Friday, 5 June 2026
ข่าวต่างประเทศ

คนเขมร โพสต์ระบาย!! ประเทศอ่อนแอ ผู้นำหาประโยชน์ ให้ครอบครัว ชี้!! ยากจน ไม่มีอะไรเลย นอกจาก ‘นิ้วมือสิบนิ้ว’ ที่คอยไปขอบริจาค

(23 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘The Wild Chronicles - ประวัติศาสตร์ ข่าวต่างประเทศ ท่องเที่ยวที่แปลก’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

คนเขมรคนนี้ชื่อ Chi Chy โพสต์ระบายอยู่ในโพสต์ของ Un Sam An ที่เขียนเรื่องเสียตาเมือนธม เขาร่ายยาวด่าความโง่เขลาของชนชาติตนเอง สิ่งที่พูดมีทั้งถูกและผิด แต่คือเริ่มตาสว่างแล้ว มีคนกดสนับสนุนเป็นอันมาก อ่านๆ ดูแล้วน่าสงสารเหมือนกัน เลยเอาเข้า chat gpt แปลมาให้ดูนะครับ เขาพิมพ์ว่า 

ในบรรดาประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ มีแต่กัมพูชาเท่านั้นที่ยังคงตกเป็นเหยื่อการรุกรานจากเวียดนามและสยาม เพราะประเทศเรายากจน กองทัพอ่อนแอ ผู้นำก็โง่เขลา เอาแต่แสวงหาผลประโยชน์ให้ครอบครัว ตัวอย่างเช่น ประเทศอื่นๆ มีทั้งเครื่องบินรบ เรือรบ เรือดำน้ำ (สยามแม้ยังไม่มี แต่ตอนนี้ก็กำลังสั่งซื้อแล้ว) ลาวเองยังมีเครื่องบินรบ 10 ลำ แต่กัมพูชากลับไม่มีอะไรเลย มีแต่ไม้พลองกับนิ้วมือสิบ นิ้วที่คอยไปขอยืมหรือรับบริจาคจากคนอื่น

กองทัพของประเทศต่างๆ มีไว้เพื่อปกป้องประเทศและประชาชน แต่กองทัพกัมพูชากลับมีไว้เพื่อเต้นและร้องเพลงเล่นๆ ตำรวจ–ทหารที่ควรจะปกป้องพรมแดนก็ไม่อยู่ตรงพรมแดน ปล่อยให้ศัตรูรุกรานเข้ามาลักลอบแทรกซึมถึงในหมู่บ้านและแผ่นดินของตัวเอง แต่ก่อนเคยส่งทหารไปเป็นพันเป็นหมื่นประจำพรมแดน แล้วตอนนี้หายไปไหนหมด? ปล่อยให้เขามาลักลอบรุกรานบนแผ่นดินตัวเองอย่างนี้ได้อย่างไร?

ถ้าเป็นการรุกรานบนแผ่นดินคนอื่นยังพอว่า แต่นี่มันเข้ามารุกรานถึงในหมู่บ้านของชาวเขมรทั้งสิ้น แต่เจ้าหน้าที่เขมรไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวสู้สักคน ได้แต่แถลงข่าว ทั้งก่อนสู้ ระหว่างสู้ หลังสู้ หลังถูกปิดล้อมยึดปราสาทและที่ดินบางส่วนของกัมพูชา แล้วกัมพูชาทำอะไรได้บ้างกับกองทัพสยามในทุกวันนี้? นอกจากออกแถลงการณ์ทุกวัน?

ถามเหมือนคนโง่ว่า การเดินธรรมยาตรามันมีประโยชน์อะไร? หยุดการรุกรานจากต่างชาติได้ไหม? ถ้าอย่างนั้น ประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่กำลังทำสงครามกัน พวกเขาก็แค่ทำธรรมยาตราเพื่อสกัดศัตรู ไม่จำเป็นต้องซื้ออาวุธมาสู้เลยหรือ? แค่พากันเดินธรรมยาตราให้สงบแล้วศัตรูก็จะไม่กล้ารุกรานอีกต่อไปอย่างนั้นหรือ? ควรใช้สมองคิดบ้างเถอะในสมัยนี้

ก็เพราะเราโง่นั่นแหละถึงถูกเพื่อนบ้านรังแก รุกรานทุกวันเหมือนเวียดนามและสยาม โชคยังดีที่ลาวในปัจจุบันยังยากจนและกองทัพยังไม่ทันสมัยเท่าเวียดนามและสยาม ไม่เช่นนั้นกัมพูชาคงถูกลาวรุกรานเหมือนในอดีตไปแล้ว แต่ผู้นำกลับเอาเงินไปซื้อแต่นาฬิกาแพงๆ มาอวด ซื้อสัญชาติ ซื้อบ้านหรูในต่างประเทศ โอนเงินไปเก็บไว้ต่างประเทศ เปิดบริษัทต่างๆ ในต่างประเทศนับไม่ถ้วน

อีก 10 ปี 20 ปี 40 ปีก็จะยังถูกเวียดนามและสยามรุกรานอยู่ อย่าหวังว่าเขาจะหยุด เพราะประเทศเรายากจน ผู้นำเอาแต่ขอ คนก็เอาแต่ขอ กองทัพก็เอาแต่ขอ 

