Friday, 5 June 2026
AI

จีนตั้งเป้าใช้ชิป AI ผลิตเอง 70% ภายในปี 2570 ท้าชนอิทธิพล Nvidia ผู้ครองตลาดชิปกว่า 80%

(21 ส.ค. 68) จีนเดินหน้าลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยหลายเมืองใหญ่วางเป้าหมายเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างน้อย 70% ภายในปี 2570 เพื่อลดอิทธิพลของ Nvidia ผู้ครองตลาดชิป AI กว่า 80% ในจีน ขณะที่ปักกิ่งตั้งเป้าสูงถึง 100% ส่วนกุ้ยหยาง เมืองที่มีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก กำหนดให้ศูนย์ข้อมูลใหม่ต้องใช้ชิปผลิตในประเทศไม่ต่ำกว่า 90%

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ย้ำในที่ประชุมโปลิตบูโรว่า จีนต้องระดมทรัพยากรทั้งประเทศเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองในด้าน AI พร้อมส่งสัญญาณสนับสนุนการพัฒนาและการผลิตชิปในประเทศ ซึ่งปัจจุบันผู้พัฒนาบริการ AI ภายในประเทศ เช่น DeepSeek, Alibaba และ Baidu กำลังขยายบทบาท แต่ก็ยังต้องพึ่งพา Nvidia อย่างมาก

หัวเว่ย (Huawei) พยายามสร้างทางเลือกใหม่ด้วยชิปตระกูล Ascend 910 ซึ่งรุ่นล่าสุด 910B มีสมรรถนะราว 85% ของ Nvidia H20 และเตรียมเปิดตัวรุ่น 920 ที่คาดว่าจะทดแทน H20 ได้เต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันบริษัทอื่น เช่น Cambricon และ Kunlun ของ Baidu ก็กำลังเร่งพัฒนาชิป AI ร่วมกับโรงงานผลิตชิปในประเทศอย่าง SMIC

นักวิเคราะห์คาดว่า ส่วนแบ่งตลาดชิป AI ของ Nvidia ในจีนจะลดลงเหลือ 50-60% ภายใน 5 ปี ขณะที่ผู้ผลิตจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 40-50% ล่าสุด ไชน่า โมบาย ลงนามจัดซื้อเซิร์ฟเวอร์ AI มูลค่า 19,100 ล้านหยวน โดยใช้ชิปหัวเว่ยทั้งหมด และยังมีรายงานว่า ByteDance อาจหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยด้วย

อย่างไรก็ดี ความพยายามตัดขาดจากสหรัฐฯ ไม่ง่ายนัก เพราะยังมีข้อจำกัดด้านสมรรถนะและความล่าช้าในการพัฒนา เช่น กรณี DeepSeek ที่ถูกชะลอเพราะใช้ผลิตภัณฑ์หัวเว่ย ขณะเดียวกัน จีนยังคงนำเข้าชิป Nvidia ต่อไปในบางภาคส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดูดซับเทคโนโลยีตะวันตกกับการสร้างนวัตกรรมในประเทศเอง

‘นิพนธ์’ ย้ำ!! การศึกษา ความรู้คืออาวุธสำคัญ หนุนประชาชนเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ AI/ChatGPT

(24 ส.ค. 68) ณ ห้องประชุมแสงสุริยา มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 8 สมัย ร่วมจัดกิจกรรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “รู้จักและใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ AI และ ChatGPT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน” ซึ่งมีนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 300 คนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.เขต 1 สงขลา กล่าวว่าเปิดการอบรมว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะตัวแทนประชาชนต้องการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของชาวบ้านและนักศึกษานำมาปรับใช้ในการเรียน การประกอบอาชีพ และส่วนตัวจะได้รับรู้ปัญหาของแต่ละพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

นายนิพนธ์ บุญญามณี กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เกิดจากความตั้งใจของตนและนายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ที่ได้นั่งปรึกษาหารือกัน ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI ซึ่งกำลังมีบทบาททั้งในภาคธุรกิจ การศึกษา และวิถีชีวิตประจำวัน หากไม่สามารถปรับตัวหรือเรียนรู้ได้ทัน อาจทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและกลายเป็น “คนตกขบวน” ได้เหมือนไดโนเสาร์ ที่ได้ปรับตัวสุดท้ายก็สูญพันธุ์ 

