Thursday, 4 June 2026
Columnist

ภัยคุกคามข้ามชาติ!! แฉเครือข่ายทหารรับจ้างต่างชาติ “CPU” ปักฐานในกัมพูชา ศูนย์ฝึกกำลังคนป้อนอาชญากรรมข้ามชาติ สร้างขุมกำลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อมูลจากแหล่งข่าวด้านความมั่นคงและการสืบสวนข้ามชาติ ระบุถึงบทบาทของบริษัททหารรับจ้างเอกชนระดับนานาชาติชื่อ Close Protection Unit หรือ CPU ซึ่งถูกจับตาว่าปฏิบัติงานในกัมพูชาและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยมีข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค

CPU ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 โดย Krisztian Korom อดีตนักสืบเอกชนชาวฮังการี เดิมดำเนินงานในลักษณะบริษัทคุ้มครองบุคคลและรักษาความปลอดภัยระดับสูง ก่อนจะขยายขอบเขตการให้บริการไปสู่ภารกิจด้านความมั่นคงเชิงยุทธวิธีในหลายประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ต่อมาบริษัทเริ่มถูกกล่าวถึงมากขึ้นในบริบทของกัมพูชาตั้งแต่ราวปี 2020 เป็นต้นมา ไม่ใช่เพียงในฐานะพื้นที่รับงานทั่วไป แต่ในฐานะฐานปฏิบัติการที่มีนัยสำคัญเชิงโครงสร้าง

แหล่งข่าวหลายฝ่ายให้ข้อมูลตรงกันว่า กัมพูชาถูกใช้เป็นทั้งฐานปฏิบัติการและศูนย์ฝึกอบรมของ CPU สำหรับการจัดหา คัดเลือก และเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านการทหารและความมั่นคง ก่อนจะส่งต่อไปยังพื้นที่ความขัดแย้งหรือพื้นที่ผลประโยชน์ในประเทศอื่น รูปแบบดังกล่าวทำให้กัมพูชากลายเป็นจุดพักกำลังและศูนย์กลางการหมุนเวียนบุคลากรของบริษัททหารรับจ้างเอกชน โดยดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่การกำกับดูแลของรัฐถูกตั้งคำถามจากนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด คือข้อกล่าวอ้างเรื่องความเชื่อมโยงระหว่าง CPU กับกลุ่มทุนสีเทาในกัมพูชา โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบทบาทในธุรกิจคาสิโน คอมพาวด์ปิด และกิจกรรมที่เข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แหล่งข่าวบางรายระบุว่า บุคลากรด้านความมั่นคงที่ได้รับการฝึกจาก CPU ถูกใช้ในการคุ้มครองผลประโยชน์ของเครือข่ายเหล่านี้ รวมถึงการควบคุมพื้นที่และบุคลากรภายในคอมพาวด์ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และอาชญากรรมไซเบอร์

นอกจากนี้ CPU ยังถูกเชื่อมโยงกับบริษัททหารรับจ้างสัญชาติจีนชื่อ Shadow Defense ซึ่งเคยจดทะเบียนดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ก่อนเลิกกิจการไปในเวลาต่อมา ความเชื่อมโยงดังกล่าวสะท้อนภาพของเครือข่ายความมั่นคงเอกชนข้ามชาติที่ทำงานทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจ ความมั่นคง และการเมือง โดยมีการเคลื่อนย้ายกำลังคนและทรัพยากรข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ

 กรณีของ CPU ไม่ใช่เพียงเรื่องของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้กัมพูชากลายเป็นพื้นที่รองรับบริษัททหารรับจ้างเอกชนและเครือข่ายกำลังติดอาวุธนอกระบบรัฐ การใช้ประเทศหนึ่งเป็นฐานฝึกและฐานปฏิบัติการเช่นนี้ เปิดช่องให้กลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกฎหมายระหว่างประเทศ สามารถสนับสนุนกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติและความขัดแย้งในภูมิภาคได้อย่างต่อเนื่อง

แม้ข้อมูลจำนวนมากยังอยู่ในขั้นการสืบสวนและรวบรวมหลักฐาน แต่คำถามสำคัญที่ยังไร้คำตอบคือ ใครคือผู้ให้การคุ้มครองทางการเมืองแก่เครือข่ายเหล่านี้ และกำลังคนที่ได้รับการฝึกในกัมพูชาถูกส่งไปปฏิบัติการในพื้นที่ใดบ้าง ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนอกภูมิภาค ประเด็นนี้กำลังถูกจับตาในฐานะภัยคุกคามต่อความมั่นคงระดับภูมิภาค ที่ประชาคมระหว่างประเทศอาจไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป

อธิปไตยทางเทคโนโลยี!! ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ “โดรนไทยทำเอง" ตกแต่ได้ใจ ชวน Startup ไทยปักธงสนาม Defense Tech ชูความสำเร็จโดรนลาดตระเวน DP-20 ฝีมือคนไทย ช่วยลดการพึ่งพาต่างชาติและประหยัดงบประมาณ

ภูมิบุตร มาเลเซีย นโยบายกีดกันคนเชื้อชาติอื่นเพื่อคนมาเลย์ พลเมืองชั้นหนึ่งคือคนเชื้อชาติมาเลย์ ส่วนคนเชื้อชาติอื่นๆ เป็นเพียงพลเมืองชั้นสอง ความเหลื่อมล้ำเชิงนโยบายที่นำไปสู่วิกฤตสมองไหล


ช่วงที่มาลายู (มาเลเซียปัจจุบัน) ยังเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร เศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่กับคนจีนที่อพยพมาเข้ามากับอังกฤษ โดยประกอบธุรกิจ เหมืองแร่, ค้าขาย, ธนาคาร ฯ ในขณะที่ชาวมลายู ซึ่งเป็นประชากรดั้งเดิมประกอบอาชีพ ทำนา, ทำประมง หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ พรรคอำโน (UMNO) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้นำนโยบายภูมิปุตราที่ให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมลายูมุสลิม (ภูมิบุตร) เหนือชนกลุ่มน้อย (จีน, อินเดีย) มาใช้ โดย
• มีการสงวนที่ดินหนึ่งส่วนไว้สำหรับชาวมลายู
• สงวนตำแหน่งราชการบางตำแหน่งให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น
• จำกัดโควตาการออกใบอนุญาตและใบทะเบียน ในส่วนที่เกี่ยวกับถนนและคมนาคมให้แก่ชาวมลายูเท่านั้น\
• จำกัดโควตาการให้ทุนช่วยเหลือการศึกษาให้แก่ชาวลายูเท่านั้น
• ให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ
• ให้ภาษามลายูเป็นภาษาประจำชาติ

ภูมิปุตรา หมายถึงประชากรต้นกำเนิดของมาเลเซีย ได้แก่ มาเลย์อุรังอัสลี และกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองต่างๆ ของรัฐซาบาห์และซาราวัก ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของมาเลเซีย มาตรา 153 คำนี้มาจากคำว่า "บุมิ" (แผ่นดิน) และ "ปุเตรา" (บุตร) ซึ่งหมายถึงบุตรแห่งแผ่นดิน และหมายถึงสิทธิพิเศษของพวกเขา ทำให้ ภูมิบุตร จึงเป็นระเบิดเวลาที่รอการระเบิดของสหพันธรัฐมาเลเซีย โดยปัญหาหลักดังกล่าวเป็นเรื่องของความขัดแย้งทางเชื้อชาติและเศรษฐกิจที่เกิดจาก นโยบายภูมิบุตร ที่ ส่งผลให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดียมีความรู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสอง จนทำให้เกิดปัญหามากมาย อันได้แก่

1. ความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ: ชาวมลายู (ภูมิบุตร) ได้รับสิทธิพิเศษในด้านการศึกษา การทำงาน และธุรกิจ ทำให้ชนกลุ่มน้อยรู้สึกเสียเปรียบและถูกกีดกัน
2. ปัญหาพลเมืองชั้นสอง: ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดีย รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการยอมรับเท่าเทียมกับชาวมลายู
3. สมองไหล (Brain Drain): ผู้มีความสามารถเชื้อสายจีนและอินเดียจำนวนมากเลือกที่จะย้ายไปทำงานและตั้งถิ่นฐานในต่างประเทศ เพราะมองไม่เห็นอนาคตในมาเลเซีย
4. ความตึงเครียดทางสังคม: ความไม่พอใจสะสมนำไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงระหว่างกลุ่มเชื้อชาติ โดยเฉพาะเหตุการณ์จลาจลปี 1969 ที่มีชนวนมาจากความรู้สึกขัดแย้งนี้
5. การเมืองแบ่งแยก: นโยบายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้การสร้างชาติที่เข้มแข็งเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะเน้นการแบ่งแยกมากกว่าการรวมเป็นหนึ่ง

ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน เป็นชาวจีนเชื้อสายฮั่นซึ่งอาศัยหรือเกิดในประเทศมาเลเซีย คนกลุ่มนี้เป็นลูกหลานเชื้อสายจีนซึ่งอพยพเข้ามาในมาเลเซียเมื่อช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจมาเลเซียเป็นอย่างมาก ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเป็นกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากประเทศไทย และรองจากกลุ่มชาวมาเลย์ในประเทศมาเลเซีย มากถึงกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ส่วนมากพูดภาษาจีนสำเนียงต่างๆ อาทิ ภาษาจีนหมิ่น ภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษาจีนแคะ และภาษาจีนแต้จิ๋ว ประชากรจีนมาเลเซียเชื้อสายจีนส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่ในเขตเมือง และเป็นกลุ่มมีชื่อเสียงในด้านเศรษฐกิจและสังคม ครอบครองกิจการธุรกิจและการพาณิชย์ในประเทศ แต่ในปี 2010 มีรายงานจาก World Bank ว่ามีชาวมาเลเซียอพยพออกนอกประเทศจำนวนเกือบล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อชาติจีน โดยเหตุผลหลักในการอพยพของชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนคือ หาสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่า ทั้งความรู้สึกไม่เท่าเทียมในสังคมมาเลเซีย

เดิมนั้นชาวมลายูและชนพื้นเมืองดั้งเดิมถือว่าพวกเขาเป็นเจ้าของประเทศมาตั้งแต่เดิม  เมื่ออังกฤษเข้ามายึดครองมาลายา  ได้นำเข้าแรงงานชาวจีนจากประเทศจีนและชาวอินเดียจากบรรดาประเทศในชมพูทวีป  เมื่อมาลายาจะได้รับเอกราชนั้น  จึงมีความเห็นชอบของบรรดาผู้นำเชื้อชาติต่างๆ ทั้งชาวมลายู ชาวจีน และชาวอินเดียต่อหลักการสัญญาประชาคม หรือ Social Contract  โดยชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ต้องยอมรับให้ชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองสามารถเป็นผู้มีสัญชาติมาลายาได้  ในทางกลับกันชาวจีนและชาวอินเดีย รวมทั้งชนเชื้อสายอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวมลายูและชนพื้นเมืองก็ต้องยอมรับถึงการมีสิทธิพิเศษ และการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ของชาวมลายู และเมื่อมีการจัดตั้งประเทศมาเลเซียขึ้นมา หลักการ Social Contract จึงครอบคลุมถึงรัฐซาบะห์ และรัฐซาราวัคด้วย เป็นการตกลงของบรรดาผู้นำทางการเมืองโดยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยได้กำหนดไว้ในมาตรา 14-18 เกี่ยวกับการให้สัญชาติมาเลเซียแก่บุคคลที่ไม่ใช่ชาวมลายู กับมาตรา 153 ที่ได้กำหนดถึงอำนาจหน้าที่ของพระราชาธิบดีในการปกป้องผลประโยชน์ชาวมลายูและภูมิบุตร จึงเป็นการให้อำนาจต่อพระราชาธิบดีในการปกป้องสิทธิพิเศษของคนมลายูและภูมิบุตรมาเลเซีย (Bumiputra Malaysia) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์พิเศษของพวกเขาในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา บริการสาธารณะ และเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลกลางต้องปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มดังกล่าวด้วยการจัดโควตา (Kuota) ในด้านต่างๆ เช่น
• ข้าราชการพลเรือน (Perkhidmatan Awam)
• ทุนการศึกษา (Biasiswa)
• การศึกษา (Pendidikan)

การมีนโยบายเพื่อปกป้องชาวมลายูและชนพื้นเมืองอื่นๆ ที่รวมเรียกว่าชาวภูมิบุตร หรือ Bumiputra นี้ เพื่อเป็นหลักประกันทางด้านสังคมและเศรษฐกิจของชาวภูมิบุตร  ด้วยสถานะทางเศรษฐกิจนั้นปรากฏว่าชาวภูมิบุตรยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าชนเชื้อชาติอื่นๆ เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย แต่ไม่รุนแรงเท่า มีเหตุสังหารหมู่ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเช่นกัน อาทิ เหตุการณ์ Sook Ching ระหว่าง กุมภาพันธ์ ถึง กรกฎาคม 1942 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิตกว่า 70,000 คน โดยกำลังจักรวรรดิญี่ปุ่นที่ยึดครองมาลายู และ เหตุการณ์จลาจลเดือนพฤษภาคม 1969 มีชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนเสียชีวิต 143 คนในเหตุจลาจลดังกล่าว

แม้ชาวภูมิบุตรจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ แต่มีอำนาจทางเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ยังคงค่อนข้างห่างกันมาก ภายหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดในประเทศมาเลเซีย ทางรัฐบาลมาเลเซียจึงมีนโยบายในการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชาวภูมิบุตรกับชนชาวอื่นๆ ปัจจุบันจำนวนประชากรที่เป็นชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนลดลงมาก หลังจากการประกาศเอกราชมาลายา โดยลดลงจาก 37.6% ในปี 1957 จนเหลือเพียง 24.6% ในปี 2010 และลดลงเหลือเพียง 21.4% ในปี ค.ศ. 2015 (ประมาณ 6.9 - 7.4 ล้านคน)

ภูมิบุตรคือปัญหาของมาเลเซีย ข้อกล่าวนี้สะท้อนมุมมองที่รุนแรงและเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก ในมาเลเซียนโยบายบุมิปุตรา (มาตรการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวมาเลย์และชนพื้นเมือง) มักเป็นประเด็นถกเถียง เนื่องจากมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้ต่อต้าน โดยผู้ที่ต่อต้านระบุว่า มันเป็นปัญหา มันอาจก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันโดยการให้ความสำคัญกับเชื้อชาติมากกว่าความสามารถ ซึ่งอาจเป็นการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม สิ่งนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะสมองไหลเนื่องจากผู้ที่มีทักษะสูงที่ไม่ใช่ชาวบุมิปุตราออกจากประเทศไป บางครั้งมันกลับยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกทางเชื้อชาติแทนที่จะสร้างความสามัคคี สวัสดิการอาจไม่กระจายไปถึงชาวบุมิปุตราที่ยากจนอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลับไปช่วยเหลือชนชั้นสูงแทน 
ขณะผู้ที่สนับสนุนให้เหตุผลว่า: มันถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีต ช่วยปกป้องเสถียรภาพทางสังคมในสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ สิ่งนี้ได้ช่วยส่งเสริมการเติบโตของชนชั้นกลางชาวมาเลย์ การถอดถอนอย่างกะทันหันอาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและสังคม

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์สังคมหลายคนชี้ว่า ปัญหาหลักอาจไม่ได้อยู่ที่ชาวบุมิปุตราแต่เป็น: นโยบายได้รับการออกแบบและนำไปปฏิบัติอย่างไร ขาด ความช่วยเหลือ ตามความต้องการ (ตามรายได้) ความโปร่งใสและความรับผิดชอบที่ไม่เข้มแข็ง การใช้นโยบายชาติพันธุ์ในทางที่ผิดทางการเมือง ขณะที่บรรดาผู้ที่ที่มีแนวคิดสายกลางที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เสนอว่า: การเปลี่ยนผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไปจาก นโยบาย ที่อิงตามเชื้อชาติไปสู่นโยบายที่อิงตามความต้องการ ให้ความสำคัญกับการศึกษา ทักษะ และผลิตภาพ มากขึ้น ให้โอกาสที่เท่าเทียมกัน พร้อมความช่วยเหลือที่ตรงเป้าหมายสำหรับผู้ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เพราะปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากระบบและการปกครองไม่ใช่จากตัวบุคคล

