Friday, 5 June 2026
สหรัฐฯ

เปิดปมมูลเหตุสหรัฐฯ อยากได้ฐานทัพเรือที่พังงา ถึงขั้นต้องงัดแผนร้ายโขลกภาษีมาต่อรองกับไทย

(21 ก.ค. 68) คงไม่มีใครคาดคิดว่าการที่สหรัฐ อเมริกา โขลกภาษีนำเข้าไทยถึง 36% นี้เพื่อเป็นการบีบให้ไทยเจรจาต่อรองว่าถ้าอยากค้าขายกับสหรัฐฯ จะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนและหนึ่งในสิ่งแลกเปลี่ยนนั้นก็คือ การขอตั้งฐานทัพของกองทัพสหรัฐฯ ที่ฐานทัพเรือพังงานั่นเอง

หากย้อนกลับไปดูว่าสหรัฐฯ เคยมาขอตั้งฐานทัพตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามเป็นต้นมาจนจบสงครามไปไทยก็ไม่ได้ให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพในไทยอีก ยกเว้นเพียงแต่เป็นท่าจอดเครื่องบินหรือเรือรบเพื่อมาเติมน้ำมันและเจ้าหน้าที่ก็ได้มาพักผ่อนหย่อนใจ  อันจะสร้างเงินสร้างทองให้กับประเทศไทยตั้งแต่รากหญ้าขึ้นไป 

สุดท้ายข่าวที่ออกมาทางสหรัฐฯ ก็แถลงโต้ทันทีว่าการขึ้นภาษีนำเข้าไทยนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการขอตั้งฐานทัพสหรัฐที่ทับละมุที่จังหวัดพังงา  เพราะถูกกระแสประชาชนโต้กลับอย่างทันทีทันควัน  แม้ความจริงเรื่องภาษีกับฐานทัพพังงาจะเป็นเช่นไรก็ตามเอาเป็นว่าเรื่องของเรื่องวันนี้เอย่าจะไม่พูดเรื่องของภาษีแต่จะมาพูดว่าทำไมสหรัฐฯ ถึงอยากได้ฐานทัพเรือพังงามาตั้งฐานทัพของตนเอง

เรื่องของเรื่องก็คือว่าหลังจากอกหักจากการขอหมู่เกาะโคโค่จากนางอองซาน ซูจีจนทำให้เป็น 1 ในชนวนเหตุของการรัฐประหารของนายพลมินอ่องหล่าย สหรัฐฯ ก็ยังเดินเกมส์เพลี่ยงพล้ำจีนและรัสเซียในภูมิภาคนี้อีก ดได้จากการที่อเมริกาเสือกจะใช้วิธีคว่ำบาตรเมียนมาเพื่อให้เขาไม่มีที่ไปแต่ผลกลับตรงกันข้ามนั่นทำให้กองทัพเมียนมากับจีนและรัสเซียมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งมากขึ้น  ถึงแม้ว่าจีนจะรุกเมียนมาโดยนโยบายเส้นทางสายไหมเส้นใหม่ที่ผ่านทางเมียนมามาออกทะเลที่อ่าวเบงกอลแล้ว  ล่าสุดอยากที่ทราบกันว่ารัสเซียก็เข้ามาให้ความร่วมมมือทั้งด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งนั่นอาจจะพลิกโฉมเมียนมาก็ได้ และนั่นคือสิ่งที่สหรัฐฯ ไม่ชอบเป็นแน่แท้

แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่เรียกได้ว่าเป็นลูกไล่ของสหรัฐฯ แต่หากเกิดสงครามขึ้นการปิดช่องแคบมะละกาก็ไม่ได้ง่ายนักแต่อาจจะไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นการขนถ่ายสิ่งของทางทะเลเพราะหากเกิดสงครามขึ้นมาสิงคโปร์สามารถถูกยึดได้ทั้งเกาะได้เพียงเวลาไม่ถึงชั่วโมงและสิงคโปร์ไม่ได้มีทรัพยากรใด ๆ เลยนอกจากเป็นทางผ่านของเรือเท่านั้น นั่นทำให้การตั้งฐานทัพที่สิงคโปร์ไม่เวิร์คในสายตาของสหรัฐหากเทียบกับพังงาของไทยที่มีเขตติดต่อแผ่นดินอีกทั้งยังขอการสนับสนุนด้านอาหารและเชื้อเพลิงจากไทยได้  ดังนั้นพังงาจึงเป็นหมุดหมายฝั่งตะวันออกในการป้องกันการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในขณะที่ฝั่งตะวันตกนั้นกองทัพสหรัฐมีฐานทัพอยู่แล้วบนเกาะดิเอโก กราเซียซึ่งบนเกาะมีสนามบินขนาดใหญ่ที่สามารถเอาเครื่องบินหลายลำลงจอดได้เพื่อเป็นจุดขนถ่ายเสบียงและยุทโธปกรณ์

