Thursday, 4 June 2026
Columnist

จาก “เมืองกรุงเทพ” กลายเป็น “เมืองกรุงส้ม” กับความรู้สึกน่าอับอาย ในสายตา “คนต่างจังหวัด”

เลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา “พรรคส้มสามกีบ” แม้จะไม่ได้คะแนนรวม “อันดับหนึ่งของประเทศ” เหมือนสมัยเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๖๖ แต่ก็สามารถ “มัดหัวใจคนหลงส้ม” ณ เมืองหลวงไทยไปได้แบบยกจังหวัด เปลี่ยนหลากสีสันของกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของคนไทย กลายสภาพเป็น “เมืองหลวงของคนส้ม” สีเดียว เพียงชั่วข้ามคืน 
 

เปลือยล่อนจ้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพในจำนวนที่กาเลือก “พรรคสามกีบ” ไม่ได้สนใจพฤติกรรมของ “นักการเมืองล้มสถาบัน” ว่าเคยแสดงออกในทางเลว ๆ ต่อสังคมไทยอย่างไร เขาเลือกเพราะยังคงมองพรรคส้มเป็น “ของวิเศษ” ที่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยได้ 
 

เป็นความเชื่อตามระดับสติปัญญาของคนกรุงเทพที่นิยมชมชอบพรรคส้มแบบไม่ลืมหูลืมตา 

หนำซ้ำคนเมืองหลวงที่เลือกส้ม ยังพากันเขียนก่นด่าว่าคนต่างจังหวัดไม่ได้ฉลาด ยังคงโง่ที่พากันไปกาเลือกพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พรรคส้มเหมือนที่ตนเองเลือก หลายโพสต์มีข้อความคล้าย ๆ กันออกมาประมาณว่า “คนกรุงเทพตื่นแล้ว แต่คนต่างจังหวัดยังคงดักดานไม่เลิกรา”

เสียงกระซิบจากอดีต….เมียหลวงคือผู้ให้กำเนิดเมียน้อย อัตลักษณ์ของสยามประเทศที่ไม่มีใครเหมือน

นี่หลังเรื่องตั้งแล้ว  ใครอยากเลือกใคร ได้ใครก็สมใจแล้ว  ส่วนใครไม่พอใจก็ต้องมีใจนักเลงกันบ้างนะคะ  ไม่ใช่แพ้แล้วพาล เอะอะว่าพอคนของตนไม่ชนะก็หาว่าโกงบ้างละ  เพราะถ้าจะให้พูดว่าโกงมันก็มีกันหมดละคะ  มากน้อยต่างกันไป  ขนาดญาติโกของเอย่าที่ตั้งท่าด่านายใหญ่พรรคการเมืองหนึ่งมาร่วมสิบปี  มาวันนี้คนสนิทเขาย้ายพรรคไปอยู่พรรคที่นายใหญ่เป็นผู้ก่อตั้ง  ยังกลืนน้ำลายสิบปีเลิกด่ามาเป็นกระบอกเสียงได้  เพราะฉะนั้นอย่าคิดมากคะ  

มาประเด็นของวันนี้กัน  เผอิญช่วงนี้มีแต่คนวิ่งเข้ามาปรึกษาเรื่องปัญหาครอบครัวกับเอย่าเยอะจนเอย่าสงสัยว่า เอ๊ะ….ในไทยเราเนี่ยในอดีตเป็นอย่างไรโดยเฉพาะเรื่องสถาบันครอบครัว  และวันนี้เอย่าก็ไปค้นมาให้อ่านกันคะ

ทราบไหมคะในอดีตของไทยหรือสยามประเทศแล้ว หากเปรียบเทียบกับประเทศรอบข้างไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาวและเขมร หากเป็นชนชั้นปกครองหรือชนชั้นผู้นำมักจะมีภรรยามากกว่า 1 แต่การมีภรรยามากของชนชั้นปกครองนั้นไม่ได้เป็นเหตุผลทางกามารมณ์แต่เป็นเรื่องการเมือง การปกครองและอำนาจล้วน ๆ อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์  ส่วนแท้จริงแล้วสำหรับคนทั่วไปในสยามประเทศนั้นมักจะมีเมียคนเดียว  แต่ไม่ใช่เหตุผลว่ารักเมียนะคะหรือเหตุผลทางศาสนาด้วย  เพราะในศาสนาพุทธระบุว่ากไม่ล่วงละเมิดคู่ครองของผู้อื่น การไม่แย่งชิงคนรักของคนอื่น ไม่ผิดลูกผิดเมียคนอื่น และไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีเจ้าของหรือคนที่มีผู้คุ้มครองดูแล แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นของการมีเมียเพียงคนเดียวของคนสยาม หมายถึงการที่ผัวจะต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลครอบครัวของเมียด้วยนั่นเอง 

จึงมีคำว่า “แต่งเขยเข้าบ้าน” เพราะในอดีตการแต่งงานคือการที่ผู้ชายต้องเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านผู้หญิงดูแลรับใช้ฝ่ายเมียและครอบครัวเมีย นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “เจ้าบ่าว” นั่นเอง เพราะผู้ชายไปเป็นบ่าวหรือผู้รับใช้ในบ้านของเมีย อีกอย่างในอดีตนั้น เมียเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินที่ผัวทำงานหามาได้ ดังนั้นหากเลี้ยงดูเมียและครอบครัวเมียยังไม่รอดอย่าหาทำมีเมียคนที่สองเพราะว่าการมีเมียคนที่ 2 จะต้องแยกเรือน แยกทรัพย์สิน ซึ่งเดี๋ยวเอย่าจะเล่าให้ฟังด้านล่างนะคะ

จุดนี้จะเหมือนกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาว เขมร จะมีลักษณะครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดียวเหมือนกันแต่แตกต่างกันในความเชื่อ เช่นสำหรับคนมอญแล้ว การมีเมียน้อยถือเป็นการผิดผีถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรมในครอบครัวเช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงที่มองว่าการนอกใจเป็นความผิดทางสังคมและสังคมชาวกะเหรี่ยงไม่ยอมรับ เช่นเดียวกับพม่า ที่ว่าเมียน้อยถือเป็นเมียที่ไม่มีสถานะทางสังคมเช่นกัน  ซึ่งต่างจากสยามเพราะในสยามมีกฎหมายระบุถึงสิทธิทางสังคมของเมียน้อยชัดเจน  

ส่วนในลาวนั้นคนลาวจะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่และหากฝ่ายชายจะไปมีคนอื่นมักจบความสัมพันธ์กับเมียก่อน  ในขณะที่เขมรนั้นถ้าในราชสำนักโบราณมีการระบุว่าเป็นฮาเร็มชัดเจนแต่สำหรับคนเขมรทั่วไปแล้วไม่ได้นำจารีตในราชสำนักมาใช้มากเท่ากับสยาม

มาจุดนี้ทำไมถึงบอกว่าในสยามเมียหลวงให้กำเนิดเมียน้อยละ…? สิ่งนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งแต่มาจาก 3 แหล่งกล่าวคือ หากผัวอยากมีเมียน้อย ต้องได้รับอนุญาตจากเมียเสียก่อน  ซึ่งในอดีตบางครอบครัวเมียหลักไม่สามารถมีทายาทได้ อาจจะยอมให้ผัวตนมีเมียเพิ่ม  แหล่งที่ 2 คือกฎหมายตราสามดวง ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมีเมียน้อยถ้าเมียหลวงไม่ยอม” และสุดท้ายคือจารีตสังคม เพราะการมีเมียเพิ่มในอดีตไม่ได้ปกปิดซ่อนกิ๊กเหมือนสมัยนี้แต่เป็นการออกหน้าออกตาให้รู้เลยว่าบ้านนี้มีฐานะและสามารถดูแลภรรยาได้มากกว่า 1 คน

‘อ้อย-สมชาติ ประดิษฐ์พร’ บ้านใหญ่สุราษฎร์ 1 เดียวผู้นำพาประชาธิปัตย์ก้าวข้ามหลุมดำ

ปรากฏการณ์ประชาธิปัตย์ฟื้นคืนชีพสะท้อนผ่านสนามเลือกตั้งภาคใต้ในบางจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช 4 คน สงขลา 2 คน ตรัง 2 คน แต่ยังไม่เพียงพอจะตอบว่า “ประชาธิปัตย์กลับมาแล้วกับกระแสช่วงก่อนหย่อนบัตรที่มาแรงมาก แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์ไม่สูญพันธุ์ ไม่ใช่พรรคต่ำสิบตามคำปรามาสอีกต่อไป

ปรากฏการณ์ “สมชาติ ประดิษฐ์พร” บ้านใหญ่ที่ไม่เคยหายไปไหนก็กลับมาทวงแชมป์คืนในการเลือกตั้งรอบใหม่ หลังจากประชาธิปัตย์แพ้ยกจังหวัดสุราษฎร์ธานีในการเลือกตั้ง ปี 66

สมชาติ ประดิษฐ์พร อดีต ส.ส. 1 สมัย จากพรรคประชาธิปัตย์ คือหนึ่งในตัวแทนการเมืองแบบ “บ้านใหญ่ท้องถิ่น” ที่ฝังรากลึกในพื้นที่มายาวนาน กลับมาแจ้งเกิดใหม่ และพร้อมเดินหน้าสร้างพรรคต่อไปกลายเป็นการรีเทิร์นที่มีนัยสำคัญ

