Thursday, 4 June 2026
Columnist

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านรอบนี้ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพลังงานน้ำมัน วันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องวิกฤตพลังงานของไทยรอบนี้ให้ทุกท่านทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงก่อน แล้วค่อยมาดูว่าความจริงเรานั้นควรจะอยู่กับวิกฤตนี้อย่างไร

ณ วันนี้เราต้องบอกว่าอิหร่านไม่ใช่ประเทศหมูในอวยของสหรัฐที่คิดว่าจะเอาระเบิดไปหย่อนหัวแล้วลากตัวผู้นำออกมาได้ เพราะนี่ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่อิหร่านมีนอกจากอาวุธแล้ว อิหร่านยังมีพันธมิตรที่ดีที่พร้อมจะเป็นหูตาให้เวลาโดนนักเลงโลกรังแก และเชื่อได้เลยว่าสงครามนี้อาจจะทวีคูณความเสียหายไปมากกว่านี้อีกหลายเท่าจนต้องบีบให้ประเทศอีกหลายๆประเทศต้องเลือกข้างก็เป็นได้

กลับมาที่ไทย จากที่ท่าน สว. หญิงท่านหนึ่งได้ออกมาจั่วหัวว่า ประเทศไทย ยังไม่มี “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ” (Strategic Petroleum Reserve) แบบหลายประเทศ จนกลายเป็นประเด็นในโซเชียลไปทั่ว เอย่าก็อยากจะย้ำคำตอบของท่านอนุทินอีกครั้งว่า ไทยมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์รัฐอยู่แล้วคะ แต่เราไม่ได้มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ แต่ไทยเราใช้ระบบที่เรียกว่า Legal Reserve คือให้เอกชนเป็นผู้เก็บขั้นต่ำตามกฎหมาย ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน และ กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อลดภาระการสร้างที่เก็บของไทยเอง เพราะจากข้อมูลที่เอย่าไปหามา ประเทศที่ลงทุนทำคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ หรือเรียกว่า Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR นั้นต้องลงทุนนับแสนล้านบาทในการทำที่เก็บ ซึ่งประเทศที่เลือกใช้ระบบ SPR นี้ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน 100% หรือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

กลับมาที่ตรงนี้ว่าแล้วไทยไม่เสี่ยงหรือ ณ วันนี้ เอย่าจะขอตอบจากข้อมูลที่หามาได้ให้ทราบนะคะ ณ ตอนนี้ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้า 80% และอีก 20% เป็นการขุดเจาะในไทยเอง ซึ่งน้ำมันทั้งหมดที่นำเข้าเป็นน้ำมันดิบเพราะไทยมีโรงกลั่นของตัวเอง อีกทั้งในไทยเราสามารถผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้ประมาณ 120,000–150,000 บาร์เรลต่อวัน จากแหล่งทั้งบนบกและในทะเล รวมถึงกลั่นน้ำมันได้วันละ 1.2–1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากที่สุดในอาเซียนขณะนี้ และนี่ถึงเป็นข้อบ่งบอกว่าถ้าเราไม่ประหยัดน้ำมันกันเลย ใช้น้ำมันแบบสุรุ่ยสุร่าย เราจะมีน้ำมันสำรองใช้กันไปอีก 60-65 วันตามคำที่ท่านอนุทินกล่าวนั่นเอง

คำถามต่อมาคือ แล้วไทยเราต้องกังวลกับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้หรือ เอย่าขอตอบให้ทราบคำว่าน้ำมันดิบที่เรานำเข้าส่วนใหญ่มาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณ 43% ของปริมาณทั้งหมดและอีก 14% มาจากซาอุดิอาระเบีย พูดง่ายๆน้ำมัน 80% ที่เรานำเข้ามานั้น 57% ของน้ำมันนำเข้ามาจากประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น ถามว่าถ้าเราขนส่งไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุชทำได้ไหม คำตอบคือได้คะแต่ราคาจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าจากราคาที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชและน้ำมันที่ไม่ผ่านช่องแคบนี้จะขนส่งได้ในปริมาณที่จำกัด ซึ่งไม่เหมาะกับการซื้อน้ำมันในจำนวนมาก

ณ วันนี้เราอาจจะยังไม่ได้เผอิญถึงวิกฤตการขาดแคลนพลังงานที่แท้จริงและจากสถานการณ์ที่อิหร่านยิงเรือมยุรีนารีของไทยก็เป็นการส่งสัญญาณแล้วว่าแม้ไทยจะบอกว่าเป็นกลางในสงครามครั้งนี้ มันไม่ได้มีอยู่จริงเพราะอิหร่านก็คงร็สึกเสมอมาว่าไทยมีความโปรอเมริกาอยู่แม้ว่าไทยเราจะไม่ได้เป็นขี้ข้าอเมริกาเต็มตัวแบบหลายๆประเทศในอาเซียนก็ตาม การเดินเกมส์การทูตครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากถึงความอยู่รอดของไทย และเอย่าจะขอส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจของรัฐบาลไทยนะคะ อย่างการเล่นเป็นนกสองหัวของผู้นำอินเดียอย่าง Narendra Modi ในการจะรักษาสมดุลและสัมพันธภาพทั้งกับสหรัฐและรัสเซียไว้ แต่รัสเซียไม่เล่นด้วยเลยตัดส่วนลดพิเศษราคาน้ำมันที่อินเดียเคยได้ไปเสียอย่างนั้น ดังนั้น Siamese Talk ในอดีตอาจจะไม่สามารถใช้ได้แล้วในการศึกครั้งนี้ก็เป็นได้ดังตัวอย่างที่อินเดียทำไว้และรัสเซียก็เชือดไก่ให้ลิงดูเป็นขวัญตาว่าการทรยศจะได้รับผลอย่างไร

อสม.ชี้ถูกใช้ทางการเมือง 'ชวน หลีกภัย' ตั้งคำถาม อสม.ถูกใช้เครื่องมือ โครงสร้างกระจายอำนาจทำงานทับซ้อน อสม. ยังเป็นกลไกหลักด้านสาธารณสุข เสี่ยงถูกมองเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น

เมื่อ “อสม.” หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ชวน หลีกภัย นักการเมืองอาวุโส พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนเปิดประเด็น ว่า อสม.ถูกพรรคการเมืองบางพรรคใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา และยังรวมไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำลังถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานประสานกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า บทบาทของ อสม. ที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน และโครงสร้างการทำงานแบบปัจจุบันเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง อสม. แตกต่างจากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เข้มข้นเหมือนตำแหน่งฝ่ายปกครองท้องที่ ภาพลักษณ์ของ อสม. ในสายตาชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยังเป็นด้านบวก เนื่องจากบทบาทหลักคือการทำงานด้านสุขภาพชุมชน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ดูแลข้อมูลสุขภาพของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารด้านสาธารณสุขในระดับหมู่บ้าน

ลักษณะการทำงานของ อสม. ยังเป็นระบบที่มีการประสานงานแบบ “รวมศูนย์” และทำงานเป็นทีมในระดับตำบลหรืออำเภอ การเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงมักรับรู้กันในเครือข่ายทั้งหมด ไม่ได้เป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำเหมือนองค์กรอิสระทั่วไป

โดยโครงสร้างเดิม อสม. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงสาธารณสุข และมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อมีนโยบายกระจายอำนาจให้บางจังหวัด โอนย้าย รพ.สต. ไปอยู่ภายใต้การกำกับขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ความซับซ้อนก็เริ่มเกิดขึ้นทันที
อสม.เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือไม่…?

สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่และผู้อำนวยการ รพ.สต. บางแห่งต้องโอนย้ายไปสังกัด อบจ. ขณะที่ อสม. ยังสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม ทำให้เกิดสภาพ “คนละสังกัด แต่ต้องทำงานร่วมกัน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในทางปฏิบัติ อสม. ถือเป็นกำลังสำคัญหรือ “แขนขา” ของ รพ.สต. ในการทำงานกับชุมชน

ช่องว่างของโครงสร้างนี้เอง ที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อาจกลายเป็นพื้นที่ให้การเมืองท้องถิ่นเข้ามามีอิทธิพลต่อเครือข่าย อสม. ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจเข้มแข็ง

เหตุผลสำคัญคือ อสม. เป็นกลุ่มบุคคลที่มี ฐานข้อมูลประชากรในพื้นที่ละเอียดที่สุด รู้จักแทบทุกครัวเรือน รู้ข้อมูลทั้งด้านสุขภาพ โครงสร้างครอบครัว และสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้าน การมีเครือข่ายลักษณะนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองทางการเมือง

ยิ่งในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “โซนบ้านใหญ่” ซึ่งตระกูลการเมืองหนึ่งสามารถครอบครองตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับพร้อมกัน เช่น นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นายก อบจ. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย

เมื่อโครงสร้างการทำงานของ อสม. ต้องประสานกับ รพ.สต. ที่อยู่ภายใต้การกำกับของนักการเมืองท้องถิ่น ขณะที่ตัว อสม. เองยังอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข จึงเกิดภาวะ “กึ่งราชการ กึ่งการเมือง” โดยไม่ตั้งใจ

ผลลัพธ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ เครือข่าย อสม. บางพื้นที่อาจถูกดึงเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่การเป็นผู้ประสานงานในชุมชน ไปจนถึงการถูกมองว่าเป็น เครือข่ายหัวคะแนน ในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า อสม. ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่คือ โครงสร้างการบริหารแบบปัจจุบันกำลังเปิดช่องให้บทบาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยปริยายหรือเปล่า

หากปล่อยให้ความคลุมเครือนี้ดำรงอยู่ต่อไป ภาพลักษณ์ของ อสม. ซึ่งเคยเป็นกลไกด้านสาธารณสุขที่ได้รับความเชื่อถือจากชุมชน อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

และท้ายที่สุด ประเด็นนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ อสม. เท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของระบบบริหารท้องถิ่นไทย ที่โครงสร้างหลายส่วนกำลัง “ซ้อนทับกัน” ระหว่างอำนาจของรัฐส่วนกลางกับการเมืองท้องถิ่นอย่างแยกไม่ออก

การเมืองใต้จับตา!! การเมืองใต้เริ่มเปลี่ยนผ่าน เมื่อคนรุ่นใหม่จากบ้านใหญ่ก้าวสู่เวทีใหญ่ “สรรเพชญ บุญญามณี” คนรุ่นใหม่มาแรง ลุ้นนั่ง รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด

‘สรรเพชญ บุญญามณี’ ทายาทการเมืองบ้านเขารูปช้าง ติดโผ รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด ในวัย 35 ปี เต็ม ย่าง 36 ปี

ในแวดวงการเมืองภาคใต้ ชื่อของ สรรเพชญ บุญญามณี ถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากครอบครัวการเมืองใหญ่ของจังหวัดสงขลา และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้การผลักดันของบิดา “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต รมช.มหาดไทย

สรรเพชญเป็นบุตรชายของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตแกนนำสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สร้างฐานการเมืองแข็งแรงในพื้นที่ “บ้านเขารูปช้าง” จังหวัดสงขลา ทำให้เขาถูกจับตามองตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่สนามการเมือง

แม้จะมีบิดาเป็นลมใต้ปีก แต่ตัวสรรเพชญเอง ก็มีรัศมีในตัวเองอยู่ไม่น้อย ผู้เป็นบิดาพยายามเปิดทางให้ทำงานด้วยตัวเอง แค่จับตามองอยู่ห่างๆ แค่มีบางเรื่องบางประเด็นที่ปรึกษาผู้เป็นบิดาที่มีประสบการณ์ทางการเมืองช่ำของมากกว่า ยาวนานกว่า

เส้นทางการเมืองเริ่มต้น

สรรเพชญลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2562 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในช่วงเวลานั้นกระแสการเมืองระดับชาติถูกครอบงำด้วยกระแสสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีหรือที่ถูกเรียกกันว่า “กระแสลุงตู่” ส่งผลให้เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนั้นให้กับ วันชัย ปริญญาศิริ จากพรรคพลังประชารัฐ

แม้จะสอบตกในสนามแรก แต่สรรเพชญยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน รับฟังปัญหา และสร้างเครือข่ายการทำงานกับทีมงานท้องถิ่นอย่างจริงจัง พูดได้ว่า 1000 วันไม่มีหยุด

กลับมาคว้าชัยในสนามเลือกตั้ง

ความพยายามดังกล่าวทำให้ในการเลือกตั้งครั้งถัดมา สรรเพชญสามารถกลับมาคว้าชัยชนะได้ และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1ในนามพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นการก้าวขึ้นสู่เวทีการเมืองระดับชาติอย่างเต็มตัว และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ส.ส.สงขลา เขต 1 เป็นสมัยที่สอง

ในรัฐบาล “อนุทิน 1” ถูกทาบทามให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ “สรรเพชญ”ปฏิเสธ เนื่องจากเป็นการทำงานในระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน จึงอยากทำงานในพื้นที่ ทำงานกับชาวบ้านมากกว่า

ในวัยเพียง 35 ปี เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทยที่มีทั้งฐานการเมืองเดิมจากครอบครัว และภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงพื้นที่

ดาวรุ่งการเมืองภาคใต้

สรรเพชญมักถูกมองว่าเป็น “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” จากนิพนธ์ บุญญามณี ทั้งในแง่สไตล์การทำงานและเครือข่ายทางการเมืองในจังหวัดสงขลา จุดเด่นของเขาคือการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การทำงานเป็นทีม และการมีทีมงานช่วยวิเคราะห์และวางยุทธศาสตร์ทางการเมือง ช่วยโควิด 19 ระบาดเขาและทีมงานลงช่วยเหลือชาวบ้านเต็มที่ รวมถึงน้ำท่วมก็ไม่ลดละ เปิดโรงครัว ทำอาหารกล่องออกแจกจ่ายให้ชาวบ้าน

ด้วยบทบาทที่โดดเด่น ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองในระดับชาติ และมีรายงานว่าอยู่ในข่ายพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่ถูกเรียกกันว่า “รัฐบาลอนุทิน 2”

อนาคตการเมืองที่ถูกจับตา

จากนักการเมืองหนุ่มวัย 35 ปี การศึกษาดี มีไหวพริบปฏิภาณดี มีทีมงานคุณภาพ สรรเพชญ บุญญามณี กำลังถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในกำลังหลักของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อฐานเสียงดั้งเดิม ที่คนรุ่นเก่าเริ่มจะร่วงโรยราไปตามกาลเวลา

จับตาอนาคตของเด็กคนนี้กับการเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด “สรรเพชญ บุญญามณี”

ภูฎานโดนแบนวีซ่า!! สหรัฐแบนภูฎานเพราะเปอร์เซ็นต์เกิน เบื้องหน้าอ้างปัญหาตรวจคนเข้าเมือง เบื้องหลังอาจโยงสมการการเมืองระหว่างประเทศ บทบาทรัฐกันชนเดิมเริ่มสั่นคลอน

ถอดรหัส ทำไมภูฎาน เป็นหนึ่งในประเทศที่อเมริกาแบนวีซ่า

ความจริงเอย่ามีเรื่องจะเขียนมากมายในอาทิตย์นี้อย่างเช่นเรื่องของเรือมยุรีนารี ที่ใครๆก็มองว่าน่าจะเป็นเกมส์ของมหาอำนาจที่พยานามดึงไทยเข้าเป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่าน เพราะ ณ วันนี้ประชาโซเชียลพร้อมใจเทหน้าตักเชียร์อิหร่านกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู แต่กับกลายเป็นว่าแผนเหตุการณ์ที่หวังให้เกิดชาตินิยมต่อต้านอิหร่านในไทยกลับตาลปัตร คนไทยในโซเชียลประสานเสียงด่ากัปตันและลูกเรือ กองทัพเรือไทยโชว์หลักฐาน ว่าเตือนแล้ว 3 รอบ ส่วนรัฐบาลไทยก็ตีเนียน เพราะอาศัยการยังไม่เปิดสมัยสภาทำเป็นไม่รับผิดชอบเรื่องความขัดแย้ง แต่ช่วยเรือลูกเรือคนไทยเท่านั้น งานนี้ซีไอเอในไทยคงเหวอเพราะคิดกับที่คาดแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย

เอาเป็นว่าเรื่องนี้จบไปดีกว่าทเอย่าเพิ่งมีข่าวสดๆร้อนๆไม่นานมานี้เรื่องที่ว่าทำไมอเมริกาแบนวีซ่าการย้ายถิ่นฐานของชาวภูฎาน

ถ้าหาจากข้อมูลจะพบว่ามีข้อมูลระบุชาวภูฎานหลบหนีเข้าเมืองสหรัฐสูงถึง 20%

ข้อมูลจากEntry/Exit Overstay Report ของกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐ (DHS) ระบุว่า
ในปี 2024 คนไทยเข้าสหรัฐมีจำนวน 69,445 คน และ overstay 2,106 คิดเป็น 3% ในขณะที่ชาวภูฎานเข้าสหรัฐในปีเดียวกันมี 180 คน และมี overstay 48 คน คิดเป็น 27% อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าสหรัฐเอาจำนวนเปอร์เซ็นต์มาตัดสินหรือเอามาตรฐานอะไรมาตัดสินกันแน่ แต่ถ้ามองไปลึกๆถึงอดีตของภูฎาน ทุกคนน่าจะทราบนะคะว่า ภูฎานเป็นประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์​
มาเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ในยุคของกษัตริย์ จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก นี่เอง ประเด็นที่น่าสนใจคือ แท้จริงแล้วอินเดียกับภูฏานมีความสัมพันธ์แบบ “รัฐในอารักขาโดยพฤตินัย มาตั้งแต่ปี 1949 โดยมีสนธิสัญญาที่เซ็นต์กันมาโดยเนื้อหาหลักๆคือ

1. อินเดียควบคุมนโยบายต่างประเทศของภูฏาน รวมถึงภูฏานไม่ทำการทูตหรือข้อตกลงสำคัญกับประเทศอื่นโดยไม่ปรึกษาอินเดียก่อน
2. อินเดียให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง กล่าวคืออินเดียจะสนับสนุนด้านกองทัพและอาวุธเพื่อป้องกันภูฎาน
3. อินเดียให้เงินสนับสนุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและถนนหนทาง
4. อินเดียคืนพื้นที่ Dewangiri ปัจจุบันคือเมือง Deothang ซึ่งอังกฤษเคยยึดไปในศตวรรษที่ 19 ในสงคราม Duar War ในปี 1865

เมื่อกษัตริย์จิกมี ขึ้นครองราชย์ ก็มีการแก้ไขสนธิสัญญาในปี 2007 โดยมีข้อความที่เป็นสาระสำคัญได้รับการแก้ไขจาก
ภูฏานจะอยู่ภายใต้การชี้นำของอินเดียในด้านนโยบายต่างประเทศ เป็น ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันด้านความมั่นคง ประโยคนี้เอย่าสรุปให้เข้าใจง่ายคือ จากที่อินเดียมีอิทธิพลกำกับการต่างประเทศภูฏาน เป็น ภูฏานมีอธิปไตยเต็มมากขึ้น ข้อนี้พูดง่ายๆคือภูฎานจะทำอะไรไม่ต้องถามอินเดียอีก และ ในกิจการต่างประเทศภูฏานสามารถเลือกจะคบใครก็ได้เป็นอำนาจของภูฎานเอง และเชืาอว่านั่นเป็นสิ่งที่อินเดียอาจจะไม่ได้ยินดีนักแต่ก็ขัดไม่ได้

หากมองภูมิประเทศของภูฎานจะเห็นว่าทางทิศตะวันตกติดรัฐสิกขิมส่วนด้านตะวันออกติดรัฐอรุณาจัลประเทศ โดยมีทางเหนือติดทิเบต เมื่อจีนเริ่มบุกยึดทิเบตในปี 1950 อินเดียจึงเริ่มมองหารัฐกันชน แต่เหมือนกับอินเดียเริ่มตระหนักถึงภัยจากจีนจึงเลือกทำสนธิสัญญาในปี 1949 แทน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนการที่ภูฎานเลือกจะแก้สนธิสัญญาเพราะโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และจีนไม่ได้ต้องการดินแดนแต่ต้องการพันธมิตรมากกว่าศัตรูอย่างภูฎาน

การรัฐประหารที่ล้มเหลวในภูฎานถูกจับได้ในปี 2021 โดยแผนนี้ถูกเปิดโปงและถูกจับได้เสียก่อนในขั้นตอนการวางแผน ว่ากันว่ากลุ่มผู้ก่อการนั้นคือกลุ่มที่โปรอินเดียและชาติตะวันตก และคนที่ส่งข่าวให้ทางภูฏานนั้นคือจีนนั่นเอง

เอย่าไม่รู้ว่าเหตุการณ์การไม่ออกวีซ่าครั้งนี้จะเป็นเพราะเปอร์เซ็นต์ overstay ที่สูงหรือเป็นเพราะภูฎานเริ่มมีความสนิทชิดเชื้อกับทางจีนกันแน่ แต่ที่แน่ๆคือความเป็นรัฐกันชนของอินเดียเริ่มหายไป และภูฎานเองก็เริ่มจะเปิดรับโลกภายนอกมากขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้เงาอินเดียหรือใครอีกต่อไป

ตัดงบอาหาร!! เห็นด้วยลดค่าอาหาร สส. ลดผู้ช่วย สส. จาก 8 เหลือ 3 ประหยัดงบได้แค่ไหน เป็นประเด็นถกเถียงที่ควรพูดคุย สะท้อนวัฒนธรรมการใช้เงินภาครัฐ

เห็นด้วยตัดค่าอาหาร สส. กับลดผู้ช่วย…ข้อเสนอที่ควรคุยกันจริงจัง

ส่วนตัว #นายหัวไทร เห็นด้วยกับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี ที่เสนอให้ ยกเลิกงบค่าอาหารกลางวันของ ส.ส. พร้อมกับ ลดจำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน เป็นประเด็นที่น่าหยิบมาถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจังในสังคมไทย

เหตุผลหลักของข้อเสนอนี้ไม่ซับซ้อนเลย
ส.ส.มีเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงอยู่แล้ว ระดับ แสนกว่าบาทต่อเดือน เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับรายได้ที่สูงกว่าคนทำงานส่วนใหญ่ในประเทศอย่างมาก

เมื่อมีรายได้ในระดับนี้ คำถามที่ตามมาคือ
จำเป็นแค่ไหนที่รัฐสภาจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปเลี้ยงอาหาร ส.ส.อีก น่าจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ยากแค้นอะไร

งบประมาณรัฐสภาไม่ได้มีแค่เงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมี
• ค่าเบี้ยประชุม
• ค่าเดินทาง
• ค่าที่พักในบางกรณี

ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชน

ในมุมมองหนึ่ง เมื่อรัฐสภาจ่ายค่าตอบแทนให้สูงอยู่แล้ว
ส.ส.ก็ควรสามารถนำเงินเหล่านั้นมาดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายประจำวันอื่น ๆ

ลองมองย้อนกลับไปยังโลกของการทำงานทั่วไป
ทั้งใน บริษัทเอกชน ห้างร้าน หรือหน่วยงานราชการจำนวนมาก แทบไม่มีระบบ “เลี้ยงอาหาร” ให้พนักงานเป็นเรื่องปกติ

หากจะมีบ้าง ก็มักเกิดขึ้นกับ พนักงานระดับล่าง ที่มีรายได้ไม่สูงนัก เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้สามารถอยู่ได้ในแต่ละวัน หรือการทำงานกะกลางคืน

