Friday, 5 June 2026
AI

เป็นจำนวนเงิน 3.8 ล้านรูเบิล ฐานเมินลบข้อมูลต้องห้าม ด้าน ‘ยูเครน’ หัวหมออาศัยช่องว่าง จับมือกูเกิลเร่งสร้าง AI ทางเลือกใหม่

(5 ธ.ค. 68) ศาลแขวงตากันสกี กรุงมอสโก มีคำสั่งปรับบริษัท Google จำนวน 3.8 ล้านรูเบิล (ราว 1.5 ล้านบาท) หลังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ลบเนื้อหาที่ถูกจัดเป็นข้อมูลต้องห้ามในรัสเซีย โดยคำสั่งปรับดังกล่าวเกิดขึ้นตามรายงานที่ยื่นโดยหน่วยงานกำกับดูแลสื่อและการสื่อสารของรัสเซีย (Roskomnadzor) ภายใต้มาตรา 13.41 ของกฎหมายละเมิดทางปกครองของประเทศ

ขณะที่ยูเครนประกาศเดินหน้าพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ (LLM) ของตนเอง โดยใช้โครงสร้าง Gemma ของ Google เพื่อสร้างระบบ AI ที่เป็นอิสระ รองรับความต้องการในภาคทหารและพลเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น โครงการจะเริ่มเทรนบนโครงสร้างพื้นฐานของ Google ก่อนจะย้ายไปทำงานบนศูนย์ข้อมูลภายในประเทศ เพื่อให้ยูเครนควบคุมระบบได้อย่างเต็มรูปแบบ

เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า การพัฒนา AI ภายในประเทศช่วยลดค่าใช้จ่ายมหาศาลจากการพึ่งพาระบบต่างชาติ รวมถึงลดความเสี่ยงด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการใช้งานในระบบบัญชาการรบและการวิเคราะห์การโจมตีของรัสเซีย ทั้งยังแก้ปัญหาข้อจำกัดของโมเดล AI ปัจจุบันที่ไม่รองรับภาษาท้องถิ่นและภาษาผสมซึ่งพบมากในยูเครน

สำหรับโครงการดังกล่าวได้จัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา 4 ชุด เพื่อกำกับด้านเทคนิค กฎหมาย และภาษา พร้อมรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐกว่า 90 แห่ง ก่อนฝึกโมเดลบน GPU ที่ปลอดภัยในต่างประเทศ เมื่อพัฒนาเสร็จ AI จะถูกนำมาใช้กับระบบภาครัฐและแพลตฟอร์มของ Kyivstar ก่อนขยายสู่ภาคเอกชน โดยต้องรับมือความเสี่ยงด้านไซเบอร์จากการโจมตีของรัสเซียที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทันทีหลังเปิดตัวระบบใหม่


ที่มา : Sputnik

ปั้นวงจรเทคโนโลยีครบเครื่อง หนุนเศรษฐกิจรัสเซียปี 2030 มูลค่ากว่า 128,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นเกมใหม่บนเวทีโลก

(07 ธ.ค. 68) มอสโก (Sputnik) องค์การพลังงานนิวเคลียร์แห่งรัฐรัสเซีย 'รอสอะตอม' เตรียมผลักดันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจของประเทศอย่างน้อย 128,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ผ่านการพัฒนาวงจรเทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่การผลิตพลังงานไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งและการพัฒนาอัลกอริทึม

อเล็กเซย์ ลีคาเชฟ ผู้อำนวยการใหญ่ของ 'รอสอะตอม' กล่าวในงานสัมมนานานาชาติของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่กรุงเวียนนา ระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม ว่า "เรากำลังสร้างวงจรเทคโนโลยีที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การผลิตพลังงานไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลคอมพิวเตอร์ การพัฒนาอัลกอริทึม และการต่อยอดสู่ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้จะช่วยขับเคลื่อนสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการทำให้ AI สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจของประเทศเราได้อย่างน้อย 110,000 ล้านยูโรภายในปี 2030"

ลีคาเชฟชี้ว่า การผสานความเชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์เข้ากับเทคโนโลยี AI จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในภาคพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการประเด็นด้านจริยธรรม กฎหมาย และสังคม โดยเฉพาะความเสี่ยงของ AI ในภาคพลังงานนิวเคลียร์ ท่ามกลางการพัฒนาระบบอัจฉริยะที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

งานสัมมนาของ IAEA ครั้งนี้มีบริษัทกว่า 260 แห่งเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจาก 'รอสอะตอม' ของรัสเซียด้วย ถือเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในด้านพลังงานนิวเคลียร์และเศรษฐกิจระดับโลก


ที่มา : Sputnik

 

กลายเป็นคลิปไวรัลดังทั่วโซเชียล หลังโชว์เสิร์ฟน้ำแต่พลาดต่อหน้าคนดู ชาวเน็ตจับผิด!! หุ่นทำท่าเหมือนมี VR ควบคุม ทำลายภาพฝันเรื่อง “หุ่นยนต์อัตโนมัติ” ของ Tesla

(10 ธ.ค. 68) คลิปหุ่นยนต์ Optimus ของเทสล่าล้มกลางงานโชว์ กลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย เหตุเกิดในงาน “Autonomy Visualized” ที่โชว์รูมเทสล่า (Tesla) ในไมอามี ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้คนได้เห็นการทำงานของระบบขับขี่อัตโนมัติแบบใกล้ชิด