สมชาติ ประดิษฐพร ว่าที่ ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คร่ำวอดในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน เป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาก่อนเพลี่ยงพล้ำให้กระแสลุงตู่ฟีเวอร์ พ่ายให้กับพันธ์ศักดิ์ บุญแทน จากค่ายรวมไทยสร้างชาติ

อ้อย-สมชาติ ลงเลือกตั้งปี 69 เจอคู่แข่งเก่า สส.ตุด พันธ์ศักดิ์ บุญแทน ที่ย้ายค่ายไปสังกัดสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย อ้อย-สมชาติกลับมาชนะใจคนเขต 4 ได้อีกครั้ง คะแนนรวม 40,000 กว่าคะแนน

กล่าวถึงสมชาติ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2509 ที่ตำบลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรของดำรง กับนางประภา ประดิษฐพร ด้านครอบครัวสมรสกับนางวสุ ประดิษฐพร (สกุลเดิม: ยังวิวัฒน์) นายกเทศมนตรีเมืองท่าข้าม มีบุตร 3 คน คือ เด็กหญิงโอฬาริศา ประดิษฐพร, เด็กหญิงไอยวริญ ประดิษฐพร และเด็กหญิงอริญรดา ประดิษฐพร

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และระดับปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

สมชาติ เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 สมัย (2534–2542, 2543–2554, 2555–2561) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2540–2543) และได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2552–2561)

จุดยืนที่หนักแน่นชัดเจนมั่นคงต่ออุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ชาวบ้านเกิดแรงรักแรงศรัทธาต่อนักการเมืองอย่างอ้อย-สมชาติ

ทำให้ชนะหัวใจของชาวสุราษฎร์ธานีอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งคะแนนเขต และคะแนนบัญชีรายชื่อที่มากที่สุดถึง 330,000 กว่าคะแนน ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับต้นๆของภาคใต้

การกลับมาของอ้อย-สมชาติ คำถามคือ…นี่คือการฟื้นตัวของพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นเรื่องของ “ตัวบุคคล” หรือสัญญาณชีพของ “เครือข่ายบ้านใหญ่”?

กรณีของสมชาติ จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่โลโก้พรรคอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สายสัมพันธ์ในพื้นที่ ที่สั่งสมมานาน เวลาเลือกตั้ง บ้านใหญ่ไม่ได้เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง แต่เริ่มจาก “ทุนทางสังคม” ที่สะสมไว้

ปี 66 ประชาธิปัตย์แพ้เรียบ ยกจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะอะไร

ปี 2566 เป็นปีที่ “กระแสชาติ” กลบ “กระแสพื้นที่”
หลายจังหวัดเกิดการเปลี่ยนขั้วแบบยกแผง บ้านใหญ่หลายแห่งโดนกระแสพรรคใหญ่ระดับประเทศดูดฐานเสียงไป อันเป็นการสอบตกในห่วงกระแสประชาธิปัตย์วูบไปมาก

บ้านใหญ่จึงเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่โดนไฟป่า ไม่ได้ตาย แต่ใบไหม้เกรียม
ปี 69 กลับมาได้ 1 เขต อันเป็นการสะท้อนว่า การกลับมาได้ 1 เขต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันสะท้อนว่าฐานเสียง “แกนแข็ง” ยังอยู่ /เครือข่ายท้องถิ่นยังทำงาน เมื่อกระแสชาติอ่อนลง การเมืองพื้นที่จะกลับมามีบทบาท

บ้านใหญ่แบบสมชาติไม่ได้ชนะเพราะกระแส แต่ชนะเพราะ ความผูกพันเชิงพื้นที่ พูดง่าย ๆ คือ
กระแสมาเร็วไปเร็ว
แต่ความสัมพันธ์ในชุมชนเดินช้า ๆ และอยู่นาน มั่นคงยั่งยืน

นี่คือสัญญาณฟื้นของประชาธิปัตย์หรือไม่?
คำตอบยังไม่เต็มร้อย
ถ้าเป็นการชนะจาก “ตัวบุคคล” แค่คือชัยชนะเฉพาะจุด ถ้าเป็นการชนะจาก “โครงสร้างพรรค” คือการฟื้นระดับระบบ

กรณีนี้ดูจะเอนเอียงไปทาง พลังบ้านใหญ่เฉพาะพื้นที่ มากกว่าพลังแบรนด์พรรค

ส่อง..อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้

ขณะที่บ้านเมืองของเรายังคงอยู่ในสภาวะสงครามชายแดนกับเขมรอยู่ในเวลานี่ ขอหยิบยกเอาเรื่องราวของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งถือเป็นศักย์สงครามที่สำคัญมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้พอรู้พอเข้าใจ โดยขอกล่าวถึง “เกาหลีใต้” ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญสงครามจนย่อยยับก่อนกลับกลายมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกในทุกวันนี้ 

ย้อนไปในปี 1950 ถึง 1953 อันเป็นห้วงเวลาที่เกิดสงครามระหว่างสองเกาหลี จะมีคนไทยในสมัยนั้นสักกี่คนจะเชื่อว่าเกาหลีใต้ ประเทศที่พึ่งพ้นจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 ทั้งยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารเต็มรูปแบบจากสหรัฐอเมริกา จะเจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วเช่นทุกวันนี้ เช่นเดียวกับพัฒนาการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนปัจจุบัน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้จัดว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ของโลกในปัจจุบัน

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้าน กำลังการผลิตภายในประเทศ การวิจัยพัฒนา (R&D) และการส่งออกอาวุธไปทั่วโลก พัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้ก้าวไปอย่างสะเปะสะปะไร้แผนงานและทิศทางในการดำเนินการ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มสนับสนุนให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีให้เกิดขึ้น และมีความเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดยกำหนดนโยบายในรูปแบบของกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ปี 1973 แผนปรับปรุงกองทัพเกาหลีใต้ ปี 1974 และกฎหมายภาษีป้องกันประเทศ ปี 1975 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกออกแบบให้สนับสนุนทางการเงินให้สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ โดยช่วงทศวรรษ 1970 นโยบายของรัฐบาลให้การสนับสนุนแก่อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีส่วนอย่างสำคัญในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเหล่านี้พัฒนาก้าวหน้าและเติบโตจนกลายเป็นส่วนที่สำคัญอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และก้าวหน้าจนกระทั่งกลายเป็นการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างอุตสาหกรรมการต่อเรือ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักอื่นๆ

ในช่วงทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมภายในประเทศของเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์สนองตอบต่อความต้องการของกองทัพเกาหลีใต้ได้ถึงร้อยละ 70 ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ อุปกรณ์สื่อสาร ยานยนต์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยต่างๆ โดยมี “สำนักงานบริหารโครงการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหม(The Defense Acquisition Program Administration (DAPA)” ของกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ เป็นผู้รับผิดชอบการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยกว่าร้อยละ 95 โดย ทำหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างสำหรับกองทัพเกาหลีใต้ รวมทั้งการจัดการส่งกำลังบำรุง การประมาณการสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เจรจาต่อรอง กำหนดคุณลักษณะและการกำหนดมาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ กองทัพเกาหลีใต้ซึ่งเคยพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกาเต็มรูปแบบจนกระทั่งกลางทศวรรษ 1960 ในปี 1971 กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้จัดตั้ง DAPA ทำหน้าที่เป็นสำนักงานจัดซื้อจัดจ้างแบบบูรณาการ เพื่อปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ให้ทันสมัยเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพบกเกาหลีใต้ ในปัจจุบัน DAPA รับผิดชอบจัดการงบประมาณกว่า 5 ล้านล้านวอน

ในส่วนของการผลิตอาวุธสำหรับกองทัพเกาหลีใต้เกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อกระทรวงกลาโหมสร้างโรงงานเพื่อผลิต ประกอบปืนเล็กกลแบบ M-16 ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยยินยอมให้กองทัพบกเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธปืน M-16 ได้อย่างเต็มที่ แต่ห้ามผลิตอาวุธปืนดังกล่าวเกินกว่าจำนวนที่กองทัพบกเกาหลีใต้ต้องการโดยปราศจากความยินยอมของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทำข้อตกลงในลักษณะนี้ในการผลิตอาวุธชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดมือ กับระเบิด และปืนไร้แรงสะท้อน ตลอดจนกระสุนสำหรับอาวุธที่ผลิตให้กองทัพบกเกาหลีใต้ ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง 

นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี) ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี)

