Friday, 5 June 2026
ข่าวต่างประเทศ

รัฐบาลทรัมป์ ไล่ออก!! พนักงาน หลายพันคน พิษการเมือง!! ทำราชการ อัมพาตทั่วประเทศ

(12 ต.ค. 68) ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าปลดพนักงานรัฐบาลกลางหลายพันรายทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะ “ชัตดาวน์” ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 10 พร้อมโยนความรับผิดชอบให้พรรคเดโมแครตเป็นต้นเหตุ หลังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณและมาตรการขยายสิทธิประกันสุขภาพ

โฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่าการปลดครั้งนี้เริ่มมีผลในหลายหน่วยงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) โดยเฉพาะในแผนกความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยที่ทรัมป์ไม่พอใจอย่างหนัก หลังอดีตผู้อำนวยการออกมาชี้ว่า “ไม่มีหลักฐานโกงเลือกตั้ง” ในปี 2020

ตามเอกสารของกระทรวงยุติธรรม มีพนักงานกว่า 4,200 คน ได้รับหนังสือแจ้งเลิกจ้างจากอย่างน้อย 7 หน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,400 ตำแหน่ง และกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 1,100 ตำแหน่งทั้งนี้สหภาพแรงงานได้ยื่นฟ้องต่อศาลกลางเพื่อระงับคำสั่งดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการเลิกจ้างระหว่างช่วง “ชัตดาวน์” อาจขัดต่อกฎหมายแรงงานกลาง ศาลมีกำหนดไต่สวนคดีในวันที่ 15 ตุลาคมนี้

ทรัมป์ระบุระหว่างแถลงในทำเนียบขาวว่า “พวกเขา (เดโมแครต) เป็นคนเริ่มเรื่องนี้เอง” พร้อมอ้างว่าการปลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ลดขนาดภาครัฐ” ที่เขาผลักดันมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางกว่า 300,000 คน เตรียมออกจากตำแหน่งอยู่แล้วตามแผนปรับโครงสร้างของฝ่ายบริหาร

ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังคงยืนยันไม่ยอมถอย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลต่ออายุเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันสุขภาพภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act ซึ่งเป็นสิทธิสำคัญของประชาชนกว่า 24 ล้านคน ที่พึ่งพาระบบประกันสุขภาพภาครัฐ โดยชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า

“ตราบใดที่รีพับลิกันยังไม่จริงจังกับการแก้ปัญหา พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อทุกชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของตัวเอง ทั้งงานที่หายไป ครอบครัวที่ลำบาก และบริการสาธารณะที่ถูกตัดงบ”

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อมีรายงานว่าทรัมป์ได้สั่ง “อายัดงบโครงสร้างพื้นฐาน” กว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับโครงการในรัฐนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และอิลลินอยส์ ซึ่งล้วนเป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครตและพื้นที่ที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่งบประมาณประจำทำเนียบขาวเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า “RIFs had begun” ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นกระบวนการ “ลดกำลังคน (Reduction in Force)” อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการปลดครั้งนี้จะเป็น “ขนาดใหญ่” แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขทั้งหมด

ในกระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่สื่อสารยืนยันว่ามีพนักงานราว 41% ถูกสั่งพักงานและเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งกระทบต่อการติดตามโรคระบาด การวิจัยทางการแพทย์ และโครงการสาธารณสุขหลายด้าน ส่วนกระทรวงการคลังเองก็เริ่มปลดพนักงานในหน่วยจัดเก็บภาษี (IRS) ที่ถูกระบุว่าอาจถูกตัดตำแหน่งกว่า 1,300 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการปลดยังลามไปถึงกระทรวงที่ทรัมป์เคยประกาศจะ “ปิดให้หมด” อย่างกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภารกิจสำคัญด้านข้อมูลเศรษฐกิจ การพยากรณ์อากาศ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกฝ่ายในพรรครีพับลิกันจะเห็นด้วยกับแนวทางนี้ โดย ซูซาน คอลลินส์ ประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณวุฒิสภา ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยว่า

