Friday, 5 June 2026
สหรัฐฯ

ฮอร์มุซยังไม่จบ!! ดีลหยุดสงครามส่อพัง อิหร่านขอคุมช่องแคบ–ขายน้ำมันคืนตลาด แต่ทรัมป์ปฏิเสธข้อเสนอ จับตาฮอร์มุซปะทุซ้ำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ เพื่อยุติความขัดแย้งนั้น “ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

“ผมเพิ่งอ่านคำตอบจากสิ่งที่เรียกว่า ‘ตัวแทน’ ของอิหร่าน ผมไม่ชอบเลย — ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!” ทรัมป์เขียนบนแพลตฟอร์ม Truth Social

ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ สำนักข่าว ISNA รายงานว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การยุติสงคราม และการรับประกันความมั่นคงทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ

ตามรายงานของแหล่งข่าวทางการทูตของ Al Mayadeen คำตอบของเตหะราน ซึ่งส่งผ่านปากีสถาน ประกอบด้วยข้อเรียกร้องดังนี้

ยุติการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ และอนุญาตให้ส่งออกน้ำมัน

หยุดยิงในเลบานอน ซึ่งเป็นเส้นแดงของอิหร่าน

ยุติสงครามทันทีเมื่อมีการบรรลุข้อตกลง

ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดของสหรัฐฯ และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน

ยกเลิกข้อจำกัดของ OFAC ต่อการขายน้ำมันของอิหร่าน

ให้อิหร่านมีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

เปิดการเจรจาหลังสงครามเป็นเวลา 30 วัน เพื่อสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้าย

อิหร่านเสนอให้มีการดำเนินการแบบต่างตอบแทน เพื่อทดสอบความจริงจังของวอชิงตันในการปฏิบัติตามพันธกรณี

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน รวมถึงกรุงเตหะราน ต่อมาอิหร่านได้โจมตีตอบโต้เข้าไปในดินแดนอิสราเอล รวมถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 7 เมษายน วอชิงตันและเตหะรานประกาศหยุดยิง การเจรจารอบต่อมาที่กรุงอิสลามาบัดจบลงโดยไม่มีข้อสรุป แม้จะยังไม่มีรายงานการกลับมาเปิดฉากสู้รบอีกครั้ง แต่สหรัฐฯ ได้เริ่มปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านแล้ว

ที่มา : Sputnik

สหรัฐฯ ต่อผ่อนผันน้ำมันรัสเซีย!! สื่อชี้ยูเครนเริ่มกังวลวอชิงตันลดแรงหนุน ท่ามกลางดีลสันติภาพ NYT ชี้สหรัฐฯ ต่อเวลาผ่อนผันน้ำมันรัสเซีย สะท้อนแรงหนุนวอชิงตันอาจไม่เหมือนเดิม

การที่สหรัฐฯ ขยายเวลาผ่อนผันให้กับน้ำมันรัสเซีย สะท้อนว่ายูเครนไม่อาจคาดหวังการสนับสนุนจากวอชิงตันได้อีกต่อไป หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างเจ้าหน้าที่ยูเครน

รายงานระบุว่า เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน คณะผู้แทนยูเครนเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน เพื่อขอให้ทางการสหรัฐฯ ไม่ขยายใบอนุญาตผ่อนผันดังกล่าว และได้รับแจ้งว่าไม่มีแผนที่จะต่ออายุใบอนุญาตนั้น เจ้าหน้าที่กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังสือพิมพ์ส่งคำถามไปยังทำเนียบขาว ได้รับคำตอบว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังคงมองในแง่ดีเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 เมษายน สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ขยายเวลาการผ่อนผันสำหรับน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียและอิหร่าน

ขณะที่เมื่อวันที่ 17 เมษายน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกใบอนุญาตทั่วไป อนุญาตให้จำหน่ายน้ำมันรัสเซียที่บรรทุกขึ้นเรือไว้แล้ว ณ วันที่ 17 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 16 พฤษภาคม

ที่มา : Sputnik

ขอตอบประเด็นไต้หวัน ทำไมคือ เมนูหลักของสีจิ้นผิงที่ต้องนำขึ้นโต๊ะเจรจากับทรัมป์ในการพบกันครั้งนี้

