Friday, 5 June 2026
สหรัฐฯ

ดีลหรือเดือด!! ทรัมป์ขู่ส่ง “เรือบรรทุกเครื่องบิน” ล้อมตะวันออกกลาง กดดันอิหร่านเจรจานิวเคลียร์ หวังเจรจารอบสองอิหร่านคลี่คลาย พร้อมรับมือหากเจรจาล่ม

(11 ก.พ. 69) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประกาศว่าสหรัฐฯกำลังพิจารณาส่ง "กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี" กลุ่มที่สองไปยังตะวันออกกลางในกรณีที่การเจรจากับอิหร่านล้มเหลว

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Axios ว่า "ไม่อย่างนั้นเราก็ต้องได้ข้อตกลง ไม่ก็เราจะต้องทำอะไรที่หนักหน่วงมาก เหมือนครั้งที่แล้ว" พร้อมเผยว่ากองกำลังทางเรืออาจจะเพิ่มอีกกลุ่มหนึ่งตามไปด้วย

เขาแสดงท่าทีมองบวกต่อโอกาสการเจรจารอบที่สองกับอิหร่านที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยกล่าวว่า "อิหร่านอยากทำข้อตกลงอย่างมาก" ขณะเดียวกัน ทรัมป์ระบุว่า นายกรัฐมนตรีอิสราเอล 'เบนจามิน เนทันยาฮู' ซึ่งจะเยือนทำเนียบขาวในวันพุธ ไม่วิตกกังวล เพราะฝ่ายอิสราเอลก็ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นบวกเช่นกัน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คณะผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านได้เจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์ที่มัสกัต โอมาน โดยทรัมป์ระบุว่าการเจรจาเป็นไปด้วยดี แม้รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านจะยืนยันสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม แม้เสี่ยงต่อสงคราม

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เตือนว่าหากไม่บรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน การโจมตีของสหรัฐฯ จะ "รุนแรงกว่าครั้งก่อนมาก" ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินต่อเนื่องระหว่างสองประเทศ

ที่มา : Sputnik

จีนเตือนสหรัฐฯ!! หยุด “ติดอาวุธ” ไต้หวัน ย้ำยึดหลักจีนเดียว ควรทำตามแถลงการณ์ร่วมจีน-สหรัฐฯ 3 ฉบับ หยุดผลักไต้หวันไปสู่สถานการณ์เสี่ยง ย้ำ “ไต้หวันเรื่องของคนจีน” ไม่ยอมรับสหรัฐฯ แทรกแซง

(12 ก.พ. 69) จูเฟิ่งเหลียน โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะรัฐมนตรีจีน แสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่ 11 ก.พ. เกี่ยวกับกรณีสหรัฐฯ จำหน่ายอาวุธแก่ไต้หวัน โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ควรปฏิบัติตามหลักการจีนเดียวและแถลงการณ์ร่วมจีน-สหรัฐฯ ทั้งสามฉบับ พร้อมเรียกร้องให้หยุด "ติดอาวุธ" ให้ไต้หวัน

โฆษกจีนกล่าวหาว่าทางการพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าของไต้หวันแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างเห็นแก่ตัว โดยทำตัวเป็น "ตู้กดเงินสด" ให้กับผู้ค้าอาวุธสหรัฐฯ และร้องขอ "การคุ้มครอง" ที่เป็นเท็จจากภายนอก ซึ่งเสี่ยงทำให้ไต้หวันตกอยู่ในอันตรายและนำหายนะมาสู่ประชาชนชาวไต้หวัน

จูเฟิ่งเหลียนยังกล่าวถึงงบประมาณกลาโหมพิเศษของไต้หวันที่มุ่งแสวงหาความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯ ว่า ปัญหาไต้หวันเป็นเรื่องของประชาชนชาวจีนและไม่ยอมรับการแทรกแซงจากภายนอกอย่างเด็ดขาด พร้อมเตือนสหรัฐฯ ให้ระมัดระวังและหยุดส่งสัญญาณผิดๆ ไปยังกองกำลังแบ่งแยกดินแดน "เอกราชไต้หวัน" เพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซงกิจการภายในจีน

ความตึงเครียดในภูมิภาคยังคงสูงขึ้นเมื่อจีนย้ำไม่รับการแทรกแซงกรณีไต้หวัน อ้างถึงความพยายามของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าที่สมรู้ร่วมคิดกับสหรัฐฯ ด้วยวิธีทางทหารเพื่อแบ่งแยกดินแดนว่าจะล้มเหลวในที่สุด

ที่มา : Xinhua

ทรัมป์เจอแรงต้าน!! สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ คัดค้านภาษี สมาชิกสนับสนุน 219 คัดค้าน 211 เสียง 'ทรัมป์' ชี้แคนาดาคู่ค้าทางการค้าแย่ มติดังกล่าวรอวุฒิสภายืนยันยุติภาวะฉุกเฉิน

(13 ก.พ. 69) สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติสนับสนุนการคัดค้านมาตรการภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' กำหนดกับแคนาดาในการจัดเก็บภาษีสินค้าส่วนใหญ่ที่ 25% โดยมติดังกล่าวได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 219 เสียง คัดค้าน 211 เสียง

'โดนัลด์ ทรัมป์' ตอบโต้การคัดค้านมาตรการนี้ว่า "แคนาดาเป็นหนึ่งในคู่ค้าทางการค้าที่แย่ที่สุด" และในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ทรัมป์ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินต่อความล้มเหลวของแคนาดาในการจัดการกับการลักลอบขนยาเสพติดข้ามพรมแดน โดยเฉพาะยา "เฟนทานิล" ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขาตั้งภาษีศุลกากรขึ้น

มติดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยุติภาวะฉุกเฉินดังกล่าว ซึ่งจะทำให้มาตรการเก็บภาษีหมดสภาพทางกฎหมาย แต่ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อนจึงจะมีผลสมบูรณ์

สถานการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาในประเด็นการค้าระหว่างประเทศและความปลอดภัยชายแดน โดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมยาเสพติดที่รัฐสภาสหรัฐฯ พยายามหาทางแก้ไขผ่านกระบวนการรัฐสภา

ที่มา : Sputnik

NATO สะเทือน!! สหรัฐฯ สะเทือนความไว้วางใจ ความเชื่อถือใน NATO ร่วงสู่จุดวิกฤต ผลจากนโยบายแกว่งตัวและความขัดแย้ง ภายในสงครามยูเครนทดสอบพันธมิตรขาลง

(14 ก.พ. 69) ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ใน NATO กำลังเข้าสู่ภาวะ "สึกกร่อน" จนใกล้แตะจุดวิกฤต ตามการวิเคราะห์ของนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในลอนดอน

อาเดรียล คาโซนตา นักวิเคราะห์จากลอนดอน ระบุว่า "มันคือผลสะสมจาก ‘การแกว่งตัวเชิงยุทธศาสตร์’ ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา" ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างรัฐบาลแต่ละสมัยนั้นทำให้พันธมิตรเห็นว่าสหรัฐฯ ไม่มั่นคงในนโยบายและวาทกรรมส่งผลต่อความมั่นใจ

นอกจากนี้ การหันยุทธศาสตร์ไปเอเชียและความแตกแยกภายในสหรัฐฯ ก็บั่นทอนความเชื่อมั่นของพันธมิตรใน NATO ความสนใจต่อยุโรปลดลง เนื่องจากอินโด-แปซิฟิกกลายเป็นสมรภูมิหลักของวอชิงตัน ความขัดแย้งภายในประเทศก็ทำให้พันธมิตรตั้งข้อสงสัยในความต่อเนื่องของนโยบาย

คาโซนตาชี้ว่าการสนับสนุนสหรัฐฯ ต่อยูเครนที่เกี่ยวพันกับแรงกดดันทางการเมืองในประเทศก็เป็นบททดสอบใหญ่ของพันธมิตร NATO พร้อมเตือนถึงวาทกรรมทางการเมืองที่ตั้งคำถามต่อมาตรา 5 ซึ่งเขาเห็นว่า "ได้ก้าวข้าม ‘จุดเปลี่ยนทางจิตวิทยา’ ไปแล้ว" หรือ "ข้ามรูบิคอน" ซึ่งเป็นเส้นที่ยากจะถอยกลับ

ภาพรวมสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นใน NATO ว่าสหรัฐฯ อาจไม่เป็นพันธมิตรที่มั่นคงอีกต่อไป และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในกับยุทธศาสตร์ต่างประเทศที่สั่นคลอน เป็นปัจจัยหลักที่กำลังบ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในกลุ่มนี้

ที่มา : Sputnik

 

วอชิงตันเคลียร์ชัด!! สหรัฐฯ ประกาศทดสอบนิวเคลียร์ กลับมาใช้วิธีเท่าเทียม ไม่ใช้การทดสอบในชั้นบรรยากาศ สหรัฐฯ ชี้เป้าหมายลดอาวุธนิวเคลียร์ ปิดทางเจรจาเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์

(18 ก.พ. 69) คริสโตเฟอร์ ยอว์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายควบคุมอาวุธและไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการทดสอบนิวเคลียร์อีกครั้ง "บนฐานที่เท่าเทียมกัน" แต่ไม่กลับไปสู่การทดสอบในชั้นบรรยากาศขนาดใหญ่ เหมือนในอดีตที่เรียกว่า Ivy Mike ซึ่งมีขนาดหลายเมกะตัน

ยอว์กล่าวผ่านจุดยืนของประธานาธิบดีสหรัฐว่า "สหรัฐฯ จะกลับไปทำการทดสอบบนฐานที่เท่าเทียมกัน แต่คำว่า ‘ฐานที่เท่าเทียมกัน’ ไม่ได้หมายความว่าเราจะย้อนกลับไปทำการทดสอบในชั้นบรรยากาศแบบ Ivy Mike ในระดับหลายเมกะตันอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มพยายามทำให้คนเชื่อ"

นอกจากนี้ การหารือในอนาคตเรื่องเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์อาจครอบคลุมประเด็นทดสอบนิวเคลียร์และกลไกตรวจสอบยืนยันเพื่อควบคุมอาวุธ ขณะที่สถานการณ์หลังสิ้นสุดอายุสนธิสัญญา New START ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย อาจเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาการเจรจาใหม่เพื่อดันเป้าลดคลังแสงนิวเคลียร์ทั่วโลก

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่มีข้อตกลงใดกับรัสเซียหลังสิ้นสุดสนธิสัญญาดังกล่าว และยังมองว่า "ร่มนิวเคลียร์" ที่คุ้มครองพันธมิตร เป็นเครื่องมือสำคัญในการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้จีนเข้าร่วมการเจรจาเรื่องเสถียรภาพเพื่อลดการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลก

สหรัฐฯ เชื่อในความจำเป็นที่ทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ต้องมีส่วนร่วมในเจรจาเพื่อยุติการแข่งขันด้านอาวุธในระยะยาว

ที่มา : Sputnik

สหรัฐฯ พร้อมโจมตี!! กองทัพอาจเริ่มปฏิบัติการกับอิหร่านได้เร็วสุด สัญญาณกดดันอิหร่านชัดขึ้น อิหร่านสวนกลับคำเตือนสหรัฐฯ หากเกิดโจมตี จะมีการตอบโต้ทันที

(20 ก.พ. 69) เจ้าหน้าที่ความมั่นคงสูงสุดของสหรัฐฯ แจ้งโดนัลด์ ทรัมป์ว่า กองทัพอเมริกันอาจพร้อมเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่านได้เร็วสุดตั้งแต่วันเสาร์นี้ แต่ยังไม่มีการอนุมัติแผนอย่างเป็นทางการ รายงานเผยว่าปัญหาอิหร่านเป็นวาระหลักการประชุม"ห้องสถานการณ์" ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

แม้ว่าปัจจุบันทรัมป์ยังไม่ได้ให้ไฟเขียว แต่กำลังรบสหรัฐฯ ในภูมิภาคคาดว่าจะเข้าประจำตำแหน่งครบถ้วนภายในกลางเดือนมีนาคม ด้านเพนตากอนเริ่มโยกย้ายบุคลากรบางส่วนออกจากตะวันออกกลางเป็นการชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงก่อนปฏิบัติการหรือการตอบโต้จากอิหร่าน

