Saturday, 13 June 2026
Lite

12 มิถุนายน 2363 วันคล้ายวันเกิด “หม่อมราโชทัย” ขุนนางคู่พระทัย ร.4 ผู้ประพันธ์นิราศต่างแดนเรื่องแรกแห่งสยาม เปิดโลกวรรณคดีไทยสู่ต่างแดน

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ “หม่อมราโชทัย” หรือ หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ผู้มีบทบาททั้งในฐานะขุนนาง นักภาษา ล่ามราชสำนัก และกวีผู้ฝากผลงานสำคัญไว้ในประวัติศาสตร์วรรณคดีไทย โดยเฉพาะ “นิราศลอนดอน” ซึ่งได้รับการกล่าวถึงในฐานะนิราศต่างแดนเรื่องสำคัญและเป็นบันทึกการเดินทางไปโลกตะวันตกในยุคแรก ๆ ของสยาม

หม่อมราโชทัยมีนามเดิมว่า หม่อมราชวงศ์กระต่าย อิศรางกูร เป็นผู้มีความสามารถด้านภาษาและหนังสืออย่างโดดเด่น โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นความรู้ใหม่และมีผู้เชี่ยวชาญไม่มากนัก ความสามารถดังกล่าวทำให้ท่านได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ให้ปฏิบัติราชการสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อกับชาติตะวันตก

ในสมัยรัชกาลที่ 4 สยามอยู่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก อำนาจตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตกจึงเป็นภารกิจสำคัญของราชสำนักไทย ทั้งเพื่อรักษาเอกราช สร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ และปรับตัวให้ทันกับโลกสมัยใหม่ บุคคลที่มีความรู้ภาษาอังกฤษและเข้าใจธรรมเนียมตะวันตกจึงมีบทบาทอย่างยิ่ง

หม่อมราโชทัยเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อดังกล่าว ท่านได้รับหน้าที่เป็นล่ามในคณะราชทูตไทยที่เดินทางไปยังประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ 4 การเดินทางครั้งนั้นมีความหมายทางการทูตอย่างมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับโลกตะวันตกในยุคที่การเมืองระหว่างประเทศเต็มไปด้วยแรงกดดันจากมหาอำนาจ

ระหว่างการเดินทาง หม่อมราโชทัยได้บันทึกประสบการณ์ ความรู้สึก และสิ่งที่พบเห็นในต่างแดนออกมาเป็นวรรณคดีเรื่อง “นิราศลอนดอน” ผลงานชิ้นนี้มิได้เป็นเพียงนิราศในความหมายของการคร่ำครวญถึงการพลัดพรากเท่านั้น แต่ยังเป็นบันทึกภาพโลกตะวันตกผ่านสายตาของปัญญาชนสยามในศตวรรษที่ 19 ทั้งเรื่องบ้านเมือง ผู้คน ระบบคมนาคม วัฒนธรรม การปกครอง และความเจริญทางวิทยาการ

“นิราศลอนดอน” จึงมีความสำคัญทั้งในฐานะวรรณคดีและเอกสารประวัติศาสตร์ เพราะช่วยให้คนรุ่นหลังเห็นภาพว่า ชาวสยามยุคนั้นมองโลกตะวันตกอย่างไร ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งใด และตีความความเจริญของยุโรปผ่านกรอบความคิดแบบไทยอย่างไร หนังสือรายการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังระบุเนื้อหาเกี่ยวกับ “นิราศลอนดอน” และ “จดหมายเหตุเรื่องราชทูตไทยไปประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ 4” ซึ่งครอบคลุมการเดินทางของคณะทูตไทยตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ ไปยังอังกฤษ และแวะเมืองสำคัญหลายแห่ง

คุณค่าของหม่อมราโชทัยจึงอยู่ที่การเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสยามกับโลกภายนอก ในยุคที่การเดินทางข้ามทวีปยังเป็นเรื่องใหญ่และเต็มไปด้วยความยากลำบาก ท่านไม่เพียงทำหน้าที่ราชการด้วยความสามารถ แต่ยังถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นออกมาเป็นงานเขียนที่มีชีวิต มีรายละเอียด และมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับตะวันตก

ในเชิงวรรณคดี “นิราศลอนดอน” ถือเป็นงานที่เปิดพื้นที่ใหม่ให้วรรณคดีไทย เพราะนิราศไทยแต่เดิมมักเล่าการเดินทางภายในประเทศหรือดินแดนใกล้เคียง แต่ผลงานของหม่อมราโชทัยได้นำผู้อ่านออกไปสู่โลกไกลโพ้น ตั้งแต่เส้นทางเดินเรือ เมืองท่า ประเทศตะวันตก จนถึงกรุงลอนดอน เมืองหลวงของจักรวรรดิอังกฤษในยุคที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

การประพันธ์นิราศต่างแดนเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า วรรณคดีไทยเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคของการรับรู้โลกกว้างมากขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะราชสำนัก วัด หรือชุมชนไทยเท่านั้น แต่เริ่มบันทึกการพบปะกับอารยธรรมอื่นและความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ ผลงานของหม่อมราโชทัยจึงเป็นหลักฐานสำคัญของการเปิดโลกทัศน์ของสยามในช่วงรัชกาลที่ 4

นอกจากบทบาทด้านวรรณคดีแล้ว หม่อมราโชทัยยังเป็นแบบอย่างของขุนนางผู้มีความรู้รอบด้าน ทั้งภาษา วัฒนธรรม การทูต และการสื่อสาร ท่านเป็นบุคคลที่สะท้อนความสำคัญของ “ความรู้” ในการรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลง เพราะในยุคนั้น ความสามารถด้านภาษาและความเข้าใจต่างชาติเป็นกำลังสำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 จึงไม่ใช่เพียงวันคล้ายวันเกิดของกวีและขุนนางคนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่ชวนให้รำลึกถึงบุคคลผู้มีบทบาทในการพาสยามมองออกไปสู่โลกกว้าง หม่อมราโชทัยคือผู้ที่ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือรับใช้แผ่นดิน และใช้วรรณคดีเป็นหลักฐานบันทึกประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของชาติ

แม้เวลาจะผ่านมากว่าศตวรรษ ชื่อของหม่อมราโชทัยยังคงได้รับการกล่าวถึงในฐานะผู้ประพันธ์ “นิราศลอนดอน” งานเขียนที่ทำให้ผู้อ่านไทยได้เห็นโลกตะวันตกผ่านสายตาของคนไทยยุคแรก ๆ และเป็นหลักฐานสำคัญของการเดินทาง การทูต และวรรณคดีไทยในช่วงที่สยามกำลังก้าวเข้าสู่โลกสมัยใหม่

12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันคล้ายวันเกิดของหม่อมราโชทัย ขุนนางคู่พระทัยรัชกาลที่ 4 นักภาษาและกวีผู้สร้างสรรค์นิราศต่างแดนเรื่องสำคัญแห่งสยาม ผู้ฝากรอยทางวรรณคดีไว้บนเส้นทางการทูต และฝากชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างสง่างา

13 มิถุนายน 2471 วันคล้ายวันทิวงคต สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย พระองค์เจ้าผู้เปลี่ยนการส่งข่าวสารของสยามให้เป็นระบบ จุดเริ่มต้นเครือข่ายสื่อสารของสยาม

วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 เป็นวันคล้ายวันทิวงคตของ สมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี อีกทั้งยังทรงเป็นพระโสทรานุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พระองค์ประสูติเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2403 และทิวงคตเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 สิริพระชันษา 68 ปี พระนามของพระองค์ได้รับการจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ไทยอย่างสำคัญ โดยเฉพาะในฐานะผู้บุกเบิกกิจการไปรษณีย์ของสยาม และได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย”

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 สยามกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากกระแสโลกสมัยใหม่ การติดต่อสื่อสาร การคมนาคม การบริหารราชการ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศล้วนต้องปรับตัวให้ทันต่อความเจริญของโลกตะวันตก การมีระบบไปรษณีย์และโทรเลขที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ

ก่อนที่ระบบไปรษณีย์ไทยจะถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ การส่งข่าวสาร เอกสาร หรือหนังสือระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ ยังอาศัยวิธีการแบบเดิมเป็นหลัก ทั้งการฝากคนเดินทาง การใช้คนส่งสาร หรือระบบราชการเฉพาะกิจ ซึ่งไม่สะดวก ไม่รวดเร็ว และไม่เป็นระบบเท่าที่ควร เมื่อบ้านเมืองเริ่มขยายตัว การค้า การปกครอง และการติดต่อกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น ความจำเป็นในการจัดตั้งระบบสื่อสารสมัยใหม่จึงยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสารในฐานะรากฐานของรัฐสมัยใหม่ พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการวางระบบและผลักดันกิจการไปรษณีย์ให้เกิดขึ้นในสยาม เพื่อให้ประชาชน หน่วยงานราชการ และภาคการค้า สามารถติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก รวดเร็ว และมีมาตรฐานมากขึ้น

การไปรษณีย์ในยุคนั้นมิใช่เพียงการส่งจดหมายหรือพัสดุเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมผู้คน เชื่อมเมือง เชื่อมเศรษฐกิจ และเชื่อมสยามเข้ากับโลกภายนอก เมื่อการสื่อสารมีความรวดเร็วขึ้น รัฐสามารถบริหารราชการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนติดต่อกันได้สะดวกขึ้น และภาคธุรกิจสามารถขยายตัวได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากกิจการไปรษณีย์แล้ว พระองค์ยังมีความเกี่ยวข้องกับการวางรากฐานด้านการสื่อสารยุคใหม่ของสยาม ซึ่งรวมถึงกิจการโทรเลข อันเป็นเทคโนโลยีสำคัญในยุคนั้น โทรเลขช่วยให้ข่าวสารเดินทางได้รวดเร็วกว่าการส่งหนังสือแบบเดิมอย่างมาก และมีบทบาทสำคัญต่อการบริหารประเทศ การทหาร การค้า และการติดต่อระหว่างเมือง

บทบาทของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ จึงสะท้อนสายพระเนตรที่มองเห็นว่า “การสื่อสาร” ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ หากบ้านเมืองต้องการก้าวสู่ความทันสมัย การส่งข่าวสารต้องไม่ล่าช้า กระจัดกระจาย หรือจำกัดอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องเป็นระบบที่ประชาชนและรัฐสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งสำคัญหลายประการในราชการแผ่นดิน รวมถึงบทบาทด้านการทหาร โดยทรงได้รับการจดจำว่าเป็นบุคคลสำคัญในกองทัพสยาม และเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีบทบาทหลากหลายทั้งด้านราชการ การบริหาร และการพัฒนาประเทศ

ความสำคัญของพระองค์ต่อกิจการไปรษณีย์ไทยยังปรากฏให้เห็นในความทรงจำของสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยพระนาม “เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์” ผูกพันอย่างแนบแน่นกับการเกิดขึ้นของระบบไปรษณีย์ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการสื่อสาร การบริหาร และการเชื่อมโยงผู้คนทั่วประเทศ

เมื่อมองย้อนกลับไป การบุกเบิกกิจการไปรษณีย์และโทรเลขในสมัยนั้นถือเป็นการวางรากฐานที่ส่งผลยาวไกลต่อประเทศ เพราะจากระบบส่งข่าวสารในยุคแรก ได้พัฒนาต่อเนื่องมาสู่เครือข่ายการสื่อสารที่ครอบคลุมมากขึ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย ทั้งการส่งจดหมาย เอกสาร พัสดุ ธุรกรรม และการติดต่อระหว่างพื้นที่ต่าง ๆ

13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 จึงเป็นวันที่คนไทยควรน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและคุณูปการของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงมีบทบาทสำคัญในการพาประเทศไทยเข้าสู่ยุคการสื่อสารสมัยใหม่

