Friday, 5 June 2026
ข่าวต่างประเทศ

ยาทั่วสหรัฐฯ พึ่ง ‘จีน’ เกือบหมด วัตถุดิบสำคัญในยา 700 ชนิด สาร!! ‘อะม็อกซีซิลลิน’ ผลิตจาก ‘จีน’ เพียงประเทศเดียว

(25 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

มียา #สหรัฐฯ เกือบ 700 ชนิด ที่ต้องพึ่งพาส่วนผสม (ingredients) ซึ่งมาจากจีนเพียงประเทศเดียว

จีนเป็นผู้ผลิต สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients - API) สำหรับทุกอย่าง ตั้งแต่ยาปฏิชีวนะราคาถูก ไปจนถึงยาชีวิตสำคัญ (life-saving generics)

โดยเฉพาะ สารเคมี 4 ชนิดที่จำเป็นในการผลิตยาอะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) — ทั้งหมดผลิตในประเทศจีน

สำหรับ API หรือ สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม หมายถึง สารสำคัญที่ให้ผลทางการรักษาในยา — เป็นส่วนประกอบหลักของยาที่ทำให้ยาออกฤทธิ์ทางชีวภาพในร่างกาย

พูดง่าย ๆ คือ API คือ 'หัวใจ' ของยา เพราะมันคือสารที่ทำให้ยานั้นมีผลต่อโรคหรืออาการที่รักษา

ตัวอย่าง
• พาราเซตามอล (Paracetamol) → API ในยาแก้ปวดลดไข้ เช่น Tylenol หรือ Panadol
• อีบูโพรเฟน (Ibuprofen) → API ในยาแก้อักเสบลดปวด เช่น Nurofen
• อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) → API ในยาปฏิชีวนะ
 ส่วนประกอบอื่น ๆ ของยา (นอกจาก API)
นอกจากสารออกฤทธิ์ (API) ยายังมีส่วนประกอบที่เรียกว่า Excipient ได้แก่
• สารเติมแต่ง (Fillers)
• สารช่วยแตกตัว (Disintegrants)
• สารยึดเกาะ (Binders)
• สารเคลือบเม็ดยา ฯลฯ
ซึ่งสารเหล่านี้ไม่มีฤทธิ์ทางการรักษา แต่ช่วยให้ตัวยาเสถียร เก็บได้นาน และกินง่ายขึ้น

การผลิต API
API สามารถผลิตได้ 2 รูปแบบหลัก:
1. Chemical synthesis – สังเคราะห์ทางเคมี (เช่น ยาแก้ปวดทั่วไป)
2. Biotechnological process – ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (เช่น วัคซีน หรืออินซูลินจากจุลชีพ)
สำหรับ “4 สารประกอบหลักที่ใช้ในการผลิตอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin)” คืออะไร และแต่ละตัวมีบทบาทอย่างไรในกระบวนการผลิตยา
ภาพรวมของการผลิต Amoxicillin
อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม β-lactam (เบต้าแลคแทม) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของ Penicillin (เพนิซิลลิน)
การผลิตเริ่มจากสารตั้งต้นที่มาจากจุลชีพ (เช่น Penicillium chrysogenum) แล้วผ่านกระบวนการทางเคมีและเอนไซม์ เพื่อให้ได้ตัวยาสำเร็จรูป

สารประกอบหลัก 4 ชนิด
1.) 6-APA (6-Aminopenicillanic acid)
2.) p-Hydroxyphenylglycine (p-HPG)
3.) Phenylglycine chloride hydrochloride (PGCl·HCl)
และ 4.) Penicillin G (Benzylpenicillin)
 ทำไมถึงบอกว่า “all Chinese” ?
เพราะว่าในตลาดโลก:
• โรงงานผลิต 6-APA, p-HPG และ intermediates ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศจีน
• จีนเป็นผู้ผลิตและส่งออก KSMs สำหรับยาปฏิชีวนะกว่า 70–80% ของตลาดโลก
ดังนั้นจึงมักพูดว่า

“The 4 compounds needed to make amoxicillin are all Chinese.”
หมายถึง “วัตถุดิบหลักทั้งหมดสำหรับผลิตอะม็อกซีซิลลินมาจากจีน”