มุมมองของเอย่าคงต้องถามว่าไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งของจีนและรัสเซียคงต้องถามว่าทำไมเราถึงต้องเอาประเทศเราไปอยู่ในจุดที่เป็นข้อขัดแย้งของใครต่อใครด้วย  เอย่าไม่เห็นถึงประโยชน์ที่อันจะเกิดขึ้นจากการมีกองทัพอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในไทยมากไปกว่าการที่เราอาจจะค้าขายอาหารได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจรากหญ้าอาจจะดีขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจบริการและบันเทิงเริงรมณ์  คงต้องฝากคำถามนี้ไปถึงกองทัพไทยและรัฐบาลไทยว่าท่านได้คำนึงหรือยังว่าหากวันหนึ่งเราต้องถูกผลักไปอยู่ในจุดที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยทั้ง ๆ ที่เขากับเราไม่ได้มีอะไรเกลียดชังกันเลย  เราพร้อมจะรับมือหากวันนั้นมาถึงหรือไม่…

‘อิหร่าน’ นำเข้า!! เครื่องบินโบอิ้ง 777 มือสอง 5 ลำ หลบเลี่ยง!! มาตรการคว่ำบาตร จากสหรัฐฯ และอียู

(28 ก.ค. 68) เครื่องบิน โบอิ้ง 777-212ER จำนวน 5 ลำ ที่เคยเป็นของสายการบิน Singapore Airlines เดินทางจากสนามบินนานาชาติเสียมราฐของกัมพูชา มุ่งหน้าเข้าสู่อิหร่าน โดยมีการปิดสัญญาณติดตาม ADS-B ระหว่างบินผ่านน่านฟ้าอัฟกานิสถาน เพื่อเลี่ยงการถูกตรวจสอบจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

เส้นทางซับซ้อน: เครื่องบินเหล่านี้ผลิตระหว่างปี 2001–2003 เคยให้บริการใน Singapore Airlines และต่อมาอยู่ในฝูงบินของ NokScoot สายการบินลูกของไทย ก่อนจะถูกจอดเก็บในออสเตรเลียช่วงโควิด-19

หลัง NokScoot ล้มละลาย เครื่องบินถูกบริษัทอเมริกัน Ion Aviation เข้าซื้อ แล้วถูกพาไปยังเมืองหลานโจว (จีน), จากนั้นไปยังจาการ์ตา (อินโดนีเซีย) และต่อไปกัมพูชา ก่อนจะเดินทางเข้าสู่อิหร่านในที่สุด

กลยุทธ์เลี่ยงคว่ำบาตร: เครื่องบินถูกจดทะเบียนชั่วคราวภายใต้รหัสประเทศมาดากัสการ์ (5R-HER, 5R-IJA, 5R-ISA, 5R-RIJ, 5R-RIS) เพื่อซ่อนตัวตนและเจ้าของที่แท้จริง

ปลายทาง: เครื่องบินทั้ง 5 ลำลงจอดที่เมือง Mashhad, Zahedan และ Chabahar คาดว่าจะเข้าร่วมฝูงบินของสายการบิน Mahan Air ซึ่งเคยถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรฐานหนุนภารกิจของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC)

‘ทรัมป์’ สั่ง!! เคลื่อน ‘เรือดำน้ำนิวเคลียร์’ สองลำ ประจำการ หลังรัสเซีย!! ขู่กลับ จากกรณีทรัมป์ ให้ ‘ปูติน’ ยุติสงคราม