เวียดนามกับสยามที่เคยช่วยขับไล่ฝรั่งเศสออกจากกัมพูชาก็ไม่ใช่เพราะสงสารหรืออยากช่วยเขมร แต่เขาอยากไล่ฝรั่งเศสออกไปเพื่อให้ตัวเองสะดวกในการรุกรานแผ่นดินเราทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก

ตาสว่างกันหรือยัง? จะโง่ต่อไปอีกเท่าไร? ปกครองประเทศมากว่า 40 ปีแล้ว ยังโง่เขลาไร้ปัญญาอยู่ถึงเพียงนี้หรือ

กษัตริย์กัมพูชา เสด็จจีน ตั้ง 'ฮุนเซน' เป็น!! ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์

(23 ส.ค. 68) กระทรวงข่าวสารกัมพูชา รายงานว่า พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี แห่งกัมพูชา พร้อม พระวรราชมารดา นโรดม มุนีนาถ สีหนุ เตรียมเสด็จฯ เยือน ประเทศจีน ในวันที่ 23 ส.ค. นี้ เพื่อรับการตรวจพระพลานามัย โดยระหว่างที่พระองค์ ไม่ได้ประทับอยู่ในกัมพูชา สมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภา จะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปฏิบัติหน้าที่รักษาการประมุขแห่งรัฐ

เยอรมนี’ ประณาม!! ‘อิสราเอล’ เรียก!! ระดมพล กองหนุน 60,000 นาย

(23 ส.ค. 68) เยอรมนีตำหนิการตัดสินใจของอิสราเอลกรณีเรียกระดมทหารกองหนุน 60,000 คน เพื่อขยายการรบในฉนวนกาซา โดยเยอรมนีเรียกร้องให้มี “การหยุดยิงทันทีและยั่งยืน”

นายสตีเฟน เมเยอร์ รองโฆษกรัฐบาลกล่าวแถลงข่าวในกรุงเบอร์ลิน ว่า “เราปฏิเสธการขยายปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้ เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย และประชาคมระหว่างประเทศ ยุติความขัดแย้งในขณะนี้ผ่านการหยุดยิงทันทีและยั่งยืน เรายังคงผลักดันการหยุดยิงครั้งนี้ต่อไปด้วยทุกวิถีทางที่เรามี และในขณะเดียวกัน ก็เพิ่มความกดดันให้ปล่อยตัวประกันทั้งหมด”

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า เมเยอร์ อ้างถึงแผนการของอิสราเอลที่จะเรียกทหารกองหนุน 60,000 คน มาสู้รบในฉนวนกาซา ภายใต้แผนการยึดครอง

โฆษกสื่อสาธารณะ KAN ของอิสราเอล ระบุว่า การตัดสินใจของกองทัพอิสราเอลเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐมนตรีกลาโหม อิสราเอล แคทซ์ อนุมัติแผนการยึดครองฉนวนกาซา ผู้ประกาศข่าวกล่าวว่า กองทหารประจำการที่ปฏิบัติการในฉนวนกาซา จะขยายเวลาการปฏิบัติหน้าที่ออกไปด้วย

ตามรายงานของวิทยุกองทัพอิสราเอล จำนวนกองหนุนในกองทัพจะเพิ่มขึ้นเป็น 130,000 นาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ “ปฏิบัติการที่ยืดเยื้อซึ่งจะกินเวลานานหลายเดือน” จนถึงกลางปี 2569 จึงจะมีโอกาสที่จะหยุดยิงได้

ในข่าวที่เกี่ยวข้องกัน รัฐบาลเยอรมันย้ำอีกครั้งถึง “การคัดค้านแผนของอิสราเอลในการสร้างนิคมผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่หลายพันหน่วย ที่จะแบ่งเขตเวสต์แบงก์ออกเป็น 2 ส่วนที่จะขาดจากกันอย่างเด็ดขาด”

นายโจเซฟ ฮินเทอร์เซเฮอร์ รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับนักข่าวในกรุงเบอร์ลิน ว่า “เราปฏิเสธอย่างรุนแรงสำหรับโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ในเขต E1 เท่าที่เราทราบ หน่วยงานก่อสร้างอิสราเอลได้ออกใบอนุญาตในวันนี้ จุดยืนของรัฐบาลเยอรมันชัดเจน เราปฏิเสธใบอนุญาตนี้อย่างแข็งขัน การก่อสร้างชุมชนตั้งถิ่นฐานใหม่ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และมติของคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง”

“สิ่งนี้ขัดขวางการแก้ปัญหาระหว่างสองรัฐที่ได้รับความเห็นพ้องกัน และขัดขวางการยุติการยึดครองเวสต์แบงก์ของอิสราเอล ตามที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเรียกร้อง” เขากล่าวเสริมพร้อมเรียกร้องให้อิสราเอล “ยุติการก่อสร้างชุมชนของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่”

จากอุบัติเหตุ!! รถบรรทุก ชน มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ในที่เกิดเหตุ สู่การตรวจสอบ!! ‘วีซ่าต่างด้าว’ ครั้งใหญ่ที่สุด ในสหรัฐฯ