ในคลิปหุ่นยนต์ Optimus กำลังหยิบขวดน้ำเสิร์ฟให้ผู้ร่วมงาน อยู่ ๆ ก็ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาที่ศีรษะ ท่าทางเหมือนคนกำลังถอดแว่น VR ทั้งที่จริง ๆ ไม่มีอะไรอยู่บนหัว แล้วทันใดนั้นตัวหุ่นก็เสียสมดุลและล้มทิ้งตัวหงายหลังต่อหน้าผู้ชม ทำเอาคนในงานอึ้ง ส่วนคนดูคลิปทางออนไลน์ถึงกับย้อนดูหลายรอบเพื่อเช็กว่าหุ่นทำอะไรอยู่กันแน่

คลิปดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วบน Reddit และ X (ทวิตเตอร์เดิม) ผู้ใช้จำนวนมากมองไปในทางเดียวกันว่า สิ่งที่เห็นน่าจะเป็นจังหวะที่ “คนบังคับหุ่น” หรือเทเลโอเปอเรเตอร์ ถอดแว่น VR ออกจากหัว ตัวหุ่นเลยตามแรงสั่งการสุดท้ายแล้วล้มลงไป สื่อสายเทคอย่าง Electrek ถึงกับเปรียบเทียบว่าเป็นโมเมนต์ “เปิดโปงแบบพ่อมด” ที่ทำให้ภาพฝันเรื่อง “หุ่นยนต์อัตโนมัติ” ของเทสล่าดูพร่าลงทันที ด้านข่าวลบและกระแสวิจารณ์ก็ยิ่งถาโถมใส่หุ้นเทสล่า 

นอกจากนี้ เสียงวิจารณ์จากคนในวงการเทคเองก็ไม่น้อย Cix Liv ผู้ประกอบการด้าน VR และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โพสต์บน X ว่า “ใครยังสงสัยว่า Optimus ใช้เทเลโอเปอเรชันไหม คลิปนี้ชัดเลยว่าพอคนถอดแว่น หุ่นก็ล้ม” พร้อมปิดท้ายว่า “ฮามาก” ขณะที่ Gary Black นักลงทุนที่ปกติหนุนหุ้นเทสล่าก็เตือนว่า ถ้า Optimus ต้องใช้คนคุมแบบ 1:1 จริง ก็จะไม่มีวันเป็นสินค้าที่ขยายการผลิตได้ และไม่อาจสร้างรายได้ระดับมหาศาลอย่างที่อีลอน มัสก์เคยคาดหวัง

การเดิมพันของมัสก์กับ Optimus ไม่ธรรมดา เพราะเขามองโปรเจกต์นี้เป็นหัวรถจักรสำคัญของเทสล่าในอนาคต เขาเคยพูดถึงระดับว่า “หุ่นยนต์ตัวนี้จะช่วยยุติความยากจนได้” และผูกความสำเร็จของ Optimus ไว้กับค่าตอบแทนของตัวเองที่อาจทำให้ขึ้นแท่นเป็น “เศรษฐีล้านล้านดอลลาร์” คนแรกของโลก แม้ในอีกมุมหนึ่งเขาจะยังพยายามตีกรอบให้ Optimus เป็นงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ยังทดลองอยู่ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เทสล่าเจอข้อครหาเรื่องการ “บังคับหุ่นหลังบ้าน” ย้อนไปงาน “We, Robot” ที่สตูดิโอ Warner Bros. ในฮอลลีวูด เมื่อเดือนตุลาคม 2024 หุ่น Optimus หลายตัวถูกปล่อยให้เดินโต้ตอบกับผู้เข้าร่วมงาน สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากในวันจัดกิจกรรม แต่หลังจากนั้นมีรายงานออกมาว่า หุ่นหลายตัวในงานถูกควบคุมด้วยเทเลโอเปอเรเตอร์แทบทั้งสิ้น ทำให้ความเชื่อมั่นลดฮวบทันที

ด้านฝั่งผู้สนับสนุนเทสล่าโต้กลับว่า หุ่นที่ล้มในงานไมอามีเป็น Optimus รุ่นที่ 2 ซึ่งเทสล่าไม่เคยประกาศว่าทำงานได้ “ออโต้เต็มตัว” อยู่แล้ว และตอนนี้บริษัทกำลังโฟกัสอัปเกรดดีไซน์เพื่อไปสู่ Optimus รุ่นที่ 3 ที่เดิมทีตั้งใจจะเปิดตัวปลายปี 2025 แต่เลื่อนออกไปปีหน้าแทน โดยมัสก์เคยอธิบายว่า ส่วนที่ยากและทำให้โครงการช้าคือ “มือหุ่นยนต์” หรือ end effector ที่ต้องทำให้หยิบจับได้ยืดหยุ่นใกล้เคียงมือคนจริงมากที่สุด