จีนถือว่าไต้หวันเป็น "เมนูหลัก" และเป็น "ผลประโยชน์หลัก" (core interest) ของจีนในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ มาโดยตลอด โดยมีการย้ำเรื่องนี้ในการสนทนาระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ และในสื่อของทางการจีนอย่าง China Daily

ไต้หวันถูกเรียกว่าเป็น "เส้นแดงที่อ่อนไหวที่สุด" (the most sensitive red line) ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

จีนย้ำถึงความจำเป็นในการเคารพ "หลักการจีนเดียว" (One China Principle) และแถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับก่อนหน้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับการเจรจา

ผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ไม่ควรประมาทประเด็นไต้หวัน เพราะเป็นรากฐานสำคัญต่อความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

รองศาสตราจารย์ ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น 

คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ตอบประเด็นผลการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ สหรัฐฯต้องการอะไร และผลการหารือกับสีจิ้นผิงจะจบสวยหรือไม่ อย่างไร

ประธานาธิบดีทรัมป์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับการไปเยือนจีนและพบสี จิ้นผิงมาโดยตลอด ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง

กำหนดการเยือนจีนต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากความผิดพลาดของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่าน จนเกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์นี้ทำให้สี จิ้นผิงได้เปรียบในการเจรจา โดย The Economist ยังชี้ว่าความผิดพลาดของทรัมป์คือโอกาสของจีน

จีนยังแสดงให้เห็นว่าไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากวิกฤตพลังงาน เนื่องจากมีพลังงานสำรอง เส้นทางเลือก และการลงทุนในพลังงานสะอาด (energy security)

ผลการเยือนครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะออกมาในเชิงบวกและชื่นมื่น แต่เป็นเพียง "เกมซื้อเวลา"
.
รองศาสตราจารย์ ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น 
คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

‘สีจิ้นผิง’ ย้ำสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เผยผลหารือเศรษฐกิจลุล่วง เน้นประโยชน์ร่วมและความเท่าเทียม ชี้สงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ เรียกร้องรักษาแรงขับเคลื่อนบวก

สายสัมพันธ์เศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ เอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

วันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวระหว่างหารือกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ กรุงปักกิ่ง ว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นั้นเกื้อหนุนและเอื้อประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

สีจิ้นผิงระบุว่าเมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) คณะทำงานด้านเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ บรรลุผลลัพธ์เชิงบวกและสมดุลในภาพรวม ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศและของโลก

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงเผยว่าข้อเท็จจริงได้พิสูจน์หลายครั้งแล้วว่าสงครามการค้าไม่มีผู้ชนะ และการหารือบนพื้นฐานของความเท่าเทียมคือหนทางที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวในยามที่มีความเห็นต่างและข้อขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันรักษาแรงขับเคลื่อนเชิงบวกที่ร่วมสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก

ที่มา : Xinhua

มหาอำนาจจับตา!! จีน–สหรัฐฯ ถกตะวันออกกลาง ยูเครน เกาหลี และไต้หวันบนโต๊ะเดียว จีนย้ำ “ไต้หวัน” คือประเด็นสำคัญสุดในสัมพันธ์สหรัฐฯ เตือนจัดการพลาดเสี่ยงปะทะตรง

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศจีน

“ผู้นำทั้งสองได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นระหว่างประเทศและภูมิภาคที่สำคัญ เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง วิกฤตยูเครน และคาบสมุทรเกาหลี

ผู้นำทั้งสองยังเห็นพ้องที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกันในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting) และการประชุมสุดยอด G20 ในปีนี้ให้ประสบความสำเร็จ”
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่าโลกกำลังเผชิญ “ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยพบในรอบศตวรรษ” และตั้งคำถามสำคัญว่า จีนกับสหรัฐฯ จะสามารถหลีกเลี่ยง “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) และสร้างรูปแบบความสัมพันธ์มหาอำนาจแบบใหม่ได้หรือไม่
ประธานาธิบดีสี ยังอีกกล่าวว่า เขาและทรัมป์เห็นพ้องร่วมกันในการสร้าง “ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์แบบสร้างสรรค์” (constructive China-U.S. relationship of strategic stability)