(24 ส.ค. 68) ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ หนุ่มอินเดียวัย 28 ปี ที่หวังจะมาขุดทองเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐ อาจเป็นต้นเหตุทำให้วีซ่าของเพื่อนร่วมอาชีพ และ ชาวต่างด้าวในสหรัฐมากกว่า 55 ล้านคนมีโอกาสปลิว ต้องถูกเนรเทศออกจากสหรัฐได้ เหตุเพราะการ U-Turn ผิดที่เพียงแค่ครั้งเดียว

จุดพลิกหลายชีวิตนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมา ขณะที่ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ที่ทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกพ่วง กำลังขับรถแล่นขึ้นบนไฮเวย์ ในรัฐฟลอริด้า แต่เขาดันไปกลับรถในช่อง ห้าม U-Turn เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรถชน และมีผู้เสียชีวิตถึง 3 คน ในที่เกิดเหตุ 

ตำรวจฟลอริด้าจัดการไล่ล่า หาตัวคนขับรถบรรทุกทันที และสามารถจับกุมเขาได้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เขาอาศัยอยู่ และถูกส่งตัวกลับมาขึ้นศาลในฟลอริด้า อาจฟังดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุน่าเศร้าบนท้องถนนที่เกิดขึ้นมากมายหลายครั้งในแต่ละปี แต่ไม่ใช่กับคดีของ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ที่ตอนนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเต็มรูปแบบ ทั้งการขับเคลื่อนนโยบายรัฐ โจมตีพรรคคู่แข่ง และ ปลุกกระแสชาตินิยม

หลังจากที่จับกุมคนขับรถได้ ก็มีการสืบประวัติและพบว่า ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ไม่ใช่พลเมืองอเมริกัน และไม่ได้ถือวีซ่าใดๆเลยด้วยซ้ำ เขาเป็นเพียงหนุ่มอินเดียที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ผ่านช่องทางธรรมชาติจากพรมแดนเม็กซิโกตั้งแต่ปี 2018 เข้ามาตั้งรกรากในแคลิฟอร์เนีย

ตัวเขาพยายามขึ้นทะเบียนแรงงานถูกกฎหมายในสหรัฐ แต่ถูกปฏิเสธตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์ 1 อันที่จริงแล้วเขาก็ควรแอบๆทำงานตามโรงงานที่รับคนต่างด้าวเข้าเมือง แต่ประเด็นคือ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ กลับได้ใบขับขี่รถสาธารณะที่ออกโดยรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ทำให้เขายึดอาชีพคนขับรถบรรทุกส่งของข้ามรัฐได้ 
และเขาน่าจะได้ขับรถบรรทุกส่งของไปเรื่อยๆ หากไม่ไปขับรถย้อนศร กลับรถผิดจุด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตถึง 3 คนที่ฟลอริด้า และกลายเป็นว่าคนขับรถบรรทุกเป็นชาวโรบินฮู้ดแต่ถือใบขับขี่ถูกต้องตามกฎหมาย

และที่งามหน้ายิ่งกว่านั้นคือ เมื่อจับนายซิงห์มาประเมินความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ปรากฏว่าเขาสอบตกทักษะการพูด สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องเพียงแค่ 2 จาก 12 หัวข้อสนทนา แถมยังจำแนกสัญญาณป้ายจราจรได้เพียง 1 ใน 4 เท่านั้น แล้วเขาจะไปสอบใบขับขี่รถสาธารณะของแคลิฟอร์เนียจนได้มาได้อย่างไร??

จากคดีของ ฮาร์เจนดา ซิงห์ ทำให้มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัส ใช้เป็นข้ออ้างในการออกคำสั่งระงับการออกวีซ่าทำงานให้กับคนขับรถสาธารณะที่เป็นชาวต่างชาติในทันที แล้วยังได้ทิ้งท้ายไว้ให้คิดด้วยว่า 

"จำนวนคนขับรถบรรทุกพ่วงต่างด้าวบนท้องถนนในสหรัฐฯมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของชาวอเมริกันมากขึ้นเท่านั้น และยังบั่นทอนคุณภาพชีวิต (แย่งงาน) ของคนขับรถบรรทุกชาวอเมริกันด้วย”

ต่อมา รัฐบาลทรัมป์ ก็ได้โจมตีการทำงานของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย - เกวิน นิวซัม - ที่เป็นนักการเมืองเลือดเดโมแครต ถึงการปล่อยปละละเลยในระเบียบมาตรฐานของรัฐบาลกลาง ที่ปล่อยให้คนต่างด้าวผิดกฎหมายครอบครองใบขับขี่รถบรรทุกได้ ทั้งๆที่ขาดคุณสมบัติทั้งด้านความรู้กฎหมายจราจรพื้นฐาน และ การสื่อสารภาษาอังกฤษ

ความเรือหายยังไม่หมด ทางการสหรัฐเลยถือโอกาสนี้ ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังชาวต่างชาติที่กำลังถือวีซ่าถูกกฎหมายของสหรัฐกว่า 55 ล้านคนในขณะนี้ด้วย เพื่อประเมินว่า ผู้ถือวีซ่าเคยมีพฤติกรรมละเมิดเงื่อนไขการเข้าเมืองสหรัฐข้อใดหรือไม่ 

แมทธิว ทราเกสเซอร์ โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ ออกมากล่าวถึงนโยบายรีวิววีซ่า 55 ล้านใบว่า "เราจะไม่ยอมให้สิทธิ์พำนักในสหรัฐ แก่ใครก็ตามที่ดูหมิ่น และ มีอุดมการณ์ต่อต้านอเมริกา" 