คงไม่ต้องบอกย้ำว่า ในภูมิภาคนี้ ด้วยบ้านเมืองของเรา คนไทยทุกคนได้รับความเท่าเทียมเหมือนกันหมด ไม่ว่า จะมีเชื้อชาติใด นับถือศาสนาอะไร และมีความเชื่ออย่างไร อาจจะแตกต่างกันบ้างด้วยเศรษฐานะ  สงบสุขและร่มเย็น ภายใต้ร่มพระบารมีพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ 

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

👍 ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่: https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล

ทำไมเราถึงควรมีเพื่อน แบบ ‘คุริริน’ สักคนในชีวิต

หากพูดถึงการ์ตูนระดับตำนานอย่าง Dragon Ball หลายคนอาจจะนึกถึงความเก่งกาจระดับจักรวาลของซุนโกคู   ความอำมหิตเลือดเย็นของฟรีเซอร์ หรือความทะนงตัวแบบสุดโต่งของเบจิต้า แต่ถ้าเรามองย้อนกลับมาในมุมของ "มิตรภาพและความเป็นมนุย์" ตัวละครที่คู่ควรกับการเป็นต้นแบบเพื่อนแท้ที่สุด ไม่ใช่ชาวไซย่าผู้ทรงพลัง แต่คือผู้ชายชาวโลกธรรมดาตัวเล็กๆที่ชื่อ "คุริริน"

ทำไม ใดๆDigestถึงบอกว่าในชีวิตจริงที่แสนวุ่นวายนี้ เราถึงควรมีเพื่อนแบบคุริรินไว้สักคน นี่คือเหตุผลครับ

1. คุริรินคือ "คนธรรมดา" ที่พยายามยืนเคียงข้างเพื่อนของเขาเสมอ
ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ อาจจะเก่งกาจเป็นอัจฉริยะ (โดยเฉพาะบรรดาชาวไซย่าทั้งหลาย) แต่คุริรินคือ "มนุษย์โลก" ที่มีขีดจำกัดชัดเจน เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มีพลังระดับทำลายล้างโลกได้ แต่เขาก็ไม่เคยหนีไปไหนในยามที่เพื่อนตกที่นั่งลำบาก คุริรินคือคนที่จะไม่ทิ้งเพื่อนไปเพียงเพราะเขาช่วยไม่ได้ทั้งหมด แต่เขาจะเลือกยืนอยู่ข้างๆ และสู้ไปพร้อมกับเพื่อนเท่าที่แรงเขาจะมี

2. ความซื่อสัตย์ระดับที่ "ตายแทนกันได้"
เราคงจำฉากบนดาวนาเม็กหรือตอนสู้กับนัปป้าได้ คุริรินมักจะเป็นคนที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวสุดขีด แต่เขาก็ยังก้าวออกไปเพื่อปกป้องเพื่อน เอาตัวเองเข้าขวางระหว่างเพื่อนและอันตรายตรงหน้าเสมอ ความตายของคุริรินหลายครั้งคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โกคูระเบิดพลัง (เช่น การเป็นซูเปอร์ไซย่าครั้งแรก)
การมีเพื่อนที่รักและหวังดีกับเราอย่างจริงใจจนสามารถเป็น "แรงผลักดัน" ให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ คือสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต

3. เขาคือ "เสียงแห่งเหตุผล" และความเห็นอกเห็นใจ
ในขณะที่ตัวเอกอาจจะมุ่งแต่จะสู้หรือทำตามเป้าหมาย คุริรินมักจะเป็นคนที่คอยเตือนสติ คอยดูแลความรู้สึกของคนรอบข้าง เขาเป็นตัวประสานรอยร้าวในกลุ่ม และเป็นคนที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงด้วยอารมณ์ขันและความถ่อมตัว

4. เขาพร้อมจะเติบโตไปกับคุณ
คุริรินเริ่มต้นจากการเป็นคู่แข่งที่ชอบแก่งแย่งกับโกคูในสำนักของผู้เฒ่าเต่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับเปลี่ยนความอิจฉาให้กลายเป็นความนับถือและมิตรภาพที่แน่นแฟ้น เขาคือตัวอย่างของเพื่อนที่พร้อมจะยอมรับความสำเร็จของเราโดยไม่ริษยา และยินดีที่จะเติบโตไปในเส้นทางของตัวเองอย่างมั่นคง รวมทั้งเป็นลมใต้ปีกที่คอยผลักดันเพื่อนอย่างจริงใจ

ทำไมต้องเป็นคุริริน?
เพราะชีวิตจริงเราไม่ได้ต้องการแค่คนที่พยุงเราให้บินได้ แต่เราต้องการ "ใครสักคนที่พร้อมจะเดินต้วมเตี้ยมไปบนพื้นดินพร้อมกับเรา" ในวันที่เราเหนื่อยล้า คุริรินอาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เขาคือคนที่ "จริงใจ" ที่สุดในชีวิตของซุนโกคู

เมื่อถึงเวลาคุริรินเลือกที่จะสร้างครอบครัวกับหมายเลข 18 และมีลูกสาว เขาสอนเราว่าชีวิตไม่ได้มีแค่การแข่งขันและการเป็นที่หนึ่ง ความสุข ความรัก และครอบครัวก็มีค่าเท่าๆ กัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

แม้คุริรินจะเป็นหนึ่งในนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลก (ในมาตรฐานของมนุษย์) แต่เขาไม่เคยหยิ่งผยอง เขารู้ว่ายังมีคนที่แข็งแกร่งกว่า และเขาก็โอเคกับมัน เขายอมรับและเฉลิมฉลองความสำเร็จของเพื่อนๆ โดยไม่อิจฉา

ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและอีโก้ การมีเพื่อนที่อ่อนน้อมถอมตนและไม่รู้สึกขมขื่นกับความสำเร็จของคุณ เป็นของขวัญอันล้ำค่า

คุริรินสอนเราว่ามิตรภาพที่แท้จริงไม่ได้วัดจากความแข็งแกร่ง ความสำเร็จ หรือความสามารถ แต่วัดจากความจริงใจ ความภักดี ความกล้าหาญ และหัวใจที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างกันในทุกสถานการณ์

ในชีวิต เราอาจไม่ต้องการเพื่อนที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่หรือคนที่สมบูรณ์แบบ แต่เราต้องการเพื่อนที่เป็นมนุษย์ เป็นคนจริง และจริงใจกับเรา เพื่อนแบบคุริรินจะเตือนเราให้ระลึกอยู่เสมอว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิต พวกเขาจะไม่ผลักดันให้เราไล่ตามความสำเร็จจนลืมความสุข แต่จะช่วยให้เราไม่ลืมภาพใหญ่ของชีวิตและเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีเสมอ

การมีเพื่อนแบบคุริรินเพียงคนเดียว จึงอาจมีค่ามากกว่าการมีคนรู้จักนับพันคน และเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรมีเพื่อนแบบคุริรินสักคนในชีวิต

ปกป้องชาติทำไมกลายเป็นผิด รู้ทัน 'Cognitive Warfare' สงครามทางความคิดที่อันตรายกว่ากระสุน ใช้วาทกรรมบิดเบือนเปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย ทำสังคมลังเลที่จะปกป้องอธิปไตย

จากสนามรบสู่สนามความคิด: ทำความเข้าใจ Cognitive Warfare ในสังคมไทย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราไม่ได้กำลังเผชิญกับสงครามเพียงรูปแบบเดียว หากแต่กำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งซ้อนทับกันอย่างน้อยสามระดับ ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันเป็นระบบ และส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระดับแรกคือสงครามในความหมายดั้งเดิม นั่นคือความขัดแย้งด้านความมั่นคงและชายแดน เป็นสงครามที่มีพื้นที่ มีการปะทะ มีผู้บาดเจ็บ มีความสูญเสียของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาพของคนขาขาด บ้านเรือนเสียหาย หรือพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ เป็นสิ่งที่ไม่ต้องอธิบายมาก ทุกคนเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือภัยคุกคามต่อชาติและอธิปไตย

ระดับที่สองคือสงครามทางการเมืองภายใน ซึ่งอันตรายไม่แพ้กัน เพราะมันทำให้สังคมอ่อนแรงจากภายใน เกิดสภาวะแตกแยก ขาดฉันทามติ และนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด หากประเทศเลือกผู้นำหรือกลไกทางอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง ก็ย่อมเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรูภายนอกได้เปรียบโดยไม่ต้องใช้กำลังใด ๆ เลย

