Saturday, 6 June 2026
สหรัฐฯ

‘สหรัฐฯ’ วางข้อจำกัดให้ 'ซัมซุง-SK Hynix' ผลิต!! ชิปขั้นสูงใน 'จีน' ได้ยากขึ้น

(31 ส.ค. 68) สหรัฐอเมริกากำลังทำให้ผู้ผลิตชิปเกาหลีใต้อย่างซัมซุงและ SK Hynix ประสบปัญหาในการผลิตชิปในจีนมากขึ้น โดยเพิกถอนใบอนุญาตที่เปิดทางให้บริษัทเหล่านี้รับอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากสหรัฐฯ ในประเทศจีน ตามข้อมูลจากวารสารทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ (Federal Register)

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ยกเว้นบริษัทเหล่านี้จากข้อจำกัดอันครอบคลุมซึ่งกำหนดไว้ในปี 2022 เกี่ยวกับการขายอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ ให้กับจีน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทเหล่านี้จะต้องขอใบอนุญาตเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวสำหรับจีน

Intel เป็นหนึ่งในบริษัทที่สูญเสียใบอนุญาตสำหรับจีน แม้ว่า Intel จะขายหน่วยธุรกิจในเมืองต้าเหลียนของจีนไปแล้วใน
ข้อตกลงที่เสร็จสิ้นในปีนี้

การเพิกถอนจะมีผลบังคับใช้ภายใน 120 วัน ตามประกาศ

กระทรวงพาณิชย์ระบุในคำแถลงว่า สหรัฐฯ มีแผนที่จะออกใบอนุญาตเพื่อให้บริษัทเหล่านี้สามารถดำเนินการโรงงานที่มีอยู่แล้วในจีนได้ แต่จะไม่ให้ใบอนุญาตเพื่อขยายกำลังการผลิตหรืออัปเกรดเทคโนโลยี

SK Hynix ระบุว่า บริษัท "จะปนะสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลเกาหลีใต้และสหรัฐฯ และดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อลดผลกระทบต่อธุรกิจให้น้อยที่สุด"

ด้าน ซัมซุง ยังไม่ออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้

รัฐบาลเกาหลีใต้ได้อธิบายให้กระทรวงพาณิชย์เข้าใจถึง "ความสำคัญของการดำเนินงานที่มั่นคงของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของเราในจีนต่อเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก" ตามถ้อยแถลงของกระทรวงอุตสาหกรรมโสมขาว

ทางกระทรวงยังยืนยันว่า โซลจะหารือกับวอชิงตันต่อไปเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อบริษัทของเกาหลีใต้

การเปลี่ยนแปลงใบอนุญาตดังกล่าวน่าจะทำให้ยอดขายของผู้ผลิตอุปกรณ์สัญชาติอเมริกันอย่าง KLA Corp, Lam Research และ Applied Materials ไปยังจีนลดลง ทว่าทั้ง 3 บริษัทยังไม่ได้ตอบข้อซักถามของสื่อในประเด็นนี้

ในเดือน มิ.ย. เมื่อกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ หยิบยกความเป็นไปได้ที่จะเพิกถอนใบอนุญาต เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่า สหรัฐฯ แค่กำลัง "วางรากฐาน" ไว้เผื่อกรณีที่การเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศไม่ประสบผลสำเร็จ

ในเดือน ก.ค. สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ได้ประกาศข้อตกลงเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ทว่าประธานาธิบดี อี แจ มยอง เดินทางกลับจากการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ โดยยังไม่ได้ข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษร

สหรัฐฯ และจีนยังคงอยู่ภายใต้ข้อตกลงสงบศึกทางภาษีศุลกากร โดยสินค้าจีนที่นำเข้าสหรัฐฯ ถูกเก็บภาษี 30% และสินค้าอเมริกันที่นำเข้าจีนถูกเก็บภาษี 10% ซึ่งจะยังคงมีผลบังคับไปจนถึงเดือน พ.ย.