บริษัทเบลล์เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐและบริษัทซัมซุงร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1 บริษัทซิกอร์สกี้ของสหรัฐและแดวูร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ S-76 โคเรียนแอร์กลายเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานส่วนใหญ่ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้ และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ได้ทำสัญญาจ้างโคเรียนแอร์ในการปรนนิบัติบำรุงเครื่องบินแบบ F-4 F15 A-10 และ C-130 ที่ประจำการในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ห้วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ต่อเรือรายใหญ่ของโลก ทั้งเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ และแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งมีฮุนไดเป็นบริษัทชั้นนำ และต่อมาแดวูก็เข้ามาร่วมแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ ต่อมาจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำของโลก ซึ่งการสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นต่ออุตสาหกรรมต่อเรือของญี่ปุ่น บริษัทต่อเรือเกาหลีจึงหันความสนใจมายังการต่อเรือรบ ซึ่งต่อมาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการต่อเรือนำเข้าจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันในการต่อเรือดำน้ำแบบ U-209 ขนาด 150 ตัน ซึ่งกองทัพเรือเกาหลีใต้ได้ส่งต่อเพื่อใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากเรือดำน้ำของเกาหลีเหนือ ปลายทศวรรษ 1990 เกาหลีใต้มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศติดอันดับโลก ด้วยงบประมาณในการจัดหาอาวุธกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทในประเทศเกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตอาวุธส่วนใหญ่ที่ใช้ในกองทัพเกาหลีใต้ ทั้งมีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนา และผลิตระบบอาวุธแบบใหม่ อีกทั้งบริษัทขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมากมีส่วนร่วมในฐานะคู่สัญญารับเหมาช่วงของบริษัทใหญ่ๆ เหล่านั้น รัฐบาลเกาหลีใต้เองก็ต้องการปฏิรูปกองทัพเกาหลีใต้ให้มีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของตน ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีได้รับอานิสงค์จนสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ปัจจุบันเกาหลีใต้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง เช่น เครื่องบินฝึกแบบ KAI KT-1 Woongbi ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ตุรกี และเปรู เครื่องบินโจมตีฝึกแบบ KAI T/A-50 Golden Eagle ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิรัก และ ไทย นอกจากเครื่องบินรบแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ผลิตโดยเกาหลีใต้ ก็ยังเป็นที่สนใจของตลาดอาวุธอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น ปืนใหญ่อัตตาจร K-9 155/52 mm ซึ่งมีระยะยิงมากกว่า 40 กิโลเมตร รถถังแบบ K2 Black Panther รถสายพายพานลำเลียงพลแบบ K21 ติดปืนใหญ่อัตโนมัติ 40 มม. สามารถเดินทางที่ความเร็วสูงสุดถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและ 7.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในน้ำ นอกจากนั้นแล้วเกาหลีใต้ยังมีขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Haeseong (SSM-700K Haeseong (C-Star) Anti-ship Missile) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Harpoon ของสหรัฐฯ และขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบ Singung (KP-SAM Shin-Gung or Shin-Kung or Chiron) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแบบ Stinger ของสหรัฐฯ ในอนาคตอีกด้วย

เมื่อย้อนกลับมาดูพัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของบ้านเราซึ่งไม่ได้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายดังเช่นที่เกาหลีใต้ทำเมื่อกว่า 40 ปีล่วงมาแล้ว อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในเชิงนโยบายจึงล้าหลังกว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปีเลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยนั้นจัดว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคนี้ และรวมถึงทวีปเอเชียเสียด้วยซ้ำไป ทำไมเราจึงช้ากว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปี ประการแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ไทยกลายเป็นพันธมิตรทางการทหารที่แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา จึงได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมากมายมหาศาล จนเหล่าทัพต่าง ๆ พากันยุติการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้เองไปโดยปริยายกระทั่งมีการชับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ให้ออกจากประเทศไทยในปี พ.ศ. 2519 ทำให้ความช่วยเหลือทางทหารลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือน้อยมาก 

ประการต่อมาอาวุธทางการนับแต่ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย เราพึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาวุธเพียง 2 ฉบับเท่านั้น ฉบับแรกคือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 37 (ปร.37) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาวุธของเอกชนเพื่อใช้ออกกฎกระทรวงจนกระทั่งฉบับต่อมาคือ พระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศฉบับที่ 2 ต่อมา มีการจัดตั้ง “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” มีฐานะเป็นองค์การมหาชนแห่งแรกของกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ก็ตาม แต่บทบาทหน้าที่การทำงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนทุกวันนี้ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีพัฒนาการและเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

ภูมิใจไทยจะจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้สายใต้กี่คน 3-4 ฤา…ถึงเวลา “สรรเพชญ บุญญามณี”แล้ว

สายใต้ภูมิใจไทย ควรมีรัฐมนตรีกี่ตำแหน่ง และควรจัดสรรให้ใครบ้าง

ต้องยอมรับความจริงว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยรุกคืบเข้าสนามเลือกตั้งภาคใต้แบบเข้าเป้า 31 ที่นั่ง จาก 59 ที่นั่ง คว้าไปเกินครึ่ง ฝั่งอันดามันกวาดเกือบเรียบ เว้นภูเก็ต และตรังเท่านั้น สงขลา นครศรีฯก็ต้อนไปเยอะ

แน่นอนว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ทะลุ 193 ที่นั่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียงได้แล้วเกือบ 300 เสียง

รอเพียงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)รับรองแล้ว

งั้นเรามาวิเคราะห์สูตรจัดตั้งใหม่แบบตั้งหลักว่า สายใต้ภูมิใจไทยจะมีรัฐมนตรีกี่คน ข้อมูลตั้งต้นคือภูมิใจไทยมี สส.ใต้ 31 คน

สูตรคำนวณในการแบ่งสรรโควต้ารัฐมนตรีน่าจะเป็น  9:1 = 31 ÷ 9 ≈ 3.4
ดังนั้นโควตา “สมเหตุสมผล” คือ 3 ตำแหน่ง หรือถ้าเขี้ยวในการต่อรองอาจจะได้ถึง 4 เก้าอี้

ไม่ต้องโยงบ้านใหญ่
ไม่ต้องโยงจังหวัดที่พรรคไม่ได้ ไม่ต้องโยงข้ามพรรค

หลักคิดควรเป็นแบบนี้ 1.คนจากจังหวัดที่พรรคชนะยกจังหวัด เช่น กระบี่ ชุมพร หรือพังงา ควรจะมี 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ถ้าเชิงลึกจริงๆ ควรจะเป็นกระบี่ 4 สส. น่าจะมีสักตำแหน่ง ส่วนจะเป็นใครอยู่ที่การเจรจาต่อรอง ยังจะเป็นคนเดิมไหม

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส (French Foreign Legion)

ครั้งหนึ่ง ฝรั่งเศสเคยเป็นจักรวรรดิเจ้าอาณานิคมที่ยิ่งใหญ่ มีดินแดนอาณานิคมมากมายไม่น้อยไปกว่าสหราชอาณาจักร ทั้งในทวีปแอฟริกา เอเชียโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งส่วนหนึ่งยังคงเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจนทุกวันนี้ กำลังอำนาจที่ฝรั่งเศสนำมาใช้ในการไล่ล่าอาณานิคมในดินแดนต่างได้แก่ “กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส” (อังกฤษ: French Foreign Legion ฝรั่งเศส: Légion étrangère หรือ la Légion แปลว่า 'กองทหาร ต่างชาติ') เป็นหน่วยทหารของกองทัพฝรั่งเศสที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ชาวต่างชาติเสามารถเป็นทหารในกองทัพฝรั่งเศสได้ กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสก่อตั้งขึ้นในปี 1831 โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 2 และยังคงทำหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วยหลายเหล่า ได้แก่ ทหารราบ ทหารม้า ทหารช่าง และทหารพลร่ม 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสได้รับการยกย่องว่าเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี โดยการฝึกจะเน้นไปที่ทักษะทางทหารแบบดั้งเดิมและความสามัคคี อันแข็งแกร่งของเหล่าทหารสัในงกัดกองทหารต่างชาติฝรั่งเศส เนื่องจากทหารเหล่านี้มาจากประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน ดังนั้น การฝึกจึงมักถูกอธิบายว่า ไม่เพียงแต่ท้าทายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังสร้างความเครียดทางจิตใจอย่างมากอีกด้วย ทหารสังกัดกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสสามารถยื่นขอสัญชาติฝรั่งเศสได้หลังจากรับราชการครบ 3 ปี หรือทันทีหลังจากได้รับบาดเจ็บในระหว่างปฏิบัติหน้าที่: ข้อกำหนดอันหลังนี้เรียกว่า " Français par le sang versé " (คนฝรั่งเศสโดยเลือดที่หลั่ง) กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส (French Foreign Legion) เป็นหน่วยทหารประจำการของกองทัพฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ ฟิลิปป์ (พระเจ้าหลุยส์ที่ 2) กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ทรงก่อตั้งกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1831 โดยเริ่มแรกรับสมัครทหารจากกองทหารต่างชาติสวิสและเยอรมันที่เพิ่งยุบไปของราชวงศ์บูร์บง เนื่องจากกองกำลังฝรั่งเศสที่เข้ายึดครองแอลเจียร์ในปี ค.ศ. 1830 ต้องการกำลังเสริม จึงได้มีการขนส่งกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสทางทะเลเป็นหน่วยย่อยจากตูลงไปยังแอลจีเรีย

