Saturday, 5 September 2026
AI

คนรุ่นใหม่เริ่มต้าน AI ? จุดกระแสเดือด AI สะดุดกลางพิธีรับปริญญา กศึกษาจบใหม่เริ่มส่งเสียงค้าน หลังเทคโนโลยีล้ำเส้นชีวิตจริง หวั่นอนาคตถูกแทนที่โดยเครื่องจักร

นักศึกษามหาวิทยาลัยแสดงความไม่พอใจอย่างมาก หลังจากมหาวิทยาลัยเลือกที่จะใช้ AI ในการขานชื่อผู้เข้ารับปริญญาตามลำดับ แต่ระบบทำงานผิดพลาดขานชื่อผิด แถมยังไม่ยอมให้ทำการรับปริญญาใหม่

นับเป็นประสบการณ์ที่แย่มากๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะถูกแทนที่ด้วย AI?

ในขณะที่อีกงาน อดีต CEO ของ Google Eric Schmidt ได้ไปกล่าวสุนทรพจน์และรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาวิทยาศาสตร์ ที่ University of Arizona แต่กลับถูกเด็กโห่ทุกครั้ง เมื่อพูดถึงคำว่า Artificial Intelligence แสดงความไม่พอใจ  จนถึงจุดหนึ่งที่เขาถึงกับต้องบอกนักศึกษาว่า "Would you let me make this point please?" นับเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่า นักศึกษาจบใหม่มีปฏิกิริยาแบบนี้ แสดงให้เห็นว่า เริ่มมีความไม่พอใจเกี่ยวกับ AI อย่างจริงจัง

ที่มา :

https://www.facebook.com/706831750/posts/10162369351666751/?rdid=II2DNLNRn1IHxPS2#

https://x.com/BTnewsroom/status/2056408582560621031

NVIDIA ปักหลักไต้หวันเต็มตัว!! ไต้หวันขึ้นแท่นหัวใจ AI โลก NVIDIA ใช้จ่ายซัพพลายเชนพุ่ง จาก 1.5 หมื่นล้านสู่ 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ‘เจนเซน หวง’ ชี้ตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามประสิทธิภาพ

Nikkei Asia รายงาน เจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA เปิดเผยว่า บริษัทกำลังใช้จ่ายกับซัพพลายเชนในไต้หวันสูงถึงปีละ 100,000-150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตรียมเพิ่มจำนวนพนักงานในไต้หวันจาก 1,000 คนเป็น 4,000 คน ภายใต้แผนขยายธุรกิจในศูนย์กลางอุตสาหกรรม AI ของโลก

หวงกล่าวระหว่างการประชุมบริษัทที่กรุงไทเปว่า ไต้หวันถือเป็น “ศูนย์กลางของการปฏิวัติ AI” เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตชิป การแพ็กเกจชิป ระบบคอมพิวเตอร์ และซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI รวมถึงมีเครือข่ายพันธมิตรด้านซัพพลายเชนจำนวนมากที่ทำงานร่วมกับ Nvidia

เขาระบุว่า เมื่อ 3-4 ปีก่อน Nvidia ใช้จ่ายในไต้หวันเพียงปีละ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์ แต่ปัจจุบันตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมย้ำว่าเศรษฐกิจไต้หวันกำลังเติบโตอย่างมากจากกระแสการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ได้รับแรงหนุนจนไต้หวันแซงอินเดียขึ้นเป็นตลาดหุ้นใหญ่อันดับ 5 ของโลก

หวงกล่าวว่า เงินลงทุนระดับ 150,000 ล้านดอลลาร์จากบริษัทเดียว จะช่วยสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในไต้หวัน และสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทคู่ค้าต่างเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากกระแส AI

ด้าน Advanced Micro Devices หรือ AMD คู่แข่งสำคัญของ Nvidia ก็เร่งลงทุนในไต้หวันเช่นกัน โดย ลิซ่า ซู ซีอีโอของบริษัท ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าจะลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์กับพันธมิตรหลายกลุ่ม ทั้งบริษัทแพ็กเกจชิปและผู้ผลิตวัสดุรองรับชิป

ระหว่างการประชุมพนักงาน หวงยังกล่าวถึงความกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ โดยยืนยันว่า AI ไม่ใช่สาเหตุของการปลดพนักงาน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทเติบโตและหลีกเลี่ยงการลดคน

เขาระบุว่า พนักงานจะไม่ได้ตกงานเพราะ AI แต่จะเสียเปรียบคนที่ใช้ AI เป็น พร้อมมองว่าจำนวนตำแหน่งงานจะเพิ่มขึ้นตามการใช้งาน AI ที่มากขึ้น เพราะยิ่งองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ยิ่งต้องจ้างคนเพิ่ม

หวงยังกล่าวว่า ไต้หวันเปิดโอกาสให้พนักงาน Nvidia ทำงานได้หลากหลายด้าน ตั้งแต่การออกแบบชิป วิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิศวกรรมหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ งานวิจัย ระบบคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับเครือข่ายซัพพลายเชนและสตาร์ตอัป AI จำนวนมากในประเทศ