(2 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันศุกร์ (1ส.ค.) ที่ผ่านมาว่า เขาสั่งให้เรือดำน้ำนิวเคลียร์สองลำ “ประจำการในภูมิภาคที่เหมาะสม” เพื่อตอบโต้ต่อคำเตือนของดมิทรี เมดเวเดฟ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียที่ส่งถึงสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้

เมดเวเดฟ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเมื่อวันจันทร์ว่า การยื่นคำขาดใหม่แต่ละครั้งของทรัมป์ต่อรัสเซียเพื่อบังคับให้ยุติสงครามกับยูเครน “เป็นภัยคุกคามและเป็นก้าวสู่สงคราม”

เมดเวเดฟเขียนบนแพลตฟอร์ม X ว่า “ไม่ใช่ระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่กับประเทศของเขาเอง”

ทรัมป์กล่าวเมื่อเช้าวันจันทร์ว่า เขาจะลดระยะเวลาเส้นตายสำหรับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับยูเครน จาก 50 วัน เหลือไม่ถึงสองสัปดาห์ มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับ “ภาษีศุลกากรอัตราสูงสำหรับคู่ค้าของมอสโก

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า “จากคำกล่าวที่ยั่วยุอย่างยิ่งของอดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ดมิทรี เมดเวเดฟ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานสภาความมั่นคงแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ผมได้สั่งให้เรือดำน้ำนิวเคลียร์สองลำประจำการในพื้นที่ที่เหมาะสม เผื่อกรณีที่มีอะไรมากไปกว่าคำกล่าวที่โง่เขลาและยั่วยุเหล่านี้”

“คำพูดมีความสำคัญมาก และมักนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่ได้ตั้งใจ ผมหวังว่านี่จะไม่ใช่หนึ่งในกรณีเหล่านั้น” ทรัมป์กล่าว ขอบคุณสำหรับความสนใจในเรื่องนี้!!”

เมดเวเดฟทวีตเมื่อวันจันทร์ว่า

“ทรัมป์กำลังเล่นเกมคำขาดกับรัสเซีย: 50 วันหรือ 10 วัน... เขาควรจำไว้ 2 สิ่ง”

1. รัสเซียไม่ใช่อิสราเอลหรือแม้แต่อิหร่าน 2. คำขาดแต่ละคำคือภัยคุกคามและก้าวไปสู่สงคราม” เมดเวเดฟเขียน

“ไม่ใช่ระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่กับประเทศของเขาเอง อย่าไปยึดติดกับเส้นทางของโจผู้ง่วงซึม!” เมดเวเดฟกล่าวเสริม โดยอ้างถึงอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน

ทรัมป์โพสต์ข้อความลงบน Truth Social เมื่อวันพฤหัสบดี เตือนเมดเวเดฟเกี่ยวกับวาทกรรมของเขา พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ความร่วมมือทางการค้าระหว่างรัสเซียกับอินเดีย

ผมไม่สนใจว่าอินเดียจะทำอะไรกับรัสเซีย พวกเขาสามารถนำพาเศรษฐกิจล่มสลายไปด้วยกันได้ ผมไม่สนใจหรอก” ทรัมป์เขียน “เราทำธุรกิจกับอินเดียน้อยมาก ภาษีศุลกากรของพวกเขาสูงเกินไป เป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราสูงที่สุดในโลก

“ในทำนองเดียวกัน รัสเซียและสหรัฐอเมริกาแทบจะไม่ทำธุรกิจร่วมกันเลย” ทรัมป์กล่าว “ขอให้เป็นแบบนี้ต่อไป และบอกเมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซียที่ล้มเหลว ซึ่งคิดว่าตัวเองยังคงเป็นประธานาธิบดีอยู่ ให้ระวังคำพูด เขากำลังเข้าสู่ดินแดนที่อันตรายมาก!!”