ดังนั้นหากพบว่าต่างด้าวคนใดมาเคยออกมาต่อต้าน เห็นต่างนโยบายสหรัฐ ก็มีสิทธิ์ถูกเพิกถอนวีซ่า ส่งตัวกลับประเทศได้ทันที และโฆษก ตม. ย้ำอีกครั้งว่าจะตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วย และอาจเรียกได้ว่าเป็นการรีวิววีซ่าครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐได้เลย 

ซึ่งเมื่อก่อนอาจฟังดูเป็นไปไม่ได้ มานั่งตรวจสอบประวัติต่างด้าวใหม่หมด 55 ล้านคน แต่ปัจจุบันนี้ เรามี AI มาช่วยทำ อะไรๆ มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
U-Turn ผิดชีวิตเปลี่ยนจริงๆนะ นายจ๋า ไม่ใช่เปลี่ยนแค่นายซิงห์คนเดียว แต่อาจเปลี่ยนชีวิตเพื่อนต่างด้าวในสหรัฐอีกหลายแสน หลายล้านชีวิตเลยทีเดียว

‘จีน’ เตรียมฉาย!! 'เสินโจว 13' หนัง 8K ถ่ายทำบน ‘อวกาศ’ เรื่องแรก 5 ก.ย. นี้

(24 ส.ค. 68) ไชน่า มีเดีย กรุ๊ป ประกาศปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง "เสินโจว 13" (SHENZHOU 13) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ความละเอียดขนาด 8K ที่ถ่ายทำในอวกาศเรื่องแรกของจีน มีกำหนดเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ทั่วประเทศวันที่ 5 ก.ย. นี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ภาพที่บันทึกโดยทีมนักบินอวกาศประจำภารกิจเสินโจว-13 ได้แก่ ไจ๋จื้อกัง หวังย่าผิง และเย่กวงฟู่ บอกเล่าเรื่องราวภารกิจโคจรในสถานีอวกาศจีนระยะเวลา 6 เดือนของพวกเขา เรื่องราวส่วนใหญ่ถ่ายทอดจากมุมมองของหวัง นำเสนอมุมมองภาพในจักรวาลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและฉากชีวิตบนสถานีอวกาศอย่างใกล้ชิด และถ่ายทำด้วยกล้องความละเอียดสูงพิเศษ 8K ที่พัฒนาในจีนทั้งหมด

ทีมผู้สร้างสรรค์ ซึ่งทำงานร่วมกับวิศวกรการบินและอวกาศ ได้เอาชนะหลายความท้าทายสำคัญ เช่น การทดสอบแรงสั่นสะเทือนของจรวด การจำลองสภาพแวดล้อมในอวกาศ และการปรับอุปกรณ์ให้เหมาะสมสำหรับการชาร์จไฟและจัดเก็บอย่างปลอดภัยภายในสถานีอวกาศ โดยอุปกรณ์ถ่ายทำพิเศษนี้ถูกส่งมอบไปยังสถานีอวกาศด้วยยานสัมภาระเทียนโจวเมื่อปี 2021

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2021 ภารกิจเสินโจว-13 ได้ส่งทีมนักบินอวกาศของจีน 3 คนไปยังโมดูลหลักของสถานีอวกาศจีนเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งระหว่างนั้นทีมลูกเรือได้ปฏิบัติกิจกรรมนอกยานอวกาศ 2 ครั้ง และเปิดชั้นเรียนผ่านไลฟ์สด 2 ครั้งจากสถานีอวกาศ ภารกิจนี้ถือเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจสอบเทคโนโลยีสำคัญที่ใช้บนสถานีอวกาศของจีน

นิตยสาร Forbes ยกย่อง!! ‘เหงียน ถิ ฟอง เถา’ มหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์ คนที่สองของเวียดนาม

(24 ส.ค. 68) นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศรายชื่อมหาเศรษฐีประจำปี 2017 ซึ่งเป็นรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก สิ่งที่ทำให้ชาวเวียดนามตื่นเต้นมากที่สุดคือการที่ฟอร์บส์ ยกย่อง เหงียน ถิ เฟือง เถา ซีอีโอของสายการบินเวียตเจ็ทแอร์ ให้เป็นมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์สหรัฐอันดับสองของ เวียดนาม

ฟอร์บส์ระบุว่าปีนี้มีมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตนเองเพิ่มขึ้น 15 ราย ในบรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ เวียดนามมีตัวแทนจากนางเหงียน ถิ เฟือง เถา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ฟอร์บส์ระบุว่านางเถากลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านหลังจากนำหุ้นของสายการบินราคาประหยัดเวียดเจ็ทแอร์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560

นิตยสารฟอร์บส์รายงานว่า ณ สิ้นวันที่ 20 มีนาคม สินทรัพย์ของนางสาวเหงียน ถิ เฟือง เถา มีมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าสินทรัพย์ของนางสาวเถาส่วนใหญ่จะมาจากหุ้นของสายการบินเวียตเจ็ท แต่นิตยสารฟอร์บส์ยกย่องนางสาวเถาให้เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของโซวิโก โฮลดิ้งส์

