทธศาสนากลับมาเป็นพลังทางปัญญาและการเยียวยาจิตใจของผู้คนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://main.bia.or.th/_en/buddhadasa-bhikkhu/

28 พฤษภาคม 2543 จากปราสาทเทพนิยายสู่ความทรงจำ ‘แดนเนรมิต’ ปิดฉากอย่างเป็นทางการ อวสานสวนสนุกกลางกรุง กลายเป็นเพียงความทรงจำ

28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 “แดนเนรมิต” ปิดฉากอย่างเป็นทางการ อวสานสวนสนุกกลางกรุงในตำนาน

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 คืออีกหนึ่งวันสำคัญในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก เพราะเป็นวันที่ “แดนเนรมิต” ปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ปิดฉากสวนสนุกกลางแจ้งชื่อดังกลางกรุงเทพฯ ที่เคยมอบเสียงหัวเราะ ความตื่นเต้น และความสุขให้กับเด็กและครอบครัวไทยมายาวนานหลายทศวรรษ เหตุการณ์วันนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการยุติกิจการของสถานที่แห่งหนึ่ง แต่คือการสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งความทรงจำของคนรุ่นหนึ่งอย่างแท้จริง

สำหรับคนไทยในยุคหนึ่ง “แดนเนรมิต” ไม่ใช่แค่สวนสนุก แต่คือพื้นที่แห่งจินตนาการที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ตั้งแต่ภาพปราสาทเทพนิยายด้านหน้า เครื่องเล่นนานาชนิด ขบวนพาเหรด ตัวการ์ตูน ไปจนถึงบรรยากาศของวันหยุดที่พ่อแม่พาลูกหลานมาเที่ยวด้วยความตื่นเต้น ทุกองค์ประกอบทำให้แดนเนรมิตกลายเป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อน แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัยเด็กและความทรงจำร่วมของผู้คนจำนวนมหาศาล

แดนเนรมิตถือเป็นหนึ่งในสวนสนุกกลางแจ้งแห่งแรก ๆ ของไทยที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ และเคยเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพมหานครในยุคที่ตัวเลือกด้านความบันเทิงสำหรับครอบครัวยังไม่ได้มีมากเหมือนทุกวันนี้ การได้ไปแดนเนรมิตในวันเด็ก วันเกิด หรือวันหยุดพิเศษ ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับเด็กหลายคนในเวลานั้น จึงไม่แปลกที่ชื่อของแดนเนรมิตยังคงถูกพูดถึงด้วยความคิดถึงแม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว

เสน่ห์ของแดนเนรมิตอยู่ที่การเป็น “สวนสนุกกลางกรุง” ที่เข้าถึงผู้คนได้ง่าย ตั้งอยู่ในทำเลที่คนกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรู้จักดี ทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายของทั้งนักท่องเที่ยว ครอบครัว โรงเรียน และเด็ก ๆ จากทั่วสารทิศ หลายคนมีความทรงจำครั้งแรกของการขึ้นรถไฟเหาะ นั่งม้าหมุน ล่องเรือ หรือถ่ายรูปกับปราสาทสวย ๆ อยู่ที่สถานที่แห่งนี้

แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป แดนเนรมิตก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงตามบริบทของเมืองและเศรษฐกิจ การแข่งขันในธุรกิจสวนสนุกเข้มข้นขึ้น พื้นที่ในเมืองมีมูลค่าสูงขึ้น และเงื่อนไขด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินก็เปลี่ยนไป จนท้ายที่สุดสวนสนุกในตำนานแห่งนี้ต้องยุติการให้บริการลงในวันที่ 28 พฤษภาคม 2543 ปิดฉากตำนานที่อยู่คู่กรุงเทพฯ และหัวใจของคนไทยมานานกว่า 2 ทศวรรษ

การปิดตัวของแดนเนรมิตจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความเสียดาย ความอาลัย และความคิดถึง เพราะนี่ไม่ใช่แค่การหายไปของเครื่องเล่นหรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่คือการจากไปของ “โลกแห่งความสุข” ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน หลายคนจดจำแดนเนรมิตได้จากภาพปราสาทสีสดใส บัตรผ่านประตู เครื่องเล่นที่เคยนั่งกับพ่อแม่ หรือเสียงหัวเราะในวัยเด็กที่ดูเหมือนจะยังลอยอยู่ในความทรงจำเสมอ

