Thursday, 4 June 2026
Columnist

จากผู้บัญชาการหนุ่มในสงครามปฏิวัติ สู่นายกรัฐมนตรีเผด็จการ

ตามรายงานของ Human Rights Watch เรื่อง “30 Years of Hun Sen: Violence, Repression, and Corruption” ช่วงเวลาที่ฮุน เซนยังอยู่กับเขมรแดง เป็นบทสำคัญที่ช่วยอธิบายรากเหง้าของอำนาจและแนวคิดทางการเมืองที่เขานำมาใช้ตลอดชีวิตการปกครองภายหลัง เส้นทางของชายคนนี้ไม่ได้เริ่มจากเวทีการเมือง แต่จากสนามรบในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง ซึ่งเต็มไปด้วยเลือด ความกลัว และอุดมการณ์สุดโต่งที่หล่อหลอมคนรุ่นนั้นให้กลายเป็นเครื่องมือของการปฏิวัติ

ฮุน เซนเกิดที่จังหวัดกำปงชม เติบโตท่ามกลางความยากจนและความปั่นป่วนของสงครามอินโดจีน หลังปี 1970 เมื่อสมเด็จพระนโรดม สีหนุถูกโค่นจากอำนาจ เขาเข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์เขมรแดงซึ่งในเวลานั้นเริ่มก่อตัวขึ้นในพื้นที่รอยต่อกับชายแดนเวียดนาม เอกสารของ Human Rights Watch ระบุว่า ฮุน เซนได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชา (Company Commander) ภายใต้หน่วยพิเศษใน Sector 21 ของเขตการรบทางตะวันออก หน่วยของเขามีทหารราว 130 นายและมักได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการเชิงรุกในพื้นที่ตามลำน้ำโขง รวมถึงการเข้าปราบปรามกลุ่มที่ถูกมองว่าเป็น “ศัตรูภายใน”

หลังปี 1975 เมื่อเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญและเริ่มยุคของ “ประชาธิปไตยกัมพูชา” ที่เต็มไปด้วยการฆ่าล้าง การขับไล่ และการทำลายชนชั้นทางสังคม หน่วยของฮุน เซนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ของประเทศ นั่นคือ การปราบปรามการลุกฮือของชนชาติจาม ซึ่งเป็นชาวมุสลิมดั้งเดิมในกัมพูชา การกวาดล้างครั้งนั้นเกิดขึ้นในเดือนกันยายน–ตุลาคม ค.ศ. 1975 โดยมีลักษณะเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ชาวจามจำนวนมากถูกฆ่าอย่างเป็นระบบ ถูกบังคับให้ละทิ้งศาสนา และถูกล้างเผ่าพันธุ์ทางวัฒนธรรม รายงานของ Human Rights Watch ระบุว่า ฮุน เซนเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการในพื้นที่ดังกล่าว แม้จะไม่มีเอกสารชัดเจนว่าเขาออกคำสั่งด้วยตนเอง แต่ตำแหน่งทางทหารของเขาทำให้เขามีส่วนในกระบวนการปราบปรามนั้นโดยตรง

แม้ต่อมาฮุน เซนจะอ้างว่าเขา “ถอนตัวจากการปฏิบัติตามคำสั่งของศูนย์กลาง” เพื่อหลีกเลี่ยงการร่วมมือในนโยบายสุดโต่งของเขมรแดง แต่ร่องรอยของแนวคิดการใช้อำนาจด้วยความหวาดกลัวได้ติดตัวเขามาเสมอ เมื่อเวียดนามบุกกัมพูชาในปี 1979 และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ฮุน เซนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนที่อายุน้อยที่สุดในโลก จากนั้นก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีโดยอุปถัมภ์ของฮานอย และค่อย ๆ ใช้กลยุทธ์ “กำลังควบคุม” ผสมกับ “การข่มขู่” เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้

รายงานของ Human Rights Watch ชี้ว่า ความรุนแรงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ฮุน เซนใช้ตลอดชีวิตการปกครองของเขา ตั้งแต่การสังหารฝ่ายตรงข้าม การกวาดล้างภายในพรรค การปราบผู้ประท้วง ไปจนถึงเหตุระเบิดในที่ชุมนุมของฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1997 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 16 คนและบาดเจ็บกว่า 150 คน หลักฐานจาก FBI ชี้ว่ามีความเกี่ยวพันกับหน่วยอารักขาส่วนตัวของเขา หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน เขาก่อรัฐประหารในวันที่ 5–6 กรกฎาคม ค.ศ. 1997 ทำให้มีการสังหารสมาชิกพรรคฝ่ายค้านกว่า 100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฝ่ายราชานิยม

ในคำปราศรัยหลายครั้ง ฮุน เซนมักเปรียบการเมืองเป็น “การต่อสู้ถึงตาย” และข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามด้วยถ้อยคำรุนแรง เช่น “ผมไม่ได้แค่ทำให้อีกฝ่ายอ่อนแอ แต่จะทำให้พวกเขาตาย” หรือ “ใครคิดจะประท้วง ผมจะจับใส่กรงให้หมด” ประโยคเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนลักษณะผู้นำแบบอำนาจนิยม หากยังเผยให้เห็นแนวคิดที่หยั่งรากมาตั้งแต่ยุคเขมรแดง — แนวคิดที่เชื่อว่าความกลัวคือเครื่องมือในการปกครอง

แม้รายงานของ Human Rights Watch จะยอมรับว่าหลักฐานโดยตรงในช่วงเขมรแดงยังไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อนำข้อมูลด้านโครงสร้าง หน้าที่ทางทหาร และพฤติกรรมที่เกิดซ้ำในเวลาต่อมา มาประกอบกัน ก็เห็นได้ว่าฮุน เซนเป็นตัวอย่างของผู้นำที่หล่อหลอมมาจากระบบที่ใช้ความรุนแรงเป็นฐานของอำนาจ และยังคงสืบทอดวิธีคิดนั้นเข้าสู่ยุคปัจจุบัน ภาพของ “นายกรัฐมนตรีผู้แข็งแกร่ง” จึงมีรากเหง้ามาจาก “ผู้บัญชาการหนุ่มแห่งเขมรแดง” ที่ไม่เคยเรียนรู้การเมืองในแบบประชาธิปไตย หากแต่เรียนรู้จากเสียงปืนและเลือดที่หลั่งรินในทุ่งเขมรตะวันออก

เผย “ฮุน เซน” อารมณ์ร้อน คาดเวียดนามยังครองอิทธิพลในกัมพูชา

(12 ต.ค. 68) หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ (CIA) เคยระบุไว้ตั้งแต่ปี 1986 ว่า สมเด็จฮุน เซน ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในปัจจุบัน เป็นคน “คาดเดาได้ยาก อารมณ์ร้อน และระแวดระวังคนแปลกหน้า” พร้อมคาดการณ์ว่าแม้เวียดนามจะถอนทหารออกจากกัมพูชา แต่ก็จะยังคงมีอิทธิพลเหนือลูกศิษย์การเมืองของตนต่อไป

เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า “Cambodia: How Viable the Heng Samrin Regime?” จัดทำขึ้นในปี 1986 และถูกเปิดเผยต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกในปี 2017 ภายหลังซีไอเอเปิดคลังข้อมูลกว่า 12 ล้านหน้าออนไลน์ ซึ่งก่อนหน้านั้นเคยเข้าถึงได้เฉพาะที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติของสหรัฐฯ ในรัฐแมรีแลนด์

วิเคราะห์โดยซีไอเอ: เวียดนามยังคงครอบงำกัมพูชา
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้น 7 ปีหลังจากที่กองทัพเวียดนามและกองกำลังกัมพูชากลุ่มเล็ก ๆ รวมถึงฮุน เซน ได้ร่วมกันโค่นล้มระบอบโพล พต ซีไอเอวิเคราะห์ว่า เวียดนามไม่มีความพร้อมจะ “ส่งมอบอำนาจอย่างแท้จริง” ให้แก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (PRK) ที่นำโดยผู้นำซึ่งต่อมากลายเป็นพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ในปัจจุบัน

รายงานระบุว่า การถอนกำลังของเวียดนามที่ประกาศไว้เมื่อปี 1985 จำนวนประมาณ 130,000–140,000 นายภายในปี 1990 นั้น “ไม่อาจเป็นไปได้จริง” เนื่องจากรัฐบาลและกองทัพกัมพูชายัง “ไร้ประสิทธิภาพและพึ่งพาเวียดนามอย่างมาก”

> “สถาบันของ PRK พัฒนาได้ช้าและไม่มั่นคง รัฐบาลยังอยู่ภายใต้การครอบงำของที่ปรึกษาชาวเวียดนาม กองทัพก็ยังไร้ประสิทธิภาพทางการเมืองและยุทธวิธี”

ซีไอเอยังระบุว่า เวียดนามอาจต้องใช้ “มาตรการลับ” เพื่อปกปิดอิทธิพลที่แท้จริงของตน เช่น การสอดแทรกทหารเวียดนามเข้าไปในหน่วยรบของกัมพูชา เพื่อแสร้งทำเป็นว่ากัมพูชาปกครองตนเองได้

> “ฮานอยเข้าใจดีว่าความอ่อนแอของ PRK ทำให้กำหนดเวลาถอนทัพไม่เป็นจริง และเราคาดว่าเวียดนามจะใช้เล่ห์กล เช่น ผนวกทหารของตนเข้าไปในหน่วยกัมพูชา เพื่อคงการปรากฏตัวหลังปี 1990”

ความเกลียดชังเวียดนามในหมู่กัมพูชาฝังรากลึก
รายงานของซีไอเอระบุว่า “ความรู้สึกต่อต้านเวียดนามฝังแน่นในหมู่ชาวกัมพูชาและในรัฐบาล PRK เอง” ซึ่งเป็น “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ของผู้นำประเทศ เพราะหากเวียดนามถอนตัวเร็วเกินไป อาจเปิดทางให้เขมรแดงกลับมาก่อการอีกครั้ง