สงครามการค้าระหว่าง 2 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่แร่ธาตุหายากที่อุตสาหกรรมสหรัฐฯ ต้องการ ไปจนถึงการรับซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ของจีน

คริส มิลเลอร์ ผู้เขียนหนังสือ “Chip War” ระบุว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จะทำให้ผู้ผลิตชิปเกาหลีใต้ที่มีโรงงานอยู่ในจีนผลิตชิปขั้นสูงได้ยากขึ้น และอาจกลายเป็นผลดีสำหรับผู้ผลิตเครื่องมือในจีนซึ่งเครื่องมือของพวกเขาสามารถเติมเต็มช่องว่างได้ นอกจากนี้ยังอาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทอเมริกันอย่าง Micron ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของ ซัมซุง และ SK Hynix ในอุตสาหกรรมชิป

“หากไม่ดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อสกัด (ผู้ผลิตชิปจีน เช่น) YMTC และ CXMT ก็มีความเสี่ยงที่มาตรการนี้จะเป็นการเปิดพื้นที่ตลาดให้กับบริษัทจีน โดยบริษัทเกาหลีใต้เป็นฝ่ายสูญเสีย” มิลเลอร์กล่าว

‘ทรัมป์’ อวยพร!! ‘อินเดีย - รัสเซีย - จีน’ ขอให้มี!! ‘อนาคตที่สดใส’ ด้วยกัน

(6 ก.ย. 68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีใจความว่า...

ค่ายจีน !!!
การแบ่งฝ่ายที่เริ่มชัดขึ้น
กระทั่งประธานาธิบดี Trump ยังต้องบอกว่า
เราได้สูญเสีย อินเดียและรัสเซีย ให้กับ จีน
จีนที่ deepest ที่ darkest !!!
ขออวยพรให้ทั้งสาม “มีอนาคตที่สดใส” ด้วยกัน
หมายความว่า Global Geopolitical War 
กำลังยกระดับขึ้นอีกขั้น
อย่าลืมติดตามตอนต่อไป
ประเภท ”ติดขอบเวที“
ว่าทั้งหมดนี้ จะนำไปสู่อะไร
จะเผชิญหน้ากันรุนแรงแค่ไหน
เพื่อจะได้คิดกันต่อไปว่า
ไทยเราจะต้องเตรียมการอะไรบ้าง

ASUS เผย!! ย้ายฐานการผลิตจากจีน มา!! ‘ไทย - เวียดนาม - อินโด’

(6 ก.ย. 68) ASUS รายงานในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำไตรมาสสองของปี 2025 ย้ำว่าตอนนี้ห่วงโซ่อุปทานมีความปลอดภัยโดยกระจายกำลังผลิตออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงโรงงานในไทย, เวียดนาม, และอินโดนีเซีย โดยรวมแล้วกำลังผลิต 90% มาจากโรงงานนอกจีน

ความขัดแย้งของจีนและสหรัฐฯ รุนแรงกว่าชาติอื่นๆ ทั้งสองชาติเคยประกาศขึ้นภาษีตอบโต้กันไปมาสูงเกิน 100% และตอนนี้สินค้าจากจีนเข้าสหรัฐฯ ก็ถูกเก็บภาษี 30% อยู่ระหว่างการเจรจา

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกเก็บภาษีนำเข้าใกล้ๆ กันในช่วง 19-20% อย่างไรก็ดีสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้าก่อนหน้านี้ และ ASUS เองก็ย้ายฐานการผลิตเซิร์ฟเวอร์ออกจากจีนมาก่อนหน้านี้แล้ว

ผมจะไม่มีวันกลับไปสหรัฐฯ อีกแล้ว

(14 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ช่างไฟฟ้าชาวเกาหลีใต้ที่ถูกจับโยนเข้าไปในศูนย์กักกันของหน่วยงานด้านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของ #สหรัฐฯ #ICE กล่าวว่า “ผมจะไม่มีวันกลับไปสหรัฐฯ อีกแล้ว” 

“ผมโกรธมาก เพราะเราคงจะไม่ถูกจับกุมถ้ามีใครบอกไม่ให้เรามาทำงาน” นายจอง กวอน-วอน อายุ 32 ปี ช่างไฟฟ้าของบริษัทผู้รับเหมาช่วงของ LG กล่าว

เขากล่าวว่าได้ใช้โครงการ #วีซ่าเวฟเวอร์ (the visa-waiver program - VWP) ซึ่งอนุญาตให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ 90 วันเพื่อการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ

“นายจ้างของเราบอกว่าพวกเราสามารถมาทำงานที่นี่ได้” นายจองกล่าว “พวกเขาบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติที่ทำกัน”

แรงงานที่ถูกส่งตัวกลับเล่าถึงประสบการณ์สะเทือนใจ เมื่อได้เห็นรถหุ้มเกราะและเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้ามา และถูกใส่กุญแจมือกับพันธนาการข้อเท้าโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง

“ผมจะไม่มีวันไปสหรัฐฯ อีกแล้ว” นายจองกล่าวทิ้งท้าย

‘สหรัฐฯ’ เตรียม!! เพิกถอนวีซ่าผู้นำโคลอมเบีย หลังร่วมประท้วง!! ยุยง!! ทหารไม่เชื่อฟังคำสั่ง

(28 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

Fox News รายงาน กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯเตรียมเพิกถอนวีซ่าของประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตรแห่งโคลอมเบีย 

อันเนื่องมาจากมีคลิปวิดีโอแสดงให้เห็นว่าประธานาธิบดีโคลอมเบียได้เข้าร่วมการประท้วงที่นิวยอร์กซิตี้ "เรียกร้องให้ทหารสหรัฐฯ ฝ่าฝืนคำสั่งและยุยงให้เกิดความรุนแรง" หลังจากที่เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

ด้าน Reuters รายงาน   ประธานาธิบดีโคลอมเบีย กล่าวสวนทันที: “ข้าฯไม่ต้องการวีซ่าสหรัฐฯ – ข้าฯคืออิสระชนบนโลกใบนี้” ประธานาธิบดีเปโตรแห่งโคลอมเบียกล่าวว่าสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการเพิกถอนวีซ่าของเขา หลังจากที่เขาเข้าร่วมการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ในนิวยอร์ก และเรียกร้องให้ทหารสหรัฐฯ ไม่เชื่อฟังทรัมป์

เขากล่าวว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าอยู่แล้ว โดยเรียกตัวเองว่าเป็น “อิสระชนบนโลกใบนี้” และกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าลงโทษเขาเพียงเพราะ “ประณามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลโคลอมเบียเพิ่มสูงขึ้น นับตั้งแต่เปโตรสั่งระงับเที่ยวบินเนรเทศและตัดความสัมพันธ์กับอิสราเอลในปี 2024

ขณะนี้เขาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธระดับโลกที่แข็งแกร่งกว่าสหรัฐฯ เพื่อปลดปล่อยปาเลสไตน์

ทำไมสหรัฐฯ ถึงเร่งจับมือไทยตอนนี้ ดีล MOU กระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ ตั้งแต่สำรวจ-แยกถลุง-รีไซเคิล-ลงทุน 'แร่แรร์เอิร์ธ' ที่ไม่ผูกพันทางกฎหมาย

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2025 ไทย–สหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญและส่งเสริมการลงทุน เน้นตั้งแต่สำรวจ–แยกถลุง–รีไซเคิล–ลงทุน โดยเป็นกรอบไม่ผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเดินงานเร็วขึ้นตามบริบทภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน

 

1) บริบทโลกกดดันให้ “หาเพื่อน” ด่วน

• จีนเข้มงวดการควบคุมส่งออกแรร์เอิร์ธ วัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากขึ้นในเดือน ต.ค. 2025 ทำให้ผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น–ยุโรปเร่งกระจายความเสี่ยง หันหาฐานซัพพลายใหม่ในอาเซียน

• แรงกดดันทางนโยบายสะท้อนทันทีทั้งในตลาดสินค้าและดีลพหุภาคีที่สหรัฐฯ เร่งเดินกับประเทศในภูมิภาค

 

2) “ไทยตอนนี้” ไม่เหมือน “ไทยเมื่อก่อน”

• การผลิตพุ่งแรง: ปี 2024 ไทยผลิตแรร์เอิร์ธประมาณ 13,000 ตัน โตมากจากปีก่อน สะท้อนว่ามีฐานอุตสาหกรรมที่จับต้องได้ แม้ยังไม่ใหญ่เท่าประเทศผู้นำ