จนถึงตอนนี้ เทสล่ายังไม่ออกมาชี้แจงโดยตรงถึงเหตุการณ์หุ่นล้มกลางงาน ขณะที่แผนธุรกิจใหญ่ยังเดินต่อ บริษัทตั้งเป้าเริ่มผลิต Optimus ในเชิงปริมาณภายในปี 2026 และเล็งตั้งราคาขายเมื่อผลิตได้จำนวนมาก ในราคาประมาณ 20,000 ดอลลาร์ (ราว 636,400 บาท) แต่หลังคลิปไวรัลครั้งนี้ คำถามเรื่องความอัตโนมัติจริง ความปลอดภัย และ “ความคุ้มค่าที่แท้จริง” ของกองทัพหุ่นยนต์ Optimus คงไม่หายไปง่าย ๆ และจะตามหลอกหลอนเทสล่าทุกครั้งที่มีเดโมใหม่ให้โลกดูอีกครั้ง

PwC ไทยใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ชี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน-รายได้ สร้างความมั่นคงในอาชีพท่ามกลางวิกฤต ศก. แนะนายจ้างไทยกระจายโอกาสเรียนรู้ AI

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 – PwC ประเทศไทย เผยผลสำรวจล่าสุดในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าแรงงานไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำ AI เข้ามาใช้ในที่ทำงานกำลังสร้างความหวังและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนทำงานไทย พร้อมแนะนายจ้างยกระดับทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงเพื่อสร้างแรงงานที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต

รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 (Thailand Hopes & Fears Survey 2025) ของ PwC พบว่า แรงงานไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ความกังวลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังถูกท้าทายด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเกือบครึ่ง (48%) ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่ากำลังเผชิญความเครียดด้านการเงิน เพิ่มขึ้นจาก 43% ในปี 2567 โดย 11% มีปัญหาในการชำระค่าใช้จ่าย และ 37% เหลือเงินหลังค่าใช้จ่ายที่จำเป็นน้อยหรือแทบไม่มีเลย แม้ 51% ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น และ 20% ได้เลื่อนตำแหน่งในปีที่ผ่านมา แต่มีเพียง 27% ที่วางแผนจะขอขึ้นเงินเดือน และ 25% ตั้งใจจะขอเลื่อนตำแหน่งในอีก 12 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) กำลังเป็นความหวังใหม่สำหรับพนักงานชาวไทยท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงถาโถม โดย 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าตนใช้ AI ในที่ทำงานตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 54%

นอกจากนี้ การใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative AI: GenAI) ในชีวิตประจำวันก็เพิ่มขึ้นเป็น 24% จาก 17% ในปีก่อน โดย 90% ของแรงงานไทยที่ใช้ AI เป็นประจำทุกวัน ระบุว่ามีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น 58% รู้สึกมั่นคงในงานที่ทำมากขึ้น และ 49% มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าผู้ที่ใช้ AI เป็นครั้งคราว

นาง เซีย พาตอน หุ้นส่วนสายงานปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า:

“GenAI ช่วยให้แรงงานไทยสามารถประหยัดเวลาในการทำงานประจำ แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การนำเวลานั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เมื่อองค์กรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการนำ GenAI มาใช้ ปรับบทบาทและเส้นทางความก้าวหน้าในสายงาน รวมทั้งส่งเสริมความสามารถในการปรับตัว เราก็จะเห็นประสิทธิภาพโดยรวมของแรงงานที่ดีขึ้น โอกาสในการเติบโตในสายอาชีพที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันทางการเงินที่ลดลง โดยการใช้งาน GenAI อย่างมีความรับผิดชอบจะช่วยให้พนักงานได้โฟกัสกับงานที่มีความหมายมากขึ้น และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ทั้งต่อบุคคลและองค์กร”

ความเชื่อมั่น: รากฐานของความก้าวหน้า
ทั้งนี้ ความไว้วางใจ (trust) ในผู้นำองค์กรถือเป็นจุดแข็งสำคัญของผลสำรวจของประเทศไทย โดย 67% ของแรงงานแสดงความเชื่อมั่นในผู้จัดการของตน และ 68% เชื่อมั่นในผู้บริหารระดับสูง สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 58% และ 51% ตามลำดับ

นอกจากนี้ 66% ของแรงงานยังรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยอย่างเปิดเผยกับผู้จัดการของตน เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวันมากขึ้น ผู้นำองค์กรที่มีความรับผิดชอบและธรรมาภิบาลจะมีความสำคัญต่อการรักษาความไว้วางใจนี้

“ความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารของพนักงานชาวไทย น่าจะมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้อาวุโส โดยเน้นลำดับชั้น ความปรองดอง และความเมตตาเป็นหลัก” นาง เซีย กล่าว

“รากฐานนี้สร้างข้อได้เปรียบที่โดดเด่นให้แก่องค์กรไทย แต่ในขณะเดียวกันควรต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการปรับวิธีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ GenAI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยลดกำแพงที่เป็นลำดับชั้นในองค์กร ส่งเสริมความร่วมมือ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อองค์กรมีผู้นำที่น่าเชื่อถือร่วมกับการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น” เธอกล่าว

การยกระดับทักษะ: สร้างกำลังแรงงานที่พร้อมสำหรับอนาคต
องค์กรในประเทศไทยกำลังลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดย 74% ของแรงงานรู้สึกว่าตนเองสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้และการพัฒนาที่ต้องการได้อย่างเพียงพอ เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 59%