แต่ในกรณีของ ผู้แทนราษฎร ที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศหลายเท่า การใช้งบประมาณเพื่อเลี้ยงอาหารจึงดูเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามได้

เช่นเดียวกับเรื่อง จำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญของ ส.ส.การมีผู้ช่วยถึง 8 คนต่อ ส.ส.หนึ่งคน ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้งบประมาณไม่น้อยเลย เมื่อคิดรวมทั้งสภา

ที่สำคัญผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ส่วนใหญ่แต่งตั้งเครือญาติ หัวคะแนนเข้ามาทำงาน ไม่ได้พิจารณาถึงความรู้ความสามารถเป็นด้านหลัก และอยากรู้ว่า สส.แบ่งสรรงานให้ผู้ช่วยฯผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญอย่างไร ใครควรคุม ใครประเมินผลการปฏิบัติงาน

ข้อเสนอให้ลดเหลือ 3 คน จึงเป็นแนวคิดที่น่าพิจารณา เพราะยังคงมีทีมงานช่วยทำงานได้ แต่ก็ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐลงอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักคิดสำคัญของการเมืองไทย คือ

“ผู้แทนประชาชนควรใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างประหยัดเพียงใด”

หากรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน ยังสามารถแสดงตัวอย่างของ ความประหยัดและความรับผิดชอบต่อภาษีประชาชน ได้มากขึ้น ก็อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองไทยได้ไม่น้อย

บางครั้ง การตัดค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ อย่าง “ค่าอาหาร” อาจไม่ใช่เรื่องของมื้อข้าวเพียงจานเดียว
แต่มันสะท้อนถึง วัฒนธรรมการใช้เงินของผู้มีอำนาจ ว่าจะใกล้หรือไกลจากชีวิตของประชาชนแค่ไหน

ตั้งเป็นกระทู้ไว้เพื่อให้ได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ชี้มูลอดีตผู้ว่าฯ ปปช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ 321.67 ล้าน ส่งอัยการยึดทรัพย์แผ่นดิน แจ้งผู้บังคับบัญชาไล่ออกทันที

คณะกรรมการ ปปช. ชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ฐานร่ำรวยผิดปกติไม่สอดคล้องกับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาได้

โดยตรวจพบทรัพย์สินรวมของนายจำเริญ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกว่า 321,670,858.30 บาท

ประกอบด้วย
1.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นายจำเริญ 1 บัญชี เป็นเงิน 1,488,514.80 บาท
2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส 13 บัญชี รวมเป็นเงิน 260,846,734.80 บาท
3.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของคู่สมรส 22 รายการ รวมมูลค่า 47,445,608.70 บาท
4.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท (รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์)
5.รถยนต์ในชื่อของคู่สมรส 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท

ปปช.ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องขอยึดทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมแจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการลงโทษไล่ออก นายจำเริญเคยเริ่มงานจากปลัดอำเภอจนถึงผู้ว่าฯ หลายจังหวัด ก่อนลาออกจากราชการเมื่อ 10 เม.ย. 66

มีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส เช่น กรณีติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์ราคาสูงผิดปกติในนครศรีธรรมราช และจัดซื้อปลูกต้นไม้ราคาแพงในพังงา เป็นปมคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานในอดีต

การชี้มูลนี้สะท้อนความพยายามของ ปปช. ในการตรวจสอบความโปร่งใส และบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างจริงจังเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณะ

ย้อนรอย Palomares 1966 อุบัติเหตุเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ เกือบเปลี่ยนโลกสู่บทเรียนจาก Palomares อุบัติเหตุปี 1966 เกือบเกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ ย้อนเหตุการณ์ที่โลกไม่ลืม

1966 Palomares accident
อุบัติเหตุเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ชนกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135
จนเกือบทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์

เทคโนโลยีเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นระบบสำคัญในกองทัพอากาศปัจจุบัน โดยในปี 1923 มีการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศสำเร็จโดยใช้วิธี “สายยาง” ระหว่างเครื่องบินแบบ Airco DH.4 สองลำของกองทัพบกสหรัฐฯ (กองทัพอากาศสหรัฐฯ หรือ United States Air Force (USAF) ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กันยายน 1947)
ด้วยวิธีง่าย ๆ คือโยนสายยางจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่อง แล้วให้ลูกเรือดึงเข้าไป

ช่วงทศวรรษ 1930–1940 เริ่มพัฒนาเทคนิคให้ปลอดภัยขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อใช้ทางทหาร ยุค 1950s เริ่มใช้ระบบ probe-and-drogue และ flying boom การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศถูกพัฒนาและใช้กว้างขวางในช่วงสงครามเย็น ด้วยเพราะสามารถเพิ่มระยะปฏิบัติการของเครื่องบินรบ สนับสนุนภารกิจลาดตระเวนหรือทิ้งระเบิดระยะไกล ทำให้เครื่องบินสามารถ ปฏิบัติภารกิจบนท้องฟ้าได้นาน (การคุ้มกันหรือการเฝ้าระวัง) ลดความจำเป็นในการลงจอดระหว่างทาง สามารถทำการบินต่อเนื่องได้นาน และกลายเป็นขีดความสามารถหลักของกองทัพอากาศหลายประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน

การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่ “เสี่ยงและต้องใช้ทักษะสูงมาก” เพราะเครื่องบินสองลำต้องบินใกล้กันมากในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ยากมาก ๆ โดยอันตรายหลัก ๆ ในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้แก่
1. การชนกัน (Mid-air Collision) การบินห่างกันเพียงไม่กี่เมตร มีความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้ชนกันทันที โดยเฉพาะช่วงเวลาการ “เข้าเสียบ” (contact) มีความเสี่ยงสูงสุด
2. กระแสลมปั่นป่วน (Wake Turbulence) เครื่องเติมเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ เช่น Boeing KC-135 Stratotanker สร้างกระแสลมหมุนแรง เครื่องบินรบขนาดเล็กกว่ามากหลังอาจเสียการทรงตัวขณะเข้ารับการเติมเชื้อเพลิง นักบินจึงต้องคุมเครื่องให้นิ่งท่ามกลางกระแสลมที่ปั่นป่วน
3. ความเสี่ยงไฟไหม้/ระเบิด เชื้อเพลิงอากาศยานติดไฟค่อนข้างง่าย หากมีประกายไฟหรือระบบรั่ว อาจทำให้เกิดไฟไหม้กลางอากาศได้ แม้จะมีระบบป้องกัน แต่ความเสี่ยงยังคงสูง
4. ความเสียหายของอุปกรณ์ อาทิ สาย drogue หรือ boom อาจแกว่งอย่างรุนแรงแล้วฟาดหรือกระแทกเครื่องบินที่กำลังเติมเชื้อเพลิง เพราะเคยมีกรณีทำให้เครื่องบินเสียหายหรือกระจกแตกมาแล้ว
5. ความผิดพลาดของมนุษย์ ด้วยนักบินต้องทำการควบคุมอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก ความล้า (fatigue) หรือสื่อสารผิดพลาด จึงอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ
6. สภาพอากาศเลวร้ายมีผลต่อทัศนวิสัย เมฆ ฝน ลมแรง หรือกลางคืน อาตทำให้การมองเห็นยากและการควบคุมยากขึ้นหลายเท่า

สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135R 2 ลำชนกันเหนือประเทศอิรักจนลำหนึ่งตก และลูกเรือทั้ง 6 นายเสียชีวิตหมด ทำให้ต้องย้อนกลับไปถึงอุบัติเหตุเมื่อ 60 ปีก่อนที่เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G ชนกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135R ขณะเติมเชื้อเพลิงเหนือเมือง Palomares ประเทศสเปนในยุคสงครามเย็นในปฏิบัติการ Chrome Dome อันเป็นปฏิบัติการป้องปรามทางนิวเคลียร์ทางอากาศที่ไม่เคยมีมาก่อนของ กองบัญชาการยุทธศาสตร์ทางอากาศ (SAC) ซึ่งเป็นการตอบโต้ต่อภัยคุกคามจากขีปนาวุธนิวเคลียร์ของ (อดีต)สหภาพโซเวียตซึ่งมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