เมดเวเดฟขู่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ตอบโต้

เมดเวเดฟตอบโต้ในวันพฤหัสบดีด้วยแถลงการณ์ว่า “หากคำพูดเพียงไม่กี่คำจากอดีตประธานาธิบดีรัสเซียสามารถกระตุ้นให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ทรงอิทธิพลในปัจจุบันเกิดปฏิกิริยาวิตกกังวลเช่นนี้ได้ ก็ชัดเจนว่ารัสเซียทำถูกต้องแล้ว และจะยังคงเดินต่อไปบนเส้นทางที่เลือก”

“สำหรับคำพูดของเขาเกี่ยวกับ ‘เศรษฐกิจที่ล่มสลาย’ ของอินเดียและรัสเซีย และ ‘การเสี่ยงภัยในดินแดนอันตราย’ บางทีเขาน่าจะกลับไปดูหนังเรื่องโปรด ซอมบี้ของเขา และระลึกไว้ว่า ‘มือปีศาจ’ ในตำนานนั้นอันตรายเพียงใด” เมดเวเดฟกล่าว

มือปีศาจ (Dead Hand) คือระบบของรัสเซียที่ใช้โจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์โดยอัตโนมัติ หากตรวจพบการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์

‘ทรัมป์’ ทำดีลแบบ ‘แม่ค้าจีน’ มีราคาในใจอยู่แล้ว แต่ก็บอกราคา สูงเว่อร์ ไปก่อน

(2 ส.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า …

จริงๆแล้ว ตัวเลข tariff ในใจทรัมป์ตั้งแต่ตอนหาเสียง (ตค 2024) ก็คือ จะขึ้นภาษีนำเข้าเฉลี่ย 10 -20% กับประเทศอื่นอยู่แล้ว พอมาเป็นรัฐบาล #ทรัมป์ ก็ใช้การดีลแบบ #แม่ค้าจีน คือ ประกาศ reciprocal tariff แบบสูงเว่อร์ เพื่อให้แต่ละประเทศมาก้มหมอบยอมทรัมป์แบบสุดๆ จนได้สิ่งที่ทรัมป์ต้องการแล้ว ค่อยเก็บภาษีจริงในอัตรา 15 -20% กับประเทศส่วนใหญ่ ตาม rate ที่อยู่ในใจตั้งแต่แรกนั่นแหละค่า (ส่วน 10% ก็เก็บกับบางประเทศที่สหรัฐฯ ไม่มีปัญหาขาดดุล เช่น สิงคโปร์)

สำหรับจีน ทรัมป์ตั้งใจเก็บภาษี 60% แต่เจอหมัดเด็ดของสีจิ้นผิงเรื่องแร่หายาก rare earth และจีนขึ้นภาษีตอบโต้กลับ ทรัมป์ก็เลยยังจัดการจีนไม่ได้ตามที่หาเสียงไว้ว่า จะเก็บภาษีจีน 60% 

เราจะซื้อจากใครก็เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคุณ เศรษฐกิจของอินเดีย จะไม่ถูกสั่งการจากทำเนียบขาว น้ำมันรัสเซีย จะยังไหลเข้าสู่อินเดียต่อไป

(3 ส.ค. 68) อินเดียส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังวอชิงตันด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนหมากรุกเชิงภูมิรัฐศาสตร์ว่า “เราจะซื้อจากใครก็เรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของคุณ” เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย เอส. ไจศานการ์ (S. Jaishankar) ประกาศกร้าวกลางเวทีการประชุมว่าด้วยพลังงานโลกที่มุมไบว่า “เศรษฐกิจของอินเดียจะไม่ถูกสั่งการจากทำเนียบขาว” และ “น้ำมันรัสเซียจะยังไหลเข้าสู่อินเดียต่อไป”

ถ้อยแถลงนี้ไม่ใช่แค่การตอบโต้การคุกคามเชิงพาณิชย์จากสหรัฐฯ ซึ่งขู่จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียในอัตราที่ “โหดร้ายเกินความเป็นพันธมิตร” แต่ยังเป็นการตีแสกหน้าแนวคิดแบบอเมริกันเซ็นทริกที่มองโลกเป็นสนามหลังบ้านตัวเอง พลังงานคืออธิปไตย

ในปี 2025 อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมากถึง 35% ของความต้องการพลังงานในประเทศ ถือเป็นพลังชีวิตที่ป้อนกลไกการผลิต การขนส่ง และชีวิตประจำวันของประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ไจศานการ์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากย้ำว่า “อินเดียซื้อในราคาที่เป็นธรรมจากพันธมิตรที่ไม่ตั้งเงื่อนไข และเราจะไม่ปล่อยให้เศรษฐกิจของเรากลายเป็นตัวประกันของเกมการเมือง”