“ไม่ว่าจะทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือถูกพักงาน พนักงานรัฐบาลเหล่านี้ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการให้บริการแก่ประชาชน พวกเขาไม่ควรถูกลงโทษเพราะความขัดแย้งทางการเมือง”

ความตึงเครียดทางการเมืองในสหรัฐฯ ครั้งนี้กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบราชการและเศรษฐกิจอย่างหนัก พนักงานหลายแสนคนทั่วประเทศต้องรอรับเงินเดือนที่ลดลง หรือไม่ได้รับค่าจ้างเลย ขณะที่กองทัพกว่า 2 ล้านนายอาจไม่ได้รับเงินเดือนวันที่ 15 ตุลาคม หากรัฐบาลยังไม่สามารถกลับมาเปิดทำการได้ทันเวลา

พนักงาน BHV ชุมนุมต้าน Shein บุกห้างดัง จี้!! หยุดทำลาย!! แบรนด์ฝรั่งเศส

(13 ต.ค. 68) เกิดกระแสคัดค้านครั้งใหญ่กลางกรุงปารีส เมื่อพนักงานห้างสรรพสินค้า BHV ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของ Société des Grands Magasins หรือ SGM ออกมาชุมนุมประท้วงหน้าห้างเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารงานและข้อตกลงทางธุรกิจระหว่าง BHV กับ Shein แพลตฟอร์มค้าปลีกแฟชันจากประเทศจีน

ข้อตกลงดังกล่าวเปิดทางให้ Shein เข้ามาเช่าพื้นที่ถาวรบนชั้น 7 ของห้าง BHV เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าโดยตรง ซึ่งสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในฝรั่งเศส โดยเฉพาะจากหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงนายกเทศมนตรีกรุงปารีส ที่มองว่าความร่วมมือนี้ไม่สอดคล้องกับแนวทางการค้าที่ยั่งยืนและขัดกับคุณค่าดั้งเดิมของแบรนด์ฝรั่งเศส

การชุมนุมครั้งนี้มีพนักงานและตัวแทนสหภาพแรงงานร่วมถือธงเรียกร้องสิทธิแรงงานและความโปร่งใสในการบริหาร ขณะที่เจ้าหน้าที่เทศบาลร่วมสังเกตการณ์และกล่าวแสดงจุดยืนข้างแรงงาน

สหภาพแรงงานเปิดเผยว่า ปัญหาการจ่ายเงินล่าช้าให้แก่แบรนด์ภายในห้าง ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้า ยอดขายลดลง และสร้างความกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพของพนักงาน สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นหลังมีข่าวว่าแบรนด์แฟชันฝรั่งเศสหลายรายเตรียมถอนตัวออกจาก BHV เพื่อต่อต้านดีลกับ Shein

แรงงานจำนวนมากสะท้อนความไม่พอใจว่า ลูกค้าประจำของห้างเริ่มลดลงเนื่องจากสินค้าไม่เพียงพอ และรู้สึกไม่สบายใจกับการเข้ามาของ Shein ซึ่งถูกมองว่ามีภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงานที่เป็นประเด็นถกเถียงในระดับโลก

ด้าน SGM เจ้าของห้าง BHV ยืนยันว่าความร่วมมือกับ Shein เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโฉมห้างให้ทันสมัย และเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่เข้าสู่ห้างได้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน โฆษกของ Shein ระบุว่าการเปิดร้านภายใน BHV จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมให้กับห้าง และสร้างประโยชน์ต่อผู้ค้ารายอื่นในพื้นที่ โดยย้ำว่าบริษัทมุ่งพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Shein ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง จากข้อกล่าวหาเรื่องสภาพการทำงานในโรงงาน ปริมาณการปล่อยคาร์บอนสูง และการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่ไม่เพียงพอ นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทถูกปรับรวมกว่า 191 ล้านยูโร โดยหน่วยงานกำกับดูแลของฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งทำให้ Shein ต้องเร่งปรับปรุงระบบภายในและกระชับมาตรฐานการกำกับดูแลเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค 