จากหนังสือ Chrome Dome 1960–68 The B-52s' high-stakes Cold War nuclear operation โดย Peter E. Devies นักประวัติศาสตร์การบินในยุคสงครามเย็น ได้อธิบายว่า ตลอดระยะเวลาแปดปี ปฏิบัติการ Chrome Dome ต้องใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Stratofortress จำนวน 12 ลำ เพื่อรักษาสถานะเตรียมพร้อมทางอากาศอย่างต่อเนื่องและไม่มีวันหยุด ทำการบินในระยะโจมตีเป้าหมายของโซเวียต โดยบินวนอยู่เหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตอนเหนือของอะแลสกา เครื่องบินทิ้งระเบิดแต่ละลำจะบินอยู่บนอากาศนาน 24 ชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณ 10,000 ไมล์ จนกว่าจะมีเครื่องบินลำอื่นมาปฏิบัติการแทนที่ ในห้องนักบินแต่ละห้องจะมีแฟ้มภารกิจการรบที่เป็นความลับสุดยอด ซึ่งบรรจุรายละเอียดของเส้นทางและขั้นตอนสำหรับการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ต่อเป้าหมายของ (อดีต)สหภาพโซเวียตที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ภารกิจ Chrome Dome ที่ยาวนาน 8 ปีนั้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นและเป็นที่ถกเถียง และปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ตก หลายครั้ง และทำให้อาวุธนิวเคลียร์สูญหาย (ซึ่งเรียกว่า “อุบัติเหตุ Broken Arrow”) โดยเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งสเปน เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G-115-BW หมายเลข 58-0256 Tea 16 ของฝูงบินที่ 51 กองบินที่ 68 ฐานทัพอากาศเซย์มัวร์-จอห์นสัน เป็นหนึ่งในปฏิบัติการ Chrome Dome ซึ่งในขณะนั้นมีเพียง 4 ลำ ในวันที่ 16/17 มกราคม 1966 เครื่องบินลำนี้บินขึ้นจากฐานทัพอากาศเซย์มัวร์-จอห์นสันในตอนรุ่งสาง และไปถึงจุดที่ไกลที่สุดของภารกิจบริเวณชายแดนโซเวียต-ตุรกี หลังจากเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเหนือพื้นที่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Golden Spur ในสเปน โดยเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงเครื่องบินเติมเชื้อเพล KC-135R Stratotanker ฝูงบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ 161 ฝูงบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ 197 “Copperheads” หมายเลข 63-8038 สังกัดกองกำลังพิทักษ์ชาติทางอากาศแห่งมลรัฐแอริโซนา จากฐานทัพอากาศสกายฮาร์เบอร์ มลรัฐแอริโซนา ในเที่ยวบินขากลับตามเส้นทางใต้ เครื่องบินลำนี้ได้เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเหนือชายฝั่งอัลเมเรียจากเครื่องบิน KC-135A หมายเลข 61-273 ของฝูงบิน 910th ARS ที่โมรอน ซึ่งมีนาวาอากาศตรี เอมิล เจ. ชาปลา เป็นนักบิน ส่วนเครื่องบิน B-52G (Tea 12) ซึ่งบินนำหน้า กำลังได้รับการเติมเชื้อเพลิงจากเครื่องบิน KC-135A (Troubadour 12) ในพื้นที่เดียวกัน คือพื้นที่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศแซดเดิลร็อก นับตั้งแต่ปี 1959 ภายใต้ภารกิจของ SAC มีการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศอย่างปลอดภัยมากกว่า 750,000 ครั้ง โดยมีเพียงการชนกันในเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1959 เหนือมลรัฐเคนตักกี้เท่านั้น

ในช่วงปฏิบัติการ Chrome Dome การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเกิดขึ้นทุก ๆ หกนาที เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G (Tea 16) บินเข้าใกล้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135A หมายเลข 61-0273 (Troubadour 14) ของฝูงบิน 910th AREFS, 4130th SW, Bergstrom AFB (97th BW) ในระหว่างการเติมเชื้อเพลิงที่ระดับความสูง 30,500 ฟุต ห่างจากชายฝั่งสองไมล์ เหนือหมู่บ้าน Palomares โดยบินเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่สูงกว่าที่วางแผนไว้เล็กน้อยตามที่ได้ตกลงกันไว้

รายงานอุบัติเหตุสรุปว่า นักบินสำรอง ซึ่งเป็นอดีตนักบินเครื่องบินทิ้งระเบิด B-17 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นาวาอากาศตรี แลร์รี จี. เมสซิงเกอร์ ได้ทำการกำลังฝึกซ้อมการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศภายใต้การดูแลของผู้บังคับการเครื่องบิน เรืออากาศเอก ชาร์ลส์ เวนดอร์ฟ เมสซิงเกอร์บินเข้าใกล้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงด้วยความเร็ว 260 นอต แต่เพิ่มความเร็วเมื่ออยู่ห่างจากเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง 900 ฟุต เมื่อได้รับแจ้งจากเครื่องส่งเชื้อเพลิงของเครื่องบิน KC-135A ว่าเขาจะ "บินเลยไป" เขาจึงใช้เบรกอากาศก่อนที่เวนดอร์ฟจะเข้ามาควบคุม ทำให้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G เชิดหัวขึ้นและชนเข้ากับใต้ท้องเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง

ท่อเติมเชื้อเพลิงยาว 33 ฟุต พร้อมท่อภายในแบบยืดหดได้ยาว 12 ฟุต ซึ่งควบคุมโดยพันจ่าอากาศเอกลอยด์ จี. โปโตลิคคิโอ ได้ทะลุเข้าไปที่รอยต่อระหว่างลำตัวและปีกส่วนบนของเครื่องบิน B-52 ทำให้เกิดการระเบิดและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อคานยาว ทำให้พลปืนและเจ้าหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ปีกซ้ายแยกออกจากกัน จากนั้นเครื่องบินก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยส่วนหน้าของลำตัวเครื่องบินร่วงลงมา ลูกไฟขนาดใหญ่ถูกพบเห็นโดยผู้ควบคุมท่อเติมเชื้อเพลิงของเครื่องบิน Troubadour 12 และลูกเรือของเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงได้กลับมาพบเห็นซากเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้ และส่วนหางและปีกของเครื่องบิน B-52 กำลังร่วงลงมา

เปลวไฟจากการระเบิดของเครื่องบิน B-52G ได้ลุกไหม้เชื้อเพลิงลามไปติดท่อเติมเชื้อเพลิงของเครื่องบิน KC-135 ทำให้เครื่องบินดิ่งลงสู่ระดับ 1,600 ฟุต จากนั้นถังเชื้อเพลิงขนาด 30,000 แกลลอนที่บรรจุเชื้อเพลิง JP-4 ก็ระเบิดขึ้น และเครื่องบินก็ตกกระแทกพื้นห่างจากซากเครื่องบิน B-52G ประมาณ 3 ไมล์ ใกล้กับเมืองปาโลมาเรส หมู่บ้านชาวประมงในสเปน ผลที่ตามมา ลูกระเบิดนิวเคลียร์ B28F1 จำนวน 4 ลูกที่ติดตั้งหัวระเบิดกันกระแทก Mod 3F และร่มชูชีพ Mod 0 กระจัดกระจายไปทั่ว ลูกแรกตกลงใกล้ชายหาด ลูกที่สองตกใส่สุสาน และอีกลูกหนึ่งตกอยู่ในทุ่งมะเขือเทศ ส่วนร่มชูชีพชะลอความเร็วขนาดกว้าง 100 ฟุตของลูกสี่กางออกและลอยออกสู่ทะเล