นอกจากนี้ Nvidia ยังมีแผนสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ขนาดใหญ่ในย่านใจกลางกรุงไทเป ภายใต้ชื่อ “Constellation” โดยหวงระบุว่า บริษัทจะนำรูปแบบเดียวกันไปใช้กับสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในรัฐแคลิฟอร์เนียด้วย โครงการดังกล่าวจะเริ่มก่อสร้างปลายปี 2026 และคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2030

อย่างไรก็ตาม หวงเตือนว่า ปัญหาพลังงานเป็นเรื่องสำคัญที่ไต้หวันต้องเร่งแก้ไข เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม AI จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาล โดยเขากล่าวต่อหน้า เจียง ว่านอัน นายกเทศมนตรีกรุงไทเป ว่า “เราต้องการพลังงาน เราต้องการไฟฟ้า”

ประเด็นพลังงานยังถือเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศในเอเชีย ที่ต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอน

การเดินทางเยือนไต้หวันครั้งนี้ของหวง มีขึ้นก่อนงาน GTC Taipei และงาน Computex ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีประจำปี โดยเขามีกำหนดพบกับพันธมิตรสำคัญของ Nvidia หลายราย ตั้งแต่ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company, Quanta Computer ไปจนถึง Foxconn

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจากบริษัทชิปชั้นนำระดับโลกอย่าง Intel, Arm Holdings, Marvell Technology, NXP Semiconductors และ Qualcomm ก็เตรียมขึ้นเวทีบรรยายและพบปะพันธมิตรซัพพลายเชนในไทเปสัปดาห์หน้าเช่นกัน

บ้านปูเน้น AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี!! จาก Anxiety สู่ Agility บ้านปูชี้องค์กรต้องสร้างทั้งทักษะ ความมั่นใจและวัฒนธรรมเรียนรู้ AI ปั้นคนพร้อมใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจอนาคต

บ้านปูแชร์มุมมองการเตรียมความพร้อมบุคลากรยุค AI ในงาน Transform Talent 2026 Thailand

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นาย Sundaram Iyer - Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแชร์แนวทางของบ้านปูในการเตรียมความพร้อมบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานระดับปฏิบัติการไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ให้สามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมั่นใจและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในงาน Transform Talent 2026 Thailand ซึ่งจัดโดย Human Resources Online นาย Sundaram ได้ร่วมบรรยายภายใต้หัวข้อ “From Anxiety to Agility: Accelerating Workforce Readiness by Reducing the AI Adoption Gap” โดยให้มุมมองเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบ้านปูมอง AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพของบุคลากร ยกระดับการตัดสินใจ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าการสร้างความพร้อมด้าน AI ในองค์กรไม่ได้เกิดจากการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสร้างความมั่นใจในการใช้งาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ และการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน นาย Sundaram ยังเล่าถึงแนวทางที่บริษัทใช้เพื่อลดความกังวลในการเอา AI มาประยุกต์ใช้ ผ่านการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน การส่งเสริมการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในการทำงาน (Use Case) การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้าน AI ให้กับพนักงานทุกระดับและทุกสายงาน ตลอดจนการสนับสนุนให้พนักงานสามารถนำ AI มาผสานกับการทำงานของตนเองและต่อยอดสู่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบ้านปูในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ถึงพร้อม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่การเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ

นอร์เวย์จ่อห้ามเด็กประถมใช้ AI ในห้องเรียน!! หวั่นข้ามพื้นฐาน อ่าน–เขียน–คณิตศาสตร์ เตรียมเพิ่มหนังสือในห้องเรียน ลดพึ่งแท็บเล็ต AI จำกัดการใช้เด็กโตอย่างเข้มงวด ดึงเด็กกลับสู่หนังสือและลายมือ

นอร์เวย์เกือบสั่งห้ามใช้ AI ในโรงเรียนประถม

ออสโล, 19 มิถุนายน (Reuters) — นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า นอร์เวย์จะใช้มาตรการ “เกือบห้าม” นักเรียนระดับประถมศึกษาใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ หรือ Generative AI พร้อมทั้งจำกัดการใช้ AI ในการศึกษาของเด็กโต เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อการเรียนรู้

ท่ามกลางผลคะแนนการศึกษาที่ลดลงในวงกว้าง รัฐบาลนอร์เวย์ได้สั่งห้ามใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียนเมื่อปี 2024 และให้อำนาจครูกลับมามากขึ้นในการควบคุมระเบียบวินัยในห้องเรียน

นายกรัฐมนตรีโยนาส การ์ สเตอเร กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ว่า การใช้ AI เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะข้ามขั้นตอนสำคัญในการเรียนรู้

“สิ่งสำคัญที่สุดในโรงเรียนคือ เด็ก ๆ ของเราต้องเรียนรู้การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์” สเตอเรกล่าว พร้อมระบุว่ามาตรฐานใหม่นี้จะถูกบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษาใหม่ ซึ่งจะเริ่มในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