Forbes กล่าวถึง Nguyen Thi Phuong Thao ว่า “ มหาเศรษฐีหญิงคนแรกที่สร้างฐานะด้วยตัวเองของเวียดนาม ได้นำสายการบินราคาประหยัด Vietjet Air ของเธอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เธอเปิดตัวสายการบินนี้ในปี 2011 และเริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยโฆษณาที่มีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสวมบิกินี่เป็นจุดเด่น”

ฟอร์บส์เสริมว่า เวียตเจ็ทแอร์มีเที่ยวบินประมาณ 300 เที่ยวบินต่อวัน คิดเป็น 40% ของส่วนแบ่งตลาดในเวียดนาม นอกจากนี้ คุณเหงียน ถิ เฟือง เถา ยังลงทุนในธนาคารเอชดี (HD Bank) และตลาดอสังหาริมทรัพย์ผ่านรีสอร์ทริมทะเล 3 แห่งอีกด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ของคุณเถาคำนวณจากหลายแหล่ง ไม่ใช่เพียงจากเวียตเจ็ทแอร์เท่านั้น จากราคาปิดของหุ้น VJC ณ วันที่ 20 มีนาคม จำนวนหุ้น VJC ที่คุณเถาถืออยู่มีมูลค่าเทียบเท่า 12,319 พันล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศรายชื่อมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตนเองที่ร่ำรวยที่สุด ในโลก โดยนางเหงียน ถิ เฟือง เถา อยู่ในอันดับที่ 45 ของรายชื่อนี้ นิตยสารฟอร์บส์ระบุว่านางเหงียน ถิ เฟือง เถา มีทรัพย์สินมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มหาเศรษฐีหญิงชาวเวียดนามผู้นี้มีต้นกำเนิดมาจากธุรกิจการบิน

ก่อนหน้าคุณเถา คุณ Pham Nhat Vuong ประธานกรรมการบริหาร ของ Vingroup ถือเป็นมหาเศรษฐีชาวเวียดนามคนแรกที่ติดอันดับ บุคคลที่รวย ที่สุด ในโลกของนิตยสาร Forbes

นิตยสารฟอร์บส์ กล่าวถึงคุณ Pham Nhat Vuong ว่าเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ Vingroup หนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม รายได้ของ Vingroup ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่อาศัยและอพาร์ตเมนต์

ปัจจุบัน รายชื่อมหาเศรษฐีเรียลไทม์ของ Forbes มีเพียงนาย Pham Nhat Vuong เท่านั้นที่อยู่ในรายชื่อ ส่วนชื่อของนางสาว Thao ยังไม่มีการอัปเดต ดังนั้น ปัจจุบันนาย Vuong มีสินทรัพย์สูงถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเหตุนี้ นาย Vuong จึงมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มขึ้น 50 อันดับจากปีที่แล้ว

นอกจากนายหว่องและนางสาวเถาแล้ว บุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกประจำปี 2560 ยังได้รับการเปิดเผยในรายชื่อของนิตยสารฟอร์บส์ด้วย ส่งผลให้มหาเศรษฐีบิล เกตส์ ยังคงครองอันดับหนึ่งเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน ด้วยสินทรัพย์สูงถึง 86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีจาก Amazon เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับสองของโลก แต่ทรัพย์สินของเขากลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด หลังจากผ่านไป 1 ปี ทรัพย์สินของเจฟฟ์ เบซอสเพิ่มขึ้น 27.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 72.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาติด 3 อันดับแรก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนานก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน โดยทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้น 14.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อามันซิโอ ออร์เตกา เจ้าของเครือร้านแฟชั่น Zara ก็พบว่าทรัพย์สินมหาศาลของเขาเพิ่มขึ้น 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปีนี้ ฟอร์บส์สร้างสถิติใหม่ด้านจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้น 13% เป็น 2,043 คน จาก 1,810 คนเมื่อปีที่แล้ว สินทรัพย์รวมของมหาเศรษฐีในรายชื่อเพิ่มขึ้น 18% เป็นสถิติสูงสุดที่ 7.67 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุด โดยมี 565 ราย ตามมาด้วยจีนเป็นอันดับสอง โดยมี 319 ราย เยอรมนีเป็นอันดับสาม โดยมี 114 ราย และอินเดียเป็นอันดับสี่ โดยมี 101 ราย

นักวิชาการสหรัฐฯ ซัด!! 'ฮุนเซน' ชี้!! กำลังเล่น กับประชาคมโลก

(24 ส.ค. 68) นายเจคอบ ซิมส์ ( Jacob Sims) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติและสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขียนบทความแสดงความเห็นลงในเว็บไซต์เดอะดิโพลแมต ด้วยการพาดหัวบทความว่า ... 