แน่นอนว่านี่เป็นคำประกาศสงครามเชิงหลักการ – ไม่ใช่ด้วยอาวุธ แต่ด้วยนโยบายต่างประเทศที่ยึดหลัก “อินเดียต้องมาก่อน” (India First) ไม่ใช่ “อเมริกาบอกมาก่อน”

สหรัฐฯ เล่นบทเจ้าโลก อินเดียไม่ร่วมวง

สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีที่มุ่งเน้นกดดันให้พันธมิตรยุติการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย อ้างเหตุผลด้านศีลธรรมจากสงครามยูเครน แต่กลับขายอาวุธให้ทั่วโลกไม่เลือกหน้า และยังเป็นผู้นำในการโฆษณาชวนเชื่อผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของตน

สำหรับอินเดียที่มีประวัติศาสตร์อาณานิคมยาวนานและพยายามดิ้นรนสร้างตัวหลังจากการปลดปล่อยจากจักรวรรดิอังกฤษ ความพยายามของสหรัฐฯ ในการกำกับนโยบายภายในของประเทศผู้อื่นจึงเหมือน “ซ้ำแผลเดิม”

“เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ เพื่อจะมายื่นมือขออนุญาตซื้อน้ำมันจากอเมริกา” นักวิจารณ์ด้านนโยบายต่างประเทศของอินเดียรายหนึ่งกล่าวประชด
ประชาธิปไตยแบบเลือกข้าง กับยุทธศาสตร์แบบพหุขั้ว

อินเดียเป็นหนึ่งในสมาชิกของ BRICS+ และผู้ผลักดันแนวคิดระเบียบโลกแบบพหุขั้ว (multipolar world order) ซึ่งส่งสัญญาณชัดว่า โลกไม่ได้มีแค่วอชิงตันเป็นศูนย์กลาง และมหาอำนาจแต่ละฝ่ายต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่ครอบงำกัน

สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการภาษี 100% หรือแม้แต่ 500% กับประเทศที่ยังทำธุรกิจกับรัสเซีย แต่สำหรับอินเดีย มันไม่ใช่ตัวเลขที่ทำให้ต้องสั่นสะเทือน “เราไม่ซื้อพลังงานด้วยอุดมการณ์ เราซื้อด้วยราคาที่เหมาะสมและเสถียรภาพระยะยาว” เป็นคำตอบที่ฟังดูเศรษฐศาสตร์ แต่แทงลึกถึงรากของการเมืองโลก
อินเดียแบบนี้คือ “อินเดียใหม่”

“อินเดียใหม่” ที่ไจศานการ์หมายถึงในแถลงการณ์ กำลังสร้างสถาปัตยกรรมทางนโยบายของตนเอง ไม่ใช่แค่ผลิตวัคซีนส่งออก หรือส่งดาวเทียมราคาประหยัดขึ้นอวกาศเท่านั้น แต่ยังปักหมุดตนเองในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีความเป็นตัวของตัวเอง ทั้งในโลกเศรษฐกิจ พลังงาน และการทูต
นี่คืออินเดียที่เคยเดินเคียงข้างโซเวียตยุคสงครามเย็น ต่อมาเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และยุโรปเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังยืนยันว่าตนเองจะไม่ยอมกลายเป็น “ดาวบริวาร” ในระบบสุริยะของชาติมหาอำนาจใดชาติหนึ่ง

คำถามจากโลก: ใครจะเดินตาม??

ถ้าอินเดียทำได้ ชาติอื่นๆ ในโลกกำลังพิจารณาเช่นกันว่า “หากไม่ใช่รัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ แล้วเราจะกล้าเลือกข้างตนเองหรือไม่?” โลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ “การไม่เลือกข้างอาจกลายเป็นการเลือกข้างใหม่”

อินเดียไม่ได้บอกให้ใครเลียนแบบ แต่กำลังสอนผ่านการกระทำว่า “ความเป็นเอกราชไม่ได้จบลงที่การมีรัฐธรรมนูญ แต่เริ่มต้นเมื่อเรากล้าพูดว่า ไม่”
และในวันที่โลกถูกลากเข้าสู่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อินเดียคือเสียงที่ดังขึ้นกลางสนาม ที่ไม่ยอมให้ใครมากดรีโมทควบคุมจากอีกซีกโลกอีกต่อไป

รัฐจีนจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

รมว.กลาโหมจีน ออกคำเตือนโดยตรงถึง พันธมิตรของสหรัฐฯ
หากอำนาจอธิปไตยของจีนเหนือไต้หวันถูกท้าทาย 
ฐานทัพทหารสหรัฐฯ ในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะถือเป็นเป้าหมายโดยชอบธรรม
รัฐจีนจะไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ชี้ ถึงเวลารัสเซีย – สหรัฐฯ ฟื้นสัมพันธ์ มุ่งสู่การเจรจามากกว่าเผชิญหน้า

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เผย!! ขณะนี้ ‘สหรัฐอเมริกา’ เป็นเจ้าของ!! ควบคุม ‘INTEL’ อย่างเต็มตัว

(23 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ทรัมป์ กำลังพา #สหรัฐฯ ก้าวสู่ #สังคมนิยม 

ล่าสุด ปธน.ทรัมป์ประกาศว่าขณะนี้สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าของและควบคุม #INTEL บริษัทผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของอเมริกาอย่างเต็มตัวแล้ว 10% ทรัมป์ บอกว่า “ผมได้เจรจาข้อตกลงนี้กับลิปบู ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่เคารพนับถือของบริษัท สหรัฐอเมริกาไม่ได้จ่ายเงินสำหรับหุ้นเหล่านี้ และปัจจุบันหุ้นมีมูลค่าประมาณ 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่เป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับอเมริกา และสำหรับ INTEL เช่นกัน การสร้างเซมิคอนดักเตอร์และชิปชั้นนำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ INTEL ทำ ถือเป็นรากฐานสำคัญต่ออนาคตของประเทศเรา ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง! ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้”

ด้านวุฒิสมาชิกแรนด์ พอล กล่าวว่าการที่สหรัฐฯ ถือหุ้นในบริษัทอินเทลจะเป็น "ก้าวสู่สังคมนิยม"

จากอุบัติเหตุ!! รถบรรทุก ชน มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ในที่เกิดเหตุ สู่การตรวจสอบ!! ‘วีซ่าต่างด้าว’ ครั้งใหญ่ที่สุด ในสหรัฐฯ

(24 ส.ค. 68) ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ หนุ่มอินเดียวัย 28 ปี ที่หวังจะมาขุดทองเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐ อาจเป็นต้นเหตุทำให้วีซ่าของเพื่อนร่วมอาชีพ และ ชาวต่างด้าวในสหรัฐมากกว่า 55 ล้านคนมีโอกาสปลิว ต้องถูกเนรเทศออกจากสหรัฐได้ เหตุเพราะการ U-Turn ผิดที่เพียงแค่ครั้งเดียว

จุดพลิกหลายชีวิตนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมา ขณะที่ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ที่ทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกพ่วง กำลังขับรถแล่นขึ้นบนไฮเวย์ ในรัฐฟลอริด้า แต่เขาดันไปกลับรถในช่อง ห้าม U-Turn เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรถชน และมีผู้เสียชีวิตถึง 3 คน ในที่เกิดเหตุ 

ตำรวจฟลอริด้าจัดการไล่ล่า หาตัวคนขับรถบรรทุกทันที และสามารถจับกุมเขาได้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เขาอาศัยอยู่ และถูกส่งตัวกลับมาขึ้นศาลในฟลอริด้า อาจฟังดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุน่าเศร้าบนท้องถนนที่เกิดขึ้นมากมายหลายครั้งในแต่ละปี แต่ไม่ใช่กับคดีของ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ที่ตอนนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเต็มรูปแบบ ทั้งการขับเคลื่อนนโยบายรัฐ โจมตีพรรคคู่แข่ง และ ปลุกกระแสชาตินิยม

หลังจากที่จับกุมคนขับรถได้ ก็มีการสืบประวัติและพบว่า ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ไม่ใช่พลเมืองอเมริกัน และไม่ได้ถือวีซ่าใดๆเลยด้วยซ้ำ เขาเป็นเพียงหนุ่มอินเดียที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ผ่านช่องทางธรรมชาติจากพรมแดนเม็กซิโกตั้งแต่ปี 2018 เข้ามาตั้งรกรากในแคลิฟอร์เนีย