แม้แดนเนรมิตจะปิดตัวลงอย่างเป็นทางการในปี 2543 แต่ชื่อของมันไม่เคยหายไปจากสังคมไทย ตรงกันข้าม ยิ่งเวลาผ่านไป แดนเนรมิตกลับยิ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความทรงจำวัยเยาว์” สำหรับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนยุค 80 และ 90 ที่เติบโตมาพร้อมสวนสนุกแห่งนี้ ชื่อของแดนเนรมิตจึงไม่ได้หมายถึงเพียงสถานที่ แต่หมายถึงช่วงเวลาแห่งความสุขที่ไม่มีวันย้อนกลับมาได้เหมือนเดิม

ในอีกมิติหนึ่ง การปิดตัวของแดนเนรมิตยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของกรุงเทพฯ จากเมืองที่ยังมีพื้นที่แห่งความฝันและความบันเทิงแบบดั้งเดิม ไปสู่เมืองสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และรูปแบบไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ มากขึ้น นั่นทำให้แดนเนรมิตไม่ใช่เพียงเรื่องของสวนสนุก แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในยุคหนึ่งที่ค่อย ๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

ดังนั้น วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 จึงเป็นมากกว่าวันปิดกิจการของสวนสนุกแห่งหนึ่ง หากเป็นวันแห่งการปิดฉาก “ตำนานสวนสนุกกลางกรุง” ที่เคยมอบความสุขให้ผู้คนทั้งประเทศ และแม้แดนเนรมิตจะหายไปจากแผนที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่ในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก สถานที่แห่งนี้ยังคงมีชีวิตอยู่เสมอในฐานะโลกมหัศจรรย์ของวัยเด็กที่ไม่มีวันลืม

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95

29 พฤษภาคม ของทุกปี “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” วันแห่งการขอบคุณผู้เสียสละและกล้าหาญเพื่อสันติภาพของโลก รำลึกผู้ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สู่อนาคตที่ต้องปรับตัวและเข้มแข็งขึ้น

29 พฤษภาคม “วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ” วันแห่งการขอบคุณผู้เสียสละและกล้าหาญเพื่อสันติภาพของโลก

วันที่ 29 พฤษภาคมของทุกปี เป็น วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ หรือ International Day of United Nations Peacekeepers วันที่องค์การสหประชาชาติกำหนดขึ้นเพื่อยกย่องและขอบคุณเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ผู้ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ขัดแย้งทั่วโลกด้วยความเสียสละ ความกล้าหาญ และความเป็นมืออาชีพ พร้อมทั้งรำลึกถึงผู้ที่สละชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติ

ที่มาของวันสำคัญนี้เริ่มจากการที่ สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ มีมติ 57/129 กำหนดให้วันที่ 29 พฤษภาคม เป็นวันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ โดยเลือกวันนี้เพื่อระลึกถึงวันที่ในปี 1948 ซึ่งเป็นวันที่ภารกิจรักษาสันติภาพแรกของสหประชาชาติ คือ United Nations Truce Supervision Organization (UNTSO) เริ่มปฏิบัติการในปาเลสไตน์

ความสำคัญของวันดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงการจัดพิธีรำลึก แต่คือการย้ำให้โลกเห็นว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พวกเขาต้องเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สงคราม พื้นที่เปราะบางหลังความขัดแย้ง หรือพื้นที่ที่สังคมกำลังบอบช้ำจากความรุนแรง เพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ ปกป้องพลเรือน ลดความสูญเสีย และเปิดทางให้สังคมเหล่านั้นกลับไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

สหประชาชาติอธิบายว่า เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพไม่ได้มีแค่ทหารติดอาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ตำรวจและบุคลากรพลเรือน ที่ทำหน้าที่หลากหลาย ตั้งแต่การดูแลความมั่นคง สนับสนุนการหยุดยิง ช่วยจัดการเลือกตั้ง คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ฟื้นฟูสถาบันของรัฐ ไปจนถึงช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามให้กลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง

เมื่อมองในภาพใหญ่ ภารกิจของเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพคือการทำงานในจุดที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พวกเขาต้องเผชิญทั้งอันตรายจากอาวุธ ความเสี่ยงทางการเมือง ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ และความเปราะบางของสังคมในพื้นที่จริง จึงไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า การปฏิบัติงานของคนกลุ่มนี้คือหนึ่งในรูปธรรมของการอุทิศตนเพื่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่ง วันที่ 29 พฤษภาคมยังเป็นวันแห่งการรำลึกถึงเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สหประชาชาติระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1948 มีเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพเสียชีวิตในภารกิจแล้วมากกว่า 3,500 คน และในสารของเลขาธิการสหประชาชาติยังระบุว่า ตั้งแต่ปี 1948 เป็นต้นมา มีผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ธงสหประชาชาติมาแล้วมากกว่า 2 ล้านคน ใน 71 ภารกิจ ทั่วโลก

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การรักษาสันติภาพไม่ใช่แนวคิดเชิงอุดมคติที่สวยงามอย่างเดียว แต่เป็นงานจริงที่ต้องแลกด้วยความเสี่ยงและบางครั้งต้องแลกด้วยชีวิต เจ้าหน้าที่จำนวนมากต้องจากครอบครัวไปปฏิบัติงานในดินแดนห่างไกล เพื่อคุ้มครองชีวิตของผู้คนที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน นี่จึงเป็นเหตุผลที่วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพถูกใช้ทั้งเพื่อ “ขอบคุณ” และเพื่อ “ระลึกถึง”

ในแต่ละปี สหประชาชาติยังใช้วันดังกล่าวเพื่อสื่อสารประเด็นร่วมสมัยของภารกิจรักษาสันติภาพด้วย สำหรับปี 2025 สหประชาชาติระบุธีมว่า “The Future of Peacekeeping” และ “Fit for the Future, Building Better Together” ซึ่งสะท้อนว่าภารกิจรักษาสันติภาพในอนาคตจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งสงครามที่ซับซ้อนขึ้น ภัยคุกคามข้ามชาติ เทคโนโลยี และความคาดหวังของประชาคมโลกที่เปลี่ยนไป

สำหรับสังคมโลก วันที่ 29 พฤษภาคมจึงไม่ใช่เพียงวันพิธีการขององค์การระหว่างประเทศ แต่เป็นวันที่เตือนให้มนุษย์ตระหนักว่า “สันติภาพ” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง และไม่ได้คงอยู่ได้ด้วยถ้อยคำเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากที่พร้อมทำงานอยู่ในแนวหน้า ท่ามกลางความเสี่ยง ความเหน็ดเหนื่อย และความไม่แน่นอน เพื่อปกป้องชีวิตของผู้อื่นและช่วยประคองโลกให้ไม่ถลำสู่ความรุนแรงมากไปกว่านี้.

ดังนั้น 29 พฤษภาคม วันสากลแห่งเจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพของสหประชาชาติ จึงเป็นวันที่ควรค่าแก่การรำลึกอย่างยิ่ง เพราะเป็นวันแห่งการขอบคุณผู้ที่อุทิศตนด้วยความกล้าหาญในภารกิจเพื่อสันติภาพ และเป็นวันที่โลกต้องไม่ลืมว่า เบื้องหลังคำว่า “สันติภาพ” ยังมีเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมากที่กำลังทำงานอย่างเสียสละอยู่ในพื้นที่อันตรายทั่วโลกทุกวัน

ที่มา : https://www.un.org/en/observances/peacekeepers-day?