'ในอดีตไดโนเสาร์ไม่สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ จนไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ต่อมาได้ มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายคล้ายกัน หากไม่เรียนรู้และปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็อาจถูกสังคมและเศรษฐกิจทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากสิ่งที่เคยเป็น “ปกติ” เช่น โทรเลขหรือธนาณัติ มาสู่สังคมไร้เงินสดและการสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน หากไม่ก้าวตามโลก ก็อาจใช้ชีวิตได้ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ' อดีตรมช.มหาดไทย กล่าว

เมื่อก่อนผมก็ไม่รู้จัก แต่เมื่อได้รับคำแนะนำ จึงคิดว่า ควรให้ประชาชน เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้

“เมื่อคืนผมสงสัย และมีคนถามมากว่า นายกฯอุ้งอิ๊งจะรอดไหม ผมจึงเข้าไปถาม AI/ChatGPG โอ้โหคำตอบชัดเจน แต่ไม่อยากบอกตรงนี้ เขาอธิบายให้เลยผิดจริยธรรมตรงไหน พร้อมวิเคราะห์ให้เรียบร้อย”

นายนิพนธ์ยังได้กล่าวถึงจังหวัดสงขลาในฐานะ “เมืองแห่งการศึกษา” ที่มีความโดดเด่น เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษามากถึง 13 แห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชา จึงถือเป็นฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ทันต่อเทคโนโลยี

“การให้ที่มีค่าที่สุดคือการให้ความรู้” นายนิพนธ์กล่าว พร้อมชี้ว่า การติดอาวุธทางปัญญาให้ประชาชนไม่เพียงทำให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างมั่นคงให้กับครอบครัว เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่คือโอกาสสำคัญในการสร้างอนาคตของแต่ละคน

ในการอบรมมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้แก่ นายระวี ตะวันธรงค์ อดีตนายกสื่อออนไน์แห่งประเทศไทย และ ดร.วันเฉลิม จันทรากุล อดีตผู้สื่อข่าวและพิธีกรโทรทัศน์ นายเฉลียว คงตุก ประธานกลุ่มประชาชนไม่เงียบ ที่มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และนำกิจกรรม Workshop ให้กับผู้เข้าร่วม ทั้งการเขียนรายงาน การออกแบบข้อความประชาสัมพันธ์ การแต่งเพลง ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยวางแผนงานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สร้างความเข้าใจเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง มีนายสมพร หลงจิ ดำเนินรายการ

60 บริษัทผลิตแผงวงจรพิมพ์ต่างชาติ…แห่ปักหมุด ‘อยุธยา’ ดันไทยขึ้นแท่น ‘ฮับ PCB’ ใหม่!! คาดมูลค่าแตะ 5.6 พันล้าน

(5 ก.ย. 68) กระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อบริษัทจากจีนและไต้หวันเกือบ 60 แห่งตบเท้าเข้ามาตั้งโรงงาน หวังใช้ไทยเป็นฐานผลิตแห่งใหม่ ท่ามกลางแรงบีบจากสหรัฐที่ทำให้ทุนต่างชาติทยอยย้ายออกจากจีน โดย 'จ.อยุธยา' กำลังกลายเป็นพื้นที่เนื้อหอมที่ผู้ผลิตรายใหญ่เลือกปักหมุด

PCB ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างรองรับการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่สมาร์ตโฟน รถยนต์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI การที่ไทยดึงยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Victory Giant, Zhen Ding Tech, Unimicron และ GCE เข้ามาลงทุน จึงสะท้อนถึงความสำคัญของประเทศในฐานะ 'ตัวเชื่อม' ห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การแห่เข้ามาของโรงงาน PCB นำมาซึ่งความท้าทาย ทั้งปัญหาขาดแคลนวิศวกร ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมการทำงาน รวมถึงต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าในจีน ทำให้หลายบริษัทต้องปรับตัวและลงทุนเพิ่มเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันยังต้องพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์และวัสดุหลัก เนื่องจากระบบนิเวศในไทยยังไม่สมบูรณ์