คดีฆาตกรรม!! ซีอีโอ UnitedHealthcare ผู้ต้องสงสัยอาจโดน!! ‘โทษประหาร’ เหตุแค้น!! ระบบประกันสุขภาพสหรัฐฯ เผย!! ระบบสุขภาพไทย ดีกว่า สหรัฐอเมริกา

(25 ต.ค. 68) คดีการสังหาร ไบรอัน ทอมป์สัน ซีอีโอของบริษัทประกันสุขภาพยักษ์ใหญ่ UnitedHealthcare ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2024 ได้ทวีความตึงเครียดขึ้น 

เมื่อมีรายงานว่า ลุยจิ แมงจิโอนี ผู้ต้องสงสัยหลัก อาจเผชิญกับ โทษประหารชีวิต

คดีนี้เป็นที่จับตาของทั่วโลก ไม่เพียงเพราะเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงต่อผู้นำธุรกิจ แต่ยังเป็นเพราะแรงจูงใจที่ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับการต่อต้านระบบประกันสุขภาพของสหรัฐฯ ซึ่งถูกตอกย้ำด้วยประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ต้องหาขณะเดินทางในประเทศไทยโดยการถูกทำร้ายต้องเข้ารักษาตัวในไทยถูกอ้างเป็นแรงจูงใจ

จากรายงานของ The New York Times, Fox News เผยว่า Mangione ได้แชร์ข้อความทาง WhatsApp กับเพื่อน โดยเล่าว่าเขาเคยถูก ladyboys 7 คน ทำร้ายร่างกายที่กรุงเทพฯ พร้อมแนบรูปแขนมีรอยข่วน เมื่อเดือนมีนาคม 2024

เหตุการณ์นี้ทำให้เขามีประสบการณ์ในระบบสุขภาพไทย โดยเขาเปรียบเทียบว่า ค่า MRI ในประเทศไทยถูกมาก เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้เกิดทัศนคติเชิงลบอย่างรุนแรงต่อระบบประกันสุขภาพอเมริกันที่แสวงหากำไรเหนือชีวิตผู้คน

อย่างไรก็ตาม Fox News รายงานว่า เหตุการณ์นั้น เป็นแค่เรื่องที่เขาเล่าในแชต หรือเป็นส่วนให้คิดก่อเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังตรวจสอบ
การสังหารซีอีโอและการจับกุม

ไบรอัน ทอมป์สัน ซีอีโอ UnitedHealthcare ถูกยิงเสียชีวิตด้วยปืนพก 9 มม. ติดที่เก็บเสียง กลางย่าน Midtown Manhattan ขณะกำลังไปร่วมการประชุมนักลงทุน

แมงจิโอนี ถูกจับกุมในอีก 5 วันต่อมา (9 ธันวาคม 2024) ที่ร้าน McDonald’s ใน Altoona รัฐเพนซิลเวเนีย

แรงจูงใจและข้อหา
แมงจิโอนี ถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม การครอบครองอาวุธ โดยการติดตามเหยื่อ โดยตำรวจพบเอกสารที่ แมงจิโอนี เขียนด้วยลายมือ 262 คำ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์อุตสาหกรรมประกันสุขภาพของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง และระบุว่าการสังหาร Thompson เป็น “สัญลักษณ์” ที่มีเป้าหมายเพื่อจุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบสุขภาพในสหรัฐ

ลุ้นระทึก! โทษประหารชีวิตจากรัฐบาลกลาง

ปัจจุบันแมงจิโอนี ยังคงถูกคุมขัง และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อย่างไรก็ตาม คดีนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาในระดับรัฐบาลกลาง ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้ที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) จะเรียกร้องให้ศาลพิจารณา โทษประหารชีวิต (Death Penalty) ซึ่งเป็นโทษสูงสุดตามกฎหมายของรัฐบาลกลางสำหรับอาชญากรรมบางประเภท การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับโทษนี้จะขึ้นอยู่กับการดำเนินคดีในศาลและพยานหลักฐานที่นำเสนอต่อไป