พระองค์มิได้ทรงฝากผลงานไว้เพียงในหน้าประวัติศาสตร์ราชสำนักเท่านั้น หากยังทรงฝากรากฐานสำคัญไว้ในระบบสื่อสารของชาติ การไปรษณีย์และโทรเลขที่พระองค์ทรงบุกเบิกมีส่วนช่วยให้สยามเชื่อมโยงผู้คน เมือง และราชการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ดังนั้น วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันคล้ายวันทิวงคตของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย ผู้ทรงวางรากฐานการสื่อสารของสยาม และเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกเส้นทางสู่ความทันสมัยของประเทศไทย

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_34021

14 มิถุนายน 2310 “พระเจ้าตากฯ” สั่งทหารทุบหม้อข้าว ออกศึกชี้ชะตายึดเมืองจันท์ จุดเริ่มต้นเส้นทางกู้แผ่นดินสยาม ตำนานปลุกใจทหารของพระเจ้าตากมหาราช

วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นหนึ่งในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือในขณะนั้นคือพระยาตาก ทรงนำกำลังเข้าตีเมืองจันทบุรี ภายหลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าไม่นาน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นที่จดจำอย่างกว้างขวางจากยุทธวิธี “ทุบหม้อข้าว” เพื่อปลุกขวัญกำลังใจทหาร และประกาศเจตนารมณ์อย่างเด็ดเดี่ยวว่า ศึกครั้งนี้ต้องชนะเท่านั้น ไม่มีทางถอยกลับ

หลังกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ. 2310 บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย อำนาจส่วนกลางล่มสลาย หัวเมืองต่าง ๆ แตกออกเป็นกลุ่มอำนาจ ผู้คนจำนวนมากไร้ที่พึ่ง ขณะที่กองทัพพม่ายังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อแผ่นดินสยาม ในสถานการณ์อันมืดมนเช่นนั้น พระยาตากได้รวบรวมไพร่พลเดินทางไปยังหัวเมืองตะวันออก เพื่อสร้างฐานกำลังสำหรับการกอบกู้เอกราช

เมืองจันทบุรีในเวลานั้นมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะเป็นเมืองใหญ่ มีทรัพยากร เสบียงอาหาร ผู้คน และทำเลที่เหมาะต่อการตั้งมั่น หากสามารถยึดจันทบุรีได้สำเร็จ พระยาตากย่อมมีฐานกำลังสำคัญสำหรับรวบรวมไพร่พล จัดหาอาวุธ เสบียง และเตรียมยกทัพกลับไปกู้บ้านเมืองจากพม่า

แต่การเข้าตีเมืองจันทบุรีไม่ใช่เรื่องง่าย เมืองมีกำลังป้องกันและมีผู้นำท้องถิ่นที่ไม่ยอมอ่อนน้อม พระยาตากจึงต้องใช้ทั้งยุทธศาสตร์ทางทหารและจิตวิทยาการรบ เพื่อทำให้กองทัพของพระองค์มีความฮึกเหิม และพร้อมเดินหน้าเข้าสู่ศึกชี้ชะตาอย่างไม่หวั่นเกรง

ในคืนก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรี พระยาตากได้มีคำสั่งให้ทหารกินข้าวให้อิ่ม แล้วให้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงเสียให้หมด พร้อมประกาศให้ทุกคนไปกินข้าวเช้ากันในเมืองจันทบุรี หากตีเมืองไม่ได้ ก็ให้ตายเสียพร้อมกัน การกระทำดังกล่าวเป็นการตัดทางถอยของกองทัพ และเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความกล้าหาญ เพราะทหารทุกนายรู้แล้วว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรบให้ชนะเท่านั้น