ระเบิดสองลูกแรกเกิดการระเบิดในขั้นต้นด้วยแรงระเบิดสูง ทำให้เศษซากนิวเคลียร์ปนเปื้อนดินและพืชพรรณกว่า 1,400 ตันด้วยพลูโทเนียม ซึ่งทั้งหมดต้องถูกขุดขึ้นและส่งกลับไปยังสหรัฐอเมริกาในถังเหล็ก 6,000 ถังเพื่อกำจัด ส่วนระเบิด B28 ลูกที่สี่ตกลงห่างจากฝั่ง 5 ไมล์ ในระดับความลึก 2,500 ฟุต และไม่พบจนกระทั่งวันที่ 15 มีนาคม หรือ 80 วันต่อมา เรือดำน้ำจากกองกำลังเฉพาะกิจที่ 65 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งบัญชาการโดยพลเรือตรี วิลเลียม เกสต์ ใช้เรือดำน้ำต้นแบบสองลำ คือ อัลวิน และ อลูมิโนต์ และเรือยูเอสเอส เพเทรล เพื่อยกระเบิดที่ตกขึ้นมาอย่างปลอดภัยในวันที่ 7 เมษายน อุปกรณ์กู้คืนที่เช่ามาใช้ในการปฏิบัติการนี้ทำให้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นอีก 50,000 ดอลลาร์ต่อวัน จากค่าใช้จ่ายมหาศาล 80 ล้านดอลลาร์ของการปฏิบัติการ และต้องส่งเครื่องบิน KC-135A เที่ยวบินพิเศษเพื่อนำอุปกรณ์ดังกล่าวกลับไปยังสหรัฐอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่รัฐบาลสเปน และคำมั่นสัญญาที่จะกำจัดดินที่ปนเปื้อนพลูโทเนียม 25 ปอนด์ที่เหลืออยู่ในพื้นที่ที่ล้อมรั้วไว้และยังคงดำเนินการต่อไปจนถึงปี 2010 ในขณะที่การเรียกร้องค่าชดเชยความพิการสำหรับทหารอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2021

สำหรับกองทัพอากาศไทยได้ดำเนินการจัดหาเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศลำแรก รุ่นที่ได้คัดเลือกไว้แล้วคือ Airbus A330 MRTT ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบ Multi Role Tanker Transport (MRTT) ใช้ได้ทั้ง:
- การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
- การลำเลียงกำลังพล / ผู้ป่วย
- ภารกิจ VIP
รองรับทั้งระบบ Boom และ Probe-and-Drogue Ffpส่งมอบประมาณปี 2571–2572 การมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้เครื่องบินรบทั้ง F-16 Fighting Falcon และ JAS 39 Gripen สามารถทำการบินได้นานขึ้น ปฏิบัติภารกิจไกลขึ้น และไม่ต้องลงจอดเติมน้ำมันบ่อย

ก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศไทยยังไม่มีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง หากต้องเติมเชื้อเพลิงต้องพึ่งพาการฝึกร่วม
กับประเทศอื่น หรือใช้ข้อจำกัดระยะบินของเครื่องด้วยการแวะจอดหรือติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองแทน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง Airbus A330 MRTT จะไม่ใช่แค่ “มีเครื่องเพิ่มขึ้นอีก 1 ลำ” แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถทั้งระบบของกองทัพอากาศเลย เพราะจะทำให้เครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทย บินได้ไกลขึ้น บินได้นานขึ้น สามารถป้องกันน่านฟ้าได้ต่อเนื่อง ทำงานกับพันธมิตรได้ดีขึ้น สามารถขยับตำแหน่งในอาเซียน แม้จะยังไม่ถึงขั้น “เหนือกว่า” ประเทศชั้นนำในภูมิภาค แต่เป็นการยกระดับแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะมีผลต่อสมดุลในระดับภูมิภาคพอสมควร

พันธมิตรในพายุพัดกระหน่ำ ชวนมองความสัมพันธ์ทางทหารไทย และสหรัฐฯในยุคสงครามปะทุ

ความสัมพันธ์ทางทหารไทย-สหรัฐฯ vs. ผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026

พันธมิตรในยุคพายุพัดกระหน่ำ

สายสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึก
ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2376 นับเป็นมิตรภาพที่ยาวนานที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หัวใจของความสัมพันธ์นี้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาคือความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง ซึ่งได้ถูกวางรากฐานขึ้นในช่วงสงครามเย็นอันเป็นยุคที่ทั้งสองประเทศร่วมกันต่อต้านการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค
ในบริบทปัจจุบัน ณ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้เดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง ใดๆDigest จึงอยากชวนคนอ่านมาทบทวนโครงสร้างความร่วมมือทางทหารไทย-สหรัฐฯ และลองมองความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญในความขัดแย้งที่กำลังเขย่าตะวันออกกลางกันอยู่ตอนนี้ดูนะครับ

โครงสร้างความร่วมมือทางทหาร
อย่างแรก มาลองดูที่สถานะพันธมิตรและกรอบความร่วมมือกันก่อน
ไทยได้รับสถานะ "พันธมิตรนอก NATO" ที่สำคัญที่สุด (Major Non-NATO Ally: MNNA) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกรอบทางกฎหมายที่เปิดทางให้ไทยเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหาร และความช่วยเหลือด้านความมั่นคงในระดับพิเศษ ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนเสาหลักสามประการได้แก่ การฝึกร่วม การถ่ายทอดยุทโธปกรณ์ และการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง

อย่างที่สอง การฝึกคอบร้าโกลด์ ซึ่งนับเป็นเสาหลักแห่งความร่วมมือของทั้งสองประเทศ
การฝึกร่วมและผสม "คอบร้าโกลด์" (Cobra Gold) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในประเทศไทย คือหนึ่งในการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นครั้งที่ 44 มีประเทศเข้าร่วมหลักถึง 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และมาเลเซีย โดยในปี พ.ศ. 2569 การฝึกคอบร้าโกลด์ 2026 ก็สำเร็จลุล่วงด้วยดีเช่นเดิม
การฝึกในปีหลัง ๆ ได้ยกระดับความซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แนวคิด Combined Joint All Domain Operations (CJADO) ซึ่งครอบคลุมการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ไซเบอร์ และอวกาศ นับเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากกว่าในอดีต

ประเด็นที่สาม การถ่ายทอดยุทโธปกรณ์และงบประมาณสนับสนุน
ข้อมูลจากสำนักงานความร่วมมือด้านความมั่นคงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (DSCA) เผยว่าไทยสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ สะสมมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รายการสำคัญประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์ UH-60L Black Hawk มิสไซล์ RGM-84L Harpoon Block II มิสไซล์ Evolved Sea Sparrow รวมถึงอาวุธปืนและกระสุนต่าง ๆ
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 สหรัฐฯ ยังอนุมัติเงินสนับสนุนกองทัพบกไทยมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพชายแดน ปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ และขยายขีดความสามารถของยานเกราะสไตรเกอร์ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าวอชิงตันยังคงมองไทยเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

สงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026: มองภูมิทัศน์แห่งความขัดแย้ง

เส้นทางสู่ Operation Epic Fury
ก่อนจะถึงสงครามเต็มรูปแบบในปัจจุบัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านสะสมมาเป็นลำดับ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่านในสงคราม 12 วัน (Twelve-Day War) ซึ่งเป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์และระบบป้องกันทางอากาศ แม้สงครามจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยของโอมาน แต่อิหร่านได้ฟื้นฟูและซ่อนสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะไว้ในสถานที่ลับ
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ภายหลังการเจรจาสามรอบในเจนีวาล้มเหลว สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉาก Operation Epic Fury โจมตีเป้าหมายเกือบ 900 จุดในเวลาเพียง 12 ชั่วโมงแรก การโจมตีครั้งนี้สังหาร Supreme Leader Ali Khamenei พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกจำนวนมาก ส่งผลให้สงครามเข้าสู่ระยะสงครามผลาญกำลัง (War of Attrition) ที่ยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: การทารุณกรรมต่อเส้นเลือดพลังงานของโลก
การตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดของอิหร่านมิใช่ขีปนาวุธที่โจมตีอิสราเอล หากแต่คือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 20 ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ปริมาณการผ่านช่องแคบลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ของระดับก่อนสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ทีนี้ลองมาดูผลกระทบต่อไทยในฐานะประเทศที่ไม่ได้ประกาศสงคราม แต่ซึมซับเต็ม ๆ