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากไทยสามารถแก้ปัญหาด้านบุคลากรและสร้างคลัสเตอร์การผลิตที่ครบวงจรได้ มูลค่าการผลิต PCB จะขยายตัวจาก 3,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ไปถึงกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2030 และอาจทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็น 'ฮับ PCB อันดับสองของโลก' รองจากจีนในอนาคต

OpenAI ร่วม Broadcom พัฒนาชิป AI รุ่นแรก เน้นใช้งานภายในองค์กร-ลดพึ่งพา Nvidia คาดเสร็จปี 2026

(9 ก.ย. 68) OpenAI เตรียมเปิดตัวชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) รุ่นแรกในปี 2026 ร่วมกับบริษัทเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ รายใหญ่ Broadcom ตามรายงานของ Financial Times โดยแหล่งข่าวระบุว่าชิปดังกล่าวจะใช้งานภายในองค์กรเป็นหลัก ไม่ได้วางขายให้ลูกค้าภายนอก

การพัฒนาชิปนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของ OpenAI ในการลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia และตอบสนองความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยก่อนหน้านี้ OpenAI เคยร่วมมือกับ Broadcom และ TSMC รวมถึงการใช้งานชิปของ AMD ควบคู่กับ Nvidia เพื่อฝึกและรันระบบ AI ของตนเอง

ฮ็อค แทน (Hock Tan) ซีอีโอของ Broadcom ระบุว่าบริษัทคาดว่ารายได้จาก AI ในปีงบประมาณ 2026 จะเติบโตสูงขึ้น หลังจากได้รับคำสั่งซื้อโครงสร้างพื้นฐาน AI กว่า 10 พันล้านดอลลาร์ จากลูกค้ารายใหม่ พร้อมเผยว่ามีลูกค้าใหม่หลายรายกำลังร่วมพัฒนาชิปเฉพาะของตนเอง

ความเคลื่อนไหวของ OpenAI สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อื่น ๆ เช่น Google, Amazon และ Meta ที่สร้างชิปเฉพาะสำหรับงาน AI เพื่อรองรับความต้องการด้านการประมวลผลและการฝึกโมเดล AI ที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน

แอลเบเนีย ประกาศตั้ง ‘รัฐมนตรี จาก AI’ คนแรกของประเทศ หวังยุติ ‘คอร์รัปชัน’ ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตรวจสอบได้ 100%

แอลเบเนียประกาศแต่งตั้ง 'ดิเอลล่า' (Diella) ผู้ช่วยดิจิทัลที่สร้างขึ้นจาก AI ขึ้นเป็น รัฐมนตรีคนแรกของประเทศ โดยจะรับผิดชอบด้านการจัดซื้อจัดจ้างของทางภาครัฐ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเอดี รามา (Edi Rama) ย้ำว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศปลอดคอร์รัปชัน 100%

สำหรับผู้ช่วยดิจิทัล ดิเอลล่า มีการทดลองงานมาแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม ผ่านพอร์ทัล e-Albania ช่วยประชาชนทำธุรกรรมออนไลน์กว่า 95% ของบริการภาครัฐ และสามารถตอบโต้ด้วยคำสั่งเสียง ซึ่งล่าสุดถูกยกระดับขึ้นมามีบทบาทในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อคัดเลือกผู้ชนะประมูลอย่างเป็นกลางแทนเจ้าหน้าที่รัฐ

นายกรัฐมนตรีเอดี รามา ระบุว่า การโอนอำนาจตัดสินการประมูลจากกระทรวงต่าง ๆ มาสู่ AI จะค่อย ๆ ดำเนินการทีละขั้นตอน เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และตัดวงจรการติดสินบน รวมถึงการแทรกแซงทางการเมืองที่มักทำให้โครงการรัฐกลายเป็นประเด็นคอร์รัปชัน

แม้สื่อท้องถิ่นมองว่าเป็น “การปฏิรูปครั้งใหญ่” ที่ให้เทคโนโลยีมีบทบาทจริงในการบริหารประเทศ แต่ก็ยังมีเสียงกังขา โดยชาวเน็ตบางรายเหน็บว่า 