ขแมร์ไทม์ส เผย!! ‘Condé Nast Traveler’ ยก!! พนมเปญติดอันดับ เมืองดีที่สุดในโลก ค้านสายตาคนไทย!! สงสัยกรรมการ ไม่เคยเปิดดูข่าว ‘ค้ามนุษย์ – คอลเซ็นเตอร์’

(13 ต.ค. 68) ขแมร์ไทม์ส สื่อมวลชนกัมพูชา อวดอ้างว่ากรุงพนมเปญ รั้งอันดับที่ 10 'เมืองใหญ่ที่ดีที่สุดในโลก' ในรางวัล Readers' Choice Awards ประจำปี 2025 ของ Condé Nast Traveller นิตยสารของสหราชอาณาจักร

สำนักข่าวขแมร์ไทม์ส ระบุว่ารางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นการจัดวางเมืองหลวงของกัมพูชา อยู่ท่ามกลางจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลก ที่มีชื่อเสียงทางวัฒนธรรม, ความเป็นเลิศด้านการทำอาหาร, สถาปัตยกรรมและประสบการณ์ของผู้มาเยือน

สื่อมวลชนกัมพูชาระบุว่ารางวัล Readers’ Choice Awards ของ Condé Nast Traveller ซึ่งจัดเป็นปีที่ 38 เป็นหนึ่งรางวัลด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในโลก

ในปีนี้ มีผู้อ่าน 757,109 คน ลงคะแนนโหวตด้านประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวของพวกเขา ในนั้นรวมถึงเมือง, โรงแรม, สายการบิน, หมู่เกาะและเรือสำราญ และผู้อ่านได้เลือกกรุงพนมเปญเป็นเมืองที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในฐานะจุดหมายปลายทางเมืองที่กำลังเติบโต

ในการเน้นย้ำถึงเสน่ห์ที่แท้จริงและแรงดึงดูดใจด้านการท่องเที่ยวของกรุงพนมเปญ ทาง Condé Nast Traveler ให้คำจำกัดความเมืองแห่งนี้ว่าเป็นสถานที่ที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ความสวยงามและวัฒนธรรมของกัมพูชา

"มีพระราชวังและเจดีย์เงินเปล่งประกายแสงระยิบระยับ ที่ขัดเกลาอย่างประณีตจากมรกตและเพชรพลอย ขณะเดียวกันก็มีตลาดรัสเซียอันคึกคัก สัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ในรูปแบบพ่อค้าแม่ค้าที่ขายทุกๆ อย่าง ไล่ตั้งแต่ไม้แกะสลักหรูหราวิจิตบรรจง ไปจนถึงเครื่องเทศท้องถิ่น และเครื่องดนตรีโบราณของเขมร"

"สำหรับอนุสรณ์สถาน คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัมพูชา ณ ศูนย์ทุ่งสังหารเจิงเอก และพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง รับรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ยากลำบากของประเทศภายใต้ระบอบการปกครองของเขมรแดง และที่ถูกเป็นเครื่องเตือนความทรงจำอันมีค่า ว่าทุกวันนี้กัมพูชามาได้ไกลแค่ไหน" รายงานระบุ

รายงานของขแมร์ไทม์ส ระบุว่า Condé Nast Traveller ซึ่งก่อตั้งในปี 1987 เป็นนิตยสารชั้นนำของโลกในด้านการเดินทางหรู ที่เป็นแรงบันดาลใจแก่พวกนักเดินทางทั่วโลกที่ต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เหนือกว่าและซับซ้อนกว่าปกติ เน้นแสวงหาประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง นิตยสารฉบับนี้ปฏิบัติการอยู่ใน 7 ตลาดทั่วโลก และเผยแพร่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายทั้งในสื่อดิจิทัล, สิ่งพิมพ์, วิดีโอ และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์

‘พนมเปญ’ ติดอันดับ ‘เมืองดีที่สุดในโลก’ 
คุณคิดว่าอย่างไร??
มาแชร์ความคิดเห็นของคุณ ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ ที่ข้างล่างนี้ 

ปูติน มาเซอร์ไพรส์!! ปรากฏตัว!! งานฉลอง 20 ปี RT โรงละคร Bolshoi Theatre สื่อไทย!! ร่วมทำข่าวใกล้ชิด ผู้นำรัสเซีย ระยะห่างเพียง 6 แถวที่นั่ง

(18 ต.ค. 68) ธันย์ชนก จงยศยิ่ง บรรณาธิการบริหาร TNN Online และผู้ประกาศข่าว TNN World Today ได้โพสต์ข้อความระบุว่า...