30 พฤษภาคม 2484 อีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เป็นวันสวรรคต ‘พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ปิดฉากกษัตริย์ผู้เผชิญยุคเปลี่ยนผ่านของสยาม แต่พระนามยังอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ปิดฉากพระชนมชีพกษัตริย์ผู้ยืนอยู่กลางจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไทย

วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ณ ประเทศอังกฤษ ขณะมีพระชนมายุ 48 พรรษา หลังทรงสละราชสมบัติและประทับอยู่ต่างแดนเป็นเวลาหลายปี เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นการปิดฉากพระชนมชีพของพระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญ ผู้ทรงอยู่ท่ามกลางห้วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของการเมืองไทยสมัยใหม่

รัชกาลที่ 7 ทรงมีสถานะพิเศษอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ เพราะพระองค์ทรงเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายของสยามภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และในขณะเดียวกันก็ทรงเป็น พระมหากษัตริย์พระองค์แรกภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ชีวิตและรัชสมัยของพระองค์จึงผูกพันโดยตรงกับจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ของชาติไทย

ก่อนถึงวันเสด็จสวรรคต พระองค์ทรงเผชิญสถานการณ์ทางการเมืองที่สลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ภายหลังการอภิวัฒน์ 2475 พระองค์ทรงพยายามประคับประคองบ้านเมืองท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอำนาจและความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเก่ากับแนวคิดใหม่ อย่างไรก็ตาม ความไม่ลงรอยกันทางการเมืองและความขัดแย้งกับคณะผู้ก่อการ ทำให้พระองค์ตัดสินพระราชหฤทัย สละราชสมบัติ ในเวลาต่อมา

สถาบันพระปกเกล้าระบุว่า หลังทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่ Knowle House ในประเทศอังกฤษ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก่อนจะประทับอยู่ที่นั่นต่อไปจนถึงวันเสด็จสวรรคตในวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 นี่จึงทำให้การสิ้นพระชนมชีพของพระองค์เกิดขึ้น بعيدจากมาตุภูมิ ซึ่งยิ่งเพิ่มมิติแห่งความอาลัยและความรู้สึกสะเทือนใจในทางประวัติศาสตร์.

Britannica ระบุว่า พระองค์เสด็จสวรรคตที่ Cranleigh, Surrey, England เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 1941 และทรงได้รับการจดจำในฐานะกษัตริย์ผู้ไม่เคยคาดหมายว่าจะได้ครองราชย์ แต่กลับต้องเผชิญบทบาทหนักหน่วงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความสำคัญของเหตุการณ์นี้จึงไม่ได้อยู่เพียงการสูญเสียพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง หากยังสะท้อนถึงการสิ้นสุดของชีวิตผู้ซึ่งแบกรับภาระของยุคสมัยอันสับสน รัชกาลที่ 7 มิได้ทรงอยู่ในช่วงเวลาสงบมั่นคงของบ้านเมือง หากแต่ทรงอยู่ในยุคที่ระบอบการเมืองเดิมกำลังสั่นคลอน และระบอบใหม่ยังไม่ลงตัว ชีวิตของพระองค์จึงเป็นดังภาพสะท้อนของ “รอยต่อประวัติศาสตร์” อย่างแท้จริง

ในอีกด้านหนึ่ง พระราชประวัติของรัชกาลที่ 7 ยังทำให้พระองค์เป็นบุคคลที่ได้รับการศึกษาทบทวนอยู่เสมอในแวดวงประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะพระองค์ทรงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ นักวิชาการจำนวนมากมองว่า พระองค์ทรงพยายามหาทางประนีประนอมและปรับตัวตามสถานการณ์ แต่ข้อจำกัดของยุคสมัยและความตึงเครียดทางการเมืองทำให้พระองค์ไม่อาจประคับประคองสถานการณ์ได้อย่างที่ทรงปรารถนา

ภายหลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้ทรงจัดพิธีถวายพระเพลิงอย่างเรียบง่ายที่ Golders Green ทางตอนเหนือของลอนดอน ก่อนจะทรงพำนักอยู่ในอังกฤษต่อ และในปี พ.ศ. 2492 จึงได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 กลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างสมพระเกียรติ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความผูกพันของพระองค์กับมาตุภูมิ แม้ปลายพระชนมชีพจะสิ้นสุดลงในต่างแดน.

ดังนั้น วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย วันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จสู่สวรรคาลัย ปิดฉากพระชนมชีพของพระมหากษัตริย์ผู้ยืนอยู่กลางจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของบ้านเมือง และทิ้งไว้ซึ่งคำถาม บทเรียน และความทรงจำอันลึกซึ้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top