"How Cambodia’s Hun Sen Is Playing the World and Buying Time" (นายฮุน เซนของกัมพูชากำลังเล่นกับประชาคมโลกและซื้อเวลาอย่างไร) การแสดงละครเกี่ยวกับความขัดแย้งบริเวณชายแดนและการแสวงหารางวัลสันติภาพของชายวัย 72 ปี มีเป้าหมายเพื่อเบี่ยงเบนการตรวจสอบรัฐบาลกัมพูชาที่ใช้การขู่กรรโชกทางเพศกับเด็กเป็นหนึ่งในการหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างชั่วร้าย 

'เจคอบ ซิมส์' กล่าวว่า กัมพูชาของนายฮุน เซนได้กลายเป็นผู้ดูแลเศรษฐกิจอาชญากรรมล่าเหยื่อที่สร้างรายได้มหาศาลให้แก่เครือข่ายอุปถัมป์ของชนชั้นนำ และชาวอเมริกันอาจกลายเป็นเป้าหมายหลักแล้วในขณะนี้ กัมพูชาเผชิญแรงกดดันมากขึ้นทั้งจากทั้งรัฐบาลสหรัฐและจีน การเล่นใหญ่ในประเด็นต่างๆ จึงทำหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์เสริมเพื่อเบี่ยงเบน เตะถ่วง และลดความรับผิดของระบอบอาชญากรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ในการปกครองของพรรคประชาชนกัมพูชาหรือซีพีพี (CPP)

โดย'เจคอบ ซิมส์' อ้างผลการศึกษาใหม่ขององค์การยุติธรรมนานาชาติหรือไอเจเอ็ม (IJM) ที่พบรายงานการขู่กรรโชกทางเพศกับเด็กเกือบ 500 รายงานที่มีหลักฐานข้อมูลโยงใยกับศูนย์หลอกลวงทั้งหมด 40 แห่ง และมีรายงานเพิ่มเติม 18,000 รายงานที่มีที่อยู่ไอพีที่อาจเชื่อมโยงกับสถานที่เหล่านั้น พร้อมกับยกตัวอย่างชื่อสถานที่บางแห่งที่เป็นของนายลี ยงพัด สว.และนักธุรกิจที่กัมพูชาอ้างว่าตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกสหรัฐคว่ำบาตรเมื่อปีก่อน 

สิ่งนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า พรรคซีพีพี (CPP) ปล่อยให้ศูนย์หลอกลวงหาเงินให้แก่ผู้อุปถัมป์ และยังปล่อยให้มีการก่ออาชญากรรมกับเด็กด้วย ประเด็นหลังเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายในสหรัฐ เพราะเป็นการคุ้มครองเด็กจากการฉวยประโยชน์ที่ทำให้เยาวชนชาวอเมริกันเป็นโรคซึมเศร้าและตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเป็นจำนวนมาก เตือนว่าเศรษฐกิจอาชญากรไซเบอร์ของกัมพูชาได้เข้าถึงครัวเรือนอเมริกันและระบบการเงินโลกด้วยขนาดและความรุนแรงมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การหลอกลวงที่เรียกว่า 'เชือดหมู' มีแนวโน้มจะเป็นรูปแบบอาชญากรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นกับชาวอเมริกันมากที่สุดในปีนี้ และว่า ธนาคารทุจริตของกัมพูชาและเทคโนโลยีได้ฟอกเงินจำนวนมหาศาลผ่านระบบการเงินของกัมพูชา

พร้อมกันนี้ 'เจคอบ ซิมส์' ทิ้งท้ายว่า เผด็จการทั่วโลกมักอาศัยการเบี่ยงเบนและซื้อเวลา ขณะเดียวกันการพึ่งพาอาชญากรรมหลากหลายอย่างมากเกินไปก็กลายเป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน บทเรียนใหญ่ที่อาจได้จากกัมพูชาคือ ความรับผิดจะเกิดขึ้นได้เมื่อหลักฐานต่าง ๆ นำมาซึ่งการรวมตัวกันเป็นพันธมิตร ขณะนี้ดูเหมือนว่าระบอบชั่วร้ายกำลังอยู่เหนือทุกสิ่ง แต่จะถูกท้าทายได้หากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังคงมุ่งมั่น โดยมีข้อมูลสนับสนุน ร่วมมือกันในหลายภาคส่วน และเต็มใจเดินหน้าแม้เสี่ยงอันตราย เพื่อทำให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ได้รับการยกเว้นโทษจากผู้มีอำนาจอีกต่อไป

รัฐสภากัมพูชา แถลงอวย!! 'ฮุน เซน' ทิ้ง!! ใบปริญญาทั้งหมดที่ได้จากไทย

(24 ส.ค. 68) จากกรณีที่สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาประกาศว่า ได้ทิ้งปริญญาบัตรดุษฎีกิตติมศักดิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในไทย 3 แห่ง 

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชม สมเด็จฮุน เซน ที่มีการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอแสดงความสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการตัดสินใจอันชาญฉลาดของ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่ได้สละปริญญากิตติมศักดิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความรักชาติอย่างสูงสุด และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของสมเด็จ ฮุน เซน ในการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย เอกราช ผลประโยชน์หลักของชาติ และศักดิ์ศรีของกัมพูชาอย่างชัดเจน

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอย้ำว่า ศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรกัมพูชาไม่อาจวัดได้ด้วยปริญญากิตติมศักดิ์ ความจริงและคุณธรรมมิได้อยู่ที่สัญลักษณ์จากสถาบันต่างประเทศ แต่อยู่ที่วีรกรรมอันกล้าหาญ การเสียสละตลอดชีวิต และความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมนับไม่ถ้วนของสมเด็จ ฮุน เซน ในการนำสันติภาพ การพัฒนา ความเจริญรุ่งเรือง และความสามัคคีมาสู่กัมพูชาอย่างสมบูรณ์