เอกสารยังกล่าวถึงการอพยพของชาวเวียดนามเข้าสู่กัมพูชา ว่าแม้จะไม่มีหลักฐานว่ารัฐบาลเวียดนามมีนโยบายส่งผู้อพยพอย่างเป็นทางการ แต่ “ฮานอยก็ไม่ได้พยายามหยุดยั้งอย่างจริงจัง และชาวเวียดนามบางส่วนยังได้รับสิทธิพิเศษ เช่น การไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของ PRK บางข้อ”

การประเมินผู้นำกัมพูชา: ฮุน เซน และเฮง สัมริน
ในภาคผนวกของรายงาน ซีไอเอให้ข้อมูลประเมินผู้นำรัฐบาลกัมพูชาในขณะนั้น

ฮุน เซน ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานสภารัฐมนตรี (ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1985) ถูกมองว่า “น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐบาล PRK” แต่ก็ได้รับการประเมินเชิงลบจากฝ่ายอเมริกันว่าเป็น “บุคคลที่คาดเดาไม่ได้ อารมณ์ร้อน และไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า”

เฮง สัมริน ประธานาธิบดีในนาม ถูกมองว่าเป็นผู้นำ “ตามตำแหน่งมากกว่าความจริง”
บู ถัง ผู้ว่าราชการจังหวัดราตานักคีรี ถูกเรียกว่า “รถไถ” (the bulldozer) เพราะมีสไตล์การบริหารที่แข็งกร้าว

ผลลัพธ์ทางประวัติศาสตร์
เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชาอย่างเป็นทางการในปี 1989 เปิดทางให้มี ข้อตกลงสันติภาพกรุงปารีสปี 1991 และ การเลือกตั้งทั่วไปปี 1993 ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่าง ฮุน เซน และ เจ้าชายโนโรดม รณฤทธิ์
แต่ในปี 1997 ฮุน เซนได้ขับฝ่ายพันธมิตร “ฟุนซินเปก” ออกจากอำนาจ และกลับมาครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียวจนถึงปัจจุบัน

มุมมองนักประวัติศาสตร์
เดวิด แชนด์เลอร์ นักประวัติศาสตร์ชื่อดังด้านกัมพูชา กล่าวในอีเมลว่า หากซีไอเอรู้ถึงการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในอีกสามปีต่อมา รายงานฉบับนั้นคงจะต่างออกไปอย่างมาก

> “ในปี 1986 ไม่มีใคร—including CIA—คาดการณ์ได้ว่าสหภาพโซเวียตจะล่มในอีกสามปีต่อมา” แชนด์เลอร์กล่าว
“แต่ก็จริงที่ว่า เวียดนามในเวลานั้นหวังจะคงอิทธิพลทางการเมืองในกัมพูชาไว้ให้ได้ เหมือนที่เคยมีต่อประเทศลาว”

‘พัค มิน-โฮ’ นักศึกษาผู้ถูกทรมานจนเสียชีวิต จุดไฟเดือดกลางกรุงโซล สะเทือนสัมพันธ์เกาหลีใต้–กัมพูชา

'เดือดถึงโซล!' เกาหลีใต้ปะทุโกรธ หลังนักศึกษาถูกแก๊งสแกมกัมพูชาทรมานตาย — ผู้นำสั่งลุยทุกทางปกป้องพลเมือง โซล / 14 ตุลาคม 2025 — เกาหลีใต้ระอุทั้งประเทศ หลังเกิดคดีสะเทือนขวัญ 'นักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลี' ถูกหลอกลวงไปกัมพูชา ก่อนถูกแก๊งสแกมจับขัง ทรมานจนเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม — จุดชนวนให้ประธานาธิบดี อี แจ-มยอง สั่งระดม 'ปฏิบัติการทางการทูตเต็มรูปแบบ' และยกระดับคำเตือนการเดินทางไปกัมพูชาเป็นระดับพิเศษ พร้อมประกาศกร้าว “ชีวิตของพลเมืองเกาหลีทุกคน คือความรับผิดชอบสูงสุดของรัฐ!”

🔥 คดี 'พัค มิน-โฮ' จุดไฟเดือด — เหยื่อถูกทรมานจนตายกลางค่ายสแกม
เหยื่อคือ พัค มิน-โฮ อายุ 22 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยจากกรุงโซล ที่ถูกหลอกไปทำงานในกัมพูชา ก่อนถูกขังในค่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บังคับให้ร่วมขบวนการหลอกลวงออนไลน์ พยานผู้รอดชีวิตเล่าว่า “เขาถูกซ้อมด้วยท่อเหล็ก ถูกช็อตไฟ จนเดินไม่ได้ หายใจไม่ออก และตายในรถระหว่างถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล” ศพของพัคยังคงถูกเก็บในห้องเย็นที่พนมเปญมานานกว่าสองเดือน ขณะที่ครอบครัวร่ำไห้เรียกร้องให้รัฐบาลนำร่างลูกชายกลับบ้าน “อย่างสมศักดิ์ศรีของมนุษย์” อัยการกัมพูชาได้ตั้งข้อหาฆาตกรรมกับผู้ต้องสงสัยชาวจีน 3 คน และยังมีอีก 2 รายที่หลบหนีไปได้ — จุดกระแสโกรธแค้นในเกาหลีใต้ราวกับระเบิดเวลา!

🧨 โซลตั้งโต๊ะพิเศษในพนมเปญ — สส.เสนอ 'ถึงขั้นใช้กำลังทหาร'
ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีด่วน พร้อมสั่งตั้ง 'ทีมเฉพาะกิจฉุกเฉิน' ภายใต้การกำกับของที่ปรึกษาความมั่นคง วี ซอง-รัก (Wi Sung-lac) เพื่อเร่งช่วยเหลือและนำพลเมืองกลับประเทศโดยเร็วที่สุด รัฐบาลเตรียมส่งตำรวจชุดพิเศษไปตั้ง “โต๊ะตำรวจเกาหลี (Korean Desk)” ในพนมเปญ เพื่อร่วมสอบสวนกับตำรวจท้องถิ่นโดยตรง กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงโซลเข้าพบ เพื่อประท้วงอย่างเป็นทางการและขอคำชี้แจงเร่งด่วน แต่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุด คือคำกล่าวของ อี อึน-จู สส.พรรคประชาธิปไตย ที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กอย่างดุเดือดว่า
> “ถ้ากัมพูชาไม่รับผิดชอบต่อชีวิตพลเมืองของเรา รัฐบาลเกาหลีควรพิจารณาทุกมาตรการ — แม้แต่การปฏิบัติการทางทหาร!”

⚠️ ยกระดับเตือนภัยกัมพูชา “ห้ามเดินทางถ้าไม่จำเป็น!”
หลังเหตุการณ์นี้ เกาหลีใต้ได้ยกระดับคำเตือนการเดินทางไปยังกัมพูชา — รวมถึงกรุงพนมเปญ สีหนุวิลล์ และภูเขาโบกอร์ — ขึ้นเป็น “ระดับพิเศษ” (Special Advisory) รัฐบาลประกาศชัดให้พลเมือง “หลีกเลี่ยงการเดินทางทุกกรณีที่ไม่จำเป็น” และให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง “รีบออกจากประเทศทันที”

📊 ตัวเลขสะท้อนวิกฤต — คดีเพิ่ม 20 เท่าภายใน 2 ปี!
จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้:
ปี 2023 มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพียง 17 ราย
ปี 2024 พุ่งขึ้นเป็น 220 ราย และในปี 2025 จนถึงเดือนสิงหาคม ตัวเลขทะลุ 330 รายแล้ว! หลายคดีมีลักษณะคล้ายกัน — ถูกหลอกให้มาทำงาน, ถูกยึดพาสปอร์ต, ขังในค่าย, และบังคับให้ร่วมหลอกลวงออนไลน์

⚖️ Amnesty ชี้ 'กัมพูชาเพิกเฉย' ต่อค่ายสแกมกว่า 50 แห่ง
องค์กร Amnesty International เปิดเผยรายงานล่าสุด ระบุว่ามีค่ายสแกมขนาดใหญ่กว่า 53 แห่งทั่วกัมพูชา และกล่าวหาว่ารัฐบาลพนมเปญ “ปล่อยปละละเลย” จนปัญหาลุกลามเป็นระดับภูมิภาค ในโซล กระแสสังคมกำลังกดดันอย่างหนักให้รัฐบาลใช้ “มาตรการตอบโต้เชิงรุก” ต่อกัมพูชา — บางสำนักข่าวถึงกับพาดหัวว่า “เกาหลีอาจไม่ทนอีกต่อไป”

📍สรุป:
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ 'คดีอาชญากรรม' อีกต่อไป แต่กลายเป็น 'จุดแตกหักทางการทูต' ที่สั่นสะเทือนระหว่าง เกาหลีใต้–กัมพูชา และอาจกลายเป็นครั้งแรกที่กรุงโซล “ขู่ใช้มาตรการทางทหาร” ต่อประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากรัฐบาลพนมเปญยังคงนิ่งเฉยต่อชีวิตคนเกาหลี!

📰 อ้างอิง:
The Guardian (14 Oct 2025) — Student’s alleged torture death by Cambodia scammers sparks turmoil in South Korea
Yonhap News Agency (Oct 2025)
Reuters (10 Oct 2025) — South Korea summons Cambodian ambassador over job scams

คำถามนี้มีคำตอบประจักษ์ชัด ด้วยโครงการพระราชดำริกว่า 4,600 โครงการ ตลอดรัชสมัย

ในวันที่เราทุกคนร่วมกันระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักของเรา ผมมีบทความหนึ่งที่เคยเขียนลงในหน้าเพจ Facebook ส่วนตัวที่ชื่อ Kavil Navanugraha และพบว่ามีคนแชร์ออกไปพอสมควร เลยคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านใดๆ Digestทุกท่าน เลยขออนุญาตนำมาแบ่งปันกันอ่านในที่นี้อีกครั้งหนึ่งนะครับ ในวันนี้ความเศร้าโศกเสียใจจากการพลัดพรากอันเป็นธรรมดาของโลกได้จางหายไปตามกาลเวลาแล้ว แต่ความระลึกถึงและความตระหนักรู้ในมรดกอันล่ำค่าที่พระองค์ท่านฝากไว้ให้กับพวกเราไม่เคยเลือนหายไปไหนเลยครับ ยังคงอยู่ในหัวใจเสมอ ความดีงามใดๆ ในบทความนี้หากมีอยู่ เป็นของพระองค์ท่านแต่เพียงพระองค์เดียวครับ

“พระราชาของยูเก่งแค่ไหน ยิ่งใหญ่เพียงใด ยูเล่าให้ไอฟังแบบไม่ใส่อารมณ์อ่อนไหว หรือเล่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติได้มั้ย ขอเป็นข้อเท็จจริงให้ไอเห็นภาพที” (How smart and great was your late King? Could you tell me with emotion-free, no supernatural and fact-based explanation?) 