หน่วยนี้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารฝรั่งเศส และเปิดรับพลเมืองฝรั่งเศสเข้าร่วมด้วย กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเป็นหน่วยที่เน้นการฝึกฝนไม่เพียงแต่ทักษะทางทหารแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเน้นความสามัคคีในหมู่คณะด้วย เนื่องจากกำลังพลมาจากประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน การฝึกฝนเช่นนี้จึงเป็นวิธีหนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้พวกเขาเพื่อให้สามารถทำงานเป็นทีมได้ นับตั้งแต่ปี 1831 กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสได้สูญเสียกำลังพลไปเกือบ 40,000 นายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฝรั่งเศส แอลจีเรีย โมร็อกโก ตูนิเซีย มาดากัสการ์ แอฟริกาตะวันตก เม็กซิโก อิตาลี ไครเมีย สเปน อินโดจีน นอร์เวย์ โลยาดา ซีเรีย ชาด ซาอีร์ เลบานอน แอฟริกากลาง กาบอง คูเวต รวันดา จิบูตี อดีตยูโกสลาเวีย โซมาเลีย สาธารณรัฐคองโก ไอวอรี่โคสต์ อัฟกานิสถาน มาลี ซาเฮล และประเทศอื่นๆ

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจัดเป็นหน่วยทหารอาสาสมัครชั้นยอดของกองทัพฝรั่งเศส ปัจจุบันมีกำลังพลทั้งสิ้นจำนวนราว 9,500 นาย ก่อตั้งขึ้น เพื่อบูรณาการชาวต่างชาติกองกำลังนี้เป็นที่รู้จักในด้านการฝึกฝนที่เข้มงวด ความสามัคคี และตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นมา มีสมาชิกหลากหลายเชื้อชาติ โดยส่วนใหญ่มาจากอเมริกาใต้และเนปาล ผู้เข้ารับการฝึก (อายุ 17.5–39.5 ปี) จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารฝรั่งเศส เซ็นสัญญา 5 ปี มักจะใช้ชื่อใหม่ และสามารถได้รับสัญชาติฝรั่งเศสเมื่อสำเร็จการฝึก และปฏิบัติงานครบสามปี โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

-    ภารกิจและองค์ประกอบ: กองทหารต่างชาติปฏิบัติการในฐานะกองกำลังมืออาชีพที่สามารถเคลื่อนพลได้อย่างรวดเร็วในภารกิจต่างประเทศ ปฏิบัติการของสหประชาชาติ และ NATO 
-    การรับสมัครและคุณสมบัติ: ผู้สมัครต้องเป็นเพศชาย อายุระหว่าง 17 ปีหกเดือนจนถึง 39 ปีหกเดือน ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด มีสุขภาพแข็งแรงพร้อมปฏิบัติหน้าที่ และสามารถอ่านและเขียนภาษาแม่ของตนได้ ไม่รับสมัครผู้กระทำความผิดที่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงหรือรุนแรงจะไม่ได้รับการยอมรับ 
-    สถานที่และขั้นตอนการสมัคร: ผู้สมัครต้องเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส (ปารีสหรือโอแบญ) เพื่อสมัครด้วยตนเอง ไม่สามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้
-    ชีวิตและการค่าตอบแทน: เงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 1,500 ยูโรต่อเดือน พร้อมอาหารและที่พักฟรี ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เงินเดือนอาจสูงถึง 8,000 ยูโร ขึ้นอยู่กับยศและตำแหน่งงาน
-    อัตลักษณ์: ผู้เข้ารับการฝึกสามารถใช้ชื่อใหม่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ แต่สามารถกลับมาใช้อัตลักษณ์ตามกฎหมายเดิมได้หลังจากรับราชการครบหนึ่งปี 

แม้ว่ากองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจะปกป้องความเป็นส่วนตัวของทหารทุกคน แต่ผู้สมัครทุกคนจะถูกสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อค้นหาแรงจูงใจในการเข้าร่วมกองทหารต่างชาติและเพื่อตรวจสอบว่าเขามีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ ผู้ที่มีประวัติการกระทำผิดกฎหมายเล็กน้อยจะได้รับการยอมรับ หรือแม้แต่ได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ด้วยเชื่อว่า พวกเขายินดีที่จะละทิ้งชีวิตเดิมและ บูรณาการเข้ากับชีวิตในกองทหารต่างชาติอย่างเต็มที่ 

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะลงนามในสัญญาเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 5 ปี และถูกส่งไปฝึกขั้นพื้นฐาน (รวมถึงการเรียนภาษาฝรั่งเศส หากจำเป็น) กับกรมทหารต่างชาติที่ 4 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกัสเตลโนดารี ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างการฝึกขั้นพื้นฐาน ทหารใหม่จะได้รับหมวกสีขาวแบบดั้งเดิม หรือเคปี บลองก์ในพิธีจุดคบเพลิงอันน่าประทับใจ แม้ว่าหมวกเบเรต์สีเขียวจะยังคงเป็นหมวกประจำการในเครื่องแบบรบของกองทหารก็ตาม ทหารที่ได้รับการคัดเลือกเข้ากรมทหารพลร่มต่างชาติที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกัลวี ในเกาะคอร์ซิกาจะถูกส่งไปฝึกพลร่มที่โรงเรียนพลร่มของฝรั่งเศสที่เมืองปอ มิฉะนั้น พวกเขาจะถูกส่งไปประจำการยังกรมทหารราบต่างชาติที่ 2 ที่เมืองนีมส์ (ฝรั่งเศส) กรมทหารราบต่างชาติที่ 3 ในเฟรนช์เกียนา กองพลน้อยที่ 13 ในจิบูตี กรมทหารม้าต่างชาติที่ 1 ที่เมืองออเรนจ์ (ฝรั่งเศส) กรมทหารช่างต่างชาติที่ 1 และ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลอดูนและเมืองแซงต์-คริสตอล (ฝรั่งเศส) ตามลำดับ หรือหน่วยทหารต่างชาติขนาดเล็กบนเกาะมายอตต์

แม้ว่าทหารในกองทหารต่างชาติอาจมีสัญชาติใดก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่ในกองทหารทั้งหมดเป็นพลเมืองฝรั่งเศสโดยกำเนิดหรือได้รับสัญชาติฝรั่งเศส หลายคนจบจากโรงเรียนนายร้อยทหาร แซงต์-ซีร์ เมืองโคเอตกิดอง ประมาณหนึ่งในสิบของเจ้าหน้าที่เป็นอดีตนายสิบ (NCO) ทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสสามารถเลื่อนยศเป็นสิบโทได้หลังจากรับราชการสองปี สิบโทที่รับราชการสามปีสามารถเลื่อนยศเป็นจ่า ซึ่งเป็น ยศนาย สิบ ต่ำสุด ยศนายสิบที่สูงกว่านั้นสงวนไว้สำหรับทหารในกองทหารต่างชาติที่สมัครเข้ารับราชการอีกครั้ง

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสยังคงเป็นส่วนสำคัญของกองทัพฝรั่งเศสมาโดยตลอด อยู่รอดมาได้แม้ในยุคสาธารณรัฐฝรั่งเศส 3 สมัย จักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง และแม้กระทั่งสงครามโลกสองครั้ง รวมถึงการเกิดขึ้นและการล่มสลายของกองทัพเกณฑ์ขนาดใหญ่ การยุบเลิกจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศส และการสูญเสียฐานที่มั่นของกองทหารต่างชาติในแอลจีเรีย ก่อนสิ้นสุดสงครามแอลจีเรีย กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเคยถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพแอฟริกา (Armée d'Afrique) เป็นหลัก เพื่อปกป้องและขยายอาณาจักรอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 19 ปฏิบัติการในอาณานิคมของฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือ จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามแอลจีเรียในปี 1962 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสยังได้เข้าร่วมรบในสงครามของฝรั่งเศสเกือบทุกครั้ง รวมถึงสงครามอื่นๆ อาทิ สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสงครามโลกครั้งที่สองปัจจุบัน หน่วยบางส่วนของกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสประจำการอยู่ที่คอร์ซิกาหรือดินแดนในปกครองของฝรั่งเศส (ส่วนใหญ่อยู่ในเฟรนช์กายอานา ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยศูนย์อวกาศกายอานา) ขณะที่ส่วนที่เหลือประจำการอยู่ทางตอนใต้ของแผ่นดินใหญ่ฝรั่งเศส จนกระทั่งปี 1962 กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสไม่เคยประจำการในแผ่นดินใหญ่ของฝรั่งเศสเลย ยกเว้นในช่วงสงคราม กองบัญชาการกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสตั้งอยู่ที่เมืองซิดี เบล อับเบส ประเทศแอลจีเรีย 

กองบัญชาการปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองโอแบญ (Aubagne ) ชานเมืองของนครมาร์เซย์ เป็นที่ตั้งของกองทหารต่างชาติที่ 1 (1st Foreign Regiment) ซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่ด้านการบริหาร ผู้สมัครเข้ารับราชการทหารจะถูกส่งมาจากศูนย์รับสมัครในเมืองใหญ่ๆ ของฝรั่งเศส (ไม่สามารถสมัครเข้ารับราชการทหารในต่างประเทศได้) มายังโอแบญ เพื่อเข้ารับการคัดเลือก โอแบญยังเป็นที่ตั้งของหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ของกองทหารต่างชาติ และเป็นที่ตีพิมพ์นิตยสารของกองทหารต่างชาติชื่อ Képi blanc (“หมวกเคปิสีขาว”) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1947