รัฐบาลระบุว่า นักเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 7 ซึ่งมีอายุ 6-13 ปี โดยหลักทั่วไปไม่ควรใช้ AI ขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 14-16 ปี สามารถเริ่มใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างระมัดระวังภายใต้การกำกับดูแลของครู

ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 17-19 ปี นักเรียนควรเรียนรู้การใช้ AI อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อและการทำงานในอนาคต

นอร์เวย์เริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องเรียนตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และเริ่มใช้แท็บเล็ตหลังจาก iPad เปิดตัวตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ส่งผลให้การพึ่งพาหนังสือและการเขียนด้วยลายมือลดลง

แต่ในแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องเมื่อวันศุกร์ รัฐบาลนอร์เวย์ยังระบุด้วยว่า จะเสนอร่างกฎหมายเพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการใช้หนังสือในห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งเป็นการสวนทางกับแนวโน้มการใช้แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายน รัฐบาลนอร์เวย์ยังประกาศแผนห้ามเด็กใช้สื่อสังคมออนไลน์จนกว่าจะมีอายุครบ 16 ปี ตามกระแสที่เริ่มต้นโดยออสเตรเลียและบางประเทศอื่น ๆ เพื่อลดการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเยาวชน

ที่มา : https://www.reuters.com/technology/norway-imposes-near-ban-ai-elementary-school-2026-06-19/?fbclid=IwdGRjcASnHjBjbGNrBKceKmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHuHzuYuEhK86brxrpLBxp4LVAXwQhzYiMtP76yNpnBGAqikG5rl5rqpGqwZy_aem_LxgOA0lIo_jiTid8vsLhWg

จีนลุย AI ในการศึกษา!! แผน 5 ปีเร่งสอน AI ทั่วโรงเรียนทุกระดับขั้น ทักษะเทคโนโลยีเพิ่มพร้อมงาน บาลานซ์เศรษฐกิจและแรงงาน

คณะรัฐมนตรีจีน (State Council) แถลงการณ์ประกาศแผนพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี เพื่อบังคับใช้การเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นทั่วประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับชาติที่ผลักดันโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

ข้อมูลแผนยุทธศาสตร์ AI ในเด็กจีน
แผนยุทธศาสตร์ระบุให้หน่วยงานส่วนภูมิภาคดำเนินการบรรจุเทคโนโลยี AI ให้เป็นขีดความสามารถพื้นฐานหลักของนักเรียนทุกคน เพื่อยกระดับความรู้เท่าทันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิค

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการของจีนยังได้เร่งรัดให้สถาบันอุดมศึกษาจัดเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมด้านปัญญาประดิษฐ์แก่นักศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงาน ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานและอัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงภายในประเทศ

แผน AI จีน ต้องแก้ปัญหาการศึกษา แต่ว่าไม่ตกงาน
สำหรับการนำนโยบายไปปฏิบัติในภาคการศึกษา โรงเรียนหลายแห่งในจีนได้เริ่มทดลองใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ในระบบดิจิทัล เช่น โรงเรียนประถมศึกษาหมายเลข 9 ในเขตหุ่นหนาน เมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ที่เริ่มให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้งานแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ของจีนในชื่อ "โต้วเปา" (Doubao) เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องและแก้ไขโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการศึกษาดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนกำหนดให้การนำระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานต้องรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาเสถียรภาพการจ้างงานของประชากร โดยหน่วยงานกำหนดนโยบายจัดทำมาตรการคุ้มครองแรงงานมนุษย์ควบคู่กัน

ในช่วงที่ผ่านมา ศาลประชาชนของจีนมีคำพิพากษาสั่งห้ามไม่ให้ภาคเอกชนเลิกจ้างพนักงานเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาทำงานทดแทน ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานที่สะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลปักกิ่งในการปกป้องตำแหน่งงานในประเทศ ในระหว่างกระบวนการแข่งขันทางเทคโนโลยีขั้นสูงกับนานาประเทศฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

ที่มาข้อมูล : Xinhua, The Edge Singapore
ที่มารูปภาพ : China News Service/Reuters

ที่มา: https://www.tnnthailand.com/tech/239469/?fbclid=IwdGRzaASweAdjbGNrBLB4AGV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjSp4YRtfOMDbH76-rd2APsJqoeMV1-CbLZ-uSXSCR3W31k4eBqdXX-M7xQO_aem_XdVbAPkEcGcqz7u7Dvcfcw

ไทย-จีนเชื่อม AI !! ขยายความร่วมมือ เทคโนโลยี AI-หุ่นยนต์ล้ำหน้า "ปัญญาประดิษฐ์" พลิกเศรษฐกิจ เชื่อมโยงการค้าและนวัตกรรม

จากการค้าสู่ AI 'ไทย-จีน' ต่อยอดความร่วมมือหลากมิติ สร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

เซี่ยงไฮ้, 20 ก.ค. (ซินหัว) -- อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ได้เข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC) ปี 2026 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลก ณ เทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน โดยฝ่ายจีนและฝ่ายไทยได้หารือการแลกเปลี่ยนด้านการค้า การลงทุน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ ซึ่งสะท้อนสัญญาณเชิงบวกของการต่อยอดความร่วมมืออันเป็นรูปธรรมและการแบ่งปันโอกาสของการพัฒนา