ผมโดนลูกค้าฝรั่งท่านหนึ่ง ที่มีพื้นเพมาจากประเทศที่เป็นต้นแบบของประชาธิปไตยยุคใหม่ ทั้งชีวิตคุ้นเคยแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีและเปลี่ยนผู้นำทุกๆ 4ปีหรือ8ปี ยิงคำถามนี้ใส่แบบตรงๆ ในขณะที่เรากำลังนั่งทานข้าวเย็นด้วยกันเมื่อวาน หลังจากที่บทสนทนาบนโต๊ะอาหารประกอบไปด้วย สภาพเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ การเมือง และแนวโน้มการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ลูกค้าท่านนี้ทำอยู่ แล้วจู่ๆ ลูกค้าที่น่ารักของผมก็ถามประโยคนี้ขึ้นมาดื้อๆ แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมตัวมาตอบคำถามที่ลึกซึ้งแต่ตรงเข้าแสกหน้าแบบนี้ แต่ก็รู้สึกว่าในฐานะประชาชนของพระองค์ท่าน ผมอยากที่จะตอบคำถามนี้ให้ดีที่สุด เพื่อที่จะทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจถึงพระอัจฉริยภาพและพระเมตตาที่มีให้กับพวกเรามาตลอดรัชสมัยเพิ่มมากขึ้นอีกแค่คนเดียวก็ยังดี ผมนั่งนึกอยู่สักพักถึงเรื่องที่ได้เคยรับรู้ เคยศึกษามาเกี่ยวกับพระองค์ท่าน แล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดตัวเลขคำนวณง่ายๆ ให้ลูกค้าฝรั่งท่านนี้ดู 

คิดง่ายๆว่าพระราชาของผม ครองราชย์มา 70ปี x 365 = 25,550วัน 
โครงการพระราชดำริมีทั้งหมด (จากที่เคยศึกษามา 4,600 กว่าโครงการ คิดง่ายๆ ตัวเลขกลมๆ ที่ 4,600) 25,550 หาร 4,600 เท่ากับ 5.554 

นั่นแปลว่าทุกๆ 5วันครึ่ง พระราชาของผมต้องทำโครงการออกมา 1 โครงการ ตลอดรัชสมัยอันยาวนาน 70ปี ซึ่งนับได้เป็นชั่วชีวิตของคนหนึ่งคน แล้วแต่ละโครงการที่พระองค์ท่านทำออกมาล้วนแต่เป็นโครงการที่ต้องอาศัยความพยายาม ความอดทน และสติปัญญาอย่างสูงในการที่จะพัฒนาออกมาให้สำเร็จ ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ทุกคนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นฝนเทียม ปลานิล กังหันชัยพัฒนา การพัฒนาแหล่งน้ำ ที่ดินเพาะปลูก เขื่อนต่างๆ เปลี่ยนพื้นที่ปลูกฝิ่นทั้งภาคเหนือให้เป็นพืชเศรษฐกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคือ พระราชาของผมไม่ได้ให้แค่เงินหรือสิ่งของแล้วก็ไป แต่สิ่งที่ทรงให้ประชาชนมาคู่กับสิ่งของเงินทองก็คือองค์ความรู้ แนวคิด แนวทางปฏิบัติและการสนับสนุนทุกวิถีทางในการที่จะทำให้ประชาชนพึ่งตัวเองไปได้ตลอดชีวิต จากรุ่นสู่รุ่น และเหลือแบ่งปันต่อๆ กันไปได้อีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

ที่สำคัญคืองานของพระราชาของผมนั้นไม่มีวันจบสิ้น ยิ่งทำยิ่งเพิ่ม ยิ่งพระราชาของผมอายุเพิ่มมากขึ้น งานและภาระของพระองค์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ และการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว แต่พระราชาของผมก็ไม่เคยท้อถอย ไม่เคยล้มเลิก แม้จะเจ็บป่วยหนักหนาสาหัสเพียงไหน แม้จะโศกเศร้าเสียใจจากการสูญเสียบุคคลในครอบครัวอันเป็นที่รักครั้งแล้วครั้งเล่า แม้จะโดนกดดันจากหลายทาง แม้จะโดนเข้าใจผิด โดนด่าว่าโดนใส่ร้ายอย่างไร พระราชาของผมก็ไม่เคยหยุดทำงานให้ประชาชน เรียกว่าทำงานอย่างหนักจนเลยวัยเกษียณไปไกลโข และคงไม่เกินเลยแต่อย่างใดเลยที่จะบอกว่าพระราชาของผมทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชนที่พระองค์ท่านรักเหมือนลูกจนลมหายใจสุดท้าย ชีวิตของพระองค์ท่านทั้งชีวิต คือชีวิตที่ทุ่มเทและเสียสละ เพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง

นอกจากที่เล่ามานี้แล้ว พระราชาของผมยัง…………
…เก่งดนตรี เป็นนักดนตรีแจ๊สและนักแต่งเพลงที่เก่งมากๆ แต่งเพลงฮิตอมตะนิรันดร์กาลไว้มากถึง 48เพลง หนึ่งในนั้นถูกใช้เป็นเพลงประกอบละครบรอดเวย์มาอย่างยาวนาน
…เล่นกีฬาเก่ง เป็นนักกีฬาเรือใบระดับเหรียญทองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
…เป็นนักเขียน เป็นตากล้อง เป็นศิลปินวาดรูปที่มีผลงานมากมายในระดับมืออาชีพ เป็นที่ยอมรับอย่างสูงทั้งในและต่างประเทศ
…เป็นนักวิทยาศาสตร์ นักคิด นักทดลอง นักประดิษฐ์ 
…เป็นนักปกครอง นักการทูต จอมทัพ นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักการศึกษา และนักบริหารจัดการชั้นเซียน 
…เป็นครู ที่ให้ความรู้กับผู้คนต่างๆ มากมาย มาอย่างยาวนาน
…เป็นลูกกตัญญูที่ดูแลแม่ได้เป็นอย่างดีทั้งร่างกายและจิตใจแม้ว่าจะมีพระราชภารกิจมากมายเพียงใดก็ตาม 
…เป็นคนมีอารมณ์ขันแบบลึกซึ้งและคมคาย
…เป็นคนมีมารยาทและเสียสละ คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอ 
…รักเดียวใจเดียว ยึดมั่นกับรักแท้มาตลอดชีวิต เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการมีชีวิตคู่ และการมีครอบครัว
…มีวิถีการดำรงชีวิตที่งดงาม เป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ง่ายแต่งาม น้อยแต่มาก 
…และอื่นๆ อีกมากมาย
…………………………………
หลังจากทานข้าวเสร็จ ผมขับรถไปส่งลูกค้าที่ที่พัก เราไม่ได้คุยอะไรกันอีกตั้งแต่ออกจากร้านอาหารจนมาติดไฟแดงอยู่ใกล้ๆ กับป้ายไว้อาลัยขององค์กรหนึ่งที่มีรูปขาวดำของพระราชาของผมอยู่บนนั้น ลูกค้าของผมก็มองไปที่ป้ายนั้นอย่างไม่ละสายตา จนกระทั่งไฟเขียว จังหวะที่ผมกำลังออกตัว อยู่ๆ ลูกค้าก็ถามขึ้นมาอีกว่า ……

“แล้วยูเคยคิดมั้ยว่าพระราชาของยูต้องการอะไรจากการทุ่มเททำงานหนักขนาดนี้ แล้วความสุขของพระองค์ท่านล่ะ คืออะไร?” (Have you ever thought of the reasons why he had to dedicate himself at this level for his works? What was his happiness, really?) 

ผมก็ตอบไปตรงๆ อย่างที่คิดว่า พระราชาของผมนั้นจะทรงคิดอะไรอยู่ตลอดเวลาทรงงานอันยาวนานผมก็ไม่อาจรู้ได้ แต่สิ่งที่เป็นความจริง (fact) ที่คนไทยทุกคนรับรู้มาตลอดก็คือ พระราชาของผมใส่ใจเรื่องความสุขของพระองค์เองอยู่ในลำดับท้ายๆ เสมอ ความสุขเล็กๆ น้อยที่พระองค์ท่านพอจะมีก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญอย่างที่สุด เช่น การทรงดนตรีบ้าง การได้เล่นผ่อนคลายกับสุนัขทรงเลี้ยงบ้าง แต่ความสุขที่สุดของพระองค์ท่านก็น่าจะเป็นการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของพระองค์ ได้ทรงรับรู้ว่าพวกเรารักท่านเพียงไร ความต้องการของพระองค์ท่านก็น่าจะมีเพียงอย่างเดียว คือการทำให้ประชาชนที่รักของพระองค์ท่านมีความสุขเท่านั้น

หลังจากส่งลูกค้าถึงที่พักเรียบร้อย ก่อนจากกันคืนนั้น ผมก็ออกตัวกับลูกค้าว่าผมก็ไม่รู้ว่าผมตอบคำถามได้ดีแค่ไหน เพราะจริงๆ ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จำเป็นต้องตอบในเวลาจำกัด แต่ถ้าจะพอทำให้เข้าใจพระราชาของผมมากขึ้นได้แม้จะแค่เล็กน้อย ผมก็จะดีใจมาก ลูกค้าตอบมาแค่สั้นๆ ครับว่า “Thank you for your explanation. Now I know how great he was. I’ll surely be one of millions people somewhere on Rajadamnoen road on the big day to experience all the love you mentioned”