ยุทธวิธี “ทุบหม้อข้าว” จึงมิใช่เพียงภาพจำเชิงตำนาน หากเป็นกลศึกที่สะท้อนความเด็ดขาดของผู้นำในยามวิกฤต พระยาตากเข้าใจดีว่า กองทัพที่กำลังเผชิญศึกหนักจำเป็นต้องมีขวัญกำลังใจ ความเชื่อมั่น และเป้าหมายร่วมกัน การทุบหม้อข้าวจึงเปรียบเสมือนการประกาศต่อทหารทั้งกองทัพว่า ศึกนี้คือศึกเพื่อความอยู่รอดของแผ่นดิน

เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนพระปรีชาสามารถด้านการนำทัพของพระยาตาก เพราะในภาวะที่บ้านเมืองแตกสลาย กำลังพลมีจำกัด และเสบียงไม่ได้มั่นคง การรบแต่ละครั้งต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยวและการตัดสินใจที่รวดเร็ว การเข้าตีเมืองจันทบุรีจึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า พระยาตากมิได้เป็นเพียงแม่ทัพผู้กล้าหาญ แต่ยังเป็นผู้นำที่สามารถรวมใจคนในยามสิ้นหวัง

ผลของศึกครั้งนั้น พระยาตากสามารถยึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ แหล่งข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่า วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นวันที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเข้าตีเมืองจันทบุรี และวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เป็นวันที่ยึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จ ชัยชนะครั้งนี้ทำให้พระองค์มีฐานที่มั่นสำคัญในภาคตะวันออก และสามารถรวบรวมกำลังเพื่อเดินหน้าภารกิจใหญ่ คือการกอบกู้เอกราชของสยาม

เมืองจันทบุรีจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะหลังจากตั้งมั่นได้แล้ว พระยาตากสามารถรวบรวมกำลังพล เสบียง อาวุธ และเรือรบ ก่อนยกทัพกลับไปตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาคืนจากอำนาจพม่าได้ในเวลาต่อมา เหตุการณ์ที่จันทบุรีจึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเส้นทางสู่การสถาปนากรุงธนบุรี

ความสำคัญของเหตุการณ์ “ทุบหม้อข้าว” ยังอยู่ที่ความหมายเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นภาพของการตัดสินใจในภาวะที่ชาติแทบไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว พระยาตากมิได้เลือกตั้งรับหรือรอคอยความช่วยเหลือ แต่เลือกเดินหน้า รวมคน รวมใจ และสร้างโอกาสจากวิกฤต ความเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ทำให้พระองค์ได้รับการจดจำในฐานะวีรกษัตริย์ผู้กู้ชาติ

เหตุการณ์วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรบครั้งหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนเรื่องภาวะผู้นำในยามบ้านเมืองแตกสลาย เป็นตัวอย่างของการสร้างขวัญกำลังใจ การกล้าตัดสินใจ และการทำให้ผู้คนเชื่อว่า แม้แผ่นดินจะพ่ายแพ้ชั่วคราว แต่ชาติยังสามารถลุกขึ้นสู้ใหม่ได้

คำสั่งทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรีจึงกลายเป็นวลีสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย หมายถึงการตัดทางถอย เดินหน้าอย่างสุดกำลัง และยอมเดิมพันทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ไม่เพียงในทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นคติเตือนใจว่า ในยามวิกฤต บางครั้งความสำเร็จต้องอาศัยความกล้าหาญที่จะก้าวไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับ

14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระยาตากสั่งทหารทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันทบุรี ศึกสำคัญที่ปลุกขวัญกำลังใจกองทัพ และปูทางสู่การกอบกู้เอกราชของสยามจากความพ่ายแพ้หลังเสียกรุงศรีอยุธยา

จากเมืองจันท์ในวันนั้น สู่การกู้แผ่นดินในเวลาต่อมา พระเจ้าตากสินมหาราชได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้บ้านเมืองจะตกอยู่ในวันที่มืดมนที่สุด หากยังมีผู้นำที่กล้า มีประชาชนที่พร้อมร่วมแรง และมีกองทัพที่ไม่ยอมจำนน ความหวังของชาติย่อมสามารถจุดขึ้นใหม่ได้เสมอ

ที่มา: https://www.silpa-mag.com/history/article_60632?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top