“ในแอลเบเนีย ต่อให้เป็นดิเอลล่า (AI) ก็ยังถูกทำให้คอร์รัปชันได้”
 

‘จีน’ ครองแชมป์!! จดสิทธิบัตรปัญญาประดิษฐ์ (AI) คิดเป็น 60% ของทั้งหมดทั่วโลก หรือกว่า 5 แสนฉบับ

(12 ก.ย. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนครองอันดับหนึ่งของโลกในด้านจำนวนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุมัติในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในปี 2567 โดยสูงแตะ 5 แสนฉบับ เพิ่มขึ้น 23.1% เมื่อเทียบรายปี โดยข้อมูลนี้ได้รับการเผยแพร่ในการประชุมประจำปีทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศจีน ครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘ทรัพย์สินทางปัญญาในยุคดิจิทัล’ 

จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในด้านการถือครองสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยสัดส่วนการถือครองสิทธิบัตรประเภทดังกล่าวของจีนคิดเป็น 60% ของทั้งหมดทั่วโลก ขณะที่จำนวนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลของจีนเพิ่มขึ้นจาก 21,000 ฉบับในปี 2559 เป็น 52,000 ฉบับในปี 2567 

ขณะเดียวกัน มี 95 ประเทศและภูมิภาคได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลในจีน เมื่อนับถึงสิ้นปี 2567 โดยจำนวนสิทธิบัตรประเภทดังกล่าวรวมอยู่ที่ 4.07 แสนฉบับ คิดเป็น 43.7% ของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ทั้งหมดที่นักประดิษฐ์ต่างชาติถือครองในจีน 

เซินฉางอวี่ หัวหน้าสำนักบริหารทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติจีน กล่าวว่า สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่าบริษัทต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาในอนาคตของเศรษฐกิจดิจิทัลของจีน

สาวจีน Gen Z พลิกโฉม AI สร้างภาพยนตร์ กวาดรายได้ 110 ล้านเหรียญ สร้าง!! ก้าวกระโดดที่ร้อนแรงที่สุดของ AI ในอุตสาหกรรมบันเทิง

(14 ก.ย. 68) เมื่อวิศวกรอัลกอริทึมจากซิลิคอนวัลเลย์ โคจรมาพบกับผู้สร้างสรรค์แห่งฮอลลีวูด จะเกิดอะไรขึ้น Cecilia Shen หญิงสาวชาวจีน Gen Z คือคำตอบนั้น เธอใช้ AI พลิกโฉมกระบวนการผลิตภาพยนตร์ทั้งระบบ และก่อตั้ง “Utopai Studios” สตูดิโอภาพยนตร์ AI-Native แห่งแรกของโลก ซึ่งสร้างรายได้ในปีแรกทะลุ 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.49 พันล้านบาท) จนนิตยสาร Forbes ขนานนามว่านี่คือ “การก้าวกระโดดที่ร้อนแรงที่สุดของ AI ในอุตสาหกรรมบันเทิง”

Cecilia Shen เคยเป็นวิศวกรที่อายุน้อยที่สุดในห้องปฏิบัติการลับของ Google ด้วยวัย 21 ปี ก่อนจะก่อตั้งบริษัท Cybever ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง 3 มิติด้วย AI จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธออายุ 24 ปี หลังได้รับคำแนะนำจากสตูดิโอภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ให้หันมาทำ Virtual Production (การผลิตเสมือนจริง)

เธอจึงรีแบรนด์บริษัทเป็น Utopai Studios และระดมคนในวงการฮอลลีวูดที่มีแนวคิดก้าวหน้าและต้องการปฏิรูปอุตสาหกรรมภาพยนตร์แบบดั้งเดิม ประกอบด้วยมือเขียนบทรางวัลออสการ์, อดีตผู้บริหารระดับสูง และทัพศิลปินวิชวลเอฟเฟกต์ เพื่อท้าทายตรรกะเดิมๆ ของวงการภาพยนตร์ "เป้าหมายสูงสุดของ Generative AI ไม่ใช่การเป็นแค่ API แต่คือการสร้างสรรค์คอนเทนต์" คำกล่าวของ Cecilia 