ตัวเขาพยายามขึ้นทะเบียนแรงงานถูกกฎหมายในสหรัฐ แต่ถูกปฏิเสธตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์ 1 อันที่จริงแล้วเขาก็ควรแอบๆทำงานตามโรงงานที่รับคนต่างด้าวเข้าเมือง แต่ประเด็นคือ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ กลับได้ใบขับขี่รถสาธารณะที่ออกโดยรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ทำให้เขายึดอาชีพคนขับรถบรรทุกส่งของข้ามรัฐได้ 
และเขาน่าจะได้ขับรถบรรทุกส่งของไปเรื่อยๆ หากไม่ไปขับรถย้อนศร กลับรถผิดจุด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตถึง 3 คนที่ฟลอริด้า และกลายเป็นว่าคนขับรถบรรทุกเป็นชาวโรบินฮู้ดแต่ถือใบขับขี่ถูกต้องตามกฎหมาย

และที่งามหน้ายิ่งกว่านั้นคือ เมื่อจับนายซิงห์มาประเมินความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ปรากฏว่าเขาสอบตกทักษะการพูด สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องเพียงแค่ 2 จาก 12 หัวข้อสนทนา แถมยังจำแนกสัญญาณป้ายจราจรได้เพียง 1 ใน 4 เท่านั้น แล้วเขาจะไปสอบใบขับขี่รถสาธารณะของแคลิฟอร์เนียจนได้มาได้อย่างไร??

จากคดีของ ฮาร์เจนดา ซิงห์ ทำให้มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัส ใช้เป็นข้ออ้างในการออกคำสั่งระงับการออกวีซ่าทำงานให้กับคนขับรถสาธารณะที่เป็นชาวต่างชาติในทันที แล้วยังได้ทิ้งท้ายไว้ให้คิดด้วยว่า 

"จำนวนคนขับรถบรรทุกพ่วงต่างด้าวบนท้องถนนในสหรัฐฯมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของชาวอเมริกันมากขึ้นเท่านั้น และยังบั่นทอนคุณภาพชีวิต (แย่งงาน) ของคนขับรถบรรทุกชาวอเมริกันด้วย”

ต่อมา รัฐบาลทรัมป์ ก็ได้โจมตีการทำงานของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย - เกวิน นิวซัม - ที่เป็นนักการเมืองเลือดเดโมแครต ถึงการปล่อยปละละเลยในระเบียบมาตรฐานของรัฐบาลกลาง ที่ปล่อยให้คนต่างด้าวผิดกฎหมายครอบครองใบขับขี่รถบรรทุกได้ ทั้งๆที่ขาดคุณสมบัติทั้งด้านความรู้กฎหมายจราจรพื้นฐาน และ การสื่อสารภาษาอังกฤษ

ความเรือหายยังไม่หมด ทางการสหรัฐเลยถือโอกาสนี้ ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังชาวต่างชาติที่กำลังถือวีซ่าถูกกฎหมายของสหรัฐกว่า 55 ล้านคนในขณะนี้ด้วย เพื่อประเมินว่า ผู้ถือวีซ่าเคยมีพฤติกรรมละเมิดเงื่อนไขการเข้าเมืองสหรัฐข้อใดหรือไม่ 

แมทธิว ทราเกสเซอร์ โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ ออกมากล่าวถึงนโยบายรีวิววีซ่า 55 ล้านใบว่า "เราจะไม่ยอมให้สิทธิ์พำนักในสหรัฐ แก่ใครก็ตามที่ดูหมิ่น และ มีอุดมการณ์ต่อต้านอเมริกา" 

ดังนั้นหากพบว่าต่างด้าวคนใดมาเคยออกมาต่อต้าน เห็นต่างนโยบายสหรัฐ ก็มีสิทธิ์ถูกเพิกถอนวีซ่า ส่งตัวกลับประเทศได้ทันที และโฆษก ตม. ย้ำอีกครั้งว่าจะตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วย และอาจเรียกได้ว่าเป็นการรีวิววีซ่าครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐได้เลย 