แต่เหนือกว่าสองระดับแรก คือสงครามรูปแบบที่อันตรายที่สุด และหลายคนยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ สงครามทางความคิด หรือ Cognitive Warfare

ในเชิงวิชาการ Cognitive Warfare คือการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยัง “กระบวนการรับรู้และการตัดสินใจ” ของประชาชน ไม่ได้ใช้กระสุน ไม่ได้ใช้รถถัง แต่ใช้ข้อมูล วาทกรรม อารมณ์ และกรอบความคิดเป็นอาวุธ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้แพ้ในสนามรบ แต่ทำให้สังคม คิดผิด ตีความผิด และตัดสินใจผิด โดยที่ผู้คนยังเชื่อว่านั่นคือความคิดของตนเอง

สิ่งที่ทำให้สงครามทางความคิดรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคนี้ คือมันเกิดขึ้นเป็นหลักบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็ว ถูกคัดเลือกด้วยอัลกอริธึม และเจาะจงอารมณ์ของผู้รับสารได้อย่างแม่นยำ ความจริงจึงไม่จำเป็นต้องถูกทำให้หายไป เพียงแค่ถูกจัดวางใหม่ในกรอบที่บิดเบี้ยว ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมทั้งสังคมได้แล้ว

เราจะสังเกตเห็นสัญญาณของ Cognitive Warfare ได้จากคำถามง่าย ๆ ที่หลายคนเริ่มตั้งกับตัวเองในช่วงนี้ เช่น
“เราปกป้องชาติบ้านเมืองของเรา ทำไมเรากลายเป็นฝ่ายผิด”
“เราอยู่ของเรา ประชาชนเราถูกยิง บาดเจ็บ สูญเสีย แต่พอเราตอบโต้กลับ ทำไมเราถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกราน”
“ทำไมการปกป้องตัวเองถึงถูกนิยามใหม่ว่าเป็นความคลั่งชาติ”

เมื่อมีนักวิชาการหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดออกมาบอกว่า การรักชาติหรือการปกป้องอธิปไตยคือความสุดโต่ง ทั้งที่บริบทคือการป้องกันตนเอง นั่นไม่ใช่เพียงความเห็นต่างทางวิชาการธรรมดา แต่คือผลลัพธ์ของสงครามทางความคิดที่กำลังทำงานอยู่

Cognitive Warfare ไม่ได้สั่งให้ใครเชื่อโดยตรง แต่ทำให้ผู้คนเริ่ม “ลังเลในสิทธิของตนเอง” เริ่มตั้งคำถามกับการป้องกันประเทศ เริ่มรู้สึกผิดกับการยืนอยู่ข้างบ้านของตัวเอง และในที่สุดก็อาจนำไปสู่การเลือกทางการเมืองที่อ่อนแอ เปิดช่องให้ผลประโยชน์ของชาติถูกลดทอนโดยไม่รู้ตัว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ในภาคประชาชน สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดไม่ใช่แค่ข่าวปลอมหรือข้อมูลผิด แต่คือกรอบความคิดที่กำลังถูกปลูกฝังอย่างแนบเนียน การดู การฟัง และการอ่านในช่วงนี้จึงต้องมาพร้อมกับการตั้งคำถามว่า ข้อมูลนี้กำลังพาเราไปสู่การปกป้องตัวเอง หรือกำลังทำให้เราอ่อนแรงลง

เพราะในท้ายที่สุด ต่อให้เราชนะในสนามรบ แต่ถ้าแพ้ในสนามความคิด ต่อให้เรามีกองทัพเข้มแข็ง แต่สังคมตัดสินใจผิด ประเทศก็ยังแพ้ได้อยู่ดี

และนั่นแหละ คือแก่นแท้ของ Cognitive Warfare ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

รัสเซียจับมือจีน ผุดโปรเจกต์ 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์' แก้โจทย์พลังงานนอกโลกงัดข้อสหรัฐฯ หวังทวงคืนมหาอำนาจองกาศยุคใหม่

รัสเซียประกาศแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2025 หน่วยงานอวกาศของรัฐ สหพันธรัฐรัสเซีย Roscosmos «Роскосмос» ได้ประกาศแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี ค.ศ. 2036 เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการสำรวจและการดำเนินงานระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์ แผนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโครงการความร่วมมือกับจีนภายใต้ชื่อ International Lunar Research Station (ILRS) «Международная научная лунная станция» ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้งฐานวิจัยนานาชาติถาวรบนดวงจันทร์ที่ริเริ่มโดยจีนและรัสเซีย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวรสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทดลองเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง และการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์

โครงการ ILRS ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิดสำหรับประเทศและองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจเข้าร่วม โดยเน้นหลักการไม่ผูกขาด ไม่ขึ้นกับชาติใดชาติหนึ่ง และไม่อยู่ภายใต้กรอบโครงการของสหรัฐฯ เช่น Artemis Accords ในเชิงเทคนิค ILRS จะประกอบด้วยระบบสถานีวิจัยบนพื้นผิวดวงจันทร์ ระบบยานสำรวจอัตโนมัติ เครือข่ายสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และในระยะต่อไปอาจรองรับการปฏิบัติงานของมนุษย์ โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นของดวงจันทร์

(In-Situ Resource Utilization: ISRU) เช่น น้ำแข็งหรือแร่ธาตุ เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของฐานวิจัยในระยะยาว ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์อวกาศ ILRS สะท้อนความพยายามของจีนและรัสเซียในการสร้าง “ขั้วความร่วมมือทางอวกาศ” ทางเลือก นอกเหนือจากระเบียบอวกาศที่นำโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการกำหนดกติกา บทบาท และอิทธิพลในยุคของการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่ ซึ่งดวงจันทร์กำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21

โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่องให้แก่ระบบสื่อสาร ยานสำรวจ โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมวิจัยที่ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ ทั้งกลางคืนที่ยาวนานและอุณหภูมิที่ผันผวนสูง การประกาศแผนดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียในการฟื้นบทบาทความเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศ ควบคู่ไปกับการสร้างแนวร่วมทางเทคโนโลยีกับจีน เพื่อตอบรับการแข่งขันอวกาศยุคใหม่ที่กำลังทวีความเข้มข้นระหว่างมหาอำนาจโลก

จากคำแถลงของ Roscosmos โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจอวกาศยุคใหม่ เนื่องจากพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนยานสำรวจ ระบบกล้องโทรทรรศน์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระบบสื่อสาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ทั้งนี้ดวงจันทร์มีรอบกลางคืนที่ยาวนานเป้นระยะเวลาหลายวันของโลก ทำให้การพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของภารกิจ การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้จึงถูกมองว่าเป็นทางออกเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินงานระยะยาว การตั้งฐานวิจัยถาวร และการขยายกิจกรรมมนุษย์บนพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคต

แม้ Roscosmos จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างชัดเจนว่าระบบพลังงานดังกล่าวเป็น “นิวเคลียร์” ในรูปแบบใด แต่การที่โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับ Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом») ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย และ สถาบัน Kurchatov Национальный исследовательский центр «Курчатовский Институт» อันเป็นศูนย์วิจัยพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ ย่อมสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญว่าแหล่งพลังงานหลักของโครงการมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นระบบนิวเคลียร์ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งสองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง บ่งชี้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสัญลักษณ์

แต่เป็นแผนงานที่ตั้งอยู่บนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน

โดยรัสเซียได้วางตำแหน่งโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์นี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นบทบาทของประเทศในเวทีอวกาศโลก ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ในปี ค.ศ. 2023 ซึ่งยานอวกาศประสบอุบัติเหตุพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์และไม่สามารถลงจอดได้ตามแผน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของโครงการอวกาศรัสเซียในระดับนานาชาติ การประกาศแผนโครงการขนาดใหญ่และมีความทะเยอทะยานอย่างการสร้างแหล่งพลังงานถาวรบนดวงจันทร์ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนความตั้งใจของรัสเซียในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี สร้างความต่อเนื่องของภารกิจอวกาศระยะยาว และยืนยันบทบาทของตนในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจด้านอวกาศ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นกับสหรัฐฯ และจีนในยุคของ “การแข่งขันอวกาศระลอกใหม่”

การประกาศแผนดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศระดับโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และรัสเซียต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อรองรับทั้งการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานระยะยาวนอกโลก อวกาศจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นมิติใหม่ของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ในบริบทนี้สหรัฐฯ ผ่านองค์การ NASA ก็ได้เดินหน้าโครงการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 เพื่อเป็นแหล่งพลังงานถาวรสำหรับโครงการ Artemis ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศกำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการสำรวจและตั้งฐานถาวรบนดวงจันทร์ และเป็นตัวชี้วัดศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศมหาอำนาจในยุคการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่

นักวิเคราะห์ทั้งในรัสเซียและต่างประเทศเห็นพ้องกันว่า โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านพลังงานหรือเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อวกาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยี ความสามารถในการดำเนินการวิจัยระยะยาวนอกโลก และการกำหนดบทบาทเชิงอำนาจในอวกาศซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของศตวรรษที่ 21 นักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับมองว่าโครงการนี้อาจกลายเป็น “New Sputnik moment” ซึ่งมีนัยเชิงสัญลักษณ์ว่ารัสเซียและจีนกำลังผนึกกำลังกันท้าทายความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะการตอบโต้เชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อโครงการ Artemis ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ที่มุ่งสร้างการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบกติกาที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

ในมุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและอวกาศฝั่งตะวันตก การนำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นไปใช้บนดวงจันทร์ถูกมองว่าเป็นทางออกทางวิศวกรรมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติการระยะยาว เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนของดวงจันทร์ที่อาจยาวนานเป็นเวลาหลายวันของโลก โครงการพลังงานนิวเคลียร์อวกาศของ NASA เองก็สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบที่อยู่อาศัยของนักบินอวกาศ ระบบสื่อสารระยะไกล และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ทรัพยากรในสถานที่จริงซึ่งรวมถึงการขุดแร่และการผลิตพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้เกิดขึ้นจริงยังต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิคและการเงินในระดับสูง ตั้งแต่การพัฒนาเตาปฏิกรณ์ที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากชั้นบรรยากาศ การรับมือกับความผันผวนของอุณหภูมิที่รุนแรงระหว่างกลางวันและกลางคืนของดวงจันทร์ ไปจนถึงปัญหาการจัดการและระบายความร้อนในพื้นที่ที่ไม่มีอากาศช่วยถ่ายเทความร้อน ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขบนโลกอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินอย่างมหาศาล แต่ยังทำให้โครงการต้องอาศัยการวิจัยและการทดสอบระยะยาวก่อนจะสามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากมุมมองของรัสเซียเองการประกาศแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์บนดวงจันทร์สะท้อนความพยายามในการยืนหยัดและฟื้นบทบาทของตนบนเวทีอวกาศโลกอีกครั้ง ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ซึ่งตอกย้ำข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและงบประมาณเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และจีน การผลักดันโครงการพลังงานนิวเคลียร์จันทราจึงถูกมองว่าเป็นการแสดงศักยภาพในด้านที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กรอบ International Lunar Research Station (ILRS) ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้เล่นสำคัญที่ยังคงมีบทบาทในความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ทางการทูตอวกาศ (space diplomacy) ทางเลือกนอกเหนือจากกรอบที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

สรุปคือ แม้โครงการนี้จะมีศักยภาพสูงและถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจดวงจันทร์ในระยะยาว แต่แรงกดดันทางเทคนิค การจัดสรรงบประมาณ และการแข่งขันกับโครงการอื่นของโลก ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์ทั้งรัสเซียและตะวันตกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด


ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

เปิดตำนาน ‘เหมาโหลถูกกว่า’ Frank & Lillian Gilbreth คู่รักวิศวกร ผู้บุกเบิกศาสตร์การจัดการ กับการค้นหา "วิธีที่ดีที่สุด" ศาสตร์แห่งการทำงานและใช้ชีวิต

Frank และ Lillian Gilbreth สามี-ภรรยา ต้นตำรับครอบครัวเหมาโหลถูกกว่า
ผู้บุกเบิกทฤษฎีการจัดการเวลา


นักอ่าน ผู้นิยมหนังสือแปล หากเป็นแฟนติดตามหนังสือแปลของหนึ่งในนักแปลผู้โด่งดังของบ้านเราคือ   เนื่องน้อย ศรัทธา (บุญเนื่อง เทพปรีชา) มักจะไม่พลาดหนังสือแปลเล่มนี้ “เหมาโหลถูกว่า (Cheaper by The Dozen)” อันเป็นผลงานของสองพี่น้องนักเขียนอเมริกันคือ Frank Bunker Gilbreth Jr. และ Ernestine Gilbreth Carey ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1948 

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวของ Frank Bunker Gilbreth และ Lillian Moller Gilbreth ผู้มีลูกชายและลูกสาวมากถึง 12 คน สามี-ภรรยาคู่นี้ต่างเป็นวิศวกรอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพ ซึ่งมีส่วนร่วมในการศึกษาด้านวิศวกรรมอุตสาหกรรมในสาขาต่าง ๆ เช่น การศึกษาการเคลื่อนไหวและปัจจัยมนุษย์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีการจัดการเวลา รวมถึงการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific management) ในยุคแรก ๆ หนังสือเล่มนี้นอกจากจะเป็นเรื่องราวบอกเล่าถึงครอบครัวอเมริกันที่มีลูก ๆ ถึง 12 คนแล้ว ยังมีเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ในยุคแรกเริ่มของวิศกรรมอุตสาหการ ตลอดจนการวิทยาการแห่งการจัดการเวลา ฯลฯ 

Frank มีผลงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการ "ศึกษาการเคลื่อนไหว" ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1885 หลังจากได้พบกับ Frederick Winslow Taylor ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์” ในปี 1906 คู่สามี-ภรรยาจึงได้ทุ่มเทความพยายามในการนำการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ทำการศึกษาการเคลื่อนไหวโดยใช้กล้องสต็อปโมชั่น รวมถึงเป็นผู้พัฒนาวิชาชีพจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กรอีกด้วย

บิดาของ Frank เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุได้ 3 ขวบ เขาเข้าสอบเข้าสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์แต่ด้วยต้องการให้แม่ของเขาไม่ต้องลำบาก ในปี 1855 ด้วยวัย 17 ปี เขาจึงตัดสินใจไปทำงานบริษัทก่อสร้างแทนที่จะไปเรียนต่อ โดยเริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยช่างก่ออิฐ ขณะที่เรียนรู้การก่ออิฐเขาได้สังเกตเห็นความแตกต่างมากมายในวิธีการและประสิทธิภาพของช่างก่ออิฐ อันเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจของเขาในการค้นหา "วิธีที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว" ในการทำงานใด ๆ เขาเรียนรู้ทุกส่วนของงานก่อสร้าง การรับเหมาก่อสร้าง และก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เขายังเรียนเขียนแบบเครื่องกลภาคค่ำ หลังจากทำงาน 5 ปีก็ได้เลื่อนเป็นหัวหน้างาน 

จากการสังเกตการทำงานของคนงานก่ออิฐ เขาได้พัฒนาโครงนั่งร้าน หลายระดับ ที่ทำให้อิฐอยู่ในระยะที่คนก่ออิฐเอื้อมถึงได้ง่าย และเริ่มจดสิทธิบัตรนวัตกรรมของเขาด้วย "โครงนั่งร้านแนวตั้ง" จากนั้นจึงพัฒนาและจดสิทธิบัตร "ห้องใต้ดินกันน้ำของ Gilbreth" เขายังคิดค้นนวัตกรรมในการก่อสร้างคอนกรีต อีกด้วย หลังจากทำงานสิบปี เมื่ออายุ 27 ปี เขาได้ลาออกเพื่อไปตั้งบริษัทของตัวเอง หลังจากบริษัทก่อสร้างของเขาปิดตัวลงราวปี 1912 เขาได้เปลี่ยนสายอาชีพไปเป็นวิศวกรด้านประสิทธิภาพและการจัดการ ต่อมาเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัย Purdue

Frank ค้นพบความถนัดของตนเองในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มน้อยคนงานก่อสร้าง เมื่อเขาได้พยายามหาวิธีทำให้การก่ออิฐเร็วขึ้นและง่ายขึ้น ในช่วงหลังของอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ความร่วมมือนี้ได้พัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกับ Lillian ภรรยาของเขา ทั้งคู่ศึกษาพฤติกรรมการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิตและพนักงานธุรการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อหาวิธีเพิ่มผลผลิต และทำให้งานของพนักงานเหล่านั้นง่ายขึ้น สองสามี-ภรรยาได้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการชื่อ Frank B. Gilbreth, Inc. (เปลี่ยนชื่อเป็น Gilbreth, Inc. หลังจากการเสียชีวิตของ Frank) นอกจากนี้ Frank ยังเป็นผู้สนับสนุนสัญญาแบบ "ต้นทุนบวกค่าคงที่" ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอย่างแข็งขัน ซึ่งเขาได้อธิบายวิธีการนี้ในบทความในนิตยสาร Industrial Magazine ในปี 1907 โดยเปรียบเทียบกับวิธีการกำหนดราคาคงที่และราคาสูงสุดที่รับประกัน 

หลังจากที่ Frank เสียชีวิตในปี 1924 ภรรยาของเขา Lillian ผู้เป็นนักจิตวิทยาอุตสาหกรรม ยังคงบริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการต่อ และควบคู่ไปกับทำการวิจัย เขียน และสอน นอกเหนือจากการให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจและผู้ผลิต เธอยังมีส่วนร่วมในองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ เช่นสมาคมวิศวกรเครื่องกลแห่งอเมริกา เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากผลงานของเธอในฐานะวิศวกรอุตสาหกรรมและผู้บุกเบิกในสาขาทฤษฎีการจัดการ โดย Lillian ได้รับฉายาว่าเป็น "สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวงการวิศวกรรมของอเมริกา" เธอได้นำการฝึกอบรมด้านจิตวิทยามาใช้ในการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหว และแสดงให้เห็นว่า บริษัทและอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถปรับปรุงเทคนิคการจัดการ ประสิทธิภาพ และผลผลิตได้อย่างไร การวิจัยและการเขียนอย่างกว้างขวางของ Lillian ทั้งในส่วนของตัวเธอเองและร่วมกับสามีของเธอเน้นย้ำถึง "องค์ประกอบของมนุษย์ในการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์" 

ความเชี่ยวชาญและการมีส่วนร่วมที่สำคัญของ Lillian ในสาขาการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์คือ การบูรณาการกระบวนการทางจิตวิทยาและจิตใจเข้ากับการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหว เธอยังช่วยทำให้การศึกษาประเภทนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ Lillian ยังเป็นหนึ่งในบุคคลแรก ๆ ที่จัดตั้งหลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหกรรมในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรม หนังสือของ Lillian เรื่อง The Psychology of Management (1914) เป็นผลงานชิ้นสำคัญในช่วงต้นในประวัติศาสตร์ความคิดทางวิศวกรรมและเป็นเล่มแรกที่ผสมผสานจิตวิทยากับองค์ประกอบของทฤษฎีการจัดการ Lillian มีบทบาทต่อสังคมอเมริกันในยุคนั้นมากมาย โดยเฉพาะบทบาทของสตรีในวงการวิศวกรรมอุตสาหการ 

ในปี 1950 Lillian เป็นสตรีคนแรกที่ได้รับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Purdue สองปีหลังจากที่เธอเกษียณจากมหาวิทยาลัย ปี 1962 อาคารวิศวกรรมอุตสาหกรรมที่มหาวิทยาลัยโรดไอส์แลนด์ ซึ่งสร้างเสร็จในปีก่อนหน้านั้น ได้รับการอุทิศให้กับ Lillian และ Frank Gilbreth สามีของเธอเพื่อเป็นการยกย่องผลงานบุกเบิกด้านวิศวกรรมอุตสาหกรรมของพวกเขารางวัลด้านวิศวกรรมหลายรางวัลได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Lillian สถาบันวิศวกรรมแห่งชาติได้จัดการบรรยาย Lillian M. Gilbreth ในปี 2001 เพื่อยกย่องวิศวกรชาวอเมริกันรุ่นใหม่ที่โดดเด่น รางวัลเกียรติยศสูงสุดที่มอบโดยสถาบันวิศวกรอุตสาหกรรมคือรางวัล Frank and Lillian Gilbreth Industrial Engineering Award สำหรับ "ผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองด้วยการมีส่วนร่วมต่อสวัสดิภาพของมนุษยชาติในสาขาวิศวกรรมอุตสาหกรรม" รางวัลศาสตราจารย์ดีเด่น Lillian M. Gilbreth ที่มหาวิทยาลัย Purdue มอบให้แก่สมาชิกของภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหกรรม สมาคมวิศวกรสตรีมอบทุนการศึกษาอนุสรณ์ Lillian Moller Gilbreth ให้แก่นักศึกษาวิศวกรรมหญิง ปี 2018 วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue ได้จัดตั้งโครงการทุนวิจัยหลังปริญญาเอก Lillian Gilbreth อันทรงเกียรติ เพื่อดึงดูดและเตรียมความพร้อมบุคคลที่มีความโดดเด่นซึ่งเพิ่งได้รับปริญญาเอก เพื่อประกอบอาชีพในแวดวงวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผ่านการวิจัยแบบสหวิทยาการ การฝึกอบรม และการพัฒนาวิชาชีพ

Lillian เสียชีวิตหลัง Frank เกือบห้าสิบปีต่อมาในปี 1972 โดยแหล่งเก็บเอกสารสำคัญของ Lillian และ Frank อยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย Purdue ในส่วนของ Lilian เองมีอยู่ที่ศูนย์จดหมายเหตุของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อเมริกันแห่งชาติสมิธโซเนียนในวอชิงตัน ดี.ซี. และ หอจดหมายเหตุและเอกสารพิเศษ ในเวสต์ลาฟาแยต รัฐอินเดียนา ลูก ๆ ของสามี-ภรรยาคู่นี้สองคนยังได้แสดงความระลึกถึงมารดาของพวกเขาในหนังสือเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของพวกเขาด้วย ได้แก่ หนังสือขายดีชื่อ Cheaper by the Dozen (1948) ซึ่งเขียนโดย Frank Bunker Gilbreth Jr. และ Ernestine Gilbreth Carey ลูกชายและลูกสาวของพวกเขา ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1950 หนังสือภาคต่อชื่อ Belles on Their Toes (1950) ก็ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ภาคต่อในปี 1952 เช่นกัน Frank Bunker Gilbreth Jr. ยังได้แสดงความระลึกถึงมารดาของเขาในหนังสือ Time Out for Happiness (1972) อีกด้วย

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

👉ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่: https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล

รูปปั้นข่มอำนาจ!! เปิดตำนานความเชื่ออุษาคเนย์ วิเคราะห์นัยยะเขมรสร้าง "เทพ 8 กร" เชื่อสร้างขึ้น "สะกดอาเพศ-ข่มเพื่อนบ้าน" ความเชื่อในอุษาคเนย์ที่อินเดียอาจไม่เข้าใจ

รูปปั้นข่มอำนาจ  หลักความเชื่อที่เกิดขึ้นจริงในอุษาคเนย์

จากกรณีที่มีเสียงโวยวายของสาธุชนคนฮินดูที่มีต่อการทำลายเทวรูปพระวิษณุที่ฝั่งกัมพูชาสร้าง  วันนี้เอย่าจะมาถอดรหัสวิเคราะห์กันว่าเหตุใดกัมพูชาจึงเลือกที่จะสร้างพระวิษณุ ณ จุดตรงนี้ทำไมทางกัมพูชาจึงเลือกสร้างเทวรูปแทนที่  มีผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่ฝั่งกัมพูชาสร้างนั้นไม่ใช่เทวสถานแต่เป็นรูปปั้นเฉยๆ

โดยประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ตรงบริเวณด้านตะวันออกของอาคารคาสิโนที่กำลังก่อสร้าง ปากทางช่องอานม้า ใกล้กับอนุสาวรีย์ตาอม เป็นเทพเจ้า 8 กร เป็นศิลปะแบบช่างเขมรสมัยใหม่ที่เลียนแบบมาจากประติมากรรมโบราณที่ปราสาทนครวัด พระเศียรสวมอุณหิสทรงกระบังแบบโบราณ กรอศอเป็นงานประยุกต์ลวดลายขึ้นใหม่มีสังวาลรัด พระหัตถ์ทั้ง 8 ถือของมงคลแต่ละอย่างแตกต่างกันไปอยู่บนแท่นสูง  โดยหลักความเชื่อในการสร้างครั้งนี้ มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่านอกจากเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนแล้วในคติพราหมณ์–ฮินดู  มีการตีความถึงความมีอำนาจของรัฐ ความมีสิทธิ์ชอบธรรมในการปกครองพื้นที่ตรงนั้น  