กระทรวงกลาโหมระบุว่านี่เป็น"ขั้นตอนมาตรฐาน" ก่อนทำปฏิบัติการ ในขณะเดียวกัน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เตรียมไปเยือนอิสราเอลในสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู

ในทางทหาร กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln พร้อมกองเรือคุ้มกันประจำภูมิภาค ขณะที่ USS Gerald Ford กำลังเดินทางมาเสริมความแข็งแกร่ง อิหร่านออกมาเตือนว่า "จะมีการตอบโต้" หากถูกโจมตี ผู้นำสูงสุด 'อาลี คาเมเนอี' กล่าวว่า การจมเรือบรรทุกเครื่องบินจะเป็น "การแสดงศักยภาพ" ที่แท้จริง

สถานการณ์นี้สะท้อนความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความพยายามทางการทูตและการเตรียมความพร้อมทางทหารของทั้งสองฝ่าย

ที่มา : Sputnik

สหรัฐฯ ยุติภาษีฉุกเฉิน!! ศาลสั่งเลิกเก็บภาษีตามคำสั่งทรัมป์ กรมศุลกากรเริ่มยกเลิกทันที 24 ก.พ. เก็บรายได้ 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทรัมป์เตรียมเก็บภาษี 15% สินค้านำเข้าใหม่

(25 ก.พ. 69) สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) ประกาศระงับการเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมตามกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. เป็นต้นไป หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่าการเก็บภาษีวงกว้างตามคำสั่งของประธานาธิบดี 'โดนัลด์ ทรัมป์' เป็นสิ่งผิดกฎหมายและต้องยกเลิกทันที

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมทั่วโลกที่ประกาศใช้ช่วงเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา โดยมีผลบังคับใช้กับคำสั่งบริหาร 7 ฉบับที่ลงนามระหว่างวันที่ 1 ก.พ. 2025 ถึง 6 ส.ค. 2025 โดยคำสั่งฝ่ายบริหารระบุว่า ภาษีดังกล่าวจะไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไปและต้องยุติการจัดเก็บอย่างเร็วที่สุด

'โดนัลด์ ทรัมป์' มอบอำนาจให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อยุติการเก็บภาษีทันที ขณะที่ข้อมูลจากเพนน์-วอร์ตัน บัดเจต โมเดล ประเมินว่าสำนักงานฯ ได้จัดเก็บภาษีจากมาตรการนี้แล้วถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.42 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของ 'ทรัมป์' แจ้งเตรียมเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 15 กับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. ขณะที่กฎหมายการค้าปี 1974 อนุญาตให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 15% เป็นเวลาสูงสุด 150 วันก่อนต้องขออนุมัติจากรัฐสภาอีกครั้ง

ที่มา: Xinhua

'คาเมเนอี' คือใคร เสียชีวิตอย่างไร? ผู้นำสูงสุดอิหร่านถูกโจมตี สหรัฐฯ-อิสราเอลร่วมมือสังหาร อิหร่านตั้งสภาพิเศษจัดการประเทศ รอคัดเลือกผู้นำใหม่ภายใน 2 วัน

(2 มี.ค. 69) "อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี" ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ทางการอิหร่านประกาศไว้อาลัย 40 วัน การเสียชีวิตครั้งนี้ส่งผลสะเทือนต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

คาเมเนอี เกิดปี 1939 ที่เมืองมัชฮัด เรียนศาสนาและได้รับอิทธิพลจาก 'รูฮอลเลาะห์ โคไมนี' เข้าสู่อำนาจตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีในปี 1981 ก่อนเป็นผู้นำสูงสุดตั้งแต่ปี 1989 เขาสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์และขยายอิทธิพลในตะวันออกกลาง

เหตุการณ์โจมตีเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ-อิสราเอลส่งสัญญาณเตือนหลายครั้ง นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเผยมี "สัญญาณชัดเจนเพิ่มขึ้น" ว่าคาเมเนอีเสียชีวิตแล้ว ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันผ่านโพสต์ว่า "เสียชีวิตแล้ว" รวมถึงการสูญเสียครอบครัวคาเมเนอีด้วย

สภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่านประกาศจัดตั้งสภาเฉพาะกาลที่มีสมาชิก 3 คน ดูแลการบริหารประเทศ พร้อมกล่าวว่าจะคัดเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ภายใน 1-2 วัน "จะเสร็จสิ้นภายใน 1-2 วัน" รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านระบุ

การจากไปของคาเมเนอีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญทางการเมืองในภูมิภาค สงครามอำนาจและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
.
ที่มา : Xinhua

จับตาขั้วอำนาจการเมืองโลก ภายหลังปฏิบัติการ Epic Fury สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านรุนแรง ยุโรปแตกแยก รัสเซีย-จีนอั้นแรงไม่ช่วย ตะวันออกกลางปรับโครงสร้างอำนาจใหม่

จับตาขั้วอำนาจการเมืองโลกในปัจจุบัน ภายหลังปฏิบัติการ Epic Fury

เช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกันในหลายเมืองของอิหร่าน เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการ Epic Fury โจมตีเป้าหมายทางทหารและผู้นำของอิหร่านอย่างหนักหน่วง นี่คือจุดเปลี่ยนที่นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์และผู้นำโลกหลายคนเรียกว่า "วันที่ระเบียบโลกเปลี่ยนไปตลอดกาล"

ใดๆDigest ขอพาผู้อ่านมาสำรวจกันว่า หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ขั้วอำนาจต่าง ๆ บนเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกต่างปรับท่าทีและยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างไร และโลกกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด

เกิดอะไรขึ้น? ทำความเข้าใจปฏิบัติการ Epic Fury:
ก่อนเข้าใจผลกระทบ เราต้องเข้าใจบริบทโดยรวมกันก่อน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสั่งสมมานานกว่า 47 ปี นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 แต่ที่มาของการโจมตีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายเหตุการณ์ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะเป็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลทำลายเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคไปทีละอย่าง ทั้งการทำให้กลุ่มฮามาสและฮิซบอลลอฮ์อ่อนแอลงอย่างมาก รวมถึงการล่มสลายของระบอบอัสซาดในซีเรีย ประกอบกับทรัมป์ต้องการปิดฉากความขัดแย้งนี้ในยุคของเขาด้วยกำลัง มากกว่าการเจรจา

ผลการโจมตีครั้งนี้คือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดวัย 86 ปีของอิหร่าน และผู้นำกองทัพระดับสูงหลายคนถูกสังหาร สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศแรกในประวัติศาสตร์ที่โจมตีโครงการนิวเคลียร์ของประเทศอื่นโดยตรง

สหรัฐฯ และอิสราเอล ในฐานะผู้กำหนดวาระ แต่กลับต้องแบกภาระอันหนักหนาสาหัส
สหรัฐฯ: ทรัมป์เลือกระเบิดแทนการเจรจา
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังนั่งเจรจากันอยู่ที่เจนีวา โดยทรัมป์เลือกโจมตีทันทีแทนที่จะรอผลการเจรจา ผ่านการใช้ Executive Power ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-Chief) โดยไม่ผ่านสภาคองเกรส นักวิเคราะห์การเมืองโลกหลายคนเห็นตรงกันว่าทรัมป์ต้องการ "ปิดฉาก" ความขัดแย้ง 47 ปีในฉบับของเขาเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายสำนักเตือนว่า การโจมตีโดยไม่มีแผนหลังสงครามที่ชัดเจนอาจทำให้สหรัฐฯ ติดหล่มในตะวันออกกลางอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในอิรักและอัฟกานิสถาน

อิสราเอล: บรรลุเป้าหมายระยะยาว
สำหรับอิสราเอล การโจมตีครั้งนี้คือการขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่รอคอยมาหลายสิบปี และเป็นโอกาสสร้างพันธมิตรใหม่กับรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งต่างก็มีศัตรูร่วมกันคืออิหร่านที่ตอบโต้ด้วยการโจมตีบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต

ยุโรป: ตกขบวน ลังเล และแตกแยก
บทบาทของยุโรปในวิกฤตครั้งนี้สะท้อนภาพที่น่าเศร้าของมหาอำนาจที่ "พูดเสียงดัง แต่ไม่มีอำนาจเพียงพอ" ในเวทีความขัดแย้งระดับโลก โดยเรื่องที่สร้างความกระอักกระอ่วนให้ยุโรปที่สุดคือ เมื่อปฏิบัติการเริ่มขึ้น ผู้นำยุโรปส่วนใหญ่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด Hannah Neumann สมาชิกรัฐสภายุโรปและประธานคณะผู้แทนด้านความสัมพันธ์กับอิหร่าน เปิดเผยกับ CNBC ว่า แม้แต่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz ผู้นำเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของ EU ก็เพิ่งได้รับแจ้งเพียงไม่กี่นาทีก่อนการโจมตีเริ่มขึ้นเท่านั้น Carl Bildt อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน กล่าวว่า
"ยุโรปถูกผลักออกไปอยู่ขอบสนามในความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดของโลก"
ปฏิกิริยาของยุโรปจึงออกมาแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่ลึกซึ้ง ฝรั่งเศสและสเปนออกมาวิจารณ์การโจมตีอย่างชัดเจน ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศสประกาศว่านี่คือ "การระเบิดของสงคราม" และเรียกร้องให้เปิดการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติทันที ขณะที่นายกรัฐมนตรีสเปน Pedro Sánchez ปฏิเสธการกระทำฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยกล่าวว่าเป็น "การเพิ่มความตึงเครียดและสร้างความไม่มั่นคง"

ในทางกลับกัน เยอรมนีกลับแสดงท่าทีที่คลุมเครือกว่า Merz เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าอิสราเอล "กำลังทำงานสกปรกแทนเราทุกคน" สะท้อนว่าเบอร์ลินมองอิหร่านในฐานะภัยคุกคามร่วมกับอิสราเอล

สหราชอาณาจักรอยู่ในสถานะที่ลำบากที่สุด เพราะขั้นแรกปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอังกฤษในการโจมตี แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดทางให้ใช้เพื่อการโจมตี "เชิงป้องกัน" ทำให้ทรัมป์ยังออกมากล่าวว่า "ผิดหวัง" และอังกฤษ "ช้าเกินไป"

EU พูดเรื่องเดียวกัน แต่ไม่มีพลัง:
ผู้นำหลายคนของ EU ออกแถลงการณ์เรียกร้อง "ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด" และเน้นย้ำถึงความสำคัญของกรอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่มีการประณามสหรัฐฯ หรืออิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา EU ยอมรับว่าการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อรัฐอ่าวเป็นสิ่งที่ "รับไม่ได้" แต่กลับไม่แสดงจุดยืนชัดเจนต่อต้นเหตุ
อย่างไรก็ดีจุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่ออิหร่านส่งโดรนโจมตีไซปรัส ซึ่งเป็นสมาชิก EU โดยพบว่ามีการใช้เสาอากาศของรัสเซียในโดรนลำดังกล่าว กรีซตอบสนองด้วยการส่งเครื่องบิน F-16 และเรือรบไปป้องกันไซปรัสทันที และต่อมาฝรั่งเศสก็ประกาศส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธและโดรนไปเสริมกำลังเช่นกัน

นี่คือสัญญาณว่ายุโรปพร้อมขยับก็ต่อเมื่อผลประโยชน์โดยตรงถูกคุกคาม ไม่ใช่จากหลักการเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศหรือสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียว

รัสเซียและจีน: ประณามดัง แต่ทำน้อย
รัสเซีย เปรียบเสมือนพันธมิตรที่หมดแรงของอิหร่าน
รัสเซียมีสนธิสัญญาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับอิหร่านที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2568 แต่กระทรวงต่างประเทศรัสเซียออกมาเพียงแค่ประณามว่าเป็น "การรุกรานที่ไม่มีการยั่วยุ" โดยไม่มีคำมั่นสัญญาด้านความช่วยเหลือทางทหารใด ๆ เหตุผลง่าย ๆ คือสงครามในยูเครนดูดกำลังรัสเซียไปเกือบหมด มอสโกแทบไม่มีทรัพยากรเหลือไปช่วยพันธมิตร
จีน: รักษาผลประโยชน์มาก่อนมิตรภาพ
จีนประณามการสังหารคาเมเนอีว่าเป็น "การละเมิดอธิปไตยอิหร่านอย่างร้ายแรง" และเรียกร้องให้หยุดยิง แต่ในความเป็นจริง ปักกิ่งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทางวัตถุหรือการทหารใด ๆ แก่เตหะรานเลย

นักวิเคราะห์ชี้ว่าจีนอาจมองอิหร่านที่อ่อนแอลงเป็น "โอกาส" เพราะเตหะรานจะยิ่งต้องพึ่งพาปักกิ่งมากขึ้น ทั้งทางการทูต เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานหลักของจีนก็สร้างความเจ็บปวดให้ปักกิ่งไม่น้อย

ตะวันออกกลาง: โครงสร้างอำนาจใหม่กำลังก่อตัว
รัฐอ่าวทั้ง 6 ชาติ ทั้งบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต ต่างถูกโจมตีโดยอิหร่านเพื่อตอบโต้ ท่าอากาศยานในดูไบ อาบูดาบี และบาห์เรนได้รับความเสียหาย การจราจรในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งคิดเป็นราว 20% ของปริมาณน้ำมันโลก

ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดคือ การโจมตีของอิหร่านยิ่งผลักรัฐอ่าวให้เข้าใกล้อิสราเอลและสหรัฐฯ มากขึ้น ความขัดแย้งนี้อาจเป็นตัวเร่งให้ความสัมพันธ์อาหรับ-อิสราเอลขยับเร็วขึ้นกว่าที่เคยคาด

ตุรกี: ผู้สงบเงียบที่ได้ประโยชน์
ตุรกีเลือก "สายกลาง" วิจารณ์การโจมตีแต่ไม่ถึงขั้นตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายตะวันตก ขณะที่เงียบรอรับผลประโยชน์จากช่องว่างอำนาจในซีเรียที่อิหร่านเคยครอบครอง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและพลังงานโลก:
ทันทีที่ข่าวการโจมตีแพร่ออกไป ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สายการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก และมีการประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาหารสดในตลาดรัฐอ่าวจะเริ่มขาดแคลนภายใน 20 วัน เนื่องจากชาติเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมด

จีนซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านในปริมาณสูงต้องรีบปรับแผน หันไปพึ่งพาแหล่งน้ำมันจาก GCC มากขึ้น ซึ่งขัดกับยุทธศาสตร์ของปักกิ่งที่ต้องการหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ

อาวุธนิวเคลียร์: บทเรียนที่โลกจะจำไม่ลืม
หนึ่งในผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปฏิบัติการครั้งนี้คือสิ่งที่เรียกว่า "บทเรียนนิวเคลียร์" ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่าผลลัพธ์อาจตรงข้ามกับที่ตั้งใจ กล่าวคือ แทนที่จะหยุดอิหร่านจากการมีนิวเคลียร์ การโจมตีนี้อาจยิ่งทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเชื่อมั่นมากขึ้นว่า "สหรัฐฯ ไม่โจมตีประเทศที่มีระเบิดนิวเคลียร์" และจะเร่งพัฒนาอาวุธของตนเอง

อิหร่านวันนี้: ล่มสลายหรือยังยืนหยัด?
คำถามสำคัญที่สุดคือ อิหร่านหลังการสูญเสียผู้นำสูงสุดจะเป็นอย่างไร? คำตอบไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะโครงสร้างรัฐอิหร่านซับซ้อนและกว้างขวาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ยังคงควบคุมทรัพยากรและอำนาจทางเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้จะ "ตัดหัว" ผู้นำต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำลายโครงสร้างนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่เศรษฐกิจอิหร่านที่ถดถอยอยู่แล้วจากการคว่ำบาตรจะยิ่งบีบคั้นรัฐบาลอย่างหนัก