อนุทินกล่าวว่าเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะประสบการณ์การรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายจากภายนอก รวมถึงการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งฝ่ายไทยคาดหวังจะได้ขยายความร่วมมืออันเป็นรูปธรรมในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ พร้อมใช้ประโยชน์จากกลไกเมืองพี่เมืองน้องมาเสริมสร้างความร่วมมือกับเซี่ยงไฮ้ในทุกมิติ และสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (CIIE)

เทคโนโลยี "ปัญญาประดิษฐ์" เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการเยือนจีนครั้งนี้ โดยอนุทินได้นำคณะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงของไทยหลายคนเข้าเยี่ยมชมเอจิบอต (AgiBot) บริษัทหุ่นยนต์ชั้นนำของจีนในเขตผู่ตงของเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนในด้านหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ระหว่างไทยกับจีน

อนุทินได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ของเอจิบอต ซึ่งเน้นการผสมผสาน "โมเดลปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่+การประยุกต์ใช้งานจริง" โดยอนุทินกล่าวว่าปัญญาประดิษฐ์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพลิกเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และไทยกำลังเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในทุกภาคส่วน จึงต้องการเทคโนโลยีและอุปกรณ์ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพชั้นนำเพื่อยกระดับภาคการเกษตร การผลิตเชิงอัจฉริยะ การบริหารปกครองเขตเมือง และการบริการทางการท่องเที่ยว

ด้าน เติ้งไท่หัว ประธานบริหารและซีอีโอของเอจิบอต กล่าวว่าโครงการริเริ่มระบบอัจฉริยะแห่งอนาคตของเอจิบอตจะช่วยไทยในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพของอาเซียน พร้อมส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและศูนย์ฝึกฝนหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ และทำงานร่วมกับหุ้นส่วนในระบบนิเวศเพื่อสร้างโครงการความร่วมมือที่เป็นแบบอย่าง เช่น การบริการที่ท่าอากาศยาน การเก็บรวบรวมข้อมูล และการค้าปลีก

(แฟ้มภาพซินหัว : อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลกปี 2026 และการประชุมระดับสูงว่าด้วยธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์โลกในเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออกของจีน วันที่ 17 ก.ค. 2026)

ที่มา : Xinhua

ศึก AI “สหรัฐฯ–จีน” ระอุ!! รัฐบาลทรัมป์เล็งสอบ AI โอเพนซอร์สจีน ปมใช้เทคนิค distillation จนอาจเข้าข่ายขโมย IP สหรัฐฯ ยกระดับกดดันจีน อ้างปกป้องนวัตกรรมและ IP ของชาติ

รัฐบาลทรัมป์กำลังส่งสัญญาณว่า อาจเพิ่มมาตรการเข้มงวดต่อโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบโอเพนซอร์สของจีน ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในแวดวงอุตสาหกรรม AI

เมื่อวันอังคาร สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่าโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สยอดนิยมจากบริษัทที่ตั้งอยู่ในจีน มีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของคู่แข่งในสหรัฐฯ หรือไม่

“มีคำศัพท์ทางเทคนิคมาก ๆ ในวงการ AI เรียกว่า distillation แต่ถ้าพูดแบบคุณกับผม มันก็คือการขโมย” เบสเซนต์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Fox Business

เบสเซนต์ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์โดยทั่วไปยินดีสนับสนุนโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส แต่จะไม่ยอมรับบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ของตนบนพื้นฐานของ “การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา”

“รัฐบาลชุดนี้สนับสนุนโมเดลโอเพนซอร์ส แต่สิ่งที่เราไม่สนับสนุนคือการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา” เขากล่าว “และหากเราพบว่า โดยเฉพาะโมเดลจากต่างประเทศ กำลังขโมยจากบริษัทชั้นนำของเรา เรามีความสามารถที่จะคว่ำบาตรพวกเขาได้จากการขโมยดังกล่าว”

ที่มา : https://www.businessinsider.com/treasury-secretary-chinese-ai-open-source-sanctions-kimi-k3-2026-7?fbclid=IwdGRjcATN4P5jbGNrBM3g-GV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHorpfrQ50UmwNUXMwJv9tdKvyBi6jdUmbpeqBbPbljW9GBhWZo_4zjqX0SVX_aem__jLXkfDOt5yquEwRafJqjQ&utm_campaign=mrf-business-marfeel-headline-graphic&utm_source=facebook&utm_medium=social&mrfcid=202607216a5fa5e4e8ec233cfc5e425f

AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว!! ‘อาจารย์ตั้ม’ ชี้ SMEs ไทยใช้ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสธุรกิจ เปลี่ยนเทคโนโลยีไกลตัวให้ใช้งานได้จริง เดินหน้าสร้างโอกาสผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ

“อาจารย์ตั้ม กันตวีร์ แสงสาย” เดินหน้าถ่ายทอดความรู้ AI สู่ผู้ประกอบการไทย ในโครงการ TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI

ชี้ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว พร้อมนำผู้ประกอบการท้องถิ่นเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างเข้าใจง่าย หวังสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

อาจารย์ตั้ม กันตวีร์ แสงสาย ผู้ก่อตั้งโรงเรียน AI และ Ecommerce DIY ECom ผู้พัฒนานักธุรกิจออนไลน์จากศูนย์สู่รายได้หลักล้านมาแล้วหลายร้อยคน และมีสมาชิกในชุมชนกว่า 300,000 คน เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ภายใต้โครงการ “TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยล่าสุด อาจารย์ตั้มได้รับเชิญให้เดินทางไปจังหวัดเชียงราย ในฐานะวิทยากรและผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยมี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธรรมศาสตร์ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพและผู้สนับสนุนโครงการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงความรู้และเครื่องมือด้าน AI ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง

อาจารย์ตั้ม กล่าวว่า การทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ เพราะผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนมากมีศักยภาพและมีธุรกิจที่ดี แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยได้เช่นกัน

“ปกติงานของภาครัฐที่ลงไปช่วยผู้ประกอบการในพื้นที่ อาจมีเนื้อหาที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่เมื่อเทียบกับงานที่ทำกับองค์กรขนาดใหญ่ในเมือง สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใจและนำความรู้กลับไปใช้กับธุรกิจของตัวเองได้จริง”

สำหรับโครงการ TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ โดยครอบคลุมทั้งมิติด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการทางการเงิน และการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจและการตลาด

อาจารย์ตั้มยังมองว่า วันนี้ AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน TikTok, Social Commerce และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่ง AI สามารถเข้ามาช่วยลดต้นทุนด้านเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

“ในหนึ่งวันเราอาจไม่ได้เปลี่ยนธุรกิจของทุกคนได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราได้จุดประกายให้ผู้ประกอบการเห็นว่า AI สามารถนำมาใช้กับธุรกิจของเขาได้อย่างไร และเริ่มต้นลงมือทำได้จริง นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ”

ทั้งนี้ ภารกิจการถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ตั้มจะเดินหน้าต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีทั่วประเทศพื้นที่เป้าหมายในการลงพื้นที่ครั้งต่อไป เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการไทยในทุกภูมิภาค

การเดินหน้าของโครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้าง Digital และ AI Literacy ให้แก่ SME ไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ และเปลี่ยน AI จากเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ให้กลายเป็น เครื่องมือที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้สร้างรายได้ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้

“จาก AI ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว สู่เครื่องมือที่ผู้ประกอบการไทยสามารถหยิบมาใช้สร้างโอกาสให้ธุรกิจได้จริง”

บีโอไอปักหมุดไทย!! ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก ลงทุน 8.2 หมื่นล้านใน 5 ปี รองรับยุค AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ขยายงานทักษะสูงกระจายทั่วไทย

บีโอไอปักหมุดไทย ฐานผลิตโฟโตนิกส์โลก
ลงทุนทะลุ 8 หมื่นล้านบาท รับกระแส AI และสื่อสารความเร็วสูง

บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ (Photonics) เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุค AI ล่าสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีโครงการขอรับการส่งเสริมแล้วถึง 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตสายใยแก้วนำแสง
ไปจนถึง Optical Transceiver ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของการรับส่งข้อมูลด้วยแสงให้กับ AI ทั่วโลก ตอกย้ำศักยภาพของไทยในการก้าวขึ้นเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาค พร้อมสร้างงานคุณภาพให้วิศวกรและบุคลากรไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ระบบคลาวด์ การประมวลผลสมรรถนะสูง และระบบสื่อสารความเร็วสูง ได้ผลักดันให้ “เทคโนโลยีโฟโตนิกส์” มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการส่งข้อมูลด้วยแสงผ่านสายใยแก้วนำแสงสามารถรองรับปริมาณข้อมูลมหาศาลได้ด้วยความเร็วสูง ใช้พลังงานต่ำ และลดการสูญเสียของสัญญาณเมื่อเทียบกับ

การส่งสัญญาณด้วยไฟฟ้า จึงกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยุคใหม่
โฟโตนิกส์ (Photonics) คือ เทคโนโลยีที่ใช้แสงในการส่งผ่าน ควบคุม และประมวลผลข้อมูล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบสื่อสารความเร็วสูงในยุคดิจิทัล โดยครอบคลุมหลากหลายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ สายใยแก้วนำแสง (Optical Fiber) ซึ่งเป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณแสง, ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical เช่น เลเซอร์ ตัวรับสัญญาณแสง และอุปกรณ์ควบคุมสัญญาณ, Optical Module ตัวแปลงสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ส่งข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือระบบโทรคมนาคมต่าง ๆ เป็นสัญญาณแสง และแปลงสัญญาณแสงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรับส่งข้อมูลผ่านสายใยแก้วนำแสงได้ด้วยความเร็วสูง ไปจนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง (Optical Transceiver)
ที่ใช้เชื่อมต่อเซิร์ฟเวอร์ สวิตช์ และอุปกรณ์เครือข่ายภายใน AI Data Center รวมถึงโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง

รุ่นใหม่ที่มีอัตราส่งข้อมูลสูงถึง 1.6 Terabits per second (1.6T)
กล่าวง่าย ๆ คือ ทุกครั้งที่เราแชทกับ AI สตรีมภาพยนตร์ หรือประชุมออนไลน์ข้ามทวีป ข้อมูลมหาศาลเหล่านั้นกำลังถูกแปลงเป็นแสง และส่งผ่านสายใยแก้วนำแสงด้วยความเร็วระดับเสี้ยววินาที ผ่านอุปกรณ์
ชิ้นเล็ก ๆ นี้ ทั้งภายในศูนย์ประมวลผลข้อมูลเอง และผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งต่อให้ระบบ 5G หรือ Wifi ไปยังคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้งานทั่วโลก

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2564 – มิถุนายน 2569) มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอจำนวน 79 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 82,700 ล้านบาท ประกอบด้วย การผลิตสายใยแก้วนำแสง 12 โครงการ มูลค่า 13,700 ล้านบาท การผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ใช้กับระบบสื่อสารด้วยแสงต่าง ๆ 47 โครงการ มูลค่า 19,500 ล้านบาท ไปจนถึงการผลิตผลิตภัณฑ์สื่อสารด้วยแสงครบชุด 20 โครงการ มูลค่า 49,400 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์ที่เชื่อมโยงครบวงจร รองรับการเติบโตของ AI Data Center, ระบบคลาวด์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลแห่งอนาคต

บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมในกลุ่มนี้ ครอบคลุมส่วนต่าง ๆ ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมโฟโตนิกส์
ที่แตกต่างกัน โดยบริษัทที่มีการผลิตตั้งแต่สายใยแก้วนำแสง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ Optical จนถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ในเครือ Lumentum Holdings ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของ Nvidia ส่วนบริษัทที่เน้นผลิตระดับชิ้นส่วนและอุปกรณ์ ถึงชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสง เช่น บริษัท ซิเลซติกา (ประเทศไทย) และบริษัท ฟาบริเนท ซึ่งใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก โดยเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน Optical รายใหญ่ให้กับ Nvidia, Cisco และ Amazon Web Services ขณะที่บริษัทที่เน้นผลิตชุดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณด้วยแสงเป็นหลัก เช่น บริษัท เทราฮอป (ไทยแลนด์) และบริษัท อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ผลิต Optical Transceiver อันดับ 1-2 ของโลก ปัจจุบันมีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันมากกว่า 20,000 คนสะท้อนว่าผู้ผลิตที่มีฐานในไทยเหล่านี้ล้วนเป็นผู้นำ

ในเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ และเป็นส่วนสำคัญของซัพพลายเชนอุตสาหกรรม AI ระดับโลก โดยนอกจากการผลิต บริษัทเหล่านี้ยังช่วยสร้างงานทักษะสูงจำนวนมาก และมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งในการวิจัยและพัฒนาบุคลากรด้วย

ในแง่ที่ตั้งโครงการลงทุน การลงทุนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในพื้นที่ EEC เป็นที่น่าสังเกตว่า โครงการส่วนใหญ่จำนวน 48 โครงการ จากทั้งหมด 79 โครงการ หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60 ตั้งกระจายอยู่ในจังหวัดนอกพื้นที่ EEC ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา (16 โครงการ) ปทุมธานี (10 โครงการ) สระบุรี
(9 โครงการ) สมุทรปราการ (4 โครงการ) ที่เหลือเป็นจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยกระจายความเจริญ เพิ่มโอกาสการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค และสะท้อนถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในหลายภูมิภาคของประเทศ

“การเติบโตของ AI Data Center, Cloud Computing และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ กำลังผลักดันให้เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว บีโอไอมุ่งส่งเสริมการลงทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตวัสดุ ชิ้นส่วน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งการเตรียมพร้อมบุคลากรร่วมกับกระทรวง อว. เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง และจะมีความต้องการบุคลากรทักษะสูงและเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงเป็นโอกาสดีของคนไทยที่จะได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ พร้อมทั้งได้ทำงานที่มีคุณค่าและมีรายได้สูง” นายนฤตม์ กล่าว

จีนชู Coding เป็นทักษะอนาคต!! พ่อแม่แห่ส่งเรียนรับยุค AI เน้นความรู้เขียนโปรแกรมตั้งแต่เด็ก เจอปัญหาค่าเรียนแพงและคุณภาพ ต้องเปิดเรียนฟรีลดความเหลื่อมล้ำ

ข้อมูลจาก เว็บ https://www.depa.or.th/th/article-view/second-article-china-education

บทเรียนจากการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเยาวชนในประเทศจีน
พ่อแม่ชาวจีนตื่นตัวให้ลูกเรียน Coding