• มีฐาน downstream สำคัญ: โรงงาน Neo Magnequench (โคราช) ผลิตผง/วัสดุแม่เหล็กสำหรับมอเตอร์ EV อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงานลม เชื่อมจุด ‘จากแร่ → แม่เหล็กมูลค่าสูง’

• ข้อเท็จจริงต้องรู้: แม้ผลิตพุ่ง แต่สำรองที่พิสูจน์แล้วในไทยยังเล็ก จุดแข็งของไทยจึงอยู่ที่การแปรรูป–รีไซเคิล–คลัสเตอร์อุตสาหกรรม มากกว่าการมีเหมืองขนาดยักษ์

 

3) ทำไมสหรัฐฯ ต้อง “ไทย” ตอนนี้

• ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว: เมื่อจีนเข้มงวดใบอนุญาตส่งออกแรร์เอิร์ธและแม่เหล็ก การดึงพาร์ตเนอร์ที่มีฐานการผลิตจริงอย่างไทย คือยุทธศาสตร์ friend‑shoring เพื่อกันช็อกซัพพลายของอุตสาหกรรม EV–พลังงานลม–ป้องกันประเทศ

• มีกลไกระดับภูมิภาคพร้อมเสียบ: กรอบ IPEF (Supply Chain Agreement + Critical Minerals Dialogue) เชื่อมมาตรฐาน ข้อมูลทรัพยากร มาตรฐานแรงงาน/สิ่งแวดล้อม และแผนรับมือช็อกห่วงโซ่ได้ทันที

• สัญญาณการเมือง–เศรษฐกิจหนุน: สหรัฐฯ เดินดีลคริติคอลมิเนอรัลกับอาเซียนเพื่อถ่วงน้ำหนักข้อจำกัดส่งออกจากจีน—ไทยถูกวางบทบาทศูนย์แปรรูป/แม่เหล็ก/รีไซเคิล มากกว่า ‘ประเทศเหมือง’

 

4) ไทยได้–เสียอะไรจากดีลนี้ได้อะไร

• เงินลงทุน–เทคโนโลยี–มาตรฐาน: โอกาสดึง JV ในการแยกถลุง รีไซเคิล และผลิตแม่เหล็ก NdFeB พร้อมยกระดับมาตรฐาน ESG/แรงงานเข้าตลาดสหรัฐฯ–ยุโรป

• เชื่อมตลาดปลายน้ำมูลค่าสูง: เมื่อมีฐานผง/แม่เหล็กในประเทศ ผู้ประกอบการมอเตอร์–พลังงานลม–อิเล็กทรอนิกส์ จะเชื่อมต่อไทยง่ายขึ้น ลด lead time และความเสี่ยงใบอนุญาตส่งออกจากที่อื่น.

ต้องระวังอะไร

• แรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์: การเลือกข้างชัดเกินไปอาจเสี่ยงแรงสะท้อนจากจีน ไทยควรย้ำว่า MOU ไม่ผูกขาด/ไม่ผูกพันทางกฎหมาย และเปิดกว้างต่อทุกพาร์ตเนอร์ที่เคารพมาตรฐาน

• สิ่งแวดล้อม–ความปลอดภัยรังสี: แร่รองอย่างมอนาไซต์/เซโนไทม์เกี่ยวพันธาตุกัมมันตรังสีร่วม ต้องเข้มมาตรฐานจัดการหางแร่ ตั้งโรงงานแยกถลุงโปร่งใส และระบบ EIA/ติดตามแบบเรียลไทม์

• ฐานทรัพยากรจำกัด: โมเดลที่คุ้มคือ รีไซเคิล + แยกถลุง + คลัสเตอร์แม่เหล็ก/มอเตอร์ พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าบางส่วน แล้วทดแทนด้วยรีไซเคิลในระยะกลาง

.