โลกหน้าตาเป็นอย่างไรหลังจากนี้?
ปฏิบัติการ Epic Fury ได้เขย่าระเบียบโลกใน 4 มิติสำคัญ

มิติแรกคือ ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่ "เลือกสงคราม" มากกว่าการทูต ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ จีน และมหาอำนาจอื่น ๆ

มิติที่สองคือ จีนและรัสเซียพิสูจน์ไม่ได้ว่าปกป้องพันธมิตรได้จริง ซึ่งสร้าง "ช่องว่างความน่าเชื่อถือ" ให้กับขั้วอำนาจนี้อย่างมาก

มิติที่สามคือ ยุโรปต้องเผชิญกับความจริงอันเจ็บปวดว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการตัดสินใจระดับโลก และจำเป็นต้องวางหมากทางยุทธศาสตร์ ของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเร่งด่วน

และมิติที่สี่คือ ตะวันออกกลางกำลังจะจัดระเบียบใหม่ โดยมีอิสราเอลและรัฐ GCC เป็นผู้กำหนดโครงสร้างภูมิภาค แทนที่บทบาทเดิมของอิหร่านในฐานะ "ตัวสร้างความไม่มั่นคง"

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ โลกหลังจากนี้จะปลอดภัยขึ้น หรือเราเพิ่งจุดชนวนให้ทุกประเทศเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองกันอย่างเงียบ ๆกันแน่ และโดยต้องไม่ลืมว่าประเทศอื่นๆที่มีอาวุธนิวเคลียร์อาทิเช่น เกาหลีเหนือ อินเดีย และปากีสถานก็กำลังจับจ้องสถานการณ์การสู้รบอยู่อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประเมินศักยภาพและท่าทีของกลุ่มขั้วอำนาจต่างๆไปด้วยอย่างแน่นอน

ผู้เชี่ยวชาญเตือน!! หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดินอิหร่าน อาจจบลงด้วยนองเลือดครั้งใหญ่ อิหร่านยืนหยัดไม่ล่มสลาย เป้าหมายใหญ่คือตะวันออกกลาง

(9 มี.ค. 69) สหรัฐฯ พยายามมีบทบาทในการกำหนดผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เข้าใจระบบการเมืองและศักยภาพของสาธารณรัฐอิสลามที่แท้จริง ฟาร์คาด อิบรากิมอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและตะวันออกกลาง ให้สัมภาษณ์ถึงประวัติศาสตร์การประเมินฝ่ายตรงข้ามที่ต่ำเกินไปของสหรัฐฯ ในหลายภูมิภาค เช่น อัฟกานิสถาน อิรัก และเวียดนาม

อิบรากิมอฟชี้ว่าสาเหตุที่สหรัฐฯ สนใจอิหร่านเป็นเพราะประเทศนี้ตั้งอยู่บนจุดศูนย์กลางของสายโลจิสติกส์ระหว่างยุโรปและเอเชีย ซึ่งเชื่อมรัสเซีย อินเดีย และตะวันออกกลาง และเป็นสมาชิก BRICS กับองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) การควบคุมอิหร่านจึงท้าทายอำนาจสหรัฐฯ ในภูมิภาค

เขากล่าวว่า "เป้าหมายของสหรัฐฯ คือทำให้อิหร่านกลายเป็นรัฐที่เชื่องและไร้เสถียรภาพ ทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันที่ถูกสูบจนหมด" การครอบงำตะวันออกกลางในระยะยาวจึงมุ่งสู่การยึดอิหร่าน แต่ความพยายามหลายทศวรรษของสหรัฐฯ ยังไม่สำเร็จ เพราะอิหร่านไม่ล่มสลายแม้ผ่านวิกฤตการณ์รุนแรง

อิบรากิมอฟยังเตือนว่า หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดินจริงในอิหร่าน สถานการณ์จะกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและนองเลือดอย่างมหาศาล พร้อมระบุว่าคนในภูมิภาคส่วนใหญ่สนับสนุนการกระทำของอิหร่าน และสหรัฐฯ เองก็ไม่คาดคิดว่าอิหร่านจะมีความกล้าโจมตีฐานทัพของตนเช่นนี้

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top