21 พฤษภาคม 2531 “กรมสมเด็จพระเทพฯ” เสด็จเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” หมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกขอมบนแผ่นดินไทย ตอกย้ำคุณค่ามรดกอารยธรรมขอมในไทย
21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จเปิด “อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง” หมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกขอมบนแผ่นดินไทย
วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของวงการประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย เมื่อ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อย่างเป็นทางการ หลังกรมศิลปากรดำเนินการบูรณะปราสาทพนมรุ้งต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2514 ถึง 2531 จนแล้วเสร็จ เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทยในระดับชาติอย่างแท้จริง
ความสำคัญของการเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ไม่ได้อยู่เพียงการเปิดแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง แต่คือการเปิดพื้นที่เรียนรู้ของคนไทยต่ออารยธรรมขอมโบราณที่เคยรุ่งเรืองบนผืนแผ่นดินไทย เพราะพนมรุ้งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งใน ปราสาทหินศิลปะแบบขอมที่งดงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ทั้งในแง่ศิลปกรรม ทำเลที่ตั้ง และความสมบูรณ์ขององค์ประกอบสถาปัตยกรรม
ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอด ภูเขาไฟดับ ในพื้นที่ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้มีลักษณะโดดเด่นแตกต่างจากโบราณสถานขอมหลายแห่ง ตัวปราสาทตั้งอยู่บนที่สูงราว 200 เมตรจากพื้นราบ และราว 350 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง กรมศิลปากรอธิบายว่าเขาพนมรุ้งและศาสนสถานบนยอดเขาถูกสร้างขึ้นภายใต้คติศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย โดยเปรียบยอดเขาแห่งนี้เสมือน เขาไกรลาส อันเป็นที่ประทับของพระศิวะ จึงทำให้พนมรุ้งมีความสำคัญทั้งในเชิงสถาปัตยกรรมและเชิงคติจักรวาลวิทยา
คำว่า “พนมรุ้ง” เองก็มาจากภาษาเขมรคำว่า “วนํรุง” แปลว่า ภูเขาอันกว้างใหญ่ หรือภูเขาใหญ่ และชื่อดังกล่าวยังปรากฏในศิลาจารึกอักษรขอมที่พบในพื้นที่ด้วย กลุ่มอาคารบนยอดเขาพนมรุ้งมีการก่อสร้างต่อเนื่องหลายยุคสมัย ตั้งแต่ราว พุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 สะท้อนความต่อเนื่องของความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ในโลกของอารยธรรมขอมเป็นเวลาหลายร้อยปี
นักวิชาการและข้อมูลของกรมศิลปากรระบุว่า ปราสาทพนมรุ้งมีความเชื่อมโยงกับราชวงศ์มหิธรปุระ และเกี่ยวข้องกับ นเรนทราทิตย์ ผู้มีสายสัมพันธ์กับ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด จึงทำให้พนมรุ้งไม่ใช่เพียงศาสนสถานท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกอารยธรรมขอมขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายอำนาจ ศิลปกรรม และความเชื่อเชื่อมโยงกันข้ามภูมิภาค
สิ่งที่ทำให้พนมรุ้งมีชื่อเสียงมากเป็นพิเศษ คือความงดงามของผังสถาปัตยกรรมที่วางอย่างมีความหมายเชิงพิธีกรรม เริ่มจากทางเดินนาคราช สะพานนาคราช บันไดทางขึ้น ลานชั้นต่าง ๆ ไปจนถึงองค์ปรางค์ประธานที่ตั้งตระหง่านอยู่บนแกนกลางของภูเขา ทั้งหมดนี้แสดงถึงภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรมและพิธีกรรมของช่างขอมอย่างวิจิตร และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พนมรุ้งได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในโบราณสถานที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของไทย
ก่อนจะเปิดเป็นอุทยานประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 และต่อมาได้กำหนดขอบเขตพื้นที่โบราณสถานเพิ่มเติมในปี 2519 จากนั้นจึงดำเนินโครงการบูรณะขนาดใหญ่ยาวนาน 17 ปี โดยใช้เทคนิคการอนุรักษ์แบบ anastylosis หรือการรื้อชิ้นส่วนอาคารออกมาจัดระบบ ศึกษา และประกอบกลับคืนอย่างใกล้เคียงของเดิมที่สุด วิธีนี้ทำให้การบูรณะพนมรุ้งได้รับการยอมรับอย่างสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ดังนั้น การเสด็จพระราชดำเนินเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2531 จึงมีความหมายมากกว่า “พิธีเปิด” เพราะเป็นการประกาศความสำเร็จของความพยายามอนุรักษ์โบราณสถานระดับชาติ ที่เปลี่ยนซากสถาปัตยกรรมโบราณให้กลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และวัฒนธรรมของคนไทยได้อย่างสง่างามอีกครั้ง
ในเวลาต่อมา พนมรุ้งยังได้รับการยอมรับกว้างขึ้นในเวทีนานาชาติ โดยมีการเสนอชื่อเข้าสู่บัญชีเบื้องต้นเพื่อพิจารณาเป็นแหล่งมรดกโลกในปี 2005 และยังเป็นจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว นักเรียน นักวิชาการ และผู้สนใจประวัติศาสตร์จากทั่วโลก ความมีชื่อเสียงนี้ยิ่งตอกย้ำว่าเหตุการณ์วันที่ 21 พฤษภาคม 2531 คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พนมรุ้งก้าวจากโบราณสถานท้องถิ่น สู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่คนทั้งประเทศภาคภูมิใจ
เมื่อมองย้อนกลับจากวันนี้ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2531 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของทั้งบุรีรัมย์และประเทศไทย เป็นวันที่มรดกขอมโบราณอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของแผ่นดินไทยได้รับการเปิดอย่างเป็นทางการในฐานะ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง และเป็นวันที่สะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์อดีต ไม่ใช่เพียงการเก็บซากอิฐหินไว้ให้คงอยู่ แต่คือการคืนชีวิตให้ประวัติศาสตร์ กลับมาเล่าเรื่องอารยธรรม ความเชื่อ และความรุ่งเรืองของผู้คนในอดีตแก่คนรุ่นปัจจุบันและอนาคต