Another mission complete!!

ได้พบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียค่ะ ระยะห่างเพียง 6 แถวที่นั่ง ในโรงละครชื่อดังก้องโลกอย่าง Bolshoi Theatre

งานนี้ RT อุบเงียบมาก แต่บรรยากาศ security งานในก็ไม่ปกติแต่แรก เข้มงวดสุดๆ ถนนรอบๆ เต็มไปด้วยทหาร งานเริ่มหนึ่งทุ่ม แต่เราต้องไปตั้งแต่สี่โมงกว่าสำหรับ security clearance

ตามคำบอกเล่า การก่อตั้ง RT มาจากแนวคิดของปูตินค่ะ ที่ต้องการให้รัสเซียได้เผยแพร่ narrative และมุมมองของรัสเซียออกสู่ชาวโลก...จากวันนั้น จนถึงวันนี้ RT อายุครบ 20 ปี ปูตินเลยมาเปิดงานฉลองเซอร์ไพรส์แขกที่มาจากทั่วโลกซะหน่อย

สำหรับมิก ที่บอกว่า mission complete...นั่นก็เป็นเพราะว่า ตั้งแต่ทำสื่อมา 20 ปี ได้เจอทั้ง ผู้นำ และรัฐมนตรี หลายชาติมหาอำนาจไปแล้ว...ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มิกยังได้เจอใกล้ๆ 3 ครั้ง แต่ปูตินนี่ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอ เพราะเป็นตัวละครลับมากของโลก

วันนี้ได้เจอ ก็คือมึนนิดนึง RT ทำถึงจริงๆ แล้วยังแปลงใจกลางมอสโก เป็นเมืองแห่ง RT แม้กระทั่งหน้าเครมลิน และโรงละคร Bolshoi ยังมีสัญลักษณ์ RT20!!

ในงานนี้ ท่านทูตไทย ยังพามิกกับปุ้ยไปแนะนำกับ Andrey Rudenko รมช. ต่างประเทศของรัสเซียด้วย ท่านบอกว่ามาไทยแล้วหลายครั้ง ท่านทูตไทยบอกกับมิกว่า ปูตินไม่ค่อยออกงานนะ นี่น่าจะพิเศษจริงๆ ถึงมางานนี้ค่ะ

‘ตำรวจโตเกียว’ ออกหมายจับ!! 2 ผู้ต้องหาใหญ่ คดีคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงข้ามชาติ เสียหายกว่า 5,000 ล้านเยน เชื่อมโยง ‘แก๊งจีน-ยากูซ่า’ ตั้งฐานปฏิบัติการในกัมพูชา

(18 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ตำรวจกรุงโตเกียวได้ออกหมายจับเพิ่มเติมต่อผู้ต้องหา 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเชื่อว่าเป็นหัวหน้าแก๊งที่ก่อคดีหลอกลวงทางโทรศัพท์ (คอลเซ็นเตอร์) ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

สำนักงานตำรวจนครบาลโตเกียวสงสัยว่ากลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังคดีหลอกลวงทางโทรศัพท์อย่างน้อย 500 คดี ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปีจนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรวมราว 5,000 ล้านเยน (ประมาณ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

หนึ่งในผู้ต้องหาคือ เฉียน หลิง (Qian Ling) ชาวจีน อายุ 38 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นหัวหน้าแก๊งและมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมของจีน ตำรวจเชื่อว่าองค์กรอาชญากรรมของจีนและกลุ่มแก๊ง สุมิโยชิไก (Sumiyoshi-kai) ซึ่งเป็นกลุ่มยากูซ่าของญี่ปุ่น ได้ร่วมมือกับกลุ่มของเฉียนในการก่อคดีหลอกลวงดังกล่าว