เรือ "มยุรีนารี" เหยื่อรายแรกที่ทำให้ไทยกลายเป็นผู้เคราะห์ร้าย
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569 เรือบรรทุกสินค้าไทย Mayuree Naree ถูกโจมตีด้วยโดรนและจรวดในช่องแคบฮอร์มุซขณะผ่านเส้นทางการค้าตามปกติ กองทัพเรือโอมานช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนได้ปลอดภัย แต่ยังสูญหาย 3 คน กระทรวงการต่างประเทศไทยแสดง "การประท้วงอย่างรุนแรงที่สุด" ต่อเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงเทพฯ และเรียกร้องคำขอโทษ
เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าแม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่สงคราม แต่ในฐานะที่เคยฝึกร่วมกับสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตร MNNA เรือและผลประโยชน์ของไทยอาจถูกมองว่า "ใกล้ชิดกับศัตรู" โดยฝ่ายอิหร่านได้ นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าการโจมตีเรือไทยอาจเป็น "ข้อความ" ที่อิหร่านส่งถึงสหรัฐฯ ผ่านพันธมิตรที่เปราะบาง

วิกฤตพลังงาน คือระเบิดเวลาที่นับถอยหลัง
ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่สูง และมีสำรองน้ำมันดิบอยู่ประมาณสองเดือน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค (เวียดนามมีน้อยกว่า 20 วัน ในขณะที่อินเดียและไทยมีราว 2 เดือน) แต่หากสงครามยืดเยื้อและช่องแคบยังคงปิด ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกภาคส่วนของภาคเศรษฐกิจแน่นอน

ดาบสองคมของความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ

ความเสี่ยงจากการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง
ความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง ดังนี้
1. การตีความของฝ่ายตรงข้าม: อิหร่านอาจมองว่าไทยในฐานะ MNNA และเจ้าภาพการฝึกคอบร้าโกลด์คือ "พันธมิตรของศัตรู" ดังที่เห็นจากกรณีเรือมยุรีนารี
2. แรงกดดันให้ร่วมมือ: สหรัฐฯ อาจขอใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในไทย เช่น ท่าเรือ สนามบิน หรือฐานสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ในขณะที่ไทยต้องการรักษาความเป็นกลาง
3. ความตึงเครียดในนโยบายต่างประเทศ: ไทยมีความสัมพันธ์การค้าและการทูตที่สำคัญกับประเทศในกลุ่มที่ไม่สนับสนุนสงคราม การเลือกข้างอย่างชัดเจนเกินไปอาจสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์เหล่านั้น
5. ความเสี่ยงต่อสายการเดินเรือพาณิชย์: ธงชาติไทยบนเรืออาจเพิ่มความเสี่ยงในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่มีการโจมตีเรือสินค้าสม่ำเสมอ

ความเสี่ยงด้านพลังงานและเศรษฐกิจ
เอเชียคือภูมิภาคที่รับภาระหนักที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันในเอเชียถึงร้อยละ 80 ผ่านเส้นทางนี้ ไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบ 60-95% จากต่างประเทศมีความเปราะบางสูง การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ จุดสูงสุด จะส่งผลให้ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพในไทยพุ่งสูงตาม ซึ่งจะสร้างความกดดันต่อเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่แน่นอน

ความสัมพันธ์กับจีน ตัวแปรที่ละเอียดอ่อน
ในขณะที่อิหร่านอนุญาตให้เรือของจีนผ่านช่องแคบ สัญญาณนี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้มีมิติของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีนแฝงอยู่ด้วย ในฐานะที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นกับจีน และในขณะเดียวกันก็เป็นพันธมิตรทางทหารของสหรัฐฯ พวกเราคงต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลไทยที่ต้องเดินสายกลางท่ามกลางแรงดึงทั้งสองขั้วอย่างชาญฉลาด

ความเสี่ยงด้านการข่าวกรองและไซเบอร์
ประวัติการฝึกร่วมและแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับสหรัฐฯ อาจทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการไซเบอร์หรือการสอดแนมโดยฝ่ายตรงข้าม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเช่น ระบบไฟฟ้า การสื่อสาร และโลจิสติกส์การทหาร อาจกลายเป็นเป้าหมายในสงครามรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องยิงกระสุนจริง

สุดท้าย เราพอจะกล่าวโดยสรุปได้ว่าความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกามีรากฐานอันมั่นคงและเป็นประโยชน์ต่อไทยในหลายมิติ ทั้งด้านยุทโธปกรณ์ การฝึก และการยับยั้งภัยคุกคาม แต่ในบริบทสงครามที่ในปัจจุบันที่ลุกลามจนปิดช่องแคบฮอร์มุซและสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลก ความสัมพันธ์นี้มาพร้อมกับต้นทุนและความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง
บทเรียนจากเรือมยุรีนารีสะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่าในภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ การเป็นพันธมิตรของมหาอำนาจย่อมนำมาซึ่งทั้งการคุ้มครองและความเสี่ยง ประเทศที่เดินสายกลางอย่างชาญฉลาดคือประเทศที่รักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ไว้ พร้อมกับไม่ทิ้งสายสัมพันธ์กับฝั่งตรงข้าม และที่สำคัญที่สุดคือต้องพร้อมปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติด้วยตนเอง

จุดยืนพรรคส้ม!! หนุนตัดงบอาหาร สส. ชี้ชัดกล้าทำจริง ประหยัดภาษี วัดใจพรรคส้ม เอาประชาชนหรือเอาภาพลักษณ์ ตั้งคำถามพวกปัดกันไม่ชัดเจน

จุดยืน “พรรคส้ม” กับการตัดงบค่าอาหารกลางวันของ สส.
กล้าทำจริง หรือแค่คอนเทนต์สร้างภาพหลอกต้มด้อมไปวัน ๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาวันแรก คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้เสนอให้มีการตัดงบค่าอาหารของ “สส.ผู้ทรงเกียรติ” ออกทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คนเหลือ 3 คน รวมทั้งการยกเลิกบำนาญ สส. ที่สิ้นเปลืองเงินภาษีมาช้านาน

แน่นอนว่า เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ๆ ที่รักความถูกต้อง มากกว่าจะวางตัวเป็น “ด้อมเบาปัญญา” ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะแสดงออกไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ “เห็นด้วย” โดยเรื่องที่ฮือฮามากที่สุดก็คือ “การตัดงบค่าอาหาร” จะมีที่ออกหน้ามาขวางเพื่อ “ดำรงการกินอาหารฟรี” ดังเดิม คนแรกเลยก็คือนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ คนใหม่ ที่บอกว่าเป็นเรื่องตลก

นอกจากนี้ก็ยังมี สส. บางส่วนจาก “พรรคสามกีบ” ก็ไม่เห็นด้วยกับการ “ตัดงบค่าอาหาร” ของ สส. ในครั้งนี้เช่นกัน แม้จะเคยอ้างว่าสิ่งที่คุณหมอวรงค์นำเสนอในวันนี้เคยเป็น “ไอเดียของตัวเอง” มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วันนั้นสังคมไม่ขานรับ และวันนี้ “บางคนในพรรคกีบ” ยังมองว่าเงินเดือนของ สส. เพียงหนึ่งแสนต้น ๆ นั้นไม่ได้เยอะหากเทียบกับ “ภาษีสังคม” ที่ต้องจ่ายไปในแต่ละเดือน

คำว่า “ภาษีสังคม” คงไม่ได้หมายถึง สส. คนหนึ่งที่หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่เคยมีน้ำใจใส่ซองในงานขาวดำ แถมใช้ “พวงหรีด” วน และยัง “ลักแกง” ในงานสวดกลับมากินบ้านด้วยใช่ไหมครับ?