ปัจจุบัน พ่อแม่ชาวจีนจำนวนมาก ได้เริ่มส่งลูกหลานไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน โดยมีหลักสูตรยอดนิยม ได้แก่ หลักสูตร การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งประเทศจีน ก็เป็นแบบเดียวกันกับประเทศอื่นๆ คือ เยาวชนจะได้รู้จักการเขียนโปรแกรม ก็ต่อเมื่อ เยาวชนเหล่านั้น ได้เข้าไปศึกษาต่อในสาขาวิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ หรือ วิศวกรรมคอมพิเวตอร์ ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ในขณะที่รัฐบาลจีน ได้มีการส่งเสริมให้เกิดความตื่นตัว ในการนำเอาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง ดังนั้นการที่จะทำให้ลูกหลานของตนเอง มีโอกาสที่ดีในอนาคต ย่อมไม่มีอะไรดีไปกว่าให้ลูกได้เรียนรู้ภาษา Java

โดยเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลจีน ได้มีการเปิดตัว โครงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเรียกร้องให้มีการริเริ่ม นำเอาเทคโนโลยี AI ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนในทุกระดับ และเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา นาย Qi Yuan อดีตนักวิจัยของสถาบันวิชาการด้านการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ของจีน ( Chinese Academy of Educational Sciences) ได้กล่าวถึงความสำคัญของทักษะพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ว่า การมีทักษะและความสามารถพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) มีความสำคัญเท่าๆกับ กับการอ่านออกเขียนได้ และความรู้และความสามารถด้านการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ดังนั้นทักษะการเขียนโปรแกรม จึงควรได้รับการปลูกฝังให้กับเยาวชน ตั้งแต่เมื่อเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมและมัธยมศึกษา ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่พยายามจะให้ประชาชน ได้นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ พ่อแม่ผู้ปกครองของเยาวชนเหล่านั้น เริ่มตระหนักว่า การเรียนพิเศษวิชา คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษแบบดั้งเดิมนั้น ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบุตร หลานของตนเองได้ เมื่อเข้าสู่ตลาดงานในอนาคตได้อีกต่อไป ดังนั้นผู้ปกครองส่วนใหญ่ จึงได้เริ่มมีการส่งเสริมให้บุตรหลานของตนเอง ได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อยๆ

เกิดหลักสูตร Coding ที่หลากหลายทั้งในเชิงคุณภาพและราคา
อย่างไรก็ตามปี 2018 ที่ผ่านมา มีบริษัทสตาร์ทอัพจำนวนมากในจีน ได้เข้าสู่ตลาดการให้บริการเรียนรู้การเขียนโปรแกรมสำหรับเด็กจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น เช่น บริษัท Codemao (www.codemao.cn) ได้รับเงินลงทุนจำนวน 300 ล้านหยวน ($ 45 ล้าน) ในเดือนพฤษภาคม ปี 2018 หลังจากนั้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2018 ก็ยังได้รับเงินเพิ่มอีกจำนวน 120 ล้านหยวน ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และตัวเด็กและเยาวชนจีนเอง ต้องประสบปัญหาหลายอย่าง คือ

1.ประการแรก มีผู้ให้บริการเว็บไซต์สอนเขียนโปรแกรม เป็นจำนวนมาก ทำให้ยากที่จะเลือกว่าเว็บไซต์ไหนที่มีคุณภาพ เพราะผู้ประกอบการธุรกิจประเภทนี้ในจีน รู้ดีว่า พ่อแม่ของเยาวชน ที่เป็นชนชั้นกลาง ยินดีที่จะลงทุนและจ่ายค่าเรียนพิเศษราคาแพงเพื่อบุตรหลานของตนเองได้ ทำให้บริษัทต่างๆ คิดค่าใช้จ่ายสำหรับเรียนเขียนโปรแกรมในราคาที่แพงมาก ตัวอย่างเช่น หลักสูตรที่ใช้เวลาเรียนประมาณ 40 นาที ของเว็บไซต์ RoboGardenChina.com จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 บาท เป็นต้น

ซึ่งเว็บไซต์ RoboGardenChina.com ที่เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการการเรียนรู้หลักสูตรการเขียนโปรแกรมสำหรับเด็ก ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “เด็กอายุ 7-8 ขวบ ก็สามารถเริ่มเรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรมได้แล้ว เพราะเด็กในวัยนี้ มีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้แล้ว แต่การที่จะเรียนรู้การเขียนโปรแกรมได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นกับความสนใจของตัวเด็กเองมากกว่า” เว็บไซต์ RoboGardenChina.com เป็นผู้ให้บริการเรียนรู้หลักสูตรภาษาการเขียนโปรแกรมภาษาต่างๆ เช่น Python, Java และ C ++ แบบฟรี Online แต่หากเด็กๆ ต้องการที่จะเรียนรู้แบบในห้องเรียนแบบ Offline ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งชั้นเรียนจำนวนมาก ที่สอนการเขียนโปรแกรม จะสอนผ่านกลไกแบบเดียวกันกับกลไกที่ใช้ในการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ คือทำให้เด็ก ๆ สามารถดำเนินเรื่อง และเรียนรู้วิธีการทำงานของโปรแกรม รวมถึงรู้จักวิธีการเขียนโปรแกรม และในที่สุดก็จะสามารถแแก้ปัญหาที่พบได้ด้วยการเขียนโปรแกรมอย่างง่ายๆได้
- ประการที่สอง หลักสูตรการเขียนโปรแกรม มีความแตกต่างกันมากในแง่ของคุณภาพ เพราะบางหลักสูตร นักเรียนแทบไม่ได้เรียนรู้ทักษะอะไรเลย ซึ่งในหลักสูตรจะสอนให้นักเรียน รู้จักกับรูปแบบการเขียนโปรแกรมแบบง่ายที่สุดเท่านั้น เช่น การใช้ Loop หรือ การใช้คำสั่ง "IF" เป็นต้น