ผู้ต้องหาอีกคนคือ โชเฮ มิยะได (Shohei Miyadai) ชาวญี่ปุ่น อายุ 31 ปี ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผู้ที่ลงมือก่อเหตุหลอกลวง

จากข้อมูลการสอบสวน ระบุว่า เฉียนและพวกได้ตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศกัมพูชา โดยใช้เงินที่ระดมทุนจากนักลงทุน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ราวปี 2023 และนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงมาจ่ายให้กับผู้ก่อเหตุและนักลงทุนประมาณ 30 คน

นอกจากนี้ ตำรวจยังได้จับกุม ลู่ ลู่ (Lu Lu) ชาวจีน อายุ 36 ปี ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนช่วยฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงในนามของกลุ่มของเฉียน ลู่ถูกกล่าวหาว่าสั่งให้สมาชิกในกลุ่มนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงไปวางเป็นเงินมัดจำกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น ในนามของลูกค้าชาวจีนที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น จากนั้นจึงให้บริษัทคืนเงินมัดจำเป็นเงินหยวนจีน

เฉียนและมียะไดถูกสงสัยว่าหลอกผู้เสียหาย 2 ราย ให้โอนเงินสดจำนวน 2.9 ล้านเยน และคริปโตเคอร์เรนซีมูลค่า 1 ล้านเยน โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังสืบสวนพวกเขา ระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2023

ส่วนลู่ถูกกล่าวหาว่าส่งเงิน 10 ล้านเยนจากทั้งหมด 32 ล้านเยนที่ได้จากการหลอกลวง ไปยังบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2023

ทรัมป์ลั่นกลางวงสื่อ!! ชี้ ยูเครนไม่มีทางชนะรัสเซียในสมรภูมิที่ยืดเยื้อ เผยแผนเร่งส่งเรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย พร้อมเดินหน้าดีลการค้ากับ ‘สี จิ้นผิง’ แต่ขู่จีน หากไม่ตกลง เตรียมเจอภาษีโหด 157% จากสหรัฐฯ

(21 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (20 ต.ค.) ว่า ไม่เชื่อยูเครนจะสามารถเอาชนะรัสเซียได้ในสงครามที่ยืดเยื้อ พร้อมระบุว่า “พวกเขายังอาจชนะได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นไปได้” ซึ่งท่าทีดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่ค่อนข้างสิ้นหวังต่อแนวรบของยูเครน ท่ามกลางความพยายามของชาติตะวันตกในการส่งอาวุธและความช่วยเหลือต่อเนื่อง

โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์ระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีแอนโธนี่ อัลบาเนซี (Anthony Albanese) ของออสเตรเลีย โดยทั้งสองฝ่ายหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง ภายใต้ข้อตกลง AUKUS และการเร่งส่งมอบเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ ให้แก่กองทัพออสเตรเลีย ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า “กำลังเดินหน้าอย่างเร่งด่วน” นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงแผนสร้างฐานซ่อมบำรุงเรือดำน้ำแห่งใหม่ในออสเตรเลีย มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าจะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่เกาหลีใต้ในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปข้อตกลงการค้าที่ “ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย” พร้อมเตือนว่าหากจีนไม่ยอมตกลง จะต้องเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 157% ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า “เราขู่พวกเขาด้วยภาษีได้ และยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ แต่ไม่อยากทำถึงขั้นนั้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำว่าจีน “ไม่ได้มีเจตนาจะบุกไต้หวัน” และยกย่องกองทัพสหรัฐฯ ว่ายังเหนือกว่าจีนหลายเท่า โดยกล่าวทิ้งท้ายอย่างภาคภูมิว่า “เรามีอาวุธที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเรามี — และเรานำหน้าจีนไปไกลในเชิงกำลังทหาร”

‘ผู้สูงอายุญี่ปุ่น’ แห่!! กลับทำงาน ตั้งเป้าทำงานถึง 90 ปี เพื่อความมั่นคง และคุณค่าในสังคม

(23 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Japan - แจนแปล’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ความจริงเบื้องหลังบำนาญญี่ปุ่น: "เงินไม่พอใช้" คนแก่แห่กลับไปทำงาน-ตั้งเป้า "อยากทำงานถึง 90 ปี"เรื่องจริงหลังวัยเกษียณที่ญี่ปุ่น …