ซึ่งเมื่อก่อนอาจฟังดูเป็นไปไม่ได้ มานั่งตรวจสอบประวัติต่างด้าวใหม่หมด 55 ล้านคน แต่ปัจจุบันนี้ เรามี AI มาช่วยทำ อะไรๆ มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
U-Turn ผิดชีวิตเปลี่ยนจริงๆนะ นายจ๋า ไม่ใช่เปลี่ยนแค่นายซิงห์คนเดียว แต่อาจเปลี่ยนชีวิตเพื่อนต่างด้าวในสหรัฐอีกหลายแสน หลายล้านชีวิตเลยทีเดียว

หนังยาวที่ชื่อ Trump’s Tariffs ศาลอุทธรณ์อเมริกา สั่งให้ แพ้คดี

(30 ส.ค. 68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีใจความว่า...

หักมุมอีกรอบ !!

สำหรับหนังยาวที่ชื่อ Trump’s Tariffs 
ศาลอุทธรณ์อเมริกา สั่งให้ President Trump แพ้คดี
เพราะใช้อำนาจเกินตัว

ยึดอำนาจที่เป็นของรัฐสภา มาใช้ในการขึ้น Tarifffs ใส่ทุกประเทศ
พร้อมบอกว่า ขาดดุลการค้าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่อง “ฉุกเฉิน“
แต่ …..

1. ผลของคำพิพากษา ยังไม่ใช้บังคับจนกระทั่ง 14 ตุลาคม
ให้เวลานำไปขึ้น Supreme Court ขอให้พิจารณา

2. ผลจะบังคับใช้ เฉพาะบริษัทที่นำมาฟ้อง
- V.O.S. Selections, Inc. (ขายไวน์)
- Plastic Services and Products, LLC (ขายท่อ)
- MicroKits, LLC (ขายของเล่น)
- FishUSA Inc (ขายอุปกรณ์ตกปลา)
- Terry Precision Cycling LLC (ขายจักรยานและอุปกรณ์)
- อื่นๆ ที่ร่วมฟ้อง
ซึ่งเป็นส่วนน้อยมาก
บริษัทที่เหลือต้องให้ศาลล่างตัดสินอีกทีว่า จะมีผลไปถึงหรือไม่

3. ที่สำคัญที่สุด … ยังดีใจไม่ได้
เพราะหนังเรื่องนี้ 
คงไม่จบง่ายๆ แบบนี้
เพราะศาลอุทธรณ์ลงคะแนนกัน 7-4 
โดยมีผู้พิพากษาอีก 1 ท่านไม่ได้เข้าร่วม
6 ใน 7 คนที่สั่งให้ทำเนียบขาวแพ้คดี
เป็นผู้พิพากษาที่ Clinton, Obama และ Biden แต่งตั้ง มีเพียง 1 คนใน 7 ที่มาจาก George H. W. Bush !!

ดังนั้น President Trump จึงบอกว่า 
ผู้พิพากษากลุ่มนี้เอียงซ้าย 
ไม่เข้าข้าง ไม่ยุติธรรมกับ ทำเนียบขาว  
ขอให้รอให้ถึงมือ Supreme Court 
แล้วมาเจอกัน
เพราะศาลสูงสหรัฐฯ ที่มีผู้พิพากษา 9 ท่าน
6 ใน 9 ตั้งโดย George H.W. Bush, George W. Bush และ President Trump !!
คราวนี้ ศาลก็คงจะเอียงมาอีกข้าง 
งั้นช่วงนี้ …
ขอทุกคนอย่าเพิ่งดีใจ
ให้รอดูไปก่อน

นอกจากนี้ … ถ้าสุดท้ายแล้ว จะแพ้จริงๆ ในเรื่องนี้
ยังมีอำนาจอื่นๆ ที่ President Trump สามารถเอามาใช้ ในการขึ้น Tariffs ได้อยู่ดี
Tariffs จะอยู่กับเราอีก 3.5 ปี 
เพราะ ท่านประธานาธิบดีเชื่อและชอบ !!

ดังนั้น รอบนี้ให้คิดว่า 
เป็นการวางพลอตหักมุม ให้เร้าใจ 
ทำให้ยากขึ้นอีกนิด
แต่ไม่ยากเกินเอื้อม
กรุณาโปรดติดตามชมตอนต่อไป
ตามที่ท่านประธานาธิบดีชอบจบที่ท่านโพสต์ว่า

Thank you for your attention to this matter.  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top