หัวใจของนวัตกรรมคือเทคโนโลยี "Previz-to-Video Pipeline" ที่ช่วยให้ผู้กำกับเห็นภาพตัวอย่างคุณภาพสูงได้ในไม่กี่นาที ทำให้วงจรการผลิตโดยรวมสั้นลงกว่า 60% เทคโนโลยีนี้ถูกนำร่องใช้กับโปรเจกต์สุดหินอย่างภาพยนตร์มหากาพย์ Cortés และซีรีส์ไซไฟ Space: Above and Beyond ซึ่งได้จำหน่วยสู่ตลาดยุโรปล่วงหน้าแล้ว

ความต้องการปฏิรูปวงการของฮอลลีวูดได้กลายเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์สำหรับ Utopai Studios โดยศิลปินระดับแนวหน้าได้เริ่มนำเครื่องมือ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน AI เข้ามาช่วย "ปลดล็อก" บทภาพยนตร์เก่าๆ ที่เคยถูกพักไว้เนื่องจากข้อจำกัดด้านต้นทุนและเทคนิค

Cecilia สังเกตว่า ศิลปินชั้นนำได้เริ่มนำเครื่องมือ Generative AI มาใช้เพื่อขยายขีดความสามารถของสัญชาตญาณ ไม่ใช่เพื่อทดแทน ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้ผลงานเข้าถึงอารมณ์ผู้ชมได้ดียิ่งขึ้น

ความท้าทายสำคัญคือการสอนให้ AI เข้าใจตรรกะของพื้นที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น (เช่น ผังเมืองหรือห้อง) ซึ่งต่างจากการสร้างภาพธรรมชาติแบบสุ่ม ทีมงานจึงต้องฝึก AI ให้เรียนรู้ "กฎเกณฑ์ที่มองไม่เห็น" เช่น เหตุผลในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์หรือการเว้นที่ว่างในห้อง จนในที่สุดระบบสามารถสร้างฉากที่สมจริงและยังจำลองการคาดการณ์พฤติกรรมของมนุษย์ในพื้นที่นั้นๆ ได้สำเร็จ

เสียงตอบรับจากตลาดเป็นไปในทิศทางบวก Utopai Studios ได้กลายเป็นบริษัท AI แห่งแรกที่เข้าร่วมสมาคมวิชาชีพในฮอลลีวูด และกำลังเตรียมนำผลงานไปจัดแสดงในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญปลายปีนี้

"ผู้ชมไม่สนใจว่าคอนเทนต์จะสร้างโดย AI หรือไม่ พวกเขาสนใจแค่ว่ามันถูกสร้างสรรค์มาอย่างพิถีพิถันหรือเปล่า" Cecilia กล่าว เธอมองว่าความได้เปรียบในการแข่งขันยุคใหม่จะขึ้นอยู่กับการหลอมรวมระหว่างเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งนี่อาจเป็นความลับที่ทำให้ผู้ประกอบการหญิง Gen Z คนนี้ สามารถท้าทายอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่มีอายุนับศตวรรษได้สำเร็จ

จับเป็นร้อย บอกยินดีต้อนรับ? ‘ทรัมป์’ ยันเวลคัมแรงงานและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เพราะยังมีความจำเป็นต่อสหรัฐฯ

(15 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาย้ำว่า สหรัฐอเมริกายังคง ‘ยินดีต้อนรับ’ แรงงานต่างชาติ แม้มีการบุกจับแรงงานชาวเกาหลีใต้เกือบ 500 คนที่ไซต์ก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในรัฐจอร์เจีย เมื่อ 4 กันยายนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลและเสียงวิจารณ์อย่างหนักในเกาหลีใต้

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการทำให้นักลงทุนต่างชาติหวาดกลัวหรือเสียกำลังใจ พร้อมย้ำว่าการนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยถ่ายทอดความรู้ถือเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอเมริกัน โดยเฉพาะในสินค้าที่ซับซ้อนอย่างชิป เซมิคอนดักเตอร์ และระบบรถไฟ