ย้อนดู!! ‘อังกฤษ’ เข้าสู่ช่วง!! ไว้อาลัยแห่งชาติ หลัง!! ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต ลดความรื่นเริง พร้อมเพรียงกันทั้งประเทศ แม้รัฐไม่ได้ห้าม แต่ทุกคนก็ให้ความร่วมมือ

(25 ต.ค. 68) เมื่ออังกฤษหยุดความรื่นเริง หลังสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต

เวลาจะเทียบอะไรกับต่างประเทศ ควรดูบริบทและเทียบให้หมด อย่าเทียบเฉพาะที่ตัวเองถูกใจ

หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตในเดือนกันยายน ปี 2022 อังกฤษก็เข้าสู่ช่วง “ไว้อาลัยแห่งชาติ” (National Mourning) ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งประเทศร่วมกันแสดงความอาลัยต่อพระองค์

ในช่วงนั้น หลายกิจกรรมที่เป็นความบันเทิงหรือรื่นเริงต่าง ๆ ก็ถูก ยกเลิกหรือเลื่อนออกไป เพื่อให้เหมาะกับบรรยากาศ เช่น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและ EFL หยุดแข่งทั้งสุดสัปดาห์ เทศกาลดนตรีใหญ่ ๆ อย่าง BBC Proms ก็ยกเลิกการแสดงสองวันสุดท้าย งานประกาศรางวัลดนตรี Mercury Prize ถูกเลื่อนไปก่อน แม้แต่ การนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน ยังขอหยุดไว้ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอังกฤษไม่ได้สั่งบังคับให้ทุกคนต้องยกเลิกกิจกรรมหรือปิดสถานที่

เค้าให้เป็น เรื่องของแต่ละองค์กรว่าจะทำตามหรือไม่ เพราะบางที่ก็ยังเปิดบริการต่อ แต่โดยรวมแล้วส่วนใหญ่เลือก “ลดความรื่นเริงลง” เพื่อแสดงความเคารพ

ถ้าเทียบกับประเทศไทย เราเองก็คงไม่แปลก เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์สูญเสียของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศ์ชั้นสูง เราก็มักจะเห็นบรรยากาศคล้าย ๆ กัน 

กิจกรรมบันเทิงงดออกอากาศ คอนเสิร์ตเลื่อนถ่าย รัฐบาลและเอกชนช่วยกันรักษาความสงบและความเหมาะสม

มันเป็นประเพณีของประเทศ ที่ปฏิบัติมาช้านาน ก่อนบรรพบุรุษของใครจะย้ายมา แล้วอยากจะมาเปลี่ยนตามใจชอบ มันคงไม่ได้ ทุกวันนี้สถาบันปรับตัวตามยุคสมัยมากแล้ว ทุกอย่างควรมีขอบเขต!!

พบ!! โควิดสายพันธุ์ใหม่ ‘Stratus’ ระบาด!! ในอังกฤษ อาการ ‘เจ็บคอ–เพลีย’ แพทย์ย้ำ!! อย่าตื่นตระหนก

(26 ต.ค. 68) ช่วงนี้ถ้าใครรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ หรือไม่สบายเล็กน้อย อาจเป็นอาการจากโควิดสายพันธุ์ใหม่ชื่อ “XFG” หรือ “Stratus” ซึ่งกำลังแพร่กระจายอยู่หลายพื้นที่ในสหราชอาณาจักร  

แพทย์ยืนยันว่า

 สายพันธุ์นี้ ไม่ได้รุนแรงกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า
แต่มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเล็กน้อย
ทำให้ ติดง่ายขึ้นเล็กน้อย และมีอาการต่างจากเดิม เช่น
เจ็บคอ / คอแห้ง
รู้สึกเพลียหรือป่วย ๆ แต่ไม่มีไข้สูง

ยังไม่มีหลักฐานว่าสายพันธุ์ Stratus ทำให้เกิดอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตมากขึ้น
แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ระวังสุขภาพช่วงอากาศเปลี่ยน — โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนภูมิต่ำ

 สรุปสั้น:
> โควิดสายพันธุ์ “Stratus” ระบาดใน UK
อาการหลัก: เจ็บคอ–เพลีย แต่ไม่รุนแรง
แพทย์ย้ำ ยังไม่ต้องตื่นตระหนก แค่ดูแลสุขภาพและสวมหน้ากากในที่แออัด