ชายวัย 67 ปีคนหนึ่ง เคยทำงานบริษัทขนส่งมาทั้งชีวิต แกตัดสินใจลาออกมาพักเมื่อ 2 ปีก่อน ตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างสงบด้วยเงินบำนาญ แต่พอใช้จริง ๆ กลับรู้สึกไม่มั่นคงเลย เงินที่ได้มามันไม่พอใช้จ่ายเหมือนเมื่อก่อน สุดท้ายแกเลยต้องกลับไปหางานทำอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ทำงานต่อเพื่อเก็บเงินไว้ใช้เติมความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ

• เช่น ไว้ไปเที่ยวบ้าง ไว้ไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ้าง อีกด้านหนึ่ง มีชายวัย 89 ปี ที่ใช้ชีวิตแบบต้องคุมเข้มทุกอย่าง ค่าอาหารต่อวันต้องไม่เกิน 500 เยน ต้องใช้ชีวิตประหยัดสุด ๆ แต่แกก็ยังพอมีมุมที่ทำให้มีความสุขได้บ้าง คือการไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ๆ สัปดาห์ละครั้ง 

•แกบอกว่า “แค่ได้ร้องเพลงกับเพื่อน ๆ แค่นี้ก็พอแล้ว”

นี่คือภาพชีวิตจริงของผู้สูงอายุญี่ปุ่นในยุคที่ “เงินบำนาญอย่างเดียวอยู่ไม่ได้”
หลายคนจึงเลือกที่จะกลับไปทำงาน ทั้งที่เลยวัยเกษียณมานานแล้ว
บางคนบอกว่า “จะทำงานไปจนกว่าร่างกายจะไม่ไหว” เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่มันคือความต้องการที่จะมีคุณค่า ไม่เป็นภาระใคร และได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

• จากตัวเลขสถิติตอนนี้
ญี่ปุ่นมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 36 ล้านคน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด และจำนวนคนแก่ที่ยังต้องทำงานก็เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปี 2024 นี้มีคนสูงอายุทำงานมากถึง 9.3 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
• งานวิจัยของรัฐบาลญี่ปุ่นพบว่า
ประมาณ 4 ใน 10 ของผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่ ให้เหตุผลว่า “อยากทำงานไปจนกว่าร่างกายจะไม่ไหว” เหตุผลในการทำงานต่อไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องรายได้เท่านั้น แต่รวมไปถึงการรักษาสุขภาพ การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และการรู้สึกว่าตัวเองยังมีส่วนร่วมในสังคม

ปัจจุบัน คนอายุ 65–69 ปีในญี่ปุ่นกว่าครึ่งยังคงมีงานทำอยู่ ส่วนช่วงอายุ 70–74 ปี ก็ยังมีเกือบหนึ่งในสามที่ยังทำงาน และแม้แต่คนอายุเกิน 75 ปี ก็ยังคงมีบางส่วนที่ไม่หยุดทำงาน เพราะสำหรับผู้สูงอายุหลายคน การทำงาน มันคือวิธีที่ทำให้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างมีความหมาย…

จีนช็อกโลก!! พัฒนาชิป AI อะนาล็อก แรงกว่า Nvidia H100 ถึง 1,000 เท่า ใช้ไฟน้อยลง 100 เท่า เปิดยุคใหม่!! ของการประมวลผลพลังงานต่ำ

(23 ต.ค. 68) จีนบรรลุความสำเร็จในการพัฒนาชิปอะนาล็อก AI  ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า Nvidia H100 ถึง 1,000 เท่า ใช้พลังงานน้อยกว่า 100 เท่า ผ่านเทคโนโลยี RRAM ทะลุข้อจำกัดความแม่นยำระดับ 24-บิต เปิดศักราชใหม่ของการประมวลผลพลังงานต่ำ