รักในดวงใจนิรันดร์
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณไม่เคยลืมเลือน
กวิล นาวานุเคราะห์

การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 สะท้อนบทบาทอิทธิพลรัสเซียลดลงในตะวันออกกลาง

การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ (Russia-Arab Summit) ที่มีกำหนดจัดขึ้นในกรุงมอสโก ในวันที่ 15 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2025 ที่จะถึงเป็นสัญญาณชัดเจนของการเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง การประชุมดังกล่าวถูกวางแผนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับประเทศอาหรับหลายชาติ แต่กลับถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน เนื่องจากผู้นำประเทศสำคัญหลายประเทศไม่สามารถเข้าร่วมได้ โดยมีเหตุผลหลักจากความร่วมมือของพวกเขาในการเจรจาสันติภาพฉนวนกาซา ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลาง การล้มเหลวของการประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความจำกัดของรัสเซียในการดึงดูดและกำหนดวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ตลอดจนความสามารถในการเป็นผู้เล่นหลักทางการเมืองและความมั่นคงในตะวันออกกลางลดลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันบทบาทของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอาหรับกลับเพิ่มขึ้น ทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาอิทธิพลและความน่าเชื่อถือในภูมิภาคนี้

การประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 เป็นความพยายามครั้งสำคัญของรัสเซียในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับประเทศอาหรับหลายชาติ โดยมีแผนจัดขึ้นที่กรุงมอสโก เป็นครั้งแรกที่รัสเซียพยายามรวบรวมผู้นำประเทศอาหรับในการประชุมระดับสูง จุดประสงค์หลักของการประชุมคือการสร้างเวทีเจรจาและความร่วมมือในประเด็นความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ และการลงทุน รวมถึงการแสดงบทบาทของรัสเซียในตะวันออกกลางและฐานะเป็นผู้มีอิทธิพลในภูมิภาค รัสเซียได้เชิญผู้นำจากประเทศสมาชิกสันนิบาตอาหรับเข้าร่วม ซึ่งรวมถึงประเทศสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์และซีเรีย รัสเซียคาดหวังว่าจะสามารถใช้เวทีนี้เสริมบทบาทในการกำหนดวาระภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเพิ่มความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะในซีเรียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

รัสเซียพยายามเสริมบทบาทในตะวันออกกลางด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
1) การสร้างสมดุลอำนาจและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังสงครามเย็น สหรัฐอเมริกามีบทบาทโดดเด่นในตะวันออกกลาง รัสเซียจึงมองว่าการเข้าไปมีบทบาทในภูมิภาคนี้เป็นวิธีหนึ่งในการสร้าง สมดุลอำนาจ ลดการพึ่งพาและอิทธิพลของสหรัฐฯ รวมทั้งแสดงศักยภาพของตนในเวทีระหว่างประเทศ

2) รักษาฐานทัพและความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ ตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ซีเรียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับรัสเซีย ฐานทัพเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนช่วยให้รัสเซียควบคุมเส้นทางการค้าและการเคลื่อนย้ายทางทหาร อีกทั้งยังใช้เป็นฐานสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาค

3) ผลประโยชน์ด้านพลังงานและเศรษฐกิจ ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรพลังงานสำคัญ เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รัสเซียต้องการสร้าง พันธมิตรทางเศรษฐกิจและพลังงาน เพื่อรักษาตลาดส่งออกและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก รวมถึงลดความเสี่ยงจากการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ
4) เสริมภาพลักษณ์และอิทธิพลทางการเมือง การเข้าไปมีบทบาทนำในตะวันออกกลางช่วยให้รัสเซียสร้าง ภาพลักษณ์ของผู้เล่นสำคัญ ที่สามารถเป็นตัวกลางแก้ไขความขัดแย้ง เช่น การสนับสนุนซีเรียและการเข้าร่วมกระบวนการสันติภาพบางโครงการ การแสดงบทบาทนี้ทำให้รัสเซียสามารถเจรจาในเวทีระหว่างประเทศได้มากขึ้น

5) การป้องกันการสูญเสียอิทธิพลต่อภูมิภาคใกล้บ้าน รัสเซียมองว่าการละทิ้งตะวันออกกลางอาจทำให้สหรัฐฯ หรือชาติตะวันตกอื่น ๆ กำหนดวาระภูมิรัฐศาสตร์และสร้างพันธมิตรที่เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของรัสเซียในภูมิภาคใกล้เคียง เช่น เอเชียกลางและคอเคซัส

อย่างไรก็ตาม การประชุมต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการ ผู้นำหลายประเทศอาหรับไม่สามารถเข้าร่วมเนื่องจากมีพันธกิจอื่น โดยเฉพาะการเข้าร่วมเจรจาสันติภาพฉนวนกาซาที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากสงครามยูเครนทำให้รัสเซียมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและอิทธิพล ทำให้ความสำเร็จของการประชุมตกอยู่ในความเสี่ยงสูง และท้ายที่สุดการประชุมต้องถูกยกเลิก ซึ่งสะท้อนถึงการเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน

การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 สะท้อนถึงข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสื่อมถอยของอิทธิพลรัสเซียในภูมิภาค เหตุผลสำคัญสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
1) ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาดในซีเรียเมื่อปลายปี 2024 หลังจากสงครามกลางเมืองยืดเยื้อกว่า 14 ปี ฝ่ายกบฏสามารถยึดกรุงดามัสกัสได้โดยแทบไม่พบการต่อต้าน ประธานาธิบดีอัสซาดหลบหนีออกจากประเทศ และรัฐบาลของเขาล่มสลาย มีผลกระทบโดยตรงต่อ อิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง รัสเซียเคยพึ่งพารัฐบาลอัสซาดในซีเรียเป็นฐานในการแสดงอิทธิพลในตะวันออกกลาง ทั้งทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ การล่มสลายของรัฐบาลอัสซาดทำให้รัสเซีย สูญเสียพันธมิตรสำคัญและฐานยุทธศาสตร์ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  

ก่อนหน้านี้ รัสเซียสามารถใช้ซีเรียเป็นจุดค้ำยันในการมีบทบาทในภูมิภาค เช่น การเจรจาสันติภาพ การจัดซัมมิตรัสเซีย-อาหรับ หรือการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรอาหรับ การพ่ายแพ้ของอัสซาดทำให้ ความสามารถในการกำหนดวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในภูมิภาคลดลงอย่างชัดเจน นอกจากนี้การที่พันธมิตรสำคัญล่มสลายสะท้อนถึงความอ่อนแอของรัสเซียในฐานะผู้สนับสนุนเพราะรัสเซียสูญเสียความน่าเชื่อถือและความสามารถในการสร้างแรงจูงใจทางการเมือง ทำให้ประเทศอาหรับอื่น ๆ ไม่มั่นใจในการพึ่งพารัสเซีย และเริ่มหันไปสนับสนุนหรือร่วมมือกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่น ๆ แทน สหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ กลายเป็นผู้กำหนดวาระสำคัญในตะวันออกกลางแทนรัสเซีย ส่งผลให้รัสเซียต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์

2) สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมรัสเซียถือเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาคผ่านการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ เช่น กรณีซีเรีย และการมีฐานทัพทหารสำคัญเช่นที่ท่าเรือตาร์ตูสและฐานทัพอากาศคูเมอิมิม โปรแกรมการทหารและการทูตของรัสเซียในภูมิภาคได้รับความสำเร็จในอดีต แต่การรุกรานยูเครนในปี 2022 ทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศอย่างหนักและการสูญเสียทรัพยากรอย่างมาก ส่งผลให้ความสามารถในการรักษาอิทธิพลของตนในภูมิภาคเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว​ 

นอกจากนี้ ความล้มเหลวในการให้การสนับสนุนทางทหารที่มีนัยสำคัญในการสู้รบระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยิ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายและการมีอำนาจต่อรองของมอสโกในภูมิภาค​ ในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง รัสเซียยังคงพยายามขยายบทบาทผ่านความร่วมมือด้านการค้าและพลังงานกับประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่สมดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอิหร่านและกลุ่มประเทศในกลุ่มความร่วมมืออ่าว (GCC) เป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น ทำให้รัสเซียถูกจำกัดบทบาทและสถานะทางการทูตในภูมิภาค​สงครามยูเครนจึงเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้อำนาจและอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางลดลงอย่างชัดเจน ภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการทูต รัสเซียต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรักษาผลประโยชน์ในภูมิภาคที่ซับซ้อนและแข่งขันสูงนี้ แต่ความสามารถในการทำเช่นนั้นถูกจำกัดอย่างมากจากภาระในสงครามยูเครนและความสัมพันธ์กับตะวันตก

3) ความล้มเหลวของรัสเซียในการให้การสนับสนุนทางทหารต่ออิหร่านในความขัดแย้งกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ส่งผลโดยตรงต่อ การเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง ทำให้รัสเซียไม่สามารถให้การสนับสนุนทางทหารที่มีนัยสำคัญต่ออิหร่านได้ เนื่องจากต้องเผชิญกับปัญหาภายในประเทศ ทั้งสงครามยูเครน การคว่ำบาตร และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ การดำเนินยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอ่อนแอ เมื่อรัสเซียไม่สามารถสนับสนุนอิหร่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค 