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการพัฒนาทักษะยังไม่ทั่วถึงในทุกระดับ โดย 67% ของพนักงานที่ไม่ใช่ระดับผู้จัดการรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุน ในขณะที่ผู้จัดการอยู่ที่ 79% และผู้บริหารระดับสูงอยู่ที่ 87%
.
“การเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ที่โดดเด่นของไทยช่วยส่งเสริมยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นาง เซีย กล่าว
.
“การปิดช่องว่างในการเข้าถึงการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ไขปัญหาอื่นด้วย เช่น การกระจายข้อมูลที่ไม่ทั่วถึง ความลังเลทางวัฒนธรรมในการแสวงหาความกระจ่าง และข้อจำกัดด้านเวลา รูปแบบ และภาษา ดังนั้น องค์กรควรพยายามลดอุปสรรคในการขออนุญาตและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม” เธอกล่าว

ของเล่น AI บุกตลาด!! กวางตุ้งเร่งเครื่อง ดัน “เพื่อนคุยอัจฉริยะ” ผลิตภัณฑ์โต้ตอบมนุษย์ได้ ขึ้นแท่นดาวเด่น เรียนรู้เฉพาะตัว ยอดขายพุ่ง รับกระแส Companion Economy

(27 ธ.ค. 68) มณฑลกว่างตง ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตของเล่นสำคัญ ได้เร่งปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการผลิตของเล่นเพื่อตอบโจทย์ยุคใหม่ ตั้งแต่ต้นปี 2025 เป็นต้นมา ของเล่น AI ถูกเปิดตัวอย่างต่อเนื่องและมียอดจำหน่ายเพิ่มสูงมากอย่างมีนัยสำคัญ

ของเล่น AI มีจุดเด่นในเรื่องการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร รูปแบบผลิตภัณฑ์หลากหลาย และรองรับการใช้งานในหลายสถานการณ์ กลุ่มผู้ใช้เป้าหมายจึงกว้างขวาง ผู้ผลิตของเล่นและบริษัทเทคโนโลยีจึงร่วมมือกันพัฒนาอย่างใกล้ชิดทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาสามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมมอบประสบการณ์เรียนรู้และความบันเทิงเฉพาะตัว

"ของเล่น AI กลายเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจเพื่อนคู่ใจ" เป็นคำอธิบายถึงบทบาทสำคัญของนวัตกรรมนี้ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเติมเต็มความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ในมณฑลกว่างตง

การผสานพลังระหว่างเทคโนโลยี AI กับอุตสาหกรรมของเล่นในกว่างตง สะท้อนเทรนด์ระดับโลกที่เน้นความเป็นอินเทอร์แอกทีฟและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรผ่านผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอความบันเทิงและการเรียนรู้ไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "เศรษฐกิจเพื่อนคู่ใจ" หรือ companion economy

ที่มา : Xinhua

 AI กับ "ความหิวกระหาย" ที่มองไม่เห็น: เมื่อนวัตกรรมอัจฉริยะกำลังแย่งชิงทรัพยากรน้ำของโลก

ในปีพุทธศักราช 2569 (2026) ในขณะที่คนทั้งโลกกำลังตื่นตาตื่นใจกับความฉลาดล้ำของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยทำงานและแก้ปัญหาซับซ้อน แต่เบื้องหลังความอัจฉริยะเหล่านั้นกลับมี "ต้นทุน" มหาศาลที่ถูกซ่อนไว้ นั่นคือ ทรัพยากรน้ำจืด ที่กำลังถูกสูบไปใช้ในอัตราที่น่าตกใจ จนเริ่มส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำในหลายภูมิภาคทั่วโลก

- ทำไม AI ถึง "กระหายน้ำ"?

ความต้องการใช้น้ำของ AI ไม่ได้เกิดจากตัวโปรแกรม แต่เกิดจาก โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่รองรับ:

- ระบบหล่อเย็น (Cooling Systems): ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประมวลผล AI ต้องใช้ชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง (เช่น GPU) ซึ่งสร้างความร้อนมหาศาล น้ำปริมาณมากจึงถูกใช้เพื่อระบายความร้อน โดยน้ำกว่า 80% มักสูญเสียไปจากการระเหย
- การผลิตกระแสไฟฟ้า: โรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟให้ดาต้าเซ็นเตอร์ (โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังความร้อน) ต้องใช้น้ำมหาศาลในกระบวนการผลิต
- การผลิตเซมิคอนดักเตอร์: ชิป AI รุ่นใหม่ต้องการ "น้ำบริสุทธิ์พิเศษ" (Ultrapure Water) ในขั้นตอนการผลิต ซึ่งสะอาดกว่าน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมยาถึง 1,000 เท่า

- เปิดสถิติช็อกโลก: ราคาที่ต้องจ่ายต่อหนึ่งคำสั่ง

งานวิจัยและรายงานความยั่งยืนในปี 2568-2569 เปิดเผยตัวเลขที่น่ากังวล:

- 1 คำสั่ง = 1 แก้ว: การป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้ AI อย่าง ChatGPT ประมาณ 10-50 ข้อความ อาจใช้น้ำสูงถึง 500 มิลลิลิตร หรือเทียบเท่ากับน้ำดื่มหนึ่งขวด
- การฝึกฝนโมเดล: การฝึก (Training) โมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง GPT-3 เพียงครั้งเดียว อาจใช้น้ำถึง 700,000 ลิตร เทียบเท่ากับความต้องการน้ำดื่มของคนนับหมื่นคนต่อวัน
- วิกฤตในปี 2570: คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำของ AI ทั่วโลกจะสูงถึง 4.2 - 6.6 พันล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งมากกว่าปริมาณการใช้น้ำของประเทศเดนมาร์กทั้งประเทศ
- ผลกระทบ: สมรภูมิแย่งชิงน้ำระหว่าง "คน" กับ "เครื่องจักร"