- ประการที่สาม ระบบการศึกษาของจีนประสบปัญหาการขาดแคลนครูที่มีคุณภาพ ในขณะที่โปรแกรมเมอร์ที่มีประสบการณ์อาจได้รับเงินเดือนๆละ 30,000 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 150,000 บาท) ในขณะที่ครูโรงเรียนประถมส่วนใหญ่ จะได้รับเงินเดือนเพียงประมาณ หนึ่งในสามของเงินเดือนโปรแกรมเมอร์เท่านั้น และแม้ว่าครูผู้สอนเขียนโปรแกรม ส่วนใหญ่มีความสามารถสูงในการเขียนโปรแกรม แต่พวกเขาอาจไม่เหมาะกับการสอนเด็ก ๆก็เป็นได้ เพราะแม้ในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ยังมีครูสอนคอมพิวเตอร์ระดับเตรียมอุดมศึกษาอยู่เพียงประมาณ 20% ในโรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น ที่ได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองความรู้และความสามารถจากหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากปัญหาต่างๆข้างต้นแล้ว การเรียนการสอนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจีน ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ที่เด็กและเยาวชนต้องเผชิญนั่นก็คือ การที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้เด็กและเยาวชน เรียนรู้ทักษะการเขียนโปรแกรมเพื่อเข้าแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิค ที่เป็นที่นิยมอย่างสูง ในหมู่พ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีน เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองชาวจีนที่เป็นชนชั้นกลาง คาดหวังว่า การแข่งขันประเภทนี้ จะนำมาซึ่งโอกาสของเด็ก ๆ ในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และแน่นอนการแข่งขันทักษะการเขียนโปรแกรมเหล่านี้ ย่อมมาพร้อมกับภาระอันหนักอึ้งสำหรับผู้เรียน เพราะบริษัทที่จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรม มักจะทำให้การเรียนการสอนการเขียนโปรแกรม สำหรับผู้แข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกในอนาคต ให้มีความยากเกินระดับความสามารถของผู้เรียน ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เด็กและเยาวชน หมดความอดทนในการเรียนรู้แทนที่จะมีความสุขกับการได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆมากกว่า

ต้องเปิดโอกาสให้เด็กทุกกลุ่ม ลดความเหลื่อมล้ำยุคใหม่
ซึ่งจากบทเรียนต่างๆที่ได้จากการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเด็กและเยาวชนในประเทศจีน ทำให้เราควรที่จะตระหนักว่า การเรียนการสอนเขียนโปรแกรม ควรมีการเปิดโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม เพราะไม่เช่นนั้น การส่งเสริมการเรียนการสอนเขียนโปรแกรมจะยิ่งเป็นการไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาให้เพิ่มขึ้นระหว่างโรงเรียนในเมืองและในชนบท เพราะ เด็กและเยาวชนจากครอบครัวยากจน จะไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ เนื่องจากค่าเล่าเรียนมีราคาแพง และไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ฝึกฝน ดังนั้นสิ่งสำคัญกว่าการส่งเสริมการเรียนรู้ Coding ให้กับเยาวชนก็คือ การที่เราควรทำให้แน่ใจว่า เด็กและเยาวชน ของโรงเรียนต่างๆ สามารถเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ และบทเรียนเพื่อการเรียนรู้แบบ online มากกว่า นอกจากนี้หลักสูตรควรได้รับการปรับให้เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนทุกกลุ่ม เพราะหากส่งเสริมให้เด็กและเยาวชน เน้นการแข่งขัน ก็จะทำให้เด็กที่มีทักษะไม่ดี เลิกสนใจที่จะเรียนรู้การเขียนโปรแกรม การเขียนโปรแกรมควรเป็นกระบวนการของการสำรวจและการค้นพบที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนไม่ใช่ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเครียดในระดับสูง แต่ควรให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานในการเรียนรู้
สุดท้ายการส่งเสริมการเรียนการสอน Coding ควรที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเด็กและเยาวชน ในการเข้าสู่ตลาดแรงงานและยกระดับรายได้ของตนเอง ให้พ้นจากความยากจน ในยุคที่ระบบอัตโนมัติกำลังเข้ามามีบทบาททดแทนพนักงานที่ขาดทักษะเป็นจำนวนมากในอนาคต
ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล | สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

ข้อมูลอ้างอิง : Get with the Program: China’s Coding Kids by Sun Jing

ที่มา : https://www.depa.or.th/th/article-view/second-article-china-education


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top