สมเด็จ ฮุน เซน ยึดมั่นในคำขวัญที่ว่าที่ใดมีพลเมืองทุกข์ยาก ที่นั่นย่อมมีหน้าของสมเด็จเดโชฮุนเซนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากกรณีความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย สมเด็จ ฮุน เซน ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ และจิตวิญญาณ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนชาวกัมพูชา

สมเด็จ ฮุน เซน เป็นวีรบุรุษของชาติ บิดาแห่งสันติภาพ ผู้นำประเทศ และประชาชนชาวกัมพูชาผู้โดดเด่น ผู้ซึ่งสละชีวิตเกือบทั้งชีวิต เสี่ยงชีวิตเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ นำมาซึ่งสันติภาพอย่างสมบูรณ์และการพัฒนาที่ยั่งยืนและกลมกลืนในกัมพูชา

เกียรติยศ ชื่อเสียง และความสำเร็จของ สมเด็จ ฮุน เซน คือความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของชาวกัมพูชาทุกยุคทุกสมัยตลอดไป รัฐสภากัมพูชาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ผู้นำไทยทั้งทางการเมืองและการทหารยังคงแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้นำกัมพูชาและประชาชนกัมพูชาทั้งประเทศ

รัฐสภากัมพูชาขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า การละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาตามแนวชายแดน อันเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่หลายฝ่ายพยายามไกล่เกลี่ย รวมถึงการจับกุมทหารกัมพูชา 18 นายโดยพลการและผิดกฎหมาย ซึ่งยังไม่ได้รับการปล่อยตัว และการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อบิดเบือนความจริงและสร้างความสับสนให้กับประชาชน

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีผู้นำระดับสูงของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จ ฮุน เซน และ สมเด็จ ฮุน มาเนต ไม่ใช่วิธีที่ดีในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย และนำไปสู่ความสัมพันธ์อันปกติและสันติภาพโดยสมบูรณ์ของทั้งสองประเทศ

ในทางตรงกันข้าม การกระทำเหล่านี้จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งให้ยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งจะยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของกองทัพ กองกำลังติดอาวุธทุกประเภท และผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีและเด็กหลายแสนคน รวมถึงเศรษฐกิจของชาติโดยรวม

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวกัมพูชาทุกคนร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันในการสนับสนุนรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และประธานวุฒิสภา ฮุน เซน ตามพระราชกฤษฎีกาของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย และเอกราชของชาติ และต่อต้านอย่างแข็งขันต่อความพยายามใด ๆ ที่จะทำลายเกียรติยศ ความสำเร็จ และมรดกของสมเด็จฮุน เซน

นักวิทย์จีน พัฒนา!! เทคโนฯ โฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์ ทลายขีดจำกัด 6G เร็วแรงกว่าเดิม ครอบคลุมทุกพื้นที่

(30 ส.ค. 68) มหาวิทยาลัยปักกิ่งรายงานว่านักวิทยาศาสตร์จีนสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีการรวมระบบโฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์แบบความกว้างคลื่นสูงสุดหรืออัลตราไวด์แบนด์ (ultra-wideband) สำหรับการสื่อสารไร้สาย 6จี (6G)

ด้วยการผสานการทำงานระหว่างโฟโทนิกและอิเล็กทรอนิกส์ ทีมวิจัยร่วมจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและมหาวิทยาลัยซิตี ฮ่องกง สามารถพัฒนาระบบความกว้างคลื่นสูงสุดที่รองรับการส่งสัญญาณไร้สายความเร็วสูงพร้อมการปรับความถี่ได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าครั้งแรกของโลกที่คาดว่าจะช่วยยกระดับความเสถียรและประสิทธิภาพของเครือข่าย 6G ในอนาคต

งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ทางออนไลน์ ระบุว่าการสื่อสาร 6G ในอนาคตต้องอาศัยการส่งข้อมูลความเร็วสูงในหลายย่านความถี่และหลายสถานการณ์ แต่ฮาร์ดแวร์อิเล็กทรอนิกส์แบบดั้งเดิมมักจำกัดเฉพาะย่านความถี่บางช่วงเนื่องจากข้อจำกัดด้านการออกแบบ โครงสร้าง และวัสดุ ทำให้ยากต่อการใช้งานข้ามย่านความถี่หรือครอบคลุมสเปกตรัมทั้งหมด และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทีมวิจัยจึงใช้เวลาสี่ปีในการพัฒนาระบบโฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์ความกว้างคลื่นสูงสุด

ระบบนี้รองรับการส่งสัญญาณความเร็วสูงในทุกความถี่ระหว่าง 0.5-115 กิกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งถือเป็นความสามารถชั้นนำระดับโลกในด้านการใช้งานเต็มสเปกตรัม และยังมีศักยภาพในการปรับความถี่แบบยืดหยุ่น ทำให้สามารถสลับไปยังความถี่อื่นเมื่อเกิดการรบกวน ซึ่งเพิ่มความเสถียรของการสื่อสารและประสิทธิภาพการใช้สเปกตรัม