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างกองทัพฝรั่งเศสและกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสคือ กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสรับคนจากทุกประเทศ ไม่ใช่แค่จากฝรั่งเศสเท่านั้น แต่จากทั่วทุกมุมโลกปัจจุบัน กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสมีผู้คนจากกว่า 140 สัญชาติ อาศัยและทำงานร่วมกัน ทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสแต่ละคนจะเซ็นสัญญา "à titre étranger" (ในฐานะทหารต่างชาติ) ดังนั้นทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจึงสามารถเปลี่ยนกองทหารได้เฉพาะภายในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเท่านั้น

เบิกเนตรประกันสังคมไทยเทียบมะกัน

ในวันที่สาวกส้มเน่าด้อยค่าสวัสดิการประกันสังคม แถมอ้างสิทธิ์การรักษาของประกันสังคมว่าล่าช้าไม่ทันใจ  มาเช้าตรู่ได้รักษาช่วงบ่าย คือเอย่าก็จะบอกว่า คนจ่ายค่าประกันตนเอาข้อมูล ณ มิถุนายน ปีที่แล้วมีอยู่ที่ 24.8 ล้านคน  สมมุติคนจำนวน 0.002% หรือ 496 คนเข้าโรงพยาบาลเดียวกับคุณแล้วทุกคนคาดหวังการรักษาแบบคนที่โวยวายแล้วถ้าหมอเขาโวยวายบ้างว่าหมอทำงานหนักต่อวันต้องตรวจคนไข้ร่วม 250 คนในขณะที่ค่า DF ที่หมอควรจะได้กลับไม่มี  หมอจำเป็นต้องตรวจให้ไหม  พยาบาลต้องมาดูแลไหม  คนที่บ่นด่าควรจะเข้าใจระบบประกันสังคมก่อนไหมว่าคุณคือ 1 ในผู้ที่มีสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิพิเศษใดๆ  

ดังนั้นก่อนที่พวกคุณจะก่นด่าด้อยค่าอะไร  คุณควรมีความรู้ด้วยเพื่อไม่ให้คนมาดูถูกดูแคลนคุณได้ทีหลัง  ดังนั้นวันนี้เอย่าจะมาเสนอข้อมูลเปรียบเทียบประกันสังคมระหว่างไทยกับอเมริกา แดนฟ้าศิวิไลซ์ที่หลายคนอยากย้ายไปใช้ชีวิตใหม่ที่นั่นให้ทราบกัน

ด้านค่าใช้จ่าย  ประกันสังคมของไทยมีการแบ่งจ่ายหลายแบบตามแต่ละมาตราโดยคนที่จ่ายหนักสุงคือพนักงานเอกชนที่เสียเงินประกันสังคมต่อเดือน 750 บาทในขณะของอเมริกาชาวอเมริกันจะต้องจ่ายเงินประกันสังคม 12.4% ของรายได้  โดยถ้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างจะจ่าย 6.2% และอีก 6.2% จะเป็นบริษัทจ่าย โดยเงินสวัสดิการสังคมของสหรัฐนั้นจะไม่ได้เป็นเงินสวัสดิการสำหรับรักษาพยาบาลแต่จะเป็นเงินบำนาญที่ได้ตอนเกษียณ  

โดยของไทยเงินประกันสังคมจะคิดจาก 5% ของเพดานเงินเดือนที่ 1500 บาท แต่ของสหรัฐนั้นเสียภาษีตามรายได้จริงแต่มีเพดานกำหนดตามดัชนีค่าจ้างเฉลี่ยของประเทศซึ่งในในปี 2026 ใช้เพดานสูงสุดอยู่ที่ 184,500 USD หรือประมาณ 5.9 ล้านบาท  ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่รวมค่า Medicare  หรือค่ารักษาพยาบาลนั่นเอง พูดง่ายๆคะว่าคนอเมริกันจ่ายเงินประกันสังคมไม่ได้ครอบคลุมรักษาพยาบาลนะคะ  แต่เขาต้องจ่ายเงินอีกตัวที่เรียกว่า Medicare tax โดยต้องจ่ายในอัตรา 1.45% ของค่าจ้างโดยไม่มีเพดานเงินได้ และถ้าหากคุณเป็นลูกจ้างที่มีรายได้เกิน 200,000 USD ต่อปีคุณต้องจ่ายค่า Medicare tax อีก 0.9% โดย Medicare tax นี้จะเริ่มทำงานตอนอายุ 65 ปี โดยในประวัติคือ ทำงานและจ่ายภาษี Medicare อย่างน้อยประมาณ 10 ปีถ้าไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้อง Co-Payment คะยกเว้นเสียว่าหากคุณพิการหรือไตวายระยะสุดท้ายคุณก็จะได้สิทธิไวกว่ากำหนดได้

ในขณะที่ประกันสังคมของไทยครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล ตรวจสุขภาพประจำปี ทำฟัน เงินชดเชยว่างงานรวมไปถึงบำนาญ แต่ของเมืองมะกันไม่ได้แบบเรานะคะ เงินประกันสังคมของเขาคือเงินบำนาญที่จะเอาออกมาใช้ได้ตอนอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่างจากของไทยที่เริ่มจ่ายเงินบำนาญตอนอายุ 55 ปี โดยผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน กล่าวคือ ลาออก หรือ เกษียณ หรือ ไม่ได้ส่งเงินสมทบต่อนั่นเองซึ่งถ้าเราจ่ายเงินประกันสังคมเกิน 180 เดือนขึ้นไป เราจะได้บำนาญไปตลอดชีวิต ซึ่งหลังจากเราไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพแล้วของไทยเราก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีระบบประกันสุขภาพรักษาฟรีตลอดชีวิตเช่นกัน

ก่อนจบเอย่าอยากจะแชร์ให้ฟังว่าถ้าใครไม่อยากไปรอพบหมอแบบไทยที่จะวอร์คอินไปเมื่อไหร่ก็ได้ เชิญย้ายประเทศไปรับสวัสดิการแบบอเมริกาได้นะคะ เพราะถ้าคุณไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเคสฉุกเฉินแล้วรบกวนลงนัดหมอคะแล้วไปวันที่นัดเพราะจากประสบการณ์ที่ได้รับรู้จากคนที่เคยไปใช้โรงพยาบาลรัฐของอเมริกาก็บอกว่าเวลารอแพทย์อาจจะไวกว่าไทยประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แค่นั้น 

รฟม. ล้างหนี้!! เปิดเกมมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีเขียว หนี้เรื้อรังปะทุ ซับซ้อนหลายฝ่าย กทม. รับภาระหลังโอนกิจการ ศาลสั่งจ่ายเงินปิดหลายคดีแต่ยังไม่จบ

หลังจากเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรจบกันไปหมาดๆ ตอนนี้กลับเริ่มเห็นสนามเลือกตั้งย่อยเริ่มมาคึกคักกันอีกรอบแล้ว ไม่ใช่ที่ไหนเลยนั่นคือสนามเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพนั่นเอง และช่วงนี้ก็มีข่าวออกมาว่าผู้ว่าคนปัจจุบันคือฮีโร่ที่ล้างหนี้กับ รฟม. แล้ว ดังนั้นวันนี้ก่อนที่ทุกคนจะตกเป็นเหยื่อไอโอ เอย่าจะมาเล่าเรื่องของมหากาพย์ รฟม. ให้ทุกคนได้ทราบกันคะ

เราต้องมาย้อนมหากาพย์รถไฟฟ้าในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนี้ก่อน ก่อนอื่นเอย่าขอพาย้อนไปในช่วงปี 2535 ที่ตอนนั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯกทม. เริ่มมีแนวคิดอยากแก้ไขปัญหาเรื่องรถติดในกรุงเทพด้วยการสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งในขณะนั้น BTS ก็ชนะการประมูลสัมปทานก่อสร้างและเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นสัญญาแบบ BOT (Build, Operate, Transfer) หรือ BTS รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างโยธาทุกอย่าง ทั้งทางยกระดับ ระบบราง ตัวสถานี โรงซ่อมบำรุง ดำเนินการเดินรถและซ่อมบำรุง โดยรถไฟฟ้าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2542 ซึ่งในตอนนั้นมีแค่ 2 สาย 23 สถานี คือ สายสีลม (เขียวเข้ม) : ระหว่าง สนามกีฬาแห่งชาติ – สะพานตากสิน และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อน) : ระหว่าง หมอชิต – อ่อนนุช ณ เวลานั้นค่าโดยสารอะไรทั้งหมด BTS รับไปเต็มๆ เพราะลงทุนทุกอย่างเองหมด พอจบสัมปทาน 30 ปี ถึงยกทรัพย์สินทุกอย่างให้กับ กทม. ซึ่งปีที่หมดสัมปทานคือ 2572 นั่นเอง

ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวขึ้นจากการมีการทำรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายได้แก่ สายสีลม (สีเขียวเข้ม) จากสถานีสะพานตากสิน ถึงสถานีบางหว้า และ สายสุขุมวิท (สีเขียวอ่อน) จากสถานีอ่อนนุชถึงสถานีแบริ่ง โดยในส่วนนี้ กทม. เป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างโยธาทั้งหมด ทางยกระดับ ตัวสถานี ระบบราง ฯลฯ โดย กทม. ในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงนามเซ็นต์สัญญาว่าจ้าง BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุง ในส่วนต่อขยายที่ 1 ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา เป็นระยะเวลา 30 ปี ในส่วนนี้มีจุดที่เป็นประเด็นอยู่คือ สัญญานี้เพิ่มระยะเวลาให้ BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมที่จะครบกำหนดอายุสัมปทานในปี 2572 ที่เป็นส่วนรถไฟฟ้าส่วนแรกอีกด้วย โดยอายุของสัญญาที่เซ็นต์เพิ่มนี้จะหมดในปี 2585 ละจากจุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ของ รฟม. และ กทม. กล่าวคือ เมื่อทาง BTS ได้เงินมาทาง BTS ต้องเอารายได้จากการขายตั๋วนำส่งให้ กทม. เพราะ กทม. เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนทาง BTS นั้น เป็นเพียงผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงในฐานะลูกจ้างของ กทม. อีกต่อนั่นเอง
.
ต่อมามีการต่อส่วนขยายที่ 2 เพิ่มเติมได้แก่ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนเหนือ) จากสถานีหมอชิตถึงสถานีคูคต และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนใต้) จากสถานีแบริ่งถึงสถานีเคหะฯ จะพบว่าสถานีปลายทางทั้ง 2 สายไม่ได้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพแล้วแต่ไปอยู่ในพื้นที่ของปทุมธานีและสมุทรปราการ ดังนั้นส่วนต่อขยายที่นอกเหนือกรุงเทพนั้นในยุคที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีด้มีมติให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของค่าก่อสร้างทั้งหมด แต่ทว่ารถไฟฟ้านั้นวิ่งยาวต่อเนื่องเป็นสายเดียวกัน มีเจ้าของหลายคน หลายช่วงต่อ มีปัญหาเรื่องการเก็บเงิน แจกจ่ายรายได้ต่างๆ ฯลฯ ในปี 2558 กระทรวงคมนาคมได้มีมติเปลี่ยนให้ กทม. เป็นรับผิดชอบการเดินรถโครงการสายสีเขียวทั้งหมด กลายเป็นว่า กทม. ต้องรับโอนหนี้ค่าก่อสร้างประมาณ 6 หมื่นล้านบาทในส่วนต่อขยายจาก รฟม. มาด้วยนั่นเอง

จากนั้นทางกรุงเทพได้ให้บริษัท กรุงเทพธนาคม คำถามคือบริษัทกรุงเทพธนาคมคือใคร เอย่าจะตอบสั้นๆเข้าใจง่ายๆคือ บริษัทกรุงเทพธนาคม คือบริษัทที่มีกรุงเทพมหานครถือหุ้นใหญ่มีหน้าที่เป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่คล้ายรัฐวิสาหกิจของท้องถิ่น โดยมีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะและบริหารจัดการสาธารณูปโภค เช่น ขนส่งมวลชนสิ่งแวดล้อมและกิจการพิเศษนั่นเอง ซึ่งกรุงเทพธนาคมได้ว่าจ้าง BTS ในการติดตั้งงานระบบและเป็นผู้เดินรถต่ออีกทอดหนึ่ง กลายเป็นว่า สัญญาให้ BTS ดูแลส่วนบริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 2 จุดนี้ด้วย เป็นระยะเวลา 25 ปี โดยสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2585 ต่อมากรุงเทพธนาคม ได้ซื้องานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) จากบีทีเอส และจากตรงนี้เป็นจุดสร้างหนี้เพิ่มอีก 23,312 ล้านบาท ซึ่งหนี้ก้อนนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (Electrical and Mechanical - E&M) สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 นั่นเอง

ในยุคผู้ว่าฯ อัศวินขวัญเมืองมีความพยายามที่จะไม่ใช้เงินของ กทม. ในการเข้ามาจัดการแก้ปัญหาหนี้ก้อนนี้ โดยทางผู้ว่าอัศวิน ในเวลานั้นได้เสนอแนวทางการแก้ไขโดยใช้โมเดลการลงทุน PPP แบบ Net Cost หรือคือการการร่วมทุนที่เอกชนรับความเสี่ยงด้านรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด (รับรายได้ค่าบริการเอง) โดยเอกชนจะรับผิดชอบออกแบบ ก่อสร้าง จัดหาเงินทุน และเดินรถ โดยมีหน้าที่จ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้ให้ภาครัฐ ซึ่งทำให้รัฐลดภาระทางการเงินและหนี้สาธารณะได้ดีกว่า โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ ภาครัฐลดภาระงบประมาณได้สูงสุด ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงรายได้ต่ำกว่าเป้า ในขณะที่ก็มีข้อจำกัดคือ เอกชนอาจไม่สนใจหากโครงการมีความเสี่ยงสูง และรัฐบาลควบคุมราคาค่าโดยสารได้ยากกว่า เพราะเอกชนต้องดูแลรายได้เองทั้งหมด และนี่เองที่ทำให้เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

รฟม. เริ่มฟ้อง กทม. ในปี 2564 รฟม. ได้ฟ้อง กทม. ที่ 2 คดีคือ คดีที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) โดยมี บริษัท กรุงเทพธนาคม และ กทม. เป็น คู่กรณี กับคดีดีที่ รฟม. ฟ้อง กทม. เป็นคดีเกี่ยวกับ “ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ โดย ณ วันนี้ ในส่วนที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) นั้นบางสัญญาคดีถึงที่สุดแล้วและศาลมีคำสั่งให้ กทม. ชำระนี้เป็นเงินสด โดย กทม. ก็ต้องทำตามคำสั่งศาลโดยการจัดสรรงบประมาณและรายได้จาก กทม. มาจ่ายหนี้ในส่วนนี้นั่นเอง สรุปสั้นๆนะคะ คดี O&M นั้นหลายคดีจบแล้วจ่ายปิดไปแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคดี ส่วนคดี ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ นั้นคดียังอยู่ในชั้นศาลคะ

จากการที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. ก็ดี หรือไอโอของผู้ว่าท่านปัจจุบันที่พยายามมองว่านี่คือฮีโร่หรืออะไรก็ตาม เอย่าบอกแค่ว่า ท่านแค่ปฏิบัติตัวในการเป็นลูกหนี้ที่ดีตามคำสั่งศาลเท่านั้นคะ ส่วนทาง BTS หรือจะเรียกได้ว่าเป็น รฟม. ได้โพสต์ว่า “หนี้ยังไม่หมดนะครั้บบบผม หยอกน๊าคุณน้าา” ก็คือเอาความจริงมาขยี้ที่มีแค่คนข้างในไม่กี่คนที่ทราบสตอรี่ที่แท้จริงนั่นเอง

ถ้าปล่อย “คนอิสราเอล” หนีสงครามมาครอบครองแผ่นดินไทย ไม่นานคนไทยจะเป็น “คนปาเลสไตน์แห่งเอเชีย”

เป็นที่รู้กันมานานนับสิบปีแล้วว่า “ชาวยิว” ที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศ “อิสราเอล” จำนวนมาก เลือกที่จะเดินทางมา “ปักหลักปักฐาน” บนผืนแผ่นดินไทย แรกเลยอาจจะแค่บินมาเที่ยว แต่ที่สุดก็อยู่ยาวเมื่อค้นพบว่าคนไทยเป็นคนง่าย ๆ ยิ้มง่าย รักง่าย แถมจำนวนไม่น้อยก็ยัง “ใจง่าย” ซึ่งก็รวมถึงเจ้าหน้าที่มักง่ายของไทยบางคน ที่ปล่อยปละละเลยในเรื่องที่ควรจะต้องบอกกล่าวคนต่างถิ่นให้เข้าใจในวิถีปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่ก็เลือกจะมองผ่าน ยิ่งได้ “ค่าปิดปาก” ก็ยิ่งไม่สนใจ

ทำให้ “ชาวยิวบางส่วน” ที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว เคยชินกับการ “กลืนแผ่นดินของชนชาติอื่น” ยิ่งได้ใจ มองเห็นโอกาสทอง จึงชักชวนครอบครัว เครือญาติ อพยพ หนีกลิ่นสงครามมาเมืองไทยกันอย่างหนาตา ทำให้บางพื้นที่จึงมี “ประชาชนคนยิว” อาศัยอยู่เต็มไปหมด เช่น อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และในจังหวัดภูเก็ต

โดยที่ส่วนใหญ่ ๆ ไม่ได้แค่มีบ้านพักอาศัยไว้ตากอากาศ แต่คือการ “อยู่ถาวร” หลายครอบครัววางรากฐานทำธุรกิจการค้าระยะยาวในประเทศไทย หวังฮุบแผ่นดินไทย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “แผ่นดินยิว” หลังจากที่เคยทำสำเร็จมาก่อนแล้วกับกรณี “คนปาเลสไตน์” ที่ถึงวันนี้ก็ยังเป็น “ชนชาติผู้น่าสงสาร” เพราะต้องย้ายออกจากแผ่นดินของตัวเอง กลายเป็น “กลุ่มคนเร่ร่อน” ต้องไปอาศัยตามเศษ ๆ พื้นที่ของประเทศต่าง ๆ ที่เขาให้ความสงสารเห็นใจ