แหก AI ในวันที่มนุษย์พึ่งพา AI ตั้งแต่ดูดวงยันเลือกตั้ง

ความจริงวันนี้เอย่าอยากจะเล่าเรื่องประกันสังคมมาก  แต่พอไปเจอคนโพสต์ในโซเชียลไม่ว่าจะดูดวงโดยใช้ AI ไปจนถึงจะเลือกพรรคการเมืองไหนดีโดยใช้ AI วันนี้เอย่าจะขอเอาคำตอบจาก AI มาให้อ่านว่าสรุป AI ฉลาดกว่ามนุษย์หรือมนุษย์นี่แหละที่สร้างแนวทางคำตอบให้ AI  โดยถาม AI ที่ใช้กันแพร่หลายอย่าง ChatGPT นี่แหละคะ

คำถามที่ 1 :  AI ใช้หลักการหรือวิธีการใดในการประมวลผลเพื่อตอบคำถามที่เอย่าป้อนเข้าไป
คำตอบ : เอย่าขอสรุปสั้นๆนะคะ ทาง AI ตอบกลับมาว่า เริ่มจาก แปลงข้อความของคุณให้เป็น “ความหมายเชิงตัวเลข” เพื่อให้เข้าใจว่า คุณกำลังถามเรื่องอะไร น้ำเสียงเป็นทางการไหม ต้องการข้อมูลหรือความเห็น ฯลฯ จากนั้น AI ดูบริบททั้งหมด ไม่ใช่แค่เพียงคำถามที่ถามในประโนชน์นั้นอย่างเดียวแต่จะมีการดูบริบทจาก History เก่าที่เราคาไว้ในระบบยังไม่ได้ลบออก  ทาง AI ก็จะนำมันมาประมวลเพื่อเป็นคำตอบที่ถูกใจเราด้วย  จากนั้น AI จะคาดการณ์ คำถัดไปที่เหมาะสมที่สุด โดย AI จะคิดแบบว่าในบริบทก่อนหน้า ถ้าคำก่อนหน้าเป็นแบบนี้ คำถัดไปที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคืออะไร และจะทำแบบนี้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคำตอบทั้งหมด จากนั้นก็ไปดึงข้อมูลจาก Database อื่นๆมาประกอบ แล้วจึงประมวลเป็นคำตอบเพื่อให้ถูกใจคำถาม  เพราะฉะนั้นคำถามที่ออกมาจึงเหมือนการที่ได้รับคำตอบตรงใจผู้ถามนั้นเอง  เพราะ AI ระบุชัดเจนว่า AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่สิ่งที่ดูเหมือนเหตุผลหรือความเห็น คือการเรียบเรียงจากรูปแบบข้อมูลที่เคยเรียนรู้นั่นเอง  ซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือถ้าเราเคยค้นหาอะไรบ่อยๆ ถามอะไร AI บ่อยๆ AI ก็จะเรียนรู้ว่าเราชอบอะไรและจะประมวลคำตอบมาให้ถูกใจเรานั่นเอง  

คำถามที่ 2 : เห็นคนเดี๋ยวนี้ใช้ AI ดูดวงแล้ว แถมแม่นเสียด้วยหลายคนบอกมา  ทำไมถึงดูดวงแม่นละ
คำตอบ : AI ตอบกลับมาว่าไม่ใช่เพราะ AI เห็นอนาคตนะ  แต่ AI เรียนรู้จากอัลกอลิทึ่มและ Database ที่ใช้สำหรับการดูดวงที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต บวกกับ AI  ปรับคำทำนายจาก “ข้อมูลที่คุณให้เอง” โดยไม่รู้ตัว เช่น วัน เดือน ปีเกิด เพศ สถานการณ์ที่คนดูดวงเล่า หรือคำถามที่ถามมา  จากนั้นใช้หลักจิตวิทยา “Barnum / Forer Effect” ในการสรรหาคำตอบบวกกับ ใช้ภาษาแบบ “เปิดช่องให้คุณตีความเอง” เช่น ไม่ฟันธง 100% หรือมีเงื่อนไข เช่น “ถ้าตัดสินใจเร็วเกินไป อาจพลาดโอกาสดี” ถ้าผิดพลาด แปลว่า AI ทำนายแม่น แต่ถ้าไม่พลาด เราในฐานะคนถูกดูดวงจะรู้สึกว่าที่ไม่พลาดเพราะเราระวังแล้วนั่นเอง