สำหรับการบุกจับครั้งนี้เป็นปฏิบัติการใหญ่ที่สุดของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) นับตั้งแต่เริ่มมาตรการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ระบุว่าคนงานเกาหลีใต้จำนวนมากอยู่เกินวีซ่า หรือทำงานผิดประเภท แม้ภายหลังสหรัฐฯ จะไม่ส่งตัวขึ้นศาลฯ ดำเนินคดี แต่ภาพแรงงานถูกใส่กุญแจมือและล่ามโซ่ได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวเกาหลีใต้

ด้าน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ออกมาเตือน สหรัฐฯ ว่าอาจเกิดการลังเลลงทุนในอเมริกาจากภาคเอกชน ขณะที่สหภาพแรงงานเกาหลีใต้ออกมาเรียกร้องให้ทรัมป์ขอโทษอย่างเป็นทางการเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของแรงงานและนักลงทุนเกาหลีใต้ 

‘เซินเจิ้น’ ก้าวสู่ยุคใหม่ใช้ AI ควบคู่ทางการแพทย์ ช่วยยกระดับบริการสุขภาพรวดเร็วทันใจ และตรงจุด

(17 ก.ย. 68) เมืองเซินเจิ้น ทางตอนใต้ของจีน กำลังก้าวสู่ยุคใหม่ด้านสาธารณสุข ด้วยการผนวกเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับระบบการแพทย์ โดยปัจจุบันมีการใช้งานอุปกรณ์การแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI แล้วเกือบ 450 รายการ ในสถาบันการแพทย์ทั่วเมือง ช่วยให้บริการทางการแพทย์มีความรวดเร็ว แม่นยำ และตอบโจทย์เฉพาะบุคคลมากขึ้น

ที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง สาขาเซินเจิ้น ได้ติดตั้งเครื่องตรวจวิเคราะห์สุขภาพอัจฉริยะ (Intelligent Terminal) จำนวน 10 เครื่องในห้องตรวจผู้ป่วยนอก อุปกรณ์นี้ใช้เทคโนโลยีความแม่นยำขั้นสูงและอัลกอริทึมวิเคราะห์ลิ้นและใบหน้า เพื่อประเมินสุขภาพเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงหุ่นยนต์ฝังเข็ม-กายภาพบำบัด ที่ใช้ฐานความรู้ทางการแพทย์

ในเขตเป่าอัน มีการใช้แพลตฟอร์ม AI ขนาดใหญ่ในกว่า 40 สถานการณ์ทางการแพทย์ เช่น ระบบช่วยวิเคราะห์ภาพถ่ายรังสี ที่สามารถระบุโรคได้ภายในไม่กี่วินาที เพิ่มความแม่นยำถึง 40% รวมถึงระบบตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ที่ช่วยจับสัญญาณหัวใจภายใน 3 วินาที ซึ่งถือเป็น “ผู้ช่วยทีมแพทย์” ที่ทำงานคู่กับแพทย์จริง

ขณะเดียวกัน ศูนย์บริการสุขภาพชุมชนกว่า 400 แห่งในเซินเจิ้น ได้นำอุปกรณ์ช่วยวินิจฉัยด้วย AI เข้ามาใช้แล้ว เช่น ระบบจดบันทึกเวชระเบียนอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีประมวลภาษาธรรมชาติ (NLP) ที่รองรับได้หลายสำเนียง พร้อมระบบจัดส่งยาสมุนไพรจีนด้วยโดรน ทำให้เวลาส่งยาลดลงเหลือเพียง 6-8 นาที เร็วกว่าการขนส่งทางบกถึง 75%

ความก้าวหน้าด้าน “AI + การแพทย์” นี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนเร่งพัฒนาเซินเจิ้นสู่เมืองต้นแบบ AI ปี 2025-2026 โดยมุ่งสร้าง “โรงพยาบาลอัจฉริยะ” ที่ครอบคลุมทั้งการป้องกัน วินิจฉัย และฟื้นฟูสุขภาพ สะท้อนถึงบทบาทของ AI ที่เข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตและสาธารณสุขของประชาชนอย่างแท้จริง

‘เจ้าพ่อแห่ง AI’ เตือน!! เทคโนโลยีจะนำไปสู่การว่างงานครั้งใหญ่ หากไม่มีการควบคุม คนรวยจะรวยขึ้นไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่จะจนลง