รวมถึงประเทศอาหรับหลายประเทศ จึงสูญเสียความเชื่อมั่นต่อรัสเซีย และเริ่มหันไปสนับสนุนสหรัฐฯ หรือพันธมิตรอื่น ๆ แทน ทำให้รัสเซียไม่สามารถกำหนดวาระสำคัญในภูมิภาคได้ ความล้มเหลวนี้ทำลาย ภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้สนับสนุนพันธมิตรสำคัญ ส่งผลให้ประเทศในตะวันออกกลางเห็นว่ารัสเซียไม่สามารถให้ความช่วยเหลือหรือปกป้องพันธมิตรได้อย่างแท้จริง การเสื่อมความน่าเชื่อถือและข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์นี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ผู้นำอาหรับหลายประเทศไม่เข้าร่วมซัมมิต 2025 การประชุมจึงถูกยกเลิก และกลายเป็นสัญญาณชัดเจนของการลดบทบาทและอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาค

4) บทบาทของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอาหรับ ประเทศอาหรับหลายประเทศมีพันธกิจสำคัญเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพในฉนวนกาซา โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ซึ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้ ไม่สามารถให้ความสำคัญกับเวทีรัสเซีย ได้ การมีบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดอิทธิพลรัสเซีย

5) การตอบรับจากประเทศอาหรับไม่เพียงพอ เป็นความล้มเหลวของการทูตในเชิงปฏิบัติ เริ่มจากผู้นำหลายประเทศอาหรับสำคัญ เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ ไม่สามารถเข้าร่วมซัมมิตได้ การไม่เข้าร่วมนี้สะท้อนถึงความไม่มั่นใจหรือความไม่เต็มใจที่จะยอมรับรัสเซียเป็นผู้กำหนดวาระ และทำให้การประชุมไม่สามารถเกิดผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางการเมืองหรือความร่วมมือได้

6) ความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ภูมิภาคตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและมีหลายฝ่ายที่มีอิทธิพล เช่น สหรัฐฯ อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มพันธมิตรอื่น ๆ รัสเซีย ไม่สามารถเป็นตัวกำหนดวาระหรือบังคับทิศทางความร่วมมือ ได้เต็มที่ ทำให้ความพยายามของรัสเซียต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ​ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้เสนอให้เลื่อนการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 ออกไปโดยไม่มีกำหนด เนื่องจากไม่ต้องการขัดขวางความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเจรจาสันติภาพในฉนวนกาซา โดยกล่าวว่า "หากทรัมป์ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาตั้งใจไว้... มันจะเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์" อย่างไรก็ตาม การยกเลิกการประชุมแสดงถึงความยากลำบากของรัสเซียในการดึงดูดความสนใจจากผู้นำอาหรับหลายประเทศที่มีความสนใจในความริเริ่มของสหรัฐฯ มากกว่า การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ ครั้งนี้ และการที่รัสเซียไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพในอียิปต์ที่นำโดยทรัมป์ สะท้อนถึงการเสื่อมอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น ความสนใจของประเทศอาหรับที่หันไปสนับสนุนความริเริ่มของสหรัฐฯ มากขึ้น และการที่รัสเซียมีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในยูเครนที่ทำให้ทรัพยากรและความสนใจของรัสเซียถูกจำกัด

​บทสรุป ความเสื่อมอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ การสูญเสียพันธมิตรสำคัญ ความล้มเหลวในการสนับสนุนพันธมิตร การแข่งขันจากสหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ รวมถึงความจำกัดทางทรัพยากรและยุทธศาสตร์ภายในประเทศ ผลลัพธ์คือรัสเซียไม่สามารถเป็นผู้กำหนดวาระสำคัญในภูมิภาคได้อีกต่อไป ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับกลายเป็นผู้กำหนดสมดุลอำนาจและบทบาทหลักในตะวันออกกลางแทน

เจาะแสนยานุภาพทางการทหาร ‘จีน - ไต้หวัน’ ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบ หากต้องเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้หรือไม่?

วันที่ 3 กันยายน 2568 สาธารณรัฐประชาชนจีนได้จัดพิธีสวนสนามทางทหารที่ยิ่งใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 80 ปีชัยชนะเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธาน และมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม ซึ่งถือเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทหารครั้งสำคัญของจีน และยังเป็นการอวดแสนยานุภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ทั้งทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ล้ำสมัยมากมาย

สองจีนเองได้มีการเผชิญหน้าได้มีการเผชิญหน้าทางการทหารมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองจีนระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐจีนที่นำโดยก๊กมินตั๋ง ซึ่งก็คือ ไต้หวันในปัจจุบัน กับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ความขัดแย้งทางอาวุธดำเนินไปเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 1927 จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะและสามารถควบคุมจีนแผ่นดินใหญ่ ได้อย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1949 โดยจอมพลเจียงไคเช็กนำกำลังที่เหลืออยู่มาตั้งเป็นประเทศสาธารณรัฐจีนบนเกาะไต้หวัน และได้รับการรับรองและคุ้มครองจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้เป็นประเทศเอกราช ทั้งยังเป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ระยะเวลา 76 ปีแห่งการเผชิญหน้าของ 2 จีนนั้นมีการปะทะเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน:
- วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1 เริ่มต้นด้วยการที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยิงปืนใหญ่ใส่เกาะจินเหมิน และยึดหมู่เกาะอี้เจียงซานได้ในวันที่ 19 มกราคม 1955 และละทิ้งหมู่เกาะต้าเฉินในเดือนถัดมา วันที่ 24 มกราคม 1955 รัฐสภาสหรัฐอเมริกาได้ผ่านมติฟอร์โมซา (Formosa Resolution) ให้อำนาจประธานาธิบดีในการปกป้องหมู่เกาะนอกชายฝั่งของไต้หวัน วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม 1955 เมื่อกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ยุติการโจมตีทางอากาศ วิกฤตการณ์นี้สิ้นสุดลงในระหว่างการประชุมที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย

วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 1958 ด้วยการปะทะทางอากาศและทางทะเลระหว่างกองกำลังไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนโจมตีเกาะจินเหมินด้วยปืนใหญ่อย่างหนักหน่วง และสิ้นสุดลงในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เรือลาดตระเวนของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ได้ปิดกั้นหมู่เกาะไม่ให้เรือของไต้หวันเข้าส่งกำลังบำรุง แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะได้ปฏิเสธข้อเสนอของจอมพลเจียงไคเช็กที่จะโจมตีจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยปืนใหญ่ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการส่งเครื่องบินขับไล่และขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานให้กับไต้หวัน นอกจากนี้ยังจัดหาเรือโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกเพื่อใช้ในการส่งกำลังบำรุงแก่กองกำลังไต้หวัน ขณะที่เรือรบของสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังปิดล้อมอยู่นั้น ในวันที่ 7 กันยายน เรือรบสหรัฐฯ ได้คุ้มกันขบวนเรือส่งกำลังบำรุงของไต้หวัน และสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ยอมหยุดยิง

วิกฤตการณ์ครั้งที่สามเกิดขึ้นในปี 1995 - 1996 สาธารณรัฐประชาชนจีนตอบสนองต่อการเยือนสหรัฐอเมริกาของประธานาธิบดีหลี่ เต็งฮุย ของไต้หวัน และการที่สหรัฐฯ ยอมรับหลี่ในฐานะตัวแทนของไต้หวัน ด้วยการซ้อมรบทางทหาร การซ้อมรบครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อยับยั้งไม่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไต้หวันสนับสนุนหลี่ในการเลือกตั้งปี 1996 เมื่อหลี่ชนะการเลือกตั้ง เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ 2 ลำถูกส่งไปปฏิบัติการยังช่องแคบไต้หวันในช่วงวิกฤตการณ์ และมีการลดระดับความตึงเครียดระหว่างสองจีนตามมา

วันที่ 25 ตุลาคม 1971 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติรับรองและยอมรับสาธารณรัฐประชาชนจีน และไม่รับรองสาธารณรัฐจีน ( ไต้หวัน) ซึ่งเคยเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งสหประชาชาติและเป็นหนึ่งในห้าสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงอีกต่อไป แม้ตัวแทนของไต้หวันจะปฏิเสธและต่อต้านมติดังกล่าว แต่ไม่นานหลังจากนั้น สาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ รวมถึงสหรัฐอเมริกาเมื่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

ปัจจุบัน กองทัพไต้หวันมีกำลังพลราว 150,000 นาย มีกำลังสำรองราว 1,657,000 นาย ในขณะที่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีกำลังพลราว 2,035,000 นาย (มากเป็นอันดับ 1 ของโลกในปัจจุบัน) มีกำลังสำรองราว 510,000 นาย (ซึ่งยังไม่รวมกองกำลังติดอาวุธกึ่งทหารอีกเป็นจำนวนมาก) ปัจจัยที่กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ได้หรือไม่นั้น เต็มไปด้วยความซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น กลยุทธ์การป้องกันประเทศ ภูมิศาสตร์ การสนับสนุนระหว่างประเทศ และศักยภาพทางทหารของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ล้วนแล้วแต่มีบทบาทอย่างสำคัญ โดยที่ไต้หวันและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความแตกต่างหลักในด้าน ระบบการเมือง การที่ไต้หวันเป็นประชาธิปไตย ส่วนจีนเป็นคอมมิวนิสต์ สถานะทางการเมือง ซึ่งจีนมองว่าไต้หวันเป็นมณฑลของตน แต่ไต้หวันกลับยืนยันว่าตนเองเป็นรัฐเอกราช) และ วัฒนธรรมสังคม ไต้หวันเปิดกว้างกว่า และมีอัตลักษณ์ของตนเอง ขณะที่จีนมีการควบคุมมากกว่า และแม้ว่าทั้งสองจะมีรากทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน แต่ทั้งสองก็มีเส้นทางประวัติศาสตร์และการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเรามาลองพิจารณาวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญในการที่กองทัพไต้หวันจะสามารถต้านทานกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้หรือไม่กัน:

1. ศักยภาพด้านการป้องกันประเทศของไต้หวัน ไต้หวันมีกำลังทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีและทันสมัย ​​โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการป้องกันทางอากาศและทางทะเล ไต้หวันได้ลงทุนในกลยุทธ์สงครามแบบอสมมาตร มุ่งเน้นไปที่การป้องปรามและความสามารถในการสร้างความเสียหายที่สูงมากให้กับกองกำลังของผู้รุกราน กลยุทธ์การป้องกันประเทศของไต้หวันมุ่งเน้นไปที่:

- ระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูง : ไต้หวันได้จัดซื้ออาวุธขั้นสูง ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธแพทริออต ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ขีปนาวุธต่อต้านเรือแบบฮาร์พูน และเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง (F-16V ) ระบบเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) สามารถบรรลุความได้เปรียบทางอากาศและแผ่ขยายอำนาจข้ามช่องแคบไต้หวันได้โดยง่าย

- การป้องกันทางทะเล : ไต้หวันมีกองทัพเรือที่ขนาดค่อนข้างเล็กแต่มีสมรรถนะสูง ซึ่งรวมถึงเรือดำน้ำและระบบขีปนาวุธที่ทันสมัย ​​การที่ไต้หวันมุ่งเน้นไปที่แพลตฟอร์มที่รวดเร็ว คล่องตัว และยากต่อการโจมตี (เช่น เรือติดขีปนาวุธขนาดเล็ก) สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไต้หวันที่ต้องการทำให้จีนปฏิบัติการเพื่อครอบครองน่านน้ำโดยรอบของไต้หวันได้ยากขึ้น

- สงครามแบบอสมมาตร : ไต้หวันเน้นย้ำวิธีการที่คุ้มต้นทุนในการยับยั้งหรือเอาชนะศัตรูที่ใหญ่กว่า เช่น การติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือและต่อต้านอากาศยาน การเสริมกำลังตำแหน่งป้องกัน ผสมผสานกับการใช้ยุทธวิธีกองโจร

2. ภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์ของไต้หวันเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในทุกสถานการณ์การป้องกันประเทศ เกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ในระยะที่ใกล้ที่สุดประมาณ 180 กิโลเมตร (112 ไมล์) ทำให้การรุกรานสะเทินน้ำสะเทินบกเต็มรูปแบบเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง ภูมิประเทศที่ขรุขระ เทือกเขา และแนวชายฝั่งที่กว้างใหญ่ ทำให้ไต้หวันมีข้อได้เปรียบในการป้องกันประเทศตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้การรุกรานของจีนมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไต้หวันยังได้ทำการเสริมกำลังอย่างแข็งแกร่งในสถานที่สำคัญ ๆ เช่น ฐานทัพทหาร ท่าเรือ และสนามบิน ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการป้องกันประเทศในระยะยาว

3. ความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) เป็นหนึ่งในกองทัพที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในโลก มีข้อได้เปรียบอย่างมากทั้งในด้านจำนวน ทรัพยากร และประสบการณ์ กองทัพมีความก้าวหน้าอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสงครามสะเทินน้ำสะเทินบก ขีปนาวุธพิสัยไกล ขีดความสามารถทางไซเบอร์ และความเหนือกว่าทางอากาศ ปัจจัยสำคัญประกอบด้วย:

- ความเหนือกว่าเชิงตัวเลข : กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) มีข้อได้เปรียบเชิงตัวเลขอย่างมากในด้านกำลังพลภาคพื้นดิน กองทัพอากาศ และเรือรบ อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบนี้ถูกลดทอนลงด้วยการป้องกันที่แข็งแกร่งของไต้หวันและความท้าทายทางภูมิศาสตร์จากการรุกรานสะเทินน้ำสะเทินบก
- กองกำลังขีปนาวุธ : จีนมีคลังอาวุธขีปนาวุธพิสัยไกลและขีปนาวุธร่อนจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำไปใช้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของไต้หวัน เป้าหมายพลเรือนสำคัญ และจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ได้ การโจมตีด้วยขีปนาวุธเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นก่อนการรุกรานครั้งใหญ่ใด ๆ

- ความเหนือกว่าทางอากาศ : กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ลงทุนอย่างหนักในระบบการรบทางอากาศขั้นสูง (เช่น เครื่องบินรบล่องหน J-20 ) และมีเครื่องบินจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับไต้หวัน ความเหนือกว่าทางอากาศจะเป็นกุญแจสำคัญในทุกสถานการณ์การรุกราน และไต้หวันน่าจะเผชิญกับความท้าทายในการป้องกันน่านฟ้า
- ขีดความสามารถในการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบก : จีนกำลังพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีสะเทินน้ำสะเทินบกอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงเรือยกพลขึ้นบก เรือขนส่ง และหน่วยเฉพาะกิจสำหรับการรบในเมือง อย่างไรก็ตาม การยกพลขึ้นบกที่ไต้หวันให้สำเร็จยังคงมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง

4. การสนับสนุนระหว่างประเทศ ไต้หวันมีพันธมิตรระหว่างประเทศอยู่หลายประเทศ โดยสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรหลักและสำคัญที่สุด แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่มีข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน (ภายใต้รัฐบัญญัติความสัมพันธ์ไต้หวัน) แต่สหรัฐอเมริกาก็มีพันธะผูกพันที่จะต้องจัดหาวิธีการป้องกันตนเองให้แก่ไต้หวัน สหรัฐอเมริกาสามารถให้ความช่วยเหลือทางทหาร ข่าวกรอง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ในกรณีที่ไต้หวันถูกจีนโจมตี แม้ว่าขอบเขตของการสนับสนุนนี้จะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองและลักษณะของความขัดแย้ง การมีส่วนร่วมที่อาจเกิดขึ้นของประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ประเทศในยุโรปก็อาจมีบทบาทเช่นกัน แต่ประเทศเหล่านี้จะต้องระมัดระวังเนื่องจากอาจเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคที่กว้างขวางกว่าได้

5. การพิจารณาทางการเมืองและเศรษฐกิจ การรุกรานเต็มรูปแบบจะนำมาซึ่งความเสี่ยงมหาศาลสำหรับจีน ไม่เพียงแต่ในแง่ของต้นทุนทางทหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและการทูตที่อาจเกิดขึ้นด้วย ประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีน นอกจากนี้ การรุกรานใด ๆ ก็ตามอาจก่อให้เกิดการต่อต้านจากสาธารณชนและทางการเมืองอย่างกว้างขวางภายในประเทศจีนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการรุกรานนั้นยืดเยื้อหรือส่งผลให้เกิดการสูญเสียจำนวนมาก

6. โอกาสที่จะประสบความสำเร็จ
- ความขัดแย้งระยะสั้น : ในสถานการณ์ระยะสั้น ไต้หวันอาจสามารถยืนหยัดได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากได้รับการสนับสนุนตั้งแต่เนิ่น ๆ จากสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่นๆ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) น่าจะเผชิญกับความท้าทายด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญในการบุกโจมตีทางน้ำที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกองทัพไต้หวันสามารถขัดขวางความพยายามของจีนในการสร้างความเหนือกว่าทั้งทางอากาศและทางทะเลได้

- ความขัดแย้งระยะยาว : หากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) จะเปิดฉากการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบและต่อเนื่อง ความสามารถของไต้หวันในการต้านทานการรุกรานจะขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอื่น ๆ ดุลยภาพทางทหารอาจเปลี่ยนไปเป็นฝ่ายจีนเมื่อเวลาผ่านไป แต่ความสามารถของไต้หวันในการสร้างความเสียหายที่สูงมากให้กับจีนผ่านสงครามอสมมาตรอาจทำให้ชัยชนะดังกล่าวต้องแลกมาด้วยความเสียหายอันมหาศาลเช่นกัน

บทสรุป ความสามารถของไต้หวันในการต้านทานการรุกรานของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ประสิทธิภาพในการป้องกันประเทศ ระดับการสนับสนุนจากนานาชาติที่ได้รับ และความสามารถของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในการเอาชนะข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และการต่อต้านทางทหารของไต้หวัน มีแนวโน้มว่า ไต้หวันจะสามารถชะลอหรือต้านทานการรุกรานได้ระยะหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรภายนอกอย่างสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ความได้เปรียบด้านจำนวนและทรัพยากรที่มากมายมหาศาลของจีนจะเป็นความท้าทายที่สำคัญ และในท้ายที่สุด ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับพลวัตของการแทรกแซงระหว่างประเทศ ความมุ่งมั่นของจีน และความสามารถของไต้หวันในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

‘Wikipedia’ เปิดโปง!! อุตสาหกรรมสแกมข้ามชาติ ในกัมพูชา รายได้สูงถึง 60% ของ GDP เชื่อมโยง ‘เครือข่ายอำนาจ - คอร์รัปชัน’

(18 ต.ค. 68) สารานุกรมออนไลน์ Wikipedia ได้อัปเดตบทความ 'Scam centers in Cambodia' ระบุว่าศูนย์สแกมหรือ “คอมปาวด์หลอกลวงออนไลน์” ในกัมพูชากลายเป็นอุตสาหกรรมอาชญากรรมข้ามชาติขนาดยักษ์ สร้างรายได้ปีละ 12.5 ถึง 19 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นราว 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กัมพูชา

รายงานดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจาก สหประชาชาติ (UN) และ USAID ว่ามีเหยื่อถูกหลอกและบังคับใช้แรงงานในคอมปาวด์ ระหว่าง 100,000 ถึง 150,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกล่อลวงด้วยประกาศรับสมัครงานปลอม ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทาง และกักขังให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์

บทความยังชี้ว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์” และพื้นที่สำคัญอื่น เช่น พนมเปญ บาเวต และกำปอต เป็นฐานปฏิบัติการหลักของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ ซึ่งมักอาศัยโรงแรม คาสิโน และอาคารสำนักงานเป็นที่ตั้ง โดยมีรายงานว่าบางส่วนได้รับการ “ละเว้นหรือร่วมมือ” จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ส่วน “ประวัติศาสตร์และภูมิหลัง” ของบทความ วิกิพีเดียระบุว่า ปัญหาคอร์รัปชันเชิงระบบในกัมพูชาเริ่มฝังรากลึกตั้งแต่หลังยุคเขมรแดง โดยเฉพาะในสมัย สมเด็จฮุน เซน ที่ครองอำนาจตั้งแต่ปี 1988 และสืบทอดอำนาจทางการเมืองให้บุตรชาย ฮุน มาเนต ในปี 2023