คำถามที่ 3 : เห็นหลายคนใช้ AI มาเป็นเหตุผลอ้างอิงในการเลือกพรรคการเมืองในการเข้ามาบริหารประเทศในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดในนี้  AI มีการประมวลผลอย่างไรที่บอกว่าพรรคใดดีหรือไม่ดี
คำตอบ : AI แจ้งมาก่อนเลยว่า AI ตัดสินว่า “พรรคไหนดี–ไม่ดี” ได้อย่างไร AI ไม่สามารถคิดได้แบบมนุษย์  ดังนั้นการที่ AI ทำคือ ประมวลผลข้อมูลและเปรียบเทียบรวมถึงสรุปตามเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งไว้ เริ่มจาก ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป  ถ้าข้อมูลเอนเอียง คำตอบที่ได้ก็จะเอนเอียง ถ้าข้อมูลไม่ครบคำตอบที่ได้ก็จะไม่ครบ  กล่าวคือ AI ไม่ได้ตัดสินว่าพรรคการเมืองใด ดี หรือ ไม่ดี แต่ตัดสินตรงกับเกณฑ์ที่เราใส่ข้อมูลไปหรือไม่มากกว่า พูดง่ายๆคือ AI แค่วิเคราะห์ข้อมูลที่เราใส่เข้าไปนั่นเอง  ส่วนทำไมบางคนรู้สึกว่า AI  เลือกพรรคให้  เพราะว่า ผู้ถามตั้งคำถามแบบชี้นำ แบบเจาะจงให้ได้คำตอบแบบที่เขาต้องการ บวกกับการป้อนข้อมูลจากฝั่งเดียวให้ AI นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ AI วิเคราะห์ออกมาได้ด้านเดียวเช่นกัน

ยูนิเซฟ ต้าน 'Deepfake' ส่อละเมิดเด็กด้วย AI หลังพบข้อมูลมีเด็ก 1.2 ล้านคน ถูกดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของสื่อทางเพศที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการนำภาพถ่ายของเด็กไปดัดแปลงหรือบิดเบือนให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ซึ่งกำลังแพร่กระจายในวงกว้าง

“Deepfake” หมายถึงภาพ วิดีโอ หรือเสียงที่ถูกสร้างหรือปรับแต่งด้วย AI ให้ดูสมจริง ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการผลิตเนื้อหาที่เป็นการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพให้มีลักษณะทางเพศ หรือการใช้เทคนิคที่เรียกว่า “การทำให้เปลือย” ซึ่งเป็นการใช้ AI ลบหรือดัดแปลงเสื้อผ้าในภาพถ่าย เพื่อปลอมแปลงให้เป็นภาพเปลือยหรือส่อไปในทางเพศ

ยูนิเซฟระบุว่า หลักฐานล่าสุดยืนยันว่า ภัยคุกคามนี้กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากการศึกษาของยูนิเซฟร่วมกับ ECPAT และองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) ใน 11 ประเทศ พบว่าในปีที่ผ่านมา มีเด็กอย่างน้อย 1.2 ล้านคนที่เปิดเผยว่าภาพของตนถูกดัดแปลงด้วยวิธีการดีปเฟกให้มีลักษณะส่อไปในทางเพศ ในบางประเทศ เด็กมากถึง 1 ใน 25 คนได้รับผลกระทบ ซึ่งหมายความว่า ในห้องเรียนทั่วไป อาจมีเด็กอย่างน้อย 1 คนที่กำลังเผชิญกับการละเมิดในรูปแบบนี้

 “เด็ก ๆ เองก็รับรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ในบางประเทศที่เข้าร่วมการศึกษา เด็ก 2 ใน 3 คนแสดงความกังวลว่า AI อาจถูกนำมาใช้สร้างภาพหรือวิดีโอทางเพศปลอม ระดับความกังวลแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการการเสริมสร้างการตระหนักรู้ การป้องกัน และระบบคุ้มครองเด็กให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” ยูนิเซฟรายงาน

 พร้อมกันนี้  ยูนิเซฟขอเน้นย้ำว่า ภาพเด็กที่ถูกนำไปใช้ในลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ล้วนถือเป็น สื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (Child Sexual Abuse Material: CSAM) การละเมิดผ่านดีปเฟกคือการละเมิดจริง และไม่มีสิ่งใดเป็น “ของปลอม” เมื่ออันตรายที่เกิดขึ้นเป็นของจริง

เมื่อภาพหรืออัตลักษณ์ของเด็กถูกนำไปใช้ เด็กคนนั้นย่อมตกเป็นเหยื่อโดยตรง แม้ในกรณีที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ สื่อ CSAM ที่สร้างขึ้นด้วย AI ทำให้การแสวงประโยชน์ทางเพศต่อเด็กถูกมองเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังกระตุ้นความต้องการเนื้อหาลักษณะนี้ และสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการระบุตัว คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบ

“ยูนิเซฟชื่นชมความพยายามของนักพัฒนา AI ที่นำแนวคิดเรื่องความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดมาใช้ เพื่อลดการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม มาตรฐานด้านความปลอดภัยในภาพรวมยังคงมีความเหลื่อมล้ำ โดยยังมีโมเดล AI จำนวนมากที่ขาดมาตรการคุ้มครองที่รัดกุมเพียงพอ และความเสี่ยงนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อ AI ถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยตรง

 ยูนิเซฟได้เรียกร้องว่า ขอให้ทุกภาคส่วนเร่งดำเนินการดังต่อไปนี้ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นจากสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI  รัฐบาลทุกประเทศ ควรขยายคำนิยามของสื่อการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก (CSAM) ให้ครอบคลุมถึงเนื้อหาที่สร้างขึ้นหรือดัดแปลงด้วย AI และกำหนดให้การสร้าง การจัดหา การครอบครอง และการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมาย  นักพัฒนา AI ควรนำหลัก “ความปลอดภัยตั้งแต่การออกแบบ” และมาตรการกำกับควบคุมที่เข้มแข็งมาใช้ เพื่อป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด

บริษัทดิจิทัล ควรดำเนินมาตรการเชิงป้องกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้มีการสร้างหรือเผยแพร่สื่อ CSAM ที่สร้างด้วย AI ไม่ใช่เพียงแค่ลบเนื้อหาหลังเกิดการละเมิดแล้ว พร้อมเสริมความเข้มแข็งของระบบการกลั่นกรองเนื้อหา โดยลงทุนในเทคโนโลยีการตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถระบุและลบเนื้อหาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ล่าช้าหลายวันหลังจากมีการแจ้งเหตุ

“อันตรายจากการละเมิดด้วยดีปเฟกเป็นเรื่องจริงและเร่งด่วน เด็ก ๆ ไม่อาจรอให้กฎหมายไล่ตามให้ทันได้” ยูนิเซฟระบุ

ยูนิเซฟ ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับในประเทศไทย การล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์กำลังเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ  รายงานเรื่อง หยุดยั้งอันตรายในประเทศไทย (Disrupting Harm in Thailand)  ซึ่งจัดทำโดยยูนิเซฟ ร่วมกับ ECPAT และอินเตอร์โพล พบว่า ในปี 2564  มีเด็กอายุระหว่าง 12-17 ปีราว 400,000 คนในประเทศไทย หรือร้อยละ 9 ตกเป็นผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดและแสวงประโยชน์ทางเพศทางออนไลน์ ผ่านวิธีการหลากหลาย เช่น การส่งต่อภาพทางเพศของพวกเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการแบล็คเมลหรือข่มขู่เด็กให้เข้าร่วมกิจกรรมทางเพศ

Gartner ฟันธง! บริษัทครึ่งหนึ่งที่โละพนักงานเพราะ AI จะต้อง “จ้างคนกลับมาใหม่” ภายในปี 2027

การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำระดับโลก ออกโรงเตือนองค์กรธุรกิจที่เร่งลดคนเพื่อหันไปพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี 2027 บริษัทถึง 50% ที่เคยปรับลดพนักงานโดยอ้างเหตุผลเรื่อง AI จะต้องกลับมาจ้างงานบุคลากรใหม่ในหน้าที่คล้ายคลึงกัน แต่อาจมาในชื่อตำแหน่งที่ต่างออกไป

รายงานล่าสุดจาก Gartner ระบุว่า ผู้นำด้านการบริการและการสนับสนุนลูกค้า (Customer Service & Support) ควรให้ความสำคัญกับการเติบโตในระยะยาว มากกว่าการมองแค่การลดต้นทุนในระยะสั้น เพราะ AI ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการทดแทนมนุษย์

แคธี รอสส์ (Kathy Ross) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์ ในสายงานบริการและสนับสนุนลูกค้าของ Gartner กล่าวว่า "แม้ข่าวการเลิกจ้างพนักงานด้วยเหตุผลเรื่อง AI จะเป็นที่สนใจของสังคม แต่ความจริงนั้นซับซ้อนกว่ามาก การลดจำนวนพนักงานส่วนใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลจากสภาพเศรษฐกิจในภาพรวม มากกว่าจะเป็นเพราะระบบอัตโนมัติเพียงอย่างเดียว"

เธอยังชี้ให้เห็นว่า เมื่อองค์กรเริ่มเผชิญกับ "ขีดจำกัดของ AI" ประกอบกับความคาดหวังของลูกค้าที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องกลับมาลงทุนใน "ทรัพยากรมนุษย์" อีกครั้ง เพื่อรักษาคุณภาพการบริการและการเติบโตของธุรกิจไว้

สอดคล้องกับความเห็นของ เอมิลี โปโตสกี้ (Emily Potosky) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของ Gartner ที่ย้ำว่า "AI ในปัจจุบันยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะเข้ามาแทนที่ความเชี่ยวชาญ ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และวิจารณญาณที่มนุษย์มีได้อย่างสมบูรณ์ การพึ่งพา AI เพียงอย่างเดียวในเวลานี้ถือเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป และอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจตามมา"

ตั้ง 'สภา AI แห่งชาติ' นายกฯ นั่งคุมเอง ดัน 4 ภารกิจ AI พลิกโฉมเศรษฐกิจ เลิกแข่งสร้างโมเดลใหญ่ แต่เน้น 'ใครใช้เป็นก่อนชนะ'

สิงคโปร์ตั้ง “สภา AI แห่งชาติ” นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ—เกมนี้ไม่ได้แข่งว่าใครมีโมเดลใหญ่สุด แต่แข่งว่า “ใครใช้ AI ได้เร็วและได้ผลจริง”

Budget 2026 (12 ก.พ. 2026) สิงคโปร์ประกาศตั้ง National AI Council ให้นายกฯ เป็นประธาน เพื่อกำหนดทิศทางและเร่ง “การใช้ AI จริง” ทั้งประเทศ—จากภารกิจระดับชาติ ไปจนถึงเครื่องมือให้ธุรกิจและแรงงานปรับตัวทัน

ในการแถลงงบประมาณปี 2026 (Budget 2026) วันที่ 12 ก.พ. 2026 ในรัฐสภาสิงคโปร์ นายกฯ ลอว์เรนซ์ หว่อง ประกาศตั้ง “สภาปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (National AI Council)” โดยนายกฯ จะเป็นประธานเอง เพื่อให้รัฐกำหนดทิศทางเดียวกันและขับเคลื่อนวาระ AI ของประเทศแบบจริงจัง ตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา (R&D) กติกา/กำกับดูแล ไปจนถึงการส่งเสริมการลงทุนและการใช้งานในภาคธุรกิจ