หวังซิ่งจวิน รองคณบดีสาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง อธิบายว่าเทคโนโลยีนี้เปรียบเหมือนการสร้างทางด่วนขนาดยักษ์ที่มีสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เป็นยานพาหนะ และมีย่านความถี่เป็นเลนถนน ซึ่งก่อนหน้านี้สัญญาณต้องเบียดอยู่ในหนึ่งหรือสองเลน แต่ปัจจุบันมีหลายเลนให้เลือก หากเลนใดถูกปิดกั้น สัญญาณยังสามารถสลับไปเลนอื่นได้ ทำให้การสื่อสารเร็วขึ้นและราบรื่นขึ้น

การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าระบบนี้สามารถส่งสัญญาณไร้สายด้วยอัตราที่เร็วกว่า 100 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ซึ่งเพียงพอที่จะถ่ายทอดวิดีโอขนาด 8เค (8K) ความละเอียดสูงพร้อมกัน 1,000 รายการ เข้าเกณฑ์ข้อกำหนดความเร็วสูงสุดของ 6G และยังคงประสิทธิภาพสม่ำเสมอในทุกย่านความถี่

ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังทำงานเพื่อยกระดับการบูรณาการของระบบ เพื่อสร้างโมดูลโฟโทนิก-อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่สามารถปรับใช้กับระบบอื่นๆ ได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขนาด น้ำหนัก และการใช้พลังงานลงให้น้อยที่สุด

หวังระบุว่าเครือข่าย 6Gในอนาคตจะมีการเชื่อมต่อไร้สายอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ และเมื่อเสริมด้วยอัลกอริทึมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบใหม่นี้จะสามารถทำให้เครือข่ายชาญฉลาดและยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับการส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตรวจจับสภาพแวดล้อมอย่างแม่นยำ และหลีกเลี่ยงสัญญาณรบกวนโดยอัตโนมัติ ทำให้การสื่อสารมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในสถานการณ์ที่ซับซ้อน

‘สีจิ้นผิง’ ผูกสัมพันธ์!! เพื่อนบ้านกับมิตรสหาย เผย!! จีนปรารถนาดีกับประเทศเพื่อนบ้านเสมอ

(30 ส.ค. 68) สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้รับรองคณะนักการทูตระดับสูงและเหล่าหัวหน้าหน่วยงานถาวรขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ที่ห้องโถงฝูเจี้ยนอันใหญ่โตโอ่อ่าของอาคารมหาศาลาประชาชน ณ ใจกลางกรุงปักกิ่ง

"จีนให้ความสำคัญกับองค์การฯ ในการทูตประเทศเพื่อนบ้านเสมอมา และมุ่งมั่นจะทำให้องค์การฯ มีความสำคัญและความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น" สีจิ้นผิงกล่าวย้ำในการประชุมร่วมกับแขกผู้มาเยือน ซึ่งคำมั่นนี้สะท้อนความพยายามต่อเนื่องนานหลายปีของจีนที่ส่งเสริมการเป็นเพื่อนบ้านฉันมิตรแห่งสันติสุขและการพัฒนาบนเวทีองค์การฯ

นโยบายประเทศเพื่อนบ้านของจีนตามที่สีจิ้นผิงเคยแจกแจงระหว่างเดินทางเยือนกรุงอัสตานาของคาซัคสถานเมื่อเดือนมิถุนายนนั้นเน้นย้ำความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมในการเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร มั่นคงปลอดภัย และเจริญรุ่งเรือง รวมถึงการอุทิศเพื่อสัมพันธไมตรี ความจริงใจ ผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน และความครอบคลุมทั่วถึง

อีกไม่กี่วันข้างหน้า สีจิ้นผิงจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดองค์การฯ ประจำปี 2025 ในเมืองท่าเทียนจินทางตอนเหนือของจีน ที่ซึ่งสีจิ้นผิงและเพื่อนพ้องผู้นำองค์การฯ จะกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและความมั่งคั่งระดับภูมิภาคยิ่งขึ้น รวมถึงเดินหน้าการสร้างประชาคมองค์การฯ ที่มีอนาคตร่วมกันอย่างใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

#สายสัมพันธ์การเป็นเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนที่ดี
สีจิ้นผิงได้เดินทางเยือนต่างประเทศสามครั้งแล้วในปี 2025 ซึ่งสองจุดหมายปลายทาง ได้แก่ รัสเซียและคาซัคสถาน ต่างเป็นประเทศสมาชิกองค์การฯ
ตอนเดินทางถึงท่าอากาศยานในกรุงอัสตานาเมื่อเดือนมิถุนายนเพื่อร่วมการประชุมสุดยอดจีน-เอเชียกลาง ครั้งที่ 2 สีจิ้นผิงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อนเก่าอย่างคาสซิม โจมาร์ต โตกาเยฟ ประธานาธิบดีคาซัคสถาน ซึ่งนี่เป็นการเยือนคาซัคสถานครั้งที่ 6 ของสีจิ้นผิงนับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีน

การประชุมสุดยอดจีน-เอเชียกลางนั้นมุ่งผูกสายสัมพันธ์ของจีนกับเหล่าประเทศเพื่อนบ้านที่ไร้ทางออกสู่ทะเลตามแนวเส้นทางสายไหมโบราณ

"สุภาษิตของเอเชียกลางเปรียบเปรยความสามัคคีปรองดองและความเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นความสุขและความร่ำรวย" สีจิ้นผิงกล่าวที่การประชุมฯ "จีนปรารถนาดีกับประเทศเพื่อนบ้านเสมอ"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top