จากวิกฤติ!! สู่การพลิกเกมคว่ำบาตร ‘อิหร่าน - รัสเซีย’ เอาตัวรอด ด้วยการพึ่งพาตนเอง เติบโต!! ด้วยความแข็งแกร่ง ท่ามกลางแรงกดดัน!! จากโลกตะวันตก

(2 พ.ย. 68) อาจารย์ ดร. รุสตั้ม หวันสู อาจารย์ประจำสังกัดภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘อิหร่าน - รัสเซีย’ โดยมีใจความว่า ...

หนึ่งในเป้าหมายการเดินทางมามอสโก คือมาดูให้เห็นกับตาว่ารัสเซียจะเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงของสหรัฐฯและพันธมิตร 

คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่ใช่เพียงเอาตัวรอดได้ แต่กลับเติบโตอย่างน่าทึ่ง เห็นการก่อสร้างทั่วมอสโก เห็นตึกระฟ้าไปทั่ว เห็นปั๊มน้ำมันที่ขายน้ำมันถูกกว่าหลายประเทศ ไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันตามที่เป็นข่าว เห็นผู้คนจับจ่ายใช้สอยกันครึกครื้นในซุปเปอร์มาร์เก็ต เห็นอัตราการว่างงานที่ 2.2% น้อยกว่าเยอรมนี สามเท่าตัว น้อยกว่าอังกฤษ สองเท่าตัว เห็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แม้จะลดลงมาก แต่ก็ยังมีตัวเลขสูงกว่าประเทศแกนนำยุโรปอย่างเยอรมนี แน่นอนว่าอัตราเงินเฟ้อในรัสเซียสูงเป็นประวัติการณ์แต่พวกเขาก็ยังเอาตัวรอดได้

เราเห็นอะไรเบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้..

มาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯและพันธมิตรใช้กับรัสเซียนั้นมีจุดมุ่งหมายให้รัสเซียเผชิญวิกฤติทางเศรษฐกิจจนไม่มีงบประมาณไปใช้ในการต่อสู้ในยูเครน หรือทำให้ต้นทุนในการต่อสู้ต่อไปนั้นสูงเกินรัสเซียจะจ่ายไหว ผู้คนจะไม่ทนและออกมาล้มรัฐบาล แต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ในตะวันตกคิดนั้นล้วนผิดคาด 
ในปี 2025 นี้ ผมเดินทางไปสำรวจประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักสองประเทศคือ 'อิหร่าน' และ 'รัสเซีย' พบว่าทั้งสองประเทศกลับเอาตัวรอดได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งสองประเทศนี้ไม่ได้มีมนต์วิเศษใด ๆ แต่ประเทศที่สามารถเอาตัวรอดจากการคว่ำบาตรได้นั้น ผมพบว่าพวกเขามีปัจจัยร่วมกันบางประการดังนี้

หนึ่ง...พวกเขาพึ่งพาตัวเองได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี ยารักษาโรคและอาวุธฯ คนเราหากมีข้าวขนมปังกิน โอกาส-อดตายนั้นแสนยากเย็น 

สอง...พวกเขามีเพื่อนแท้ในยามยาก ที่พร้อมเสี่ยงไปด้วยกัน แม้จะถูกโดดเดี่ยวในเวทีโลกโดยเฉพาะจากชาติตะวันตก แต่เพื่อนจากชาติตะวันออกที่เป็นชาติมหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย พร้อมให้ความช่วยเหลือ ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังมีมิตรประเทศอีกมากมายในอาเซียน แอฟริกา อดีตชาติโซเวียต และลาตินอเมริกา 

สาม...พวกเขามีคนที่รักชาติรักแผ่นดิน แน่นอนว่าอาจมีคนที่ไม่ชอบรัฐบาล แต่เมื่อต้องเผชิญกับศัตรู คนในชาติจะเลือกสู้กับภัยคุกคามที่หมายให้พวกเขาสิ้นชาติ ดังนั้นประเทศต้องรอด นี่คือ mindset ของผู้คนในประเทศอย่างรัสเซียหรืออิหร่าน