โดยจีนอธิบายว่า หมายถึง
-ความร่วมมือเป็นแกนหลัก
-การแข่งขันต้องอยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้
-ความขัดแย้งต้องบริหารจัดการได้
-และรักษาสันติภาพระยะยาวที่คาดการณ์ได้

จีนยังย้ำว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเป็นแบบ “ได้ประโยชน์ร่วมกัน” และความขัดแย้งต่าง ๆ ควรแก้ผ่าน “การหารืออย่างเท่าเทียม”

อีกประเด็นสำคัญคือ จีนย้ำชัดว่า “ไต้หวัน” เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ พร้อมเตือนว่า หากจัดการผิดพลาด อาจนำไปสู่ “การปะทะหรือแม้แต่ความขัดแย้งโดยตรง” ระหว่างสองประเทศ

ฝั่งทรัมป์กล่าวว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เยือนจีน พร้อมชื่นชมสี จิ้นผิง ว่าเป็น “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่” และบอกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขากับสี จิ้นผิง เป็นความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดและยาวนานที่สุดระหว่างผู้นำของสองประเทศ
ทรัมป์ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ ต้องการเห็นจีนประสบความสำเร็จ และต้องการร่วมมือกับจีนเพื่อผลักดันความสัมพันธ์ทวิภาคีให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น

“กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) คือแนวคิดที่อธิบายว่า เมื่อมหาอำนาจเดิมรู้สึกถูกท้าทายจากมหาอำนาจใหม่ที่กำลังเติบโต ความหวาดระแวงและการแข่งขันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจนำไปสู่สงครามได้ แม้ไม่มีใครต้องการสงครามตั้งแต่แรก

แนวคิดนี้มาจาก “ทูซิดิดีส” (Thucydides) นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ที่อธิบายว่าสงครามระหว่าง “สปาร์ตา” (Sparta) และ “เอเธนส์” (Athens) เกิดจากการที่สปาร์ตาหวาดกลัวอำนาจที่เพิ่มขึ้นของเอเธนส์ ปัจจุบันคำนี้มักถูกใช้เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาอำนาจเดิม กับจีนที่กำลังผงาดขึ้นมาแข่งขันในเวทีโลก

แถลงการณ์จากกระทรวงต่างประเทศจีน:
https://www.fmprc.gov.cn/.../202605/t20260514_11910330.html

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1295882209366803/?rdid=lGkd9MGA8n0DYS53#

สหรัฐฯ เผชิญแรงกดดัน!! เปิดสอบแล็บชีวภาพทั่วโลก จุดชนวนคำถามงานวิจัยเสี่ยงในยูเครน ผู้เชี่ยวชาญชี้โลกเคยมองข้ามคำเตือนรัสเซีย รัสเซียย้ำข้อกังวลที่เคยถูกมองเป็นทฤษฎีสมคบคิด

ห้องแล็บชีวภาพลับของสหรัฐฯ ในยูเครนถูกจับตา หลังรัสเซียเตือนซ้ำหลายครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า โลกควรขอโทษรัสเซียที่เคยเมินเฉยต่อข้อกังวลของมอสโกเกี่ยวกับเครือข่ายงานวิจัยชีวภาพลับของสหรัฐฯ ทั่วโลก และมองว่าเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิด

ทัลซี แก็บบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ ประกาศเปิดการสอบสวนห้องปฏิบัติการชีวภาพมากกว่า 120 แห่ง ในกว่า 30 ประเทศ รวมถึงยูเครน โดยมุ่งตรวจสอบการทดลองที่มีความเสี่ยงเกี่ยวกับเชื้อก่อโรค

ลาร์รี จอห์นสัน อดีตนักวิเคราะห์ CIA ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า
“คำถามที่แท้จริงควรเป็นว่า พระเจ้าเถอะ สหรัฐฯ กำลังทำอะไรอยู่ถึงไปช่วยให้เงินสนับสนุนห้องแล็บชีวภาพกว่า 200 แห่ง? นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ มันลึกและมืดมนมาก จนจำเป็นต้องถูกเปิดโปง”