5) ทางไปข้างหน้า (ข้อเสนอเชิงนโยบายแบบทำได้เลย)

1. 1) ตั้ง “Thailand Rare Earth & Magnet Cluster” ฝั่งอีสาน–EEC เชื่อมมหาวิทยาลัย/สถาบันวิจัย–เอกชน–ต่างชาติ ให้ครบห่วงโซ่ (แยกถลุง–รีไซเคิล–แม่เหล็ก–มอเตอร์) ภายใต้มาตรฐาน ESG/แรงงานระดับสากล

2. 2) Regulatory Sandbox ด้านรังสี/สิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานแยกถลุงและรีไซเคิลแรร์เอิร์ธ พร้อมระบบติดตามหางแร่อัจฉริยะและการเปิดข้อมูลสาธารณะ

3. 3) Roadmap รีไซเคิลแม่เหล็ก NdFeB (จากมอเตอร์ EV/ฮาร์ดดิสก์/กังหันลม) เพื่อป้อนวัตถุดิบกลับสู่คลัสเตอร์ไทย ลดการพึ่งพาเหมืองใหม่

4. 4) เชื่อม IPEF ให้เป็นดีลลงทุนจริง: ใช้กลไก Supply Chain Agreement + Critical Minerals Dialogue เป็นทางลัดเรื่องมาตรฐาน/การรับรอง เพื่อเร่งจาก MOU สู่โครงการลงทุน

สรุป: สหรัฐฯ ต้องเร่งดึงซัพพลายแรร์เอิร์ธออกนอกจีน ‘ตอนนี้’ เพราะกติกาส่งออกฝั่งจีนเข้มขึ้น ขณะที่ไทยเพิ่งมีฐานการผลิตจริง ให้เสียบเข้าห่วงโซ่ได้ ดีล MOU รอบนี้คือ ‘ตั๋วขึ้นรถไฟขบวนใหญ่’ ของไทยจากประเทศเจ้าทรัพยากรไม่มาก สู่ศูนย์แปรรูป–แม่เหล็ก–รีไซเคิลมูลค่าสูง หากวางมาตรฐาน สิ่งแวดล้อม และแรงงานให้ชนะตั้งแต่ต้น

ปิดล้อมเวเนซุเอลา สหรัฐฯ บีบมาดูโร แต่สะเทือนเอเชีย น้ำมันเวเนซุฯ ถูกสกัด ตลาดหันหาทางรอดใหม่ ตลาดน้ำมันเอเชียเผชิญผลกระทบไม่เล็ก จีน-สหรัฐฯ อาจเจรจาหลีกเลี่ยงวิกฤติ

(19 ธ.ค. 68) การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่นำโดยสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อทำให้นายกรัฐมนตรี 'นิโกลัส มาดูโร' อ่อนแอขึ้นทางการเมืองและก่อให้เกิดความแตกแยกในชนชั้นนำของประเทศ

ดร.วินิซิอุส วิเอรา รองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมูลนิธิอาร์มันโด อัลวาเรส เปนเตอาโด กล่าวว่า "ความทุกข์ยากของประชาชนชาวเวเนซุเอลาน่าจะเพิ่มขึ้น" อันเนื่องมาจากประเทศพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก และผลกระทบอาจลุกลามถึงตลาดน้ำมันในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเวเนซุเอลา

รองศาสตราจารย์วิเอรายังชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเจรจาแบบหลังฉากระหว่างจีนและสหรัฐฯ เนื่องจากจีนเป็นเจ้าหนี้และผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ของเวเนซุเอลา เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เขายังระบุว่าในสุนทรพจน์ปลายปีของ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ไม่มีการกล่าวถึงเวเนซุเอลา เพราะประธานาธิบดีเน้นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจง่ายกว่า และได้อัปเดตความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเวเนซุเอลาผ่านโซเชียลมีเดียแทน

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผลกระทบจากมาตรการปิดล้อมน้ำมัน ต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาและตลาดน้ำมันระดับโลก

ที่มา : Sputnik

 

เวเนซุเอลา ประณามสหรัฐฯ "ไม่มีใครสนับสนุน" การโจมตีเวเนซุเอลา วเนซุเอลาเผยรวมพลังนานาชาติประณาม รัสเซียเรียกร้องปล่อยตัวมาดูโรทันที สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์ปฏิบัติการผิดกฎหมาย

(5 ม.ค. 69) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา 'อีวาน กิล' กล่าวกับสปุตนิกว่าไม่มีใครสนับสนุนการโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ และถูกประณามจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง กิลเผยว่าได้รับถ้อยคำจากรัฐมนตรีต่างประเทศหลายประเทศที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและสนับสนุนหลักนิติธรรม

"เราได้เห็นการระดมเคลื่อนไหวของประชาชนในระดับนานาชาติอย่างน่าประทับใจ" กิลกล่าว พร้อมว่าได้รับโทรศัพท์จากกลุ่มเคลื่อนไหวทั่วโลกที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประกาศว่าทำการโจมตีเวเนซุเอลา "ครั้งใหญ่" และอ้างว่าจับกุมประธานาธิบดี 'นิโกลัส มาดูโร' และภรรยา ขณะที่สื่อรายงานเกิดระเบิดในกรุงคารากัสและยืนยันว่าหน่วยเดลตาฟอร์ซปฏิบัติการ

ทางการเวเนซุเอลาปฏิเสธไม่ทราบที่อยู่ของ 'มาดูโร' และเรียกร้องให้ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ รัสเซียแสดงความ "ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง" ต่อรายงานนี้และเรียกร้องให้ปล่อยตัว 'มาดูโร' และภรรยา พร้อมเตือนไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคลุกลามอย่างรุนแรง


ที่มา : Sputnik

เดนมาร์กไม่รอแล้ว!! เร่งเพิ่มกำลังทหารกรีนแลนด์ เน้นฝึกซ้อมร่วมกับนาโต รับแรงกดดันสหรัฐฯ เสริมทหารรับเกมมหาอำนาจ

(7 ม.ค. 69) เดนมาร์กประกาศแผนเสริมความแข็งแกร่งของการประจำการทางทหารในกรีนแลนด์ พร้อมเพิ่มการฝึกซ้อมภายใต้นาโต เพื่อรับมือสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก โดยทรอยล์ส ลุนด์ เปาล์เซน รัฐมนตรีกลาโหมเดนมาร์กยืนยันเมื่อวันที่ 7 มกราคม ว่า "เราจะเสริมการปรากฏตัวของกองกำลังทหารของเราในกรีนแลนด์ แต่เน้นย้ำมากขึ้นในการจัดการฝึกซ้อมและการเพิ่มการปรากฏตัวของนาโต"

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์กเปิดเผยว่าคณะกรรมาธิการนโยบายต่างประเทศของรัฐสภาจะหารือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเดนมาร์กและสหรัฐฯ โดยมีลาร์ส ล็อกเก รัสมุสเซนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและเปาล์เซนเข้าร่วม

ขณะเดียวกัน ภาพโพสต์ในแพลตฟอร์ม X ของเคที มิลเลอร์ ภรรยาของรองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว แสดงแผนที่กรีนแลนด์ระบายสีเป็นธงชาติสหรัฐฯ พร้อมคำบรรยายว่า "SOON" ทำให้โคเปนเฮเกนเรียกร้องความเคารพบูรณภาพแห่งดินแดนและมองภาพดังกล่าวว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยเสนอให้กรีนแลนด์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ โดยอ้างถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์และความมั่นคงของนาโตในภูมิภาคนี้ กรีนแลนด์ซึ่งเป็นเขตปกครองตนเองของเดนมาร์ก มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคและยังคงสถานะเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเดนมาร์กอย่างเป็นทางการ

ที่มา : Sputnik

เกมทะเลเดือด!! มอสโกจับตาเรือ Marinera หลังทหารสหรัฐฯ ขึ้นเรือกลางน่านน้ำสากล ย้ำ “ลูกเรือรัสเซียต้องปลอดภัย” เน้นความเหมาะสมและศักดิ์ศรี

(8 ม.ค. 69) กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยว่า กำลังติดตามอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐฯ เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมัน "มาริเนรา" ซึ่งเดินเรือภายใต้ธงรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยมีพลเมืองรัสเซียอยู่ในหมู่ลูกเรือ

กระทรวงได้เรียกร้องให้กองทัพสหรัฐฯ ปฏิบัติต่อพลเมืองรัสเซียบนเรือดังกล่าวด้วยความเหมาะสมและเคารพศักดิ์ศรีของบุคคลเหล่านั้น โดยชี้ว่าการปฏิบัติที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในสถานการณ์นี้

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ โดยกรณีการยึดเรือและปฏิบัติต่อพลเมืองถือเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top