สี่...พวกเขายืดหยุ่นและปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง ภายหลังถูกคว่ำบาตรรอบแรกในปี 2014 รัสเซียปรับตัวขนานใหญ่ด้านการเกษตร ลดการนำเข้า เน้นการผลิตภายในทำให้รัสเซียสามารถผลิตสินค้าหลักด้านการเกษตรจนเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ เมื่อรัสเซียถูกตัดออกจากระบบ SWIFT พวกเขาหันมาใช้การโอนเงินระหว่างประเทศด้วยคริปโตแทน อิหร่านหันมาพัฒนาอุตสาหกรรม ชีวะเภสัชกรรม และเครื่องมือทางการแพทย์ภายในประเทศ ทำให้ความมั่นคงด้านสุขภาพยังคงอยู่ ในอิหร่านสินค้าที่เป็นบริการสาธารณะราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้คน ในรัสเซียผมได้ไปดูโรงงานตัดแผ่นเหล็กด้วยหุ่นยนต์ วิศวกรบอกว่า พวกเขาเคยนำเข้าหุ่นยนต์จากยุโรป แต่เมื่อถูกคว่ำบาตรพวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ในการผลิตหุ่นยนต์เหล่านั้นด้วยตนเองทดแทนการนำเข้า

ความบีบคั้นทางเศรษฐกิจไม่ได้นำมาซึ่งความล่มสลายทางการเมือง แต่กลายเป็นเตาหลอมที่หล่อหลอมให้เกิดนวัตกรรมและความสามัคคี เมื่อทางออกเดียวคือการสู้... ชาติที่มีความมุ่งมั่นจะไม่รอความช่วยเหลือจากใคร แต่จะสร้างเครื่องมือเอาตัวรอดขึ้นมาเอง

 

ไฟไหม้คร่าชีวิตนับร้อยสะเทือนฮ่องกง สั่งตั้ง คกก.อิสระตรวจทุกจุด ลั่นรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือ สร้างบ้านใหม่ และเยียวยาผู้เสียชีวิต

(3 ธ.ค. 68)  ซินหัว 2 ธ.ค. จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน เผยว่ารัฐบาลฮ่องกงจะจัดตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีผู้พิพากษาเป็นประธาน เพื่อดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัยที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้โดยละเอียด และรับรองว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ

ลีกล่าวว่าเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัยคร่าชีวิตผู้คนไป 151 ราย บาดเจ็บอีก 79 ราย และกำลังติดตามกรณีผู้ที่ยังสูญหายอีกราว 30 ราย โดยหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจสามหน่วยที่จัดตั้งก่อนหน้านี้กำลังสืบสวนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่ปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบคนใดลอยนวล

ลีย้ำว่ารัฐบาลฮ่องกงกำลังดำเนินหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ การเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว การจัดให้ประชาชนราว 2,500 คนเข้าพักในที่พักชั่วคราวและโรงแรม

ลีชี้ว่าการปฏิรูปเชิงระบบเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในหลายส่วน พร้อมทั้งระบุว่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุไฟไหม้ และรัฐบาลฮ่องกงจะจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดและการสนับสนุนอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการสืบสวน และคณะกรรมการจะส่งคำแนะนำและรายงานให้กับเขา

ลีย้ำว่าจะไม่ยุติปฏิบัติการกู้ภัยและจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลฮ่องกงจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ในการสร้างบ้านใหม่ และทยอยฟื้นฟูการดำเนินงานตามปกติของสังคม

ทั้งนี้ ลีกล่าวว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ (LegCo) ที่กำหนดไว้ในวันที่ 7 ธ.ค. นี้จะดำเนินการต่อไปตามแผนที่วางไว้

‘ทรัมป์-สี’ จับมือส่งสัญญาณบวก!! แต่โลกยังต้องจับตาเกม 2 มหาอำนาจ “รศ.ดร.ปณิธาน” ชี้ “สหรัฐฯ-จีน” อาจกำลังติด ‘กับดักความมั่งคั่ง’ ก่อนลามสู่ ‘กับดักความมั่นคง’ เขย่าโลก