รายงานชี้ว่า ระบอบฮุน เซนได้สร้าง “ระบบรวมศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเปิดทางให้กลุ่มนักธุรกิจและเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางส่วนได้รับผลประโยชน์จากอุตสาหกรรมคาสิโน การพนัน และการค้ามนุษย์ โดยมีการเชื่อมโยงกับ แก๊งอาชญากรรมจีน และเครือข่ายไซเบอร์สแกมในภูมิภาค

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เคยออกแถลงการณ์หลายครั้ง กล่าวหาว่าทางการกัมพูชา “รู้เห็นและได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากกิจกรรมเหล่านี้” ทั้งในรูปของเงินฟอกขาวจากคาสิโนและการเก็บส่วยจากคอมปาวด์หลอกลวง ซึ่งบางแห่งมีการใช้อาวุธควบคุมแรงงาน บังคับทำงาน และทรมานผู้หลอกลวงไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า เครือข่ายเหล่านี้ได้รับ “การคุ้มครองโดยไม่เป็นทางการ” จากผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น และนักการเมืองสายรัฐบาล โดยเฉพาะในจังหวัดชายฝั่งและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่อยู่ภายใต้การบริหารของตระกูลทางการเมืองรายใหญ่

หลังโควิด-19: อาชญากรรมคาสิโนผันตัวเป็นศูนย์สแกมวิกิพีเดียยังระบุว่า เดิมทีเครือข่ายเหล่านี้มุ่งเน้นธุรกิจการพนันออนไลน์ แต่หลังรัฐบาลฮุน เซนออก กฎหมายห้ามพนันออนไลน์ในปี 2019 และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปเกือบหมด ส่งผลให้กลุ่มทุนสีเทาเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจมาเป็น “ศูนย์สแกม” อย่างเต็มตัว

จากปี 2021 เป็นต้นมา อดีตโรงแรมและคาสิโนหลายแห่งถูกปรับเป็นสถานที่ควบคุมแรงงานหลอกลวงออนไลน์ มีหลักฐานวิดีโอที่เผยแพร่ในโลกโซเชียล แสดงภาพเหยื่อถูกทุบตีและทรมาน เพื่อบังคับให้ทำงานจน “ชดใช้ทุน”

องค์กร Amnesty International และ Transparency International ต่างระบุว่า กัมพูชายังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการคอร์รัปชันสูงที่สุดในโลก โดยความพยายามกวาดล้างในปี 2022–2024 ยังไม่สามารถยุติขบวนการเหล่านี้ได้จริง แม้รัฐบาลจะตั้ง “คณะทำงานพิเศษปราบสแกมออนไลน์” เมื่อกลางปี 2025 ก็ตาม

ปลุกปฏิวัติ!! คลื่นแห่งความหวังคนรุ่นใหม่ เขย่า!! แอฟริกาเดือด ‘Gen Z’ มาดากัสการ์ ลุกฮือ!! ล้มรัฐบาล ‘กองทัพ’ ยึดอำนาจ!! ‘ราโชเอลินา’ หนีออกนอกประเทศ

(19 ต.ค. 68) สัปดาห์นี้กองทัพมาดากัสการ์เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล หลังการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ปะทุขึ้นทั่วประเทศ จนประธานาธิบดีอังดรี ราโชเอลินา ต้องหนีออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็น “ฉากเดิมซ้ำรอย” สำหรับราโชเอลินา วัย 51 ปี อดีตดีเจซึ่งเคยขึ้นสู่อำนาจเมื่อปี 2009 จากการรัฐประหารโดยกองทัพเช่นกัน หลังกลุ่มเยาวชนขับไล่ผู้นำคนก่อนให้ลี้ภัย

กระแสตื่นตัวของ Gen Z ทั่วโลก

การลุกฮือในมาดากัสการ์เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา จนถึงอเมริกาใต้ ซึ่งคนรุ่น Gen Z (เกิดราวกลางทศวรรษ 1990–2010) ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือรวมพลังเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ในเนปาล การประท้วงของเยาวชนที่ไม่พอใจการแบนโซเชียลและคอร์รัปชันภาครัฐนำไปสู่การโค่นนายกรัฐมนตรีในเดือนกันยายน ขณะที่ “การปฏิวัติ Gen Z” ในบังกลาเทศปี 2024 นำนักศึกษาหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมขับไล่ชีค ฮาซินา ผู้นำหญิงที่ครองอำนาจยาวนาน รวมถึงกรณีศรีลังกาในปี 2022 ที่เยาวชนผลักดันให้รัฐบาลต้องลาออก

ผู้นำทหารขึ้นแทนที่

หลังราโชเอลินาถูกโค่น กองทัพได้แต่งตั้งพันเอกไมเคิล ร็องเดรียนีรีนา ผู้นำหน่วยทหารที่มีบทบาทสนับสนุนรัฐประหารปี 2009 ขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม

โฆษกการเคลื่อนไหว เอลเลียต ร็องเดรียมันดราโต กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของชัยชนะ การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น” พร้อมยอมรับว่าการล้มรัฐบาลครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือระหว่างเยาวชนกับกองทัพ

ลามไปทั่วทวีปแอฟริกา
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปรากฏการณ์นี้อาจจุดประกายให้ประเทศอื่นในแอฟริกาเกิดการประท้วงลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก

ในโมร็อกโก กลุ่ม “GenZ 212” ใช้แพลตฟอร์ม Discord เป็นฐานเคลื่อนไหว เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปด้านสาธารณสุขและการศึกษา หลังทุ่มงบมหาศาลไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬา ส่วนในเคนยา การประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายขึ้นภาษีกลายเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก

คิงสลีย์ โมกาลู อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีไนจีเรีย เตือนว่า “ผู้นำแอฟริกาที่ล้มเหลวควรระวังไว้ เพราะคนรุ่นใหม่เริ่มตระหนักถึงพลังของตัวเอง”

การต่อต้านจากรัฐบาลเผด็จการ
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในแอฟริกามีแนวโน้มจะตอบโต้ด้วยกำลังมากกว่าถอย เช่น ในเคนยา ประธานาธิบดีวิลเลียม รูโต ท้าผู้ประท้วงว่า “ถ้าคิดจะโค่นรัฐบาลก่อนเลือกตั้งปี 2027 ก็ลองดู” ขณะที่ในยูกันดา ประธานาธิบดียอเวรี มูเซเวนี วัย 81 ปี เตือนผู้ชุมนุมว่า “กำลังเล่นกับไฟ”

รากเหง้าปัญหาการปกครองในแอฟริกา
แอฟริกายังคงเผชิญการรัฐประหารบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในแถบซาเฮลซึ่งมีความไม่มั่นคงทางความปลอดภัยสูง และผู้นำหลายประเทศถูกวิจารณ์ว่าทุจริต ไร้ประสิทธิภาพ และไม่สามารถสร้างงานหรือบริการพื้นฐานให้ประชาชนได้
โมกาลูระบุว่า “ความล้มเหลวของการบริหารคือปัญหาหลักของทวีปนี้ และมันฝังรากลึก”

ยุคแห่งการลุกขึ้นของคนรุ่นใหม่
สิ่งที่ทำให้ขบวนการ Gen Z น่ากลัวต่อผู้มีอำนาจ คือ พวกเขาเติบโตในยุคดิจิทัล มีเครื่องมือสื่อสารพร้อม และไม่มีความอดทนต่อความอยุติธรรม
“คนรุ่นนี้เป็นคนกล้าชน และเทคโนโลยีทำให้พวกเขารวมตัวกันได้ง่ายขึ้น” โมกาลูกล่าว พร้อมเตือนว่า หากผู้นำไม่เร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและคอร์รัปชัน การลุกฮือของเยาวชนอาจกลายเป็น “เรื่องปกติใหม่” ของแอฟริกาในอนาคต

Harry Maguire จากตัวตลกแห่งโลกออนไลน์ สู่ฮีโร่แห่งเกียรติยศ สร้างความภูมิใจ แก่แฟนปีศาจแดงทั้งโลก

(21 ต.ค. 68) ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยสามารถถูกขยายและส่งต่อด้วยความเร็วแสง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (Harry Maguire) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปรากฏการณ์นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วงเวลาหนึ่ง ชื่อของเขาไม่ได้ถูกกล่าวถึงในฐานะกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก หรือเสาหลักของทีมชาติอังกฤษ แต่กลับกลายเป็น 'มีม' และเป้าของการล้อเลียนในโลกออนไลน์อย่างโหดร้ายทารุณ

ยุคมืด: เมื่อคำวิจารณ์กลายเป็นการด้อยค่าและนำไปสู่เสียงหัวเราะ

นับตั้งแต่ย้ายมาสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2019 ด้วยค่าตัวสถิติโลกสำหรับกองหลัง อาชีพของแม็กไกวร์ก็ถูกฉาบด้วยแรงกดดันมหาศาล ความผิดพลาดในสนามถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดและกลายเป็นการผลิตซ้ำในโลกโซเชียล มีมที่ล้อเลียนการเคลื่อนไหวที่ดูเชื่องช้า การสกัดที่ผิดพลาด หรือการทำเข้าประตูตัวเอง ได้สร้างภาพลักษณ์ของเขาให้เป็น 'ตัวตลก' แห่งวงการลูกหนัง คำวิจารณ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลงานในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัว ความกดดันเหล่านี้หนักหนาและบดขยี้เขาจนคนภายนอกแทบจะจินตนาการไม่ออกว่าเขาต้องเผชิญกับมันอย่างไรในแต่ละวัน ถึงแม้จะถูกปลดจากตำแหน่งกัปตันทีมและตกเป็นตัวเลือกสำรองในช่วงฤดูร้อนปี 2023 แต่ท่ามกลางความพ่ายแพ้และเสียงเยาะเย้ย สิ่งหนึ่งที่แม็กไกวร์ไม่เคยทำคือ การถอดใจยอมแพ้