ระหว่างปฏิบัติการทางทหารพิเศษในยูเครน กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้เปิดเผยขอบเขตกิจกรรมทางชีวภาพที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสหรัฐฯ ในยูเครน ซึ่งมีลักษณะบ่งชี้คล้ายการวิจัยด้านสงครามชีวภาพ

จอห์นสันกล่าวว่า
“ดูเหมือนว่าเจตนาคือการพัฒนาสารชีวภาพที่มุ่งเป้าเฉพาะต่อชาวสลาฟ ต่อรัสเซีย โดยมีภารกิจเฉพาะคือการทำลายรัสเซีย นี่เหมือนอะไรบางอย่างที่หลุดออกมาจากหนังสยองขวัญ”

ศาสตราจารย์อัลเฟรด เดอ ซายาส อดีตผู้เชี่ยวชาญอิสระของสหประชาชาติด้านระเบียบระหว่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับสปุตนิกว่า การโกหกและความพยายามปฏิเสธงานวิจัยชีวภาพลับของสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบที่กว้างกว่า ซึ่งรวมถึง “การกดทับข้อมูลสำคัญ และการบิดเบือนเรื่องเล่า ตั้งแต่เหตุรัฐประหารไมดาน ไปจนถึงประชามติไครเมีย”

เดอ ซายาส ระบุว่า
“CIA, MI6 และ Mossad ได้บิดเบือนความเป็นจริง และยังคงทำเช่นนั้นต่อไป โดยมีสื่อสมรู้ร่วมคิด รัฐบาลอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ก็มีส่วนร่วมในการปกปิดและฟอกขาวเรื่องนี้ด้วย”

คำถามคือ จะมีใครในวอชิงตันต้องรับผิดชอบหรือไม่?

ทั้งจอห์นสันและเดอ ซายาสไม่เชื่อว่าจะมีใครถูกเอาผิด โดยอดีตผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติกล่าวว่า
“ในสหรัฐฯ เรามีวัฒนธรรมแห่งการลอยนวลพ้นผิด”

ขณะที่อดีตเจ้าหน้าที่ CIA กล่าวเสริมว่า
“ไม่มีใครในวอชิงตันเคยถูกเอาผิดกับเรื่องใดเลย”

ที่มา : Sputnik

จากยูเครนสู่แคริบเบียน!! คิวบาจุดชนวนวิกฤตหน้าประตูสหรัฐฯ หลังถูกแฉเสริมเขี้ยวเล็บโดรนรบ สหรัฐฯ ส่งสัญญาณแข็งถึงคิวบา อย่าขยับเกมโดรนใกล้กวนตานาโม

คิวบาเผชิญหน้าสหรัฐฯ หลังมีรายงานจัดหาโดรนทหารกว่า 300 ลำ

คิวบาได้จัดหาโดรนทางการทหารมากกว่า 300 ลำจากรัสเซียและอิหร่าน พร้อมทั้งมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้โดรนเหล่านี้เพื่อโจมตีอ่าวกวนตานาโม, เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ รวมถึงคีย์เวสต์

ทางด้านผู้อำนวยการซีไอเอ แรตคลิฟฟ์ ได้บินตรงไปยังกรุงฮาวานาเพื่อแจ้งเตือนคิวบาด้วยตนเอง ไม่ให้ดำเนินกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์หรือสร้างความขัดแย้ง

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ทหารคิวบาที่เคยไปร่วมรบให้กับรัสเซียในยูเครน กำลังนำบทเรียนและประสบการณ์ด้านสงครามโดรนกลับมาใช้ในประเทศของตนเองในขณะนี้

ที่มา : Axios

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26803744659295393&set=gm.1701636177736368&idorvanity=673882140511782

‘สีจิ้นผิง’ เตรียมเยือนสหรัฐฯ !! ฤดูใบไม้ร่วงนี้ ตามคำเชิญ ‘ทรัมป์’ หลังประชุมปักกิ่งจบด้วยสัญญาณบวก เดินหน้าสานต่อสัมพันธ์ จีน–สหรัฐฯ หวังสร้างผลลัพธ์ใหม่สองมหาอำนาจ