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เพิ่งปิดฉากลง ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในฐานะเวทีสำคัญของสองมหาอำนาจโลก ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามในหลายภูมิภาค และการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “TNN ข่าวเที่ยง” วิเคราะห์กรณีการประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชี้ว่า แม้ภาพภายนอกของการประชุมจะสะท้อนความพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ แต่เบื้องลึกยังเต็มไปด้วยการแข่งขันเพื่อรักษาความมั่งคั่งและความมั่นคงของตนเอง

ประเด็นแรกที่ รศ.ดร.ปณิธาน หยิบยกขึ้นมาคือ การประชุมครั้งนี้อาจสะท้อนภาพของ “กับดักความมั่งคั่ง” ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของเหรียญสองหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “สิ่งที่จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้บอก แต่แทบทุกประเทศก็เห็นคล้ายกันว่าทั้งสองยักษ์ใหญ่ มีเป้าหมายในการประชุมสุดยอดในครั้งนี้คล้ายกันในทิศทางเดียวกัน คือต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเองให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ เพื่อให้ตนเอง "เข้มแข็งที่สุด" และ “ปลอดภัยที่สุด””

พร้อมอธิบายต่อถึงโครงสร้างของระบบโลกปัจจุบันว่า “ในระบบโลกแบบตัวใครตัวมัน (Anarchical System) ที่ไม่มีกฎกติกาชัดเจนและไม่มีใครเป็นใหญ่ที่สุด (No Rules, No Masters) สิ่งที่จำเป็นที่สุดคือ จะต้องพึ่งพาตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ ทั้งมั่งคั่งและมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่อยู่คนละด้านของเหรียญ และทุกประเทศก็จะต้องทำอย่างเดียวกัน ซึ่งก็จะนำไปสู่ “กับดักของความมั่นคง” (Thucydides Trap หรือ Security Dilemma) ในที่สุด”

อีกด้านหนึ่ง แม้สหรัฐฯ และจีนจะเป็นคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ แต่ในทางเศรษฐกิจ ทั้งสองประเทศยังคงเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และต่างฝ่ายต่างยังต้องอาศัยกันในระบบทุนนิยมโลกเดียวกัน

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในความเป็นจริง จีนและสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นอิสระต่อกัน เพราะต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญซึ่งกันและกันในระบบเดียวกัน และทั้งสองก็อยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก (ปธน.จีนตอกย้ำประเด็นนี้ในการกล่าวเปิดการประชุมสุดยอดในครั้งนี้ด้วย) แม้ว่าสหรัฐฯ จะลดการค้ากับจีนลงมากในปัจจุบัน (ลดลงจากกว่า 20% เป็นต่ำกว่า 10%) แต่ทั้งสองประเทศก็ยังต้องพึ่งพากันและกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์จากระบบทุนนิยมเดียวกันให้ได้มากที่สุด (สหรัฐฯ ส่งออกสูงเป็นอันดับสองของโลก จีนส่งออกเกือบ 4 ล้านล้านเหรียญ สูงกว่าสหรัฐฯ กว่าเท่าตัว) ที่สำคัญ ต่างก็นำความมั่งคั่งของตน (World GDP: สหรัฐฯ - 42% จีน - 34%) ไปสร้างอิทธิพลทางการเมืองและการทหารที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเป็นอันมาก (สหรัฐฯ ใช้จ่ายด้านการทหารถึง 33% ของโลก จีนประมาณ 12%)”

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของระบบโลก ทั้งสงครามใหญ่ในยุโรป ตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลายประเด็น รวมถึงความไม่แน่ใจของนานาประเทศต่อบทบาทผู้นำโลกของทั้งสองฝ่าย

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศมีความกังวลถึงความมั่งคั่งและมั่นคงของตน เพราะระบบทุนนิยมแบบ “การค้าเสรี” กำลังมีความแปรปรวนและไม่แน่นอน เกิดสงครามใหญ่ในยุโรปและตะวันออกกลาง เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องภาษี เรื่องเทคโนโลยีชั้นสูง และเรื่องไต้หวัน (3Ts) และเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอีกหลายประเทศ เช่น กับอิหร่าน ลาตินอเมริกัน ยุโรป แคนาดา จึงทำให้ทั่วโลกไม่แน่ใจในการเป็นผู้นำของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และทำให้ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อประคับประคองสถานการณ์และระบบของตน”