ซึ่งหากเมื่อวิเคราะห์จากภาพจะเห็นว่าในดินแดนแถบนั้นของกัมพูชาประชาชนไม่ได้นับถือศาสนาฮินดู บวกกับแท่นขององค์วิษณุก็ไม่ได้มีแท่นสำหรับการบูชาอย่างใด  นั่นจึงน่าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างเทวรูปในครั้งนี้หวังผลทางจิตใจหรือไสยศาสตร์มากกว่าการหวังผลทางศาสนา  ผู้สันทัดกรณีอีกท่านเสริมว่าหากมองด้านภูมิศาสตร์การปกครองแล้วการสร้างเทวรูปของฝ่ายกัมพูชาคือการปักเขตแดนของกัมพูชาอีกแบบหนึ่งทั้งทางโลกและทางจิตวิญญาณประหนึ่งว่าหากใครมารุกรานจะเกิดอาเพศแก่บ้านเมืองผู้รุกรานนั้น

หากกล่าวถึงการสร้างรูปปั้นเพื่อข่มอำนาจของประเทศข้างเคียงในระแวกประเทศไทยนั้น มีให้เห็นหลายที่ เอาที่เอย่าเห็นชัดเจนที่สุดคือการที่ฝั่งเมียนมามีการสร้างอนุสาวรีย์บุเรงนองที่เมืองท่าขี้เหล็กและเมืองเกาะสองในเมียนมา  มีเรื่องเล่ากันว่าการสร้างอนุสาวรีย์ทั้งสองแห่งเพื่อแสดงถึงอำนาจในพื้นที่  

แต่ทว่าที่ไทยในอำเภอแม่สายก็มีการสร้างรูปปั้นแมงป่องดำ ซึ่งคำว่าแมงป่องดำนั้นมีหลายสายให้ข้อมูลว่า  แมงป่องดำ นั้นในสมัยโบราณถือว่าเป็นแมงป่องที่มีพิษร้ายแรงมาก  ส่วนอีกทางมีการเปรียบเทียบว่าแมงป่องดำ เพราะในทางความเชื่อของล้านนามีความเชื่อว่า แมงป่องเป็นสัตว์ที่มีพลังคุ้มครองและพลังด้านการข่มศัตรู  ส่วนสีดำตีความเป็น อำนาจ การป้องกัน และการสะกดภัย  

ดังนั้นหากแปลกันแล้วว่าฝั่งเมียนมาหากต้องการแผ่อำนาจมาฝั่งไทยก็สามารถกันพลังอำนาจของฝั่งเมียนมาไม่ให้ข้ามฝั่งมาได้  แต่ส่วนทางฝั่งระนองนั้นแม้ฝั่งไทยไม่ได้มีการทำอนุสาวรีย์เพื่อสร้างอำนาจต้านทานและฝั่งไทยกับสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 แทน ซึ่งถอดความหมายว่าเป็นหากฝั่งเมียนมาจะแผ่อำนาจมา  ฝั่งไทยเราจะใช้การทูต และสันติไมตรีในการสร้างการปกครองให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขนั่นเอง

เมื่อหันกลับมามองที่กัมพูชาแล้ว  บางทีการสร้างเทวรูปดังกล่าวอาจจะเป็นการสร้างอำนาจเพื่อข่มไทยเสียมากกว่าการที่สร้างมาเป็นเทวสถานสำหรับผู้ศรัทธา  แต่ก็อย่างว่าที่อินเดียจะไม่เข้าใจเรื่องการนำเทวรูปมาทำพิธีการสร้างอำนาจเพราะความเชื่อด้านไสยศาสตร์ในภูมิภาคนี้นั่นเอง

ส่องสมรภูมิการเลือกตั้ง 2569 กับ 4 ประเภท 'ร่างทรงนักการเมือง' จากทายาทตระกูลดังยันร่างทรงต่างชาติ คนไทยต้องรู้เท่าทันใครคือตัวจริงที่ต้องระวัง?

โผร่างทรงการเมืองไทย ก่อนเลือกตั้ง 2569 กับเบื้องลึก 4 กลุ่มทุนหนุนนักการเมือง ทั้งทุนเทา - ครอบครัว-ต่างชาติ ใครบงการใคร?

ปีใหม่ปีนี้คงไม่มีอะไรคึกคักไปกว่า 2 สิ่ง เรื่องแรกคือการไปมูช่วงปีใหม่เพื่อขอโชคขอลาภในปีใหม่ที่จะมาถึง อีกเรื่องคือเรื่องเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงหลังปีใหม่ก็เป็นกระแสไม่น้อยเช่นกัน  ทำให้ช่วงนี้ผู้ที่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นน่าจะเป็นเหล่าหมอดูและร่างทรงต่างๆ  ว่ากันแล้วเอย่าขอยกเอาเรื่องร่างทรงรุ่นใหม่ที่เหมาะกับช่วงเวลานี้มาเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะคะ โดยเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้งแบบนี้เราจะเห็นร่างทรงพวกนี้มากมาย มีประเภทไหนบ้างมาดูกันค่ะ

กลุ่มแรกคือ ร่างทรงครอบครัว ร่างทรงรุ่นนี้เป็นตัวแทนของครอบครัวนักการเมืองขึ้นมาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของครอบครัว  ส่วนใหญ่เป็นรุ่นใหม่ ไร้ประสบการณ์ อยู่ใต้เจตนารมณ์ของผู้ปกครอง แต่อาจจะได้ใจคนรุ่นใหม่เพราะวัยเดียวกัน

รุ่นต่อมาคือ ร่างทรงนายทุน รุ่นนี้มีมานานแล้วแต่นับวันจะลดลงเพราะนายทุนเริ่มรู้ว่าการสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดทางธุรกิจ นายทุนยุคใหม่จึงมุ่งเน้นการสนับสนุนแบบจำเพาะหรือไม่ก็จ่ายทุกขาจะได้ไม่มีปัญหาเวลาเปลี่ยนขั้ว  แต่เช่นกันเมื่อนายทุยรายใดใหญ่มากพออาจจะไม่ต้องจ่ายเลยเพราะถึงเวลาร่างทรงเหล่านี้จะวิ่งมาขอให้สนับสนุนเอง

กลุ่มต่อมาคือ ร่างทรงเทา  กลุ่มนี้เป็นร่างทรงของพวกธุรกิจสีเทาทุกรูปแบบ ตั้งแต่ทำหวย ทำบ่อน ยันสแกมเมอร์ ทำทุกอย่างเพื่อเปิดโอกาสฟอกขาวให้กลุ่มธุรกิจนี้ โดยไม่ระบุสัญชาติไหน

สุดท้ายคือ ร่างทรงต่างชาติ กลุ่มนี้น่ากลัวที่สุด เพราะกลุ่มนี้เข้ามาเพื่อพยายามปรับนโยบายของชาติอย่างทีละเล็กทีละน้อย พยายามเอาคนของตนมาเป็นกรรมาธิการต่างๆ เช่นพวกแรงงานหรือระหว่างประเทศเพื่อผลักดันคนต่างชาติให้มีสิทธิ์ มีเสียง มีเสรีเท่าคนไทย พวกนี้จะทำงานเป็นระบบใช้ระยะเวลานานนับสิบๆปี ส่งต่อโปรเจกต์กันรุ่นต่อรุ่น ค่อย ๆ บั่นทอนและลดอำนาจที่คอยขัดขวางกลุ่มของตนหรือประเทศที่ให้การสนับสนุน ซึ่งคนเหล่านี้จะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ และพยายามจะเป็นร่างทรงทั้งในสภาสูงและสภาล่าง

เลือกตั้งรอบนี้  อยากได้ร่างทรงแบบไหนคนไทยทุกคนมีอำนาจมากที่สุดวันเดียวนะคะ  ในอดีตเราไม่มีโซเชียล ความตื่นรู้อาจจะไม่เท่าสมัยนี้  เอย่าก็หวังว่าอำนาจที่อยู่ในมือทุกคนขอให้ใช้มันกับร่างทรงเพื่อประเทศชาติและเพื่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริงนะคะ

บททดสอบความรับผิดชอบของ 'ธรรมนัส' เมื่อปมน้ำมันเถื่อนถูกลากเข้าสมรภูมิเลือกตั้ง สังคมจี้ ในฐานะ รองนายกฯ ต้องเดินให้สุดทาง ชี้ รู้แล้วเฉยเสี่ยงผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่

‘ธรรมนัส’ สวน ‘อภิสิทธิ์’ ปม “พรรคสีเทา” แต่คำถามใหญ่คือ ใครต้องเดินให้สุดทางกับความจริง และแรงกดดันที่ย้อนกลับมาหาผู้มีอำนาจรัฐ

คำประกาศของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ย้ำชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับ พรรคกล้าธรรม โดยให้เหตุผลว่าเป็น “พรรคสีเทา” ได้กลายเป็นชนวนทางการเมืองที่ลุกลามเกินกว่าการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลทั่วไป

เพราะคำตอบโต้จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำพรรคกล้าธรรม และรองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาในเชิงภาพลักษณ์เท่านั้น แต่กลับสวนกลับด้วยการพาดพิงถึง อดีต สส.นครศรีธรรมราช ซึ่งมีดีกรีถึงอดีตรัฐมนตรี ว่าเกี่ยวข้องกับ ขบวนการค้าน้ำมันเถื่อน พร้อมตั้งคำถามเชิงย้อนศรไปยังพรรคประชาธิปัตย์

การโต้กลับเช่นนี้ ทำให้ประเด็น “พรรคสีเทา” ขยับสถานะจากวาทกรรมทางการเมือง ไปสู่ข้อกล่าวหาที่แตะต้อง อาชญากรรมข้ามชาติและผลประโยชน์ผิดกฎหมาย ซึ่งหากเป็นเรื่องจริง ย่อมไม่ใช่เรื่องที่สังคมควรปล่อยให้จบลงด้วยการแลกหมัดทางคำพูด

ท่ามกลางบรรยากาศดังกล่าว ปฏิพัทธ์ เมืองสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3 พรรคพลวัต ออกมาเคลื่อนไหวโดยเรียกร้องให้ร.อ.ธรรมนัส “เดินไปให้สุดทาง” กับข้อมูลที่อ้างว่ามีอยู่ ด้วยการเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะ และดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องตามกระบวนการกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

การเคลื่อนไหวของ  ปฏิพัทธ์ สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ เพราะชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นฝ่ายใดในสมรภูมิการเมือง แต่อยู่ที่ว่า เมื่อผู้มีอำนาจรัฐอ้างว่ารู้เห็นการกระทำผิดร้ายแรง จะรับผิดชอบต่อข้อมูลนั้นอย่างไร

จุดสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามคือ สถานะของร.อ.ธรรมนัสในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงนักการเมืองหรือแกนนำพรรค แต่ยังดำรงตำแหน่ง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐโดยตรง

ในทางกฎหมาย หากเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ และรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำผิด แต่ไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ย่อมอาจถูกตั้งคำถามถึงความผิดฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แม้การกล่าวถึงมาตราดังกล่าวยังเป็นเพียงการตั้งคำถามในเชิงหลักการ แต่ก็เพียงพอที่จะเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและสังคมต่อผู้ถูกพาดพิง

สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการปะทะกันระหว่าง “อดีตผู้นำรัฐบาล” กับ “แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของการเมืองไทย ว่า คำกล่าวหาที่รุนแรงจะถูกแปลงเป็นการตรวจสอบจริงหรือไม่ หรือจะจบลงเพียงแค่การใช้ประโยชน์ทางการเมืองช่วงเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด คำว่า “สีเทา” อาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามว่าใครจะกล้าทำให้ความจริง “ขาวหรือดำ” ด้วยพยานหลักฐานและกระบวนการยุติธรรม

เพราะในสังคมประชาธิปไตย ความน่าเชื่อถือของนักการเมือง ไม่ได้วัดจากความแรงของคำพูด แต่วัดจากความกล้าที่จะรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง

ร.อ.ธรรมนัส จะ “ทำมากกว่าพูด หรือพูดมากกว่าทำ จะได้พิสูจน์กับในกรณีนี้เป็นปฐมบท
 

นิยามใหม่ "วัยชรา" เริ่มต้นที่ 80 ปี ผลวิจัยชี้คนยุคนี้สุขภาพดีและกระฉับกระเฉง ก้าวข้ามเกณฑ์เกษียณเดิมที่ 60 ปี ส่วนใหญ่แข็งแรงทั้งกายและใจจนลืมคำว่าเกษียณ

เมื่อ...วัยชราเริ่มต้นที่ 80

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุหลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:
- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

สมัยก่อนวัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า ชรา แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น 

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลงเป็นเรื่องปกติ จึงจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก ความสามารถในการคิดและการรับรู้ของคนเราหลังจากอายุ 50 ปีนั้นได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำ โดยมีแนวทาง 7 ประการเพื่อให้คงไว้ซึ่งชีวิตที่อ่อนเยาว์ในวัยชราได้แก่
1. การดูแลสมรรถภาพทางกาย โดยเฉพาะการทำงานและโครงสร้างของสมองซึ่งได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมต่าง ๆ
2. การกระตุ้นทางจิตใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้คนสามารถลดภาวะสมองเสื่อมได้ด้วยการฝึกฝนทางจิตใจ ด้วยทัศนคติเชิงบวก การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น
3. การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก "ยิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะสามารถส่งผลกระทบทางสรีรวิทยาอย่างลึกซึ้งต่อสมองได้"
4. ความเครียดสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความจำของมนุษย์
5. การมีชีวิตที่ยังคงมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมช่วยได้มาก "คนที่รักษาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไว้มาก จะรักษาความเฉียบคมทางจิตใจได้นานกว่า"
6. การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่อุดมไปด้วยผลไม้ ผัก และปลา มีผลอย่างมากต่อการชะลอความเสื่อมถอยของความรู้ความเข้าใจในวัยชรา
7. มีการคิดถึงคนรุ่นใหม่ในอนาคตด้วย

สำหรับบ้านเราแล้ว สถานการณ์ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับวัยแรงงานและเด็ก จนส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบสวัสดิการโดยรวม ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged society) อันเนื่องมาจาก อัตราการเกิดลดลง อายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น การย้ายถิ่นของแรงงาน ฯลฯ ซึ่งส่งผลกระทบที่สำคัญคือ 
- วัยแรงงานลดลง ผลิตภาพ และการเติบโตมีแนวโน้มชะลอตัวลง
- ความต้องการดูแลโรคเรื้อรังและการดูแลระยะยาวเพิ่ม
- ภาระบำนาญและงบประมาณรัฐสูงขึ้น
- โดยที่ปัจจุบันสังคมไทยมีครอบครัวขนาดเล็กลง ผู้สูงอายุจึงต้องอยู่ตามลำพังมากขึ้น

ดังนั้นสังคมไทยโดยรวมในทุกภาคส่วนจึงต้องมีแนวทางในการรองรับดังนี้:
- การส่งเสริม การทำงานของผู้สูงอายุ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- การพัฒนา ระบบดูแลระยะยาว (LTC) เทคโนโลยีด้านการส่งเสริมและการดูแลสุขภาพ
- ปรับ นโยบายแรงงาน การออม และสนับสนุนให้มีลูกเพิ่มขึ้น
- การออกแบบเมืองและบริการที่มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age-friendly)

ผู้เขียนเองมีอายุครบ 60 ปีในปีที่ผ่านมา แต่มีความตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะไม่หยุดทำงาน จนกว่าร่างกายจะไม่ไหวจริง ๆ เพราะพบว่าผู้ที่เกษียณแล้วการหยุดทำงานส่วนมากนั้นกลับมีปัญหาด้านสุขภาพ และอาจทำให้อายุขันสั้นลง ดังนั้นการทำงานของผู้สูงอายุเท่าที่ทำได้และทำไหว จึงถือว่าเป็น “ยาอายุวัฒนะ” อีกขนานหนึ่งเช่นกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top