สีจิ้นผิงเตรียมเยือนสหรัฐฯ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ตามคำเชิญจากทรัมป์

เมื่อวันศุกร์ (15 พ.ค.) หวังอี้ นักการทูตระดับสูงของจีน เปิดเผยว่าสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ตามคำเชิญจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเยือนจีนอย่างเป็นทางการในวันที่ 13-15 พ.ค. ที่ผ่านมา

หวังเปิดเผยเรื่องดังกล่าวขณะแถลงข่าวเกี่ยวกับการพบปะหารือระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นในกรุงปักกิ่ง โดยหวังเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำสองประเทศ บ่มเพาะบรรยากาศที่เกื้อหนุน และสร้างผลลัพธ์เพิ่มขึ้น

ที่มา : Xinhua

‘เมอร์ซ’ เตือนลูกอย่าไปอเมริกา!! นายกฯ เยอรมนีลั่น ไม่แนะนำลูกเรียน-ทำงานสหรัฐฯ อเมริกาไม่ใช่ดินแดนแห่งโอกาสเหมือนเดิม เตือนคนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นอนาคตในประเทศตัวเอง ชี้สังคมสหรัฐฯ เปลี่ยนหนัก งานหายาก แม้คนเก่งก็ไม่รอด

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีได้แนะนำลูกชายของเธอไม่ให้ไปศึกษาหรือทำงานในสหรัฐอเมริกา

นายฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า สภาพแวดล้อมทางสังคมในสหรัฐอเมริกากำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง และแม้แต่ผู้ที่มีคุณสมบัติสูงก็ยังหางานทำได้ยาก

เมอร์ซกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวในการประชุมเยาวชนคาทอลิกที่เมืองเวือร์ซบูร์กเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม

“ผมจะไม่แนะนำให้ลูกๆ ไปเรียนและทำงานที่อเมริกา เพราะสภาพสังคมที่นั่นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่คนที่มีความรู้ความสามารถดีที่สุดในอเมริกาก็ยังหางานทำได้ยากมาก” เขากล่าว

แต่ในทางกลับกัน นายเมอร์ซได้กระตุ้นให้ชาวเยอรมัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศชาติของตน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเน้นย้ำว่า "ผมเชื่อว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศใน โลก ที่มอบโอกาสที่ดีมากมายเท่ากับเยอรมนี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนหนุ่มสาว" พร้อมทั้งแนะนำประชาชนอย่าตกอยู่ใน "ความคิดในแง่ร้าย" เมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบัน

คำกล่าวเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรในยุโรปภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับนโยบายการค้า สงครามในยูเครน และล่าสุดคือความขัดแย้งในอิหร่าน กำลังสร้างแรงกดดันต่อพันธมิตรนาโตมากขึ้นเรื่อยๆ

ความตึงเครียดระหว่างเบอร์ลินและวอชิงตันทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อเมอร์ซวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ อย่างเปิดเผย โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลังถูก "ดูหมิ่น" ในความขัดแย้งกับอิหร่าน

คำกล่าวนี้สร้างความไม่พอใจให้กับทรัมป์ในทันที และเขาตอบโต้ด้วยการประกาศถอนทหารสหรัฐบางส่วนที่ประจำการอยู่ในเยอรมนี และเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการโจมตีโดยตรงต่อหนึ่งในจุดแข็ง ทางเศรษฐกิจ หลักของเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม เมอร์ซยืนยันว่าเขายังคงมีความประทับใจที่ดีต่ออเมริกา “ผมชื่นชมอเมริกามาก” เขากล่าวกับผู้ชม แต่แล้วท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือ เขาก็เสริมว่า “ความชื่นชมนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นอีกต่อไปแล้ว”

นายเมอร์ซเข้ารับตำแหน่งในปี 2025 และก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่าตนเองเป็นผู้สนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และสหรัฐอเมริกาอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่นายทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง ผู้นำเยอรมนีก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเบอร์ลินอย่างเปิดเผยมากขึ้น

ฮา เดา

ที่มา: https://tuoitre.vn/thu-tuong-duc-khuyen-con-khong-nen-sang-my-hoc-tap-lam-viec-20260516092302962.htm


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top