ด้วยเหตุนี้ การประชุมสุดยอดครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญในเชิงสัญญาณมากกว่าการประกาศชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะทั้งสองประเทศจำเป็นต้องแสดงให้โลกเห็นว่า ความสัมพันธ์ยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในการพบกันครั้งนี้ จีนและสหรัฐฯ จึงต้องการส่งสัญญาณเชิงบวกว่ามีความพยายามแก้ปัญหาหลายอย่าง มีความคืบหน้าในหลายด้าน ทั้งเรื่องภาพรวมความสัมพันธ์ การค้าการลงทุน ความมั่นคง และอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อให้คู่ค้า มิตรประเทศ บริวาร แม้แต่ศัตรูหรือคู่แข่งของตน ได้รับรู้รับทราบว่าทั้งสองมหาอำนาจยังมุ่งมั่นที่จะรักษาระบบ ร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพิ่มพูนการค้าการลงทุน โดยเฉพาะในด้านใหม่ ๆ ที่ประเทศอื่น ๆ จะได้รับอานิสงส์หรือผลดีตามไปด้วย”

ส่วนประเด็นที่ถูกมองว่าเป็น “ข่าวดี” จากการประชุมครั้งนี้ มีทั้งเรื่องการซื้อเครื่องบินโดยสาร การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ จากจีน ตลอดจนความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและห่วงโซ่การผลิตในอนาคต

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุว่า “ข่าวดีจากการประชุมสุดยอดในครั้งนี้มีหลายประการ เช่น เรื่องจีนจะซื้อเครื่องบินโดยสารนับร้อย ๆ ลำ (ข่าวระบุว่าเป็น Boeing 200 ลำ แต่น้อยกว่า 500 ลำที่คาดไว้ ทำให้หุ้นของบริษัท Boeing ตก 4% ในสัปดาห์ก่อน แต่ ปธน.ทรัมป์ ก็ให้ข่าวแก้ว่าอาจจะถึง 750 ลำได้ในอนาคต) หรือที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า (ข่าวระบุว่าเป็น เนื้อสัตว์ ถั่ว ถั่วเหลือง และอื่น ๆ) รวมทั้งที่จีนจะเปิดโอกาสให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นสูง บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ร่วมมือกันมากขึ้น ทั้งการซื้อชิปคอมพิวเตอร์ H200 ของ Nvida การเข้าถึงตลาดรถยนต์ของ Tesla การเพิ่มห่วงโซ่การผลิตของ Apple โดยสหรัฐฯ เสนอให้มีการจัดตั้ง Board of Trade และ Board of Investment เพื่อเปิดช่องทางการค้าขายให้มากขึ้น เป็นต้น”

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ข้อตกลงที่ถูกนำเสนอในเชิงบวกเหล่านี้ ยังมีข้อสังเกตสำคัญ เพราะไม่ได้ปรากฏรายละเอียดอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของทั้งสองประเทศ

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า “แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงต่าง ๆ ตาม “ข่าวดี” นั้น ไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในเอกสารแถลงผลการประชุมของสองประเทศ ไม่มีรายละเอียดเฉพาะเรื่อง เช่น จีนไม่ได้ยืนยันเรื่องการซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร หรือสินค้าอื่น ๆ ถ้อยแถลงที่เป็นทางการของจีนนั้น ส่วนใหญ่เน้นเรื่องหลักการ เช่น “ความสัมพันธ์ที่ต่างก็เป็นประโยชน์ต่อกัน” (win-win in nature) และเห็นด้วยในเรื่องวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความสัมพันธ์ทาง “ยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ” (Strategic Stability) ในอีกสามปีข้างหน้า ขณะที่แถลงการณ์สหรัฐฯ ไม่ได้ยืนยันถึงเรื่อง “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์” นี้ที่จีนแถลงในเอกสาร เพียงแต่มีรายละเอียดที่ ปธน.ทรัมป์ได้ให้ข่าวเท่านั้น”