มองดู “คนปาเลสไตน์” ครั้งใด ก็อดหันมองดูคนไทยเราไม่ได้ และเราเริ่มจะคล้าย “ปาเลสไตน์” เข้าไปทุกทีหากภาครัฐยังไม่แข็งแรง

ปัจจัยที่ทำให้ “ยิวจากอิสราเอล” เหิมเกริม ถือดี และมุ่งหมายที่จะยึดครองแผ่นดินไทยชนิดไร้ความเคารพเจ้าของประเทศตัวจริง นั่นเพราะมีชาติตะวันตกคอยหนุนโดยตรง ถ้าเราปล่อยยิวจนทำสำเร็จ โอกาสที่คนไทยต้องย้ายแผ่นดินเหมือน “คนปาเลสไตน์” ก็ไม่ไกลเกินจริง อย่าคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดกับคนไทย

เราเหนื่อยกันแน่ ๆ ครับ เพราะนอกจากต้องเผชิญกับอิสราเอล ที่มีเงินอย่างหนา หนีสงครามอิหร่านมากว้านซื้อที่ดินผ่าน “นอมินีคนไทยสมองน้อย” ยังมี “พรรคการเมืองล้มเจ้า” ที่คอยรับงานเป็นไส้ศึกให้ “ขาใหญ่แห่งฮอลลีวูด” แลกผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันแบบ “วิน-วิน”

คนไทย ถ้ายังปล่อย ยังคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหาแห่งชาติ ไม่นานเราจะกลายเป็น “ปาเลสไตน์แห่งเอเชีย”

โดย แจ็ค รัสเซล

ทำความรู้จัก ‘เป๋ย์โต่ว’ บทบาทใหม่ในสนามรบโลก ระบบดาวเทียมนำทางจีน คู่แข่งสำคัญ GPS บนสมรภูมิยุคใหม่ แม่นยำ-ต้านรบกวนสูง

รู้จัก...“เป๋ย์โต่ว” (The BeiDou Navigation Satellite System (BDS)) ระบบดาวเทียมนำทางของจีน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตผู้คนบนโลกใบนี้ในยุคปัจจุบัน “ระบบดาวเทียมนำทาง” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีการเดินทาง การขับขี่ยวดยานพาหนะ เพราะทุกวันนี้ระบบนำทางเป็น Platform มาตรฐานที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือที่เป็น Smart phone ทุกยี่ห้อ

ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Satnav) หรือการกำหนดตำแหน่งด้วยดาวเทียมคือ การกำหนดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก (GNSS) ให้บริการการครอบคลุมแก่ผู้ใช้ทุกคนบนโลก ทั้ง ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ปัจจุบันมีระบบ GNSS ใช้งาน 4 ระบบ ได้แก่ (1) ระบบระบุตำแหน่งทั่วโลก (Global Position System: GPS) ของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย ดาวเทียมวงโคจรระดับกลางรอบโลก 32 ดวงในระนาบวงโคจรที่แตกต่างกัน 6 ระนาบ จำนวนดาวเทียมที่แน่นอนจะเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากดาวเทียมรุ่นเก่าจะถูกปลดระวางและแทนที่ด้วยดาวเทียมใหม่ ระบบ GPS เริ่มใช้งานตั้งแต่ปี 1978 และให้บริการทั่วโลกตั้งแต่ปี 1994 นับเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ใช้กันมากที่สุดในโลก
.
(2) ระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก (Global Navigation Satellite System: GLONASS) ของอดีตสหภาพโซเวียต หรือสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน เป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ให้บริการนำทางด้วยคลื่นวิทยุแก่พลเรือน และกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย โดย GLONASS ทำงานครอบคลุมทั่วโลกอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 1995 มีดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ 24 ดวง

(3) กาลิเลโอ (GALILAO) ซึ่งสหภาพยุโรปและองค์การอวกาศยุโรปตกลงกันในเดือนมีนาคม 2002 ที่จะนำระบบระบุตำแหน่งทางเลือกของตนเองมาใช้แทน GPS เรียกว่าระบบระบุตำแหน่งกาลิเลโอ เริ่มใช้งาน (ความสามารถในการปฏิบัติงานขั้นต้นทั่วโลก, EOC) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2016 ด้วยต้นทุนที่คาดการณ์ไว้ที่ 10 พันล้านยูโร แระกอบด้วยดาวเทียม MEO จำนวน 30 ดวง ดาวเทียมทดลองดวงแรกถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2005 คาดว่ากาลิเลโอจะเข้ากันได้กับ ระบบ GPS ที่ทันสมัยขึ้นตัวรับสัญญาณจะสามารถรวมสัญญาณจากทั้งดาวเทียมกาลิเลโอและดาวเทียม GPS เพื่อเพิ่มความแม่นยำอย่างมาก กลุ่มดาวเทียมกาลิเลโอทั้งหมดประกอบด้วยดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ 24 ดวง โดยดวงสุดท้ายถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนธันวาคม 2021 ใช้สัญญาณ Galileo Open Service (Composite Binary Offset Carrier (CBOC)) ของสหภาพยุโรป นอกจากนี้แล้วยังมีระบบดาวเทียมนำทางในระดับภูมิภาค (RNSS) 2 ระบบคือ (1)ระบบดาวเทียม Quasi-Zenith ( QZSS ) ของญี่ปุ่น และ NavIC ระบบดาวเทียมนำทางของอินเดีย

และ (4) “เป๋ย์โต่ว” (The BeiDou Navigation Satellite System (BDS)) ระบบดาวเทียมนำทางของจีน ซึ่งจะได้นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยละเอียดในบทความนี้ อันเนื่องมาจากมีการกล่าวถึงการใช้งาน “BDS” เพื่อนำทางขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านในการโจมตีอิสราเอล และฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง DBS เป็นระบบนำทางด้วยคลื่นวิทยุจากดาวเทียมซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์และดำเนินการโดยองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน ระบบนี้ให้ข้อมูลตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และเวลาแก่เครื่องรับ BDS ทุกที่บนหรือใกล้โลกที่มีเส้นทางการมองเห็นที่ไม่มีสิ่งกีดขวางไปยังดาวเทียม BDS 4 ดวงขึ้นไป โดยระบบนี้ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลใด ๆ และทำงานได้อย่างอิสระจากการรับสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต แม้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะสามารถเพิ่มประโยชน์ของข้อมูลตำแหน่ง BDS ได้ก็ตาม

แนวคิดของระบบนำทางด้วยดาวเทียมของจีนเกิดขึ้นจาก Chen Fangyun (วิศวกรไฟฟ้าชาวจีน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งระบบวิทยุอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศจีน เขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนา ระบบโทรมาตรการติดตาม และการควบคุม (TT&C) ที่ควบคุมดาวเทียมและขีปนาวุธของจีน และในการพัฒนา ระบบนำทางดาวเทียม “เป๋ย์โต่ว” ในช่วงแรก เขาเป็นสมาชิกสภาวิชาการแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและสถาบันการบินและอวกาศนานาชาติ และได้รับเหรียญเกียรติคุณ "The Two Bombs, One Satellite Meritorious Medal" และในปี 1999 มีการตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อย 10929 ว่า “Chen Fangyun” ตามชื่อของเขา) และทีมงานในช่วงทศวรรษ 1980 จากผลการรบของสงครามในอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า GPS ทำให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในสนามรบ อย่างสมบูรณ์ และระบบนำทางด้วยดาวเทียมสามารถนำมาใช้ในการทำ "สงครามในอวกาศ" ได้อย่างไร ในปี 1993

จีนได้ตระหนักถึงความเสี่ยงของการถูกปฏิเสธการเข้าถึง GPS ในระหว่างเหตุการณ์ Yinhe (วิกฤตทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปี 1993 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกสินค้าของจีนที่ต้องสงสัยว่าบรรทุกวัสดุสำหรับผลิตอาวุธเคมี โดยสหรัฐฯ สงสัยว่าเรือของจีนลำหนึ่งบรรทุกวัตถุดิบในการผลิตอาวุธเคมี เรือลำดังกล่าวถูกกักไว้เพื่อตรวจสอบ และปรากฏว่า ข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง จึงส่งผลให้เกิดข้อพิพาททางการทูตระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา) รวมถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาในปี 1996 ในช่วง วิกฤตช่องแคบไต้หวันครั้งที่สาม ซึ่งจีนถูกกล่าวหาและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจาก สหรัฐอเมริกาและไต้หวันว่า ใช้การข่มขู่ทางทหาร เพื่อแทรกแซงการเมืองของไต้หวันในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของไต้หวัน จึงเป็นแรงผลักดันให้จีนสร้างระบบนำทางด้วยดาวเทียมเป็นของตนเอง

ระบบดาวเทียมนำทางของจีนเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1994 เมื่อ BeiDou-1 (BDS รุ่นแรก) ประกอบด้วยดาวเทียม 3 ดวงในระบบนำทางด้วยดาวเทียมระดับภูมิภาคตั้งแต่ปี 2000 ระบบนี้ให้บริการนำทางภายในประเทศจีนเป็นหลัก ในเดือนธันวาคม 2012 เมื่ออายุการใช้งานตามการออกแบบของ BeiDou-1 หมดลงระบบจึงหยุดการทำงาน ต่อมาระบบ BeiDou-2 (BDS รุ่นที่สอง) ก็ยังคงเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมระดับภูมิภาคเช่นกัน ประกอบด้วยดาวเทียม 16 ดวง รวมถึงดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า 6 ดวง ดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้าเอียง 6 ดวง และดาวเทียมวงโคจรระดับกลาง 4 ดวง ในเดือนพฤศจิกายน 2012 BeiDou-2 เริ่มให้บริการระบุตำแหน่งระดับภูมิภาคแก่ผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งภายในภูมิภาคนี้ จากการใช้งานพบว่า ระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou-2 มีความแม่นยำกว่าระบบดาวเทียมนำทาง GPS เสียด้วยซ้ำ 

และระบบดาวเทียมนำทางของจีนในปัจจุบันคือ BeiDou-3 (BDS-3) ซึ่งเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมรุ่นที่ 3 ของจีนที่ให้บริการครอบคลุมทั่วโลก (GNSS) เสร็จสมบูรณ์ในปี 2020 ประกอบด้วยดาวเทียมกว่า 30 ดวง ให้ความแม่นยำสูงระดับเมตร (ต่ำกว่า 5 เมตร) โดยใช้สถาปัตยกรรมสัญญาณสามความถี่ มีจุดเด่นด้านการป้องกันการแทรกแซง และส่งข้อความสั้นได้ ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของ GPS
คุณสมบัติและประเด็นสำคัญของ BeiDou-3
- ความแม่นยำและการใช้งาน: BDS-3 ให้ความแม่นยำในการระบุตำแหน่งในระดับสูง โดยเฉพาะการใช้งานทางทหารและการนำทางที่แม่นยำสูง (Precision Guidance)
- โครงสร้างดาวเทียม: ใช้งานดาวเทียมผสมผสานระหว่างวงโคจรค้างฟ้า (GEO), วงโคจรเอียงค้างฟ้า (IGSO) และวงโคจรโลกเบื้องกลาง (MEO)
- ความสามารถพิเศษ: มีระบบส่งข้อความสั้น (Short Message Service) ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น
- การใช้งานทางทหาร: ถูกนำมาใช้ในยุทธวิธีระดับสูง เช่น การนำทางขีปนาวุธที่ทนทานต่อการรบกวนสัญญาณ (Jamming)
- คู่แข่งระดับโลก: Wikipedia ได้ระบุว่าเป่ยโต่วเป็นระบบนำทางที่เทียบเท่ากับ GPS ของสหรัฐฯ, GLONASS ของรัสเซีย และ Galileo ของยุโรป

จากเพจ X ของ Ignis Rex ผู้สื่อข่าวอิสระได้อธิบายว่า ทำไมระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลจึงไม่สามารถคาดการณ์การโจมตีของอิหร่านได้อีกต่อไป ทั้งนี้มาจากการปฏิวัติของระบบ BeiDou-3 บนท้องฟ้าเหนืออิสราเอลที่ไม่สามารถรบกวนสัญญาณได้ และไม่สามารถหยุดได้ จากสงคราม “12 วัน” ในเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งถูกเรียกว่า Twelve-Day War (2025 Iran–Israel conflict) ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เผยให้เห็น จุดอ่อนร้ายแรงของระบบที่พึ่งพา GPS ต่อสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของฝ่ายตะวันตก ด้วยการใช้ระบบนำทางดาวเทียมของจีนอย่าง BeiDou-3 (BDS-3) อิหร่านจึงสามารถทำลายยุทธศาสตร์ “การปฏิเสธการใช้งานทางอากาศ” (Denial of service) แบบเดิมของอิสราเอลได้

1. ความเข้มข้นของสัญญาณที่แข็งแกร่ง ต่างจากสัญญาณ Global Positioning System (GPS) แบบพลเรือนที่ถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ในปี 2025 สัญญาณระดับทหารของ BDS-3 ที่เรียกว่า B3A แทบจะ ไม่สามารถถูกรบกวนได้ ด้วยการใช้เทคนิคการกระโดดความถี่ที่ซับซ้อน (Frequency hopping) และระบบยืนยันความถูกต้องของข้อความนำทาง (Navigation Message Authentication – NMA) ซึ่งช่วยป้องกันการ “สปูฟ” (Spoofing) หรือการหลอกสัญญาณ ดังนั้นเครื่องรบกวนสัญญาณของอิสราเอลจึง ไม่สามารถหลอกโดรนให้ไปยังพิกัดปลอมได้อีกต่อไป ฮาร์ดแวร์ของ BDS-3 จะปฏิเสธสัญญาณรบกวนโดยอัตโนมัติ และยังคงรักษาอัตราความสำเร็จในการระบุตำแหน่งถึง 98%
.
2. ความแม่นยำระดับผ่าตัด BDS-3 ใช้ สถาปัตยกรรมสัญญาณสามความถี่ (triple-frequency) เป็นมาตรฐาน สิ่งนี้ทำให้ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถแก้ไขความผิดพลาดจากชั้นไอโอโนสเฟียร์แบบเรียลไทม์
และทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนเป้าหมาย (Circular Error Probability – CEP) ต่ำกว่า 5 เมตร ทำให้เกิดผลลัพธ์คือ ยุทธวิธีการยิงถล่มพื้นที่จำนวนมากของอิหร่านได้ถูกเปลี่ยนเป็นการโจมตีที่แม่นยำระดับศัลยกรรม ต่อศูนย์บัญชาการที่มีการป้องกันอย่างแข็งแกร่งของอิสราเอล

3. “สวิตช์ 2,000 กิโลเมตร” คุณสมบัติที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ Short Message Communication (SMC) BDS-3 ไม่ได้เป็นเพียงระบบระบุตำแหน่ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นลิงก์ข้อมูลทางยุทธวิธีแบบสองทาง สิ่งนี้ทำให้ผู้บัญชาการของอิหร่านสามารถ สื่อสารกับอาวุธที่อยู่ห่างออกไปถึง 2,000 กิโลเมตรได้แม้กำลังบินอยู่
• การปรับภารกิจกลางอากาศ (Tactical Re-tasking) หากดาวเทียมสอดแนมของจีนตรวจพบระบบป้องกันภัยทางอากาศ MIM-104 Patriot หรือการล็อกเป้าจากเครื่องบิน F-15E Strike Eagle คำสั่งขนาด 560 บิต จะถูกส่งผ่านดาวเทียมไปยังโดรนหรืออาวุธนั้น เพื่อ เปลี่ยนคำสั่งหรือเส้นทางการโจมตีในทันที
• การเปิดใช้งานตรรกะการหลบหลีก (Logic Activation): โดรนจะเปิดใช้งานระบบตรรกะการหลบหลีกที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าทันที โดยเปลี่ยนจากเส้นทางการบินปกติไปเป็นการบินหลบหลีกด้วยแรงจีสูง (high-G maneuvers) ที่คาดเดาไม่ได้ หรือการบินเฉียดผิวน้ำทะเล (sea-skimming)
ด้วยการผสาน “ดวงตา” ของจีน (ข่าวกรองจากดาวเทียม) เข้ากับ “กำปั้น” ของอิหร่าน (พลังโจมตีทางทหาร) ทำให้กรุงเตหะรานสามารถสร้าง ห่วงโซ่การสังหาร (Killing chain) ที่ยืดหยุ่นและมีความฉลาด ซึ่งสามารถ หลีกเลี่ยงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของตะวันตกได้อย่างสิ้นเชิง โดยที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงทำสงครามในแบบยุค Gulf War ในขณะที่อิหร่านกำลังทำสงครามแบบศตวรรษที่ 21 โดยใช้การเฝ้าระวังจากอวกาศ และระบบอาวุธที่มีความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์และระบบอัจฉริยะฝังอยู่ในตัวอาวุธ

ในโลกแห่งความเป็นจริงทุกวันนี้ยังไม่มีระบบนําทางด้วยดาวเทียม รวมถึง BeiDou ของจีน ที่สามารถป้องกันการรบกวนสัญญาณได้อย่างแท้จริง ในขณะที่ BeiDou รวมเอาคุณสมบัติขั้นสูงที่เพิ่มความต้านทานต่อการรบกวนเมื่อเทียบกับ GPS เช่น กลุ่มดาวดาวเทียมหลายวงโคจร, ความซ้ำซ้อนของสัญญาณที่สูงขึ้น, การรับรองความถูกต้องของข้อความการนําทาง, และการบูรณาการเข้ากับการสํารองข้อมูลภาคพื้นดิน แต่ยังคงเสี่ยงต่อการติดขัดแบบกําหนดเป้าหมาย การปลอมแปลง และยุทธวิธีสงครามอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ 15 ปีหลังจากการเปิดตัว BeiDou ในปี 2015 ระบบดาวเทียมนำทางของจีน สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนมากถึง 31.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีให้กับบริษัทใหญ่ ๆ ของจีน อาทิ China Aerospace Science and Industry Corporation , AutoNavi และ Norinco โดยเติบโตโดยเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปี และมีมูลค่าสูงถึง 64 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2020
 

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top