แสงสว่าง: การกลับมาที่เงียบงันแต่ทรงพลัง

ในช่วงที่หลายคนคาดการณ์ว่าเขาจะย้ายทีมและจบอาชีพในโอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างน่าผิดหวัง แม็กไกวร์กลับเลือกที่จะก้มหน้าทำงานหนักอย่างเงียบ ๆ เขาปฏิเสธโอกาสย้ายทีมที่สามารถทำให้เขาหลีกหนีจากแรงกดดัน และเลือกที่จะเชิดหน้าต่อสู้เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองในทีมที่เขารักต่อไป การบาดเจ็บของเพื่อนร่วมทีมเปิดประตูให้เขาได้กลับมายืนในแนวรับอีกครั้ง และนี่คือจุดเปลี่ยนที่น่าประทับใจที่สุด เขาไม่ได้กลับมาพร้อมคำพูดที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีการโพสต์อะไรลงโซเชียลมีเดียให้เยิ่นเย้อ แต่แม็กไกวร์กลับมาพร้อมกับผลงานที่ยอดเยี่ยมในสนาม 

ทันใดนั้น โลกฟุตบอลก็เริ่มเห็นแฮร์รี่ แม็กไกวร์คนเดิม—กองหลังที่แข็งแกร่งในการดวลตัวต่อตัว แม่นยำในการจ่ายบอลขึ้นหน้า ทรงพลังในการเล่นลูกกลางอากาศ และเมื่อไหร่ที่ทีมต้องการประตูในเวลาวิกฤต เขาจะอยู่ตรงนั้นเสมอที่หน้าปากประตูคู่แข่งเพื่อเป็นเป้าหมายแห่งความหวังที่เพื่อนร่วมทีมจะเปิดบอลเข้าไปให้เขาเสมอ  แม็กไกวร์แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่หายไปนาน การอ่านเกมที่เฉียบขาด และความทุ่มเทที่ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก ในเดือนพฤศจิกายน 2023  และเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่านมาถึงยุคของกุนซือปีศาจแดงคนปัจจุบันอย่าง รูเบน อโมริม แม็กไกวร์มักจะถูกส่งลงสนามในช่วงเวลาสำคัญๆเสมอ ไม่ว่าจะในบทบาทตัวจริงหรือตัวสำรอง นี่ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันอย่างเป็นทางการถึงการกลับมาสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดในอาชีพของเขาอีกครั้ง 

จากกำแพงแนวรับ สู่ฮีโร่ผู้โหม่งประตูชัย 'ศึกแดงเดือด'

หากยังมีใครกังขาในสปิริตและความสามารถของเขา การแข่งขัน 'แดงเดือด' นัดล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาหมาดๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเยือนลิเวอร์พูลถึงแอนฟิลด์ และสามารถคว้าชัยชนะได้ 2-1 คือบทพิสูจน์ที่ไม่มีข้อกังขาถึงคุณค่าในตัวตนของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ผู้สวมบทบาทเป็นมากกว่ากองหลังในเกมนี้ และนี่คือผลงานอันโดดเด่นของเขาจากแมตช์แห่งศักดิ์ศรีและเกียรติยศนี้

1. ผู้นำในแนวรับ: ตลอดทั้งเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ดถูกบีบให้ตั้งรับอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลัง แม็กไกวร์คือผู้ที่ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงที่สุด เขาเข้าสกัดได้เด็ดขาด จัดการกับลูกครอสอันตรายด้วยความมั่นใจ และมีการอ่านเกมล่วงหน้าที่ยอดเยี่ยม การป้องกันของเขาคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระทั่งในจังหวะที่ ลิเวอร์พูลยิงชนเสาชนคานถึงสามครั้ง

2. ผู้ทำประตูชัย: ในนาทีที่ 84 หลังลิเวอร์พูลตีเสมอได้สำเร็จ ความกดดันถาโถมเข้าใส่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทีมเยือนอีกครั้ง แต่แล้วความพยายามของแม็กไกวร์ก็ได้รับรางวัลสูงสุด เมื่อลูกครอสอันชาญฉลาดจาก บรูโน แฟร์นันด์ส ลอยเข้ามาในกรอบเขตโทษ และเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่พุ่งตัวโหม่งด้วยพละกำลังและความเด็ดขาด ลูกพุ่งเสียบมุมเป็นประตูชัย 2-1 ที่สำคัญที่สุดในฤดูกาลนี้ ประตูนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นการยุติสถิติอันยาวนานถึง 10 ปี ที่แมนฯ ยูไนเต็ดไม่สามารถบุกมาชนะในเกมลีกที่แอนฟิลด์ได้

การพิสูจน์ตัวตน คุณค่าของความพยายามและการไม่ยอมแพ้ “ครั้งแล้วครั้งเล่า”

ประตูชัยของแม็กไกวร์ในเกมใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่า 'ตัวตลก' ในโลกออนไลน์ได้หายไปแล้ว และแทนที่ด้วย 'ฮีโร่' ที่กล้าหาญและไม่เคยยอมก้มหัวให้แก่คำดูถูกใด ๆ

บทเรียนแห่งความอดทน

เส้นทางของแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลที่กลับมาทำผลงานได้ดีหลังจากฟอร์มตก แต่มันคือเรื่องราวที่ทรงคุณค่าและน่าประทับใจยิ่งกว่านั้น มันคือบทพิสูจน์ของ ความทรหดอดทนทางจิตใจ (Mental Fortitude) ในยุคที่คนส่วนใหญ่จะเลือกหลีกหนีหรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่แม็กไกวร์กลับเลือกอีกเส้นทางหนึ่งที่ยากลำบากและท้าทายความเป็นลูกผู้ชายมากกว่า นั่นคือการก้มหน้าทำงานหนักเพื่อปรับปรุงตัวเอง แบกรับทุกความกดดันและเสียงเยาะเย้ยถากถางจากคนทั้งโลกและเปลี่ยนมันให้เป็นพลังส่งตัวเองสู่ความสำเร็จไม่ใช่แค่ของตัวเอง แต่ของทั้งทีมและทั้งสโมสร 

แม้ในเวลาที่เสียงก่นด่าและดูถูกจะประดังเข้าหาจากทุกสารทิศแต่แม็กไกวร์ก็ไม่เคยตอบโต้ด้วยคำพูดใด ทุกคำที่กล่าวถึงสโมสร โค้ช เพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล (ที่ด้อยค่าเขาอย่างหนัก) มีแต่ถ้อยคำที่ให้เกียรติและขอบคุณอย่างจริงใจ เขาได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จาก 'ตัวตลก' ที่ทุกคนหัวเราะใส่ ให้กลายเป็น 'ฮีโร่' ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับทุกคนที่เคยถูกตัดสินหรือถูกมองข้าม ว่าตราบใดที่เรายังคงสู้และทำงานหนักอย่างไม่ย่อท้อ วันแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจจะมาถึงอย่างแน่นอน และประตูชัยที่แอนฟิลด์ในช่วงเวลาแห่งโชคชะตาในวันนั้น จะถูกจดจำไปตลอดกาล ว่าคือช่วงเวลาที่กองหลังที่ถูกเยาะเย้ยด้อยค่าอย่างต่ำต้อยดุจธุลีดิน ได้กลับขึ้นมาผงาดจากฝุ่นผงแห่งความอดทนและการทุ่มเททำงานหนักจนกลายเป็นผู้กอบกู้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่เคยดูหมิ่นเขามาก่อนด้วยเช่นกัน

ยึดทรัพย์ สว.กัมพูชา พัวพัน!! แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ฟอกเงินข้ามชาติ เครือข่ายสแกมเมอร์ อายัดกว่า!! 70 ล้านบาท

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ของ 'ออกญา ลี ยงพัด' (Ly Yong Phat) สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา และนักธุรกิจใหญ่เชื้อสายไทย–จีน เจ้าของกลุ่มบริษัท LYP Group หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงกับเครือข่าย แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติ ที่ใช้ฐานปฏิบัติการในประเทศกัมพูชา

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบล่าสุดพบว่า ลี ยงพัด หรือชื่อไทยว่า 'พัด สุภาภา' ถือบัตรประชาชนของประเทศไทย และมีชื่ออยู่ในเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับ รีสอร์ต–คาสิโนโอเสม็ด (O’Smach Casino) ซึ่งถูกใช้เป็นแหล่งเคลื่อนไหวของกลุ่มสแกมเมอร์และการฟอกเงินระหว่างประเทศ

เจ้าหน้าที่ ปปง. จึงได้อายัดทรัพย์สินในประเทศไทยมูลค่าประมาณ 70 ล้านบาทไว้เบื้องต้น พร้อมส่งข้อมูลให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบ ความถูกต้องของการถือสองสัญชาติ และหากพบการกระทำผิดตามกฎหมาย จะมีการเพิกถอนสัญชาติไทยในลำดับต่อไป

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า 'ลี ยงพัด' หรือ 'ออกญา ลี ยงพัด' เป็นนักธุรกิจผู้มีอิทธิพลทางการเมืองของกัมพูชา และเป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น Koh Kong SEZ, LYP Group, และ O’Smach Resort & Casino ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจถูกใช้เป็นฐานฟอกเงินและแหล่งปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากต่างประเทศ

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งข้อมูลจุดต้องสงสัย 62 แห่งในกัมพูชาให้กับทางการเขมรเพื่อดำเนินการตรวจสอบ แต่ยังไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร โดยพล.ต.ท.ไตรรงค์ย้ำว่า ไทยได้ดำเนินการมาก่อนหน้าประเทศเกาหลีใต้ และยังคงเดินหน้ากดดันให้มีการปราบปรามอย่างจริงจังในระดับระหว่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ประโยคที่เจ้าหน้าที่ไทยระบุว่า “พบเครือข่ายมีความเชื่อมโยงกับบุคคลสัญชาติไทย” อาจหมายถึง นายลี ยงพัด เอง เนื่องจากมีหลักฐานชัดว่าเขา ถือบัตรประชาชนไทย และมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top