แก่นของสิงคโปร์ชัดมาก: ไม่ได้จะชนะด้วยการสร้างโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่จะชนะด้วยการ “นำ AI ไปใช้จริง” ให้เร็ว ปลอดภัย และวัดผลได้—จนกลายเป็นแต้มต่อความสามารถแข่งขันของชาติ

สภา AI แห่งชาติ ทำอะไร: 3 คำ = ตั้งเป้า–รวมแรง–เร่งผลลัพธ์
บทบาทหลักของสภาฯ คือให้ “ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์” และทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐเดินเกมสอดประสานกัน ไม่ให้ทำงานคนละทิศคนละทาง โดยมีเป้าหมายใหญ่ 3 ชั้น:
• ตั้ง “ภารกิจ AI ระดับชาติ (AI Missions)” เพื่อเร่งการพัฒนา-ทดสอบ-ใช้งาน-ขยายผล (develop, test, deploy, scale) เป็นระบบ
• เร่งการใช้ AI ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ผ่านมาตรการสนับสนุนที่จับต้องได้
• พาคนทำงานไปด้วยกัน ด้วยการอัปสกิล/รีสกิล และทำให้เส้นทางเรียนรู้ AI ง่ายขึ้น

ภารกิจ AI 4 สมรภูมิ: เลือก “จุดคานงัด” ที่กระทบเศรษฐกิจทั้งประเทศ
สิงคโปร์ประกาศ “National AI Missions” โฟกัส 4 สาขาแกนหลักที่มีความเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจริงและศักยภาพการเติบโต:
• การผลิตขั้นสูง (Advanced manufacturing)
• การเชื่อมต่อและโลจิสติกส์ (Connectivity & logistics)
• การเงิน (Finance)
• สาธารณสุข (Healthcare)
แนวคิดสำคัญคือเลือก “สนามที่คานงัดได้แรง” แล้วใช้เครื่องมือรัฐแบบครบวงจร ทั้งกติกา การลงทุน และการจับมืออุตสาหกรรม เพื่อเปลี่ยน AI จากเดโมให้เป็นระบบที่ใช้ได้จริงในระดับประเทศ

ไม่ปล่อยให้ AI เป็นเรื่องของบริษัทยักษ์: ดันทั้งประเทศให้ “ใช้จริง”
ในสปีชยอมรับตรง ๆ ว่าการทำ AI แบบ end-to-end นั้นยาก รัฐจึงออกแบบมาตรการให้ธุรกิจทำได้จริง และลดต้นทุนการเริ่มต้น เช่น:
• โครงการ Champions of AI สนับสนุนบริษัทที่เอาจริงกับการทรานส์ฟอร์มทั้งองค์กร (รวมถึงฝึกคน)
• ยกระดับ Enterprise Innovation Scheme ให้เอื้อการลงทุน/การใช้งาน AI มากขึ้น
• ขยาย Productivity Solutions Grant (PSG) ให้ครอบคลุมโซลูชันดิจิทัล/AI ที่หลากหลายขึ้น เพื่อให้ทุกขนาดบริษัทเข้าถึงเครื่องมือได้
• สร้างระบบนิเวศด้วยพื้นที่และคอมมูนิตี้: Lorong AI และการเตรียมทำ “AI park” ที่ one-north

ทำไมสิงคโปร์จริงจังขนาดนี้: AI ถูกยกเป็น “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”
ภายใต้บริบทโลกที่ “ความไม่แน่นอน” กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ไซเบอร์ และความเสี่ยงใหม่ ๆ สิงคโปร์วาง AI เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพและรับมือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น ตลาดแรงงานตึงตัวและสังคมสูงวัย
และหากมองย้อนหลัง สิงคโปร์มี “ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ 2.0 (NAIS 2.0)” ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2023 อยู่แล้ว งบปี 2026 จึงเหมือนการตั้ง “ห้องเครื่องขับเคลื่อน” ระดับชาติให้ยุทธศาสตร์เดินเร็วขึ้น ผ่านกลไกสภาฯ และภารกิจ AI ที่มีตัวชี้วัดชัด

บทเรียนถึงไทย (แบบไม่ต้องฝันใหญ่เกินจริง)
ถ้าจะถอดบทเรียนให้ไทยแบบจับต้องได้ มี 3 ข้อ:
• ตั้ง “เจ้าภาพระดับชาติ” ที่มีอำนาจประสานจริง (ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ)
• โฟกัสเป็น “ภารกิจ” ไม่ใช่ “โปรเจกต์ทดลอง” แล้วกำหนดตัวชี้วัดให้ชัด
• ชนะด้วยการใช้งานและความเชื่อมั่น (trust) มากกว่าการแข่งโมเดลใหญ่สุด—ประเทศเล็กก็ชนะได้ ถ้ารู้ทางและทำเป็น

สรุปสไตล์สิงคโปร์ในประโยคเดียว: AI ไม่ใช่ของเล่นใหม่ แต่คือเครื่องมือรัฐในการเร่งผลิตภาพ—และต้องทำให้ทั้งประเทศใช้ได้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top