(20 ก.ย. 68) เจฟฟรีย์ ฮินตัน อดีตผู้เชี่ยวชาญของ Google ซึ่งเมื่อปีที่แล้วได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากผลงานที่ปูทางให้กับระบบ AI อันทรงพลังในปัจจุบัน ได้กล่าวว่า ซีอีโอที่โปรโมต AI ว่าเป็นทางออกของปัญหาความหิวโหย ความยากจน และโรคภัยต่าง ๆ นั้น “โกหกทั้งเพ”

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ ก็คือ คนรวยจะใช้ AI มาแทนที่แรงงาน” ฮินตันให้สัมภาษณ์กับ Financial Times

“มันจะก่อให้เกิดการว่างงานครั้งใหญ่ และทำให้กำไรเพิ่มขึ้นมหาศาล ส่งผลให้คนไม่กี่คนรวยขึ้นมาก และคนส่วนใหญ่จนลง นั่นไม่ใช่ความผิดของ AI แต่เป็นเพราะระบบทุนนิยมต่างหาก”

ฮินตันซึ่งเป็นนักสังคมนิยม ประกาศจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่ลาออกจากทีม Google Brain ในปี 2023 โดยก่อนหน้านั้นเขาเคยขายบริษัทของตนให้ Google ด้วยมูลค่า 44 ล้านดอลลาร์ และร่วมงานกับบริษัทเป็นเวลาสิบปี

ฮินตัน ซึ่งเคยสอนที่มหาวิทยาลัยโตรอนโตนานกว่า 20 ปี กล่าวว่านักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า AI จะสามารถกลายเป็น ‘ซูเปอร์อัจฉริยะ’ หรือมีความสามารถเหนือมนุษย์ ได้ภายในระยะเวลา 5 ถึง 20 ปีข้างหน้า

เขาเคยออกมาเตือนถึงอันตรายจากศักยภาพอันทรงพลังของ AI หลายครั้ง และเคยเรียกร้องให้หยุดการพัฒนา AI ชั่วคราว

ฮินตันกล่าวว่า “วิธีเดียวที่มนุษยชาติจะรอด คือ การออกแบบ AI ให้เหมือนแม่ เพราะแม่มีความห่วงใยลูก และต้องการปกป้องชีวิตของลูก”

ถึงกระนั้น นักวิชาการชาวอังกฤษวัย 77 ปีก็ยอมรับว่า เขาใช้ AI ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการซ่อมเครื่องอบผ้า

“ผมอายุ 77 แล้ว และจุดจบของผมก็คงใกล้เข้ามาเร็ว ๆ นี้แหละ” เขากล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้นำเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ และ แซม อัลต์แมน ก็ยังเดินหน้าพัฒนา AI อย่างเต็มสูบ

เมื่อถูกถามว่าเขาไว้ใจใครมากกว่าระหว่างมัสก์กับอัลต์แมน ฮินตันตอบโดยอ้างถึงคำพูดของ ลินด์ซีย์ เกรแฮม ในปี 2016 เมื่อถูกถามว่าเขาจะเลือกใครระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ เท็ด ครูซ เป็นประธานาธิบดี

“เหมือนต้องเลือกระหว่างถูกยิงหรือถูกวางยา”

เขายังเสริมอีกว่า เขาไม่ค่อยมีความหวังกับการแทรกแซงจากภาครัฐ เพราะรัฐบาลสหรัฐมีท่าทีผ่อนคลายต่อการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว

เมื่อถูกถามถึงภาพอนาคตที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ AI และค่อย ๆ กลายร่างเป็นไซบอร์ก มีชิ้นส่วนเทียมหรือสารเคมีเติมเข้าไปในร่างกาย

ฮินตันตอบเพียงว่า “แล้วมันผิดตรงไหนล่ะ?”

และเมื่อถูกถามว่านั่นถือเป็นการสูญพันธุ์ของมนุษย์หรือไม่ ฮินตันตอบว่า:

“ใช่ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่บางสิ่งกำลังเกิดขึ้น อาจจะดีอย่างมหาศาล หรือแย่อย่างมหาศาล เราทำได้แค่เดา แต่โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top