หากฟังสิ่งที่คนใน “พรรคล้มสถาบัน” พูดออกสื่อ ก็จะพบว่าช่างเป็นความคิดที่ “ย้อนไปแย้งมา” หาจุดยืนที่ชัดเจนจริง ๆ ในตัวตนของ “คนสามกีบ” ไม่ได้เลย

วันนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เมื่อในสภามี สส. น้ำดีหนึ่งคน ตั้งใจจะรักษา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย” กล้าเดินหน้านำเสนอให้ตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออก ในขณะที่นักการเมืองค่อนสภาไม่กล้า ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีของประเทศชาติ และยังคงไปในทิศทางเดียวกันกับ “ไอเดียพรรคส้ม” ที่เคยเสนอต่อสังคมไทยไว้ในคราวนั้น ถ้า “พรรคสามกีบ” มีเจตนาจะประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีขัดขวาง เพราะเรื่องที่ดีงามเช่นนี้ไม่มีคำว่าวันสายเกินไป สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองก่อนเลยอย่างที่คุณหมอวรงค์ ควักเงินซื่อก๋วยเตี๋ยวกินเอง

“ทำจริง” เยี่ยง “คนจริง” หรือพูดไปเรื่อยแค่ “สร้างคอนเทนต์” ตบตา “ด้อมโง่ ๆ” ก็ดูกันออกได้ง่าย ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้

โดย แจ็ค รัสเซล

ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย ฝ่ามาแล้วทุกยุคทุกสมัย วิกฤตน้ำมันรอบนี้ไม่ใช่วันสิ้นโลก เพราะไทยเคยผ่านของหนักกว่านี้มาแล้ว

ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนรอยวิกฤตพลังงานในไทย เราผ่านกันมาได้อย่างไร

เอย่าไม่คิดไม่ฝันว่าในวิกฤตน้ำมันรอบนี้สิ่งที่เสียงดังกว่าเรื่องน้ำมันคือเสียงกร่นด่าของชาวประชาโซเชียลที่ทำอย่างกับว่านี่เป็นวิกฤตนี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก  วันนี้เอย่าจึงขอยกเหตุการณ์วิกฤตพลังงานในไทยว่ามีตั้งแต่สมัยไหนแล้วคนสมัยนั้นเขาผ่านกันมาได้อย่างไรมาให้รับรู้กันคะ

เหตุการณ์วิกฤตครั้งแรกต้องย้อนกลับไปในปี 2516 ขณะนั้นกลุ่มโอเปก (OPEC) ลดการส่งออกน้ำมันเพื่อตอบโต้ชาติตะวันตกจากสงครามตะวันออกกลาง และด้วยเหตุการณ์นั้นเองทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีหลายเท่าเพราะในเวลานั้นไทยนำเข้าน้ำมันเกือบ 100% เป็นผลให้ เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ค่าใช้จ่ายพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ  รัฐบาลในขณะนั้นแก้ปัญหาโดยการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานบริการน้ำมันและลดการใช้พลังงานเช่น โฆษณาและไฟถนนและนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งหน่วยงานด้านพลังงานที่ต่อมากลายเป็นกระทรวงพลังงานเพื่อผลักดันการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยนั่นเอง 

วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2522 เกิดการปฏิวัติอิหร่าน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ภายใต้พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ผู้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แล้วเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐอิสลามนั่นเอง ซึ่งทำให้ supply น้ำมันหายไปประมาณ 4-5 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็น 7% ของโลก นั่นเป็นผลให้ราคาน้ำมันในไทยดีดขึ้นอีกครั้งเพราะราคาในตลาดโลกดีดขึ้น 2 เท่า  ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มมีการเข้าแทรกแซงราคาน้ำมันในลักษณะเอางบประมาณมาสนับสนุนเพื่อพยุงราคาเข้ามาพยุงราคาน้ำมันและเริ่มมีการผลักดันให้ใช้แก๊สธรรมชาติ LPG ให้มาใช้ในรถยนต์แต่อยู่ในขั้นพัฒนาและยังไม่แพร่หลาย รวมถึงมีมาตรการที่ลดใช้พลังงาน  ดังคนในยุค 2516-2523 เคยกล่าวว่า ทีวีในยุคนั้นมีการเลื่อนออกอากาศกล่าวคือในวันธรรมดาออกอากาศเวลา  16.00 - 24.00 น. ส่วนวันหยุดออกอากาศเวลา 08.00 - 24.00 น. และมีการปิดสถานีทุกวันในเวลา 18.30 - 20.00 น. เพื่อสนองนโยบายประหยัดพลังงานนั่นเอง ส่วนในแง่ของโรงภาพยนตร์ให้ลดรอบฉายให้เหลือเพียงรอบบ่าย รอบเย็น และรอบค่ำ สำหรับวันธรรมดา เปิดแค่ 14.00-22.00 น. เท่านั้น ส่วนวันหยุดราชการ ฉายได้เพียง 12.00-20.00 น. ส่วนสถานบันเทิงต่างๆเช่น สถานเต้นรำให้เปิดในวันอาทิตย์ จนถึง พ.ศ. 2522 ก็เปลี่ยนมาเป็นการจำกัดระยะเวลาเปิด เป็นเปิดได้แค่เวลา 18.00-24.00 น. และให้น้อยลงอีกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2523 เปิดได้แค่ 21.00-01.00 น.  

ในปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตค่าเงินบาทลอยตัวหรือที่คนสมัยนั้นรู้จักคำว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง นั่นทำให้ค่าน้ำมันในไทยทะยานขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นทันทีในช่วงแรกรัฐบาลเข้าตรึงราคาน้ำมันและนี่เป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ประหยัดพลังงานนั่นเอง

ต่อมาในปี 2551มีวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งไปจากบาเรลละ 50 เหรียญสหรัฐไปที่ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลและนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดน้ำมันแก๊สโซฮอลที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็มีวิกฤตนี้เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดนั่นเองและช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงที่เกิดกองทุนน้ำมันที่เป็นรากฐานของกองทุนน้ำมันในปัจจุบันนนั่นเอง  แม้วิกฤตนี้จะเกิดเหตุไม่นานแต่ก็เป็นวิกฤตที่ทำให้ไทยเราเตรียมพร้อมเรื่องพลังงานของประเทศและเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญด้านพลังงานในไทยในยุคต่อมา

ในยุค 2565 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนเช่นกันเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นจากการที่รัสเซียโดนแซงชั่นจากชาติตะวันตกอันเป็นผลให้น้ำมันประมาณ 7-8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจากก่อนสงครามที่ประมาณ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลพุ่งไป 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  แต่นี่เป็นช่วงที่ประเทศไทยปรับตัวด้านพลังงานหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการผลักดันพลังงานทางเลือกอย่าง โซลาร์เซลล์ให้ครัวเรือนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  ผลักดันการใช้รถ EV ในประเทศ  รวมถึงมาตรการอื่นๆเช่น ชะลอค่าไฟ  ออกแคมเปญคนละครึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพยุงราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมัน

เพราะฉะนั้นในวิกฤตครั้งนี้เอย่ามองว่าอาจจะไม่ได้ต่างกับวิกฤตที่ไทยเราเคยพานพบมาในอดีต เผลอๆอาจจะดีกว่าในยุคอดีตเสียด้วยซ้ำเพราะคนในอดีตก็มีการเตรียมแผนรับมือกันไว้ในระดับหนึ่งแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านได้เตรียมแผนการโครงการมากมายไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ  การทำ Bioenergy ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแก๊สโซฮอลที่ใช้ในปัจจุบันและที่สำคัญคือหลักการเศรษฐกิจพอเพียงที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าในช่วงที่ประเทศต้องผจญกับวิกฤต เหตุการณ์วิกฤตพลังงานนี้อาจจะเป็นวิกฤตครั้งแรกของบางคนแต่ไม่ใช่ทุกคนและประเทศไทยเราโชคดีที่พ่อหลวงท่านได้เตรียมอะไรหลายๆอย่างให้เราแล้วถ้าหันหน้าไปมองเพื่อนบ้านรอบข้างแล้วจะเข้าใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top