ขณะเดียวกัน ภาพการพบปะที่ดูเป็นมิตรระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ก็ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการแสดงออกทางการทูตเพื่อสร้างบรรยากาศเชิงบวก หรือสะท้อนความคืบหน้าที่แท้จริงในประเด็นใหญ่ของโลก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุเพิ่มเติมว่า “การ “จับมือถือแขน” และ “เอาอกเอาใจ” กันหรือชื่นชมกันเป็นพิเศษในการเยือนจีนของปธน.ทรัมป์ในรอบ 9 ปีเพื่อประชุมสุดยอดนัดประวัติศาสตร์นี้ หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสร้างภาพถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน (โดยเฉพาะปธน.ทรัมป์ที่ทำให้โลกปั่นป่วน แต่กลับสงบเสงี่ยมเรียบร้อยผิดสังเกตในการประชุมครั้งนี้) เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตน แต่ไม่มีความคืบหน้าในเรื่องที่สำคัญอย่างชัดเจน”

แม้จะยังมีข้อจำกัดหลายด้าน แต่การประชุมครั้งนี้อย่างน้อยได้ช่วยลดแรงกดดันในความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ และทำให้หลายฝ่ายเห็นว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนยังไม่ต้องการให้สถานการณ์เดินไปสู่จุดแตกหัก

รศ.ดร.ปณิธาน ระบุต่อว่า “ในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองผู้นำโลกได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ปัญหา มีนัดหมายจะคุยกันต่อไป ส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าการลงทุนในหลายด้าน ทำให้เกิดความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าความสัมพันธ์จะไม่เลวร้ายลง และจะนำไปสู่เสถียรภาพ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของทั้งสองประเทศ และได้รับการตอบรับกันพอสมควรทั้งสองฝ่ายและในเวทีระหว่างประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ท่าทีประนีประนอม ทั้งสองประเทศยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลก โดยต่างฝ่ายต่างต้องการรักษาและขยายอิทธิพลของตนเอง ขณะที่ระบบเศรษฐกิจโลกยังทำให้ทั้งคู่ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อว่า “แต่การที่ทั้งสองประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นมิตรต่อกัน แต่มีเป้าหมายแข่งขันกันเพื่อสร้างอิทธิพลในเวทีโลก โดยเฉพาะต้องการที่จะเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวนั้น จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตนและให้กับระบบที่สร้างความมั่งคั่งให้กับตนเช่นนี้ จึงกล่าวได้ว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างก็ติดกับดักเดียวกันทางเศรษฐกิจ คือต่างก็ยังต้องพึ่งพากันและกันเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในขณะที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังไม่สามารถที่จะกำจัดหรือทำลายกันได้ ทั้งสองประเทศ ซึ่งมั่งคั่งเป็นลำดับที่หนึ่งและที่สองของโลกนั้น จึงกำลังติด “กับดักความมั่งคั่ง” ของตนเอง”

ในตอนท้าย รศ.ดร.ปณิธาน ทิ้งประเด็นสำคัญที่โลกยังต้องจับตา คือความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจจะหยุดอยู่เพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หรือจะขยับไปสู่ “กับดักด้านความมั่นคง” ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต

“ในอนาคต สองยักษ์ใหญ่นี้จะติด “กับดักด้านความมั่นคง” (Thucydides Trap) ด้วยหรือไม่ จะทำลายกันเองอย่างที่ปธน.สี จิ้นผิงได้เตือนไว้ในการประชุมครั้งนี้หรืออย่างไร ไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคต แต่ในการพูดคุยกันของทั้งสองมหาอำนาจในเรื่องไต้หวัน อิหร่าน อาวุธนิวเคลียร์ และความมั่นคงอื่นๆ ในการประชุมครั้งนี้ มีสิ่งบอกเหตุพอสมควรว่าสหรัฐฯ และจีนจะนำพาโลกไปสู่โศกนาฏกรรมสงครามโลกอีกหรือไม่” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณที่มา: TNN ข่าวเที่ยง / YouTube

Facebook Panitan Wattanayagorn (ปณิธาน วัฒนายากร)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top