SCMP รายงานว่า ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาชิปอะนาล็อกสำหรับปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถประมวลผลงานคณิตศาสตร์ซับซ้อนได้เร็วกว่าชิป GPU รุ่นท็อปของ Nvidia H100 ถึง 1,000 เท่า พร้อมใช้พลังงานต่ำกว่าระบบดิจิทัลปัจจุบันถึง 100 เท่า ตามบทความวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Electronics ฉบับ 13 ตุลาคม ชิปต้นแบบใช้เทคโนโลยี Resistive Random-Access Memory (RRAM) ที่ช่วยให้การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลเกิดขึ้นในตัววัสดุเดียวกัน ขจัดปัญหาคอขวดของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์แบบดิจิทัลที่ต้องแยกส่วนหน่วยความจำและการประมวลผล

ซุน จง หัวหน้าทีมนักวิจัยจาก Institute for Artificial Intelligence ระบุว่า การค้นพบนี้เป็นการเอาชนะข้อจำกัดด้านความแม่นยำของอะนาล็อกคอมพิวติ้งที่เป็นปัญหามานานกว่าศตวรรษ โดยสามารถรักษาความละเอียดระดับ 24-บิต เทียบเท่าการคำนวณแบบดิจิทัล ผลการทดสอบการแก้สมการเมทริกซ์ขนาดใหญ่และการจำลองระบบสัญญาณแสดงให้เห็นว่า ชิปดังกล่าวมีประสิทธิภาพเหนือกว่าชิปดิจิทัลระดับสูงในตลาดหลายร้อยถึงหลายพันเท่า ขณะใช้พลังงานเพียงร้อยละไม่กี่ของระบบปกติ เทคโนโลยีนี้เปิดโอกาสสำหรับการพัฒนาคอมพิวติ้งพลังงานต่ำในยุค AI และ 6G รวมถึงการประยุกต์ใช้ใน Edge AI และการเรียนรู้ของเครื่องโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบคลาวด์

‘รัสเซีย’ ซ้อมยิง!! ขีปนาวุธข้ามทวีป ‘Yars’ พิสัย 12,000 กม. โชว์แสนยานุภาพนิวเคลียร์

(23 ต.ค. 68) รัสเซียได้จัดการซ้อมรบด้วยระบบขีปนาวุธข้ามทวีป Yars (InterContinental Ballistic Missile - ICBM) ที่สามารถติด หัวรบนิวเคลียร์ได้

ขีปนาวุธดังกล่าว ถูกปล่อยออกจากฐานทัพปฏิบัติการเพลเซตสค์ (Plesetsk Cosmodrome) ไปยังไปยังสนามฝึกคูรา (Kura) ในคัมชัตกา (Kamchatka) ซึ่งเป็นทิศทางมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา! โดยมีระยะทาง 6,000 กิโลเมตร (3,700 ไมล์) ขีปนาวุธประเภทนี้สามารถยิงได้ไกลสุด 12,000 กิโลเมตร (7,400 ไมล์)

‘สม รังสี’ ประกาศตั้ง!! รัฐบาลกัมพูชาอิสระ ชู!!ฟื้นฟู ประชาธิปไตย ซัด!! ฮุนเซน ขาดความชอบธรรม

(23 ต.ค. 68) สม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกแถลงการณ์ ในนามสภาต่อต้านแห่งชาติกัมพูชา (CNRC) โดยจะเริ่มดำเนินบทบาทในฐานะ รัฐบาลกัมพูชาอิสระ ตั้งแต่วันนี้

โดยแถลงการณ์ ระบุคร่าวๆว่า ในโอกาสครบรอบ 34 ปี ของข้อตกลงสันติภาพปารีส CNRC ผ่านทางเครือข่ายอย่างเป็นทางการ ถือเอาความรับผิดชอบของรัฐบาลในการฟื้นฟูประชาธิปไตย ปกป้องเอกราชชาติ และ ต่อต้านกลุ่มอาชญากรที่ได้รับการคุ้มครองโดยระบอบการปกครองพนมเปญในปัจจุบัน

CNRC ประกาศว่าจะปฏิบัติหน้าที่คณะรัฐมนตรีภายใต้ชื่อ “รัฐบาลกัมพูชาอิสระ 23 ตุลาคม” ที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างมีความรับผิดชอบท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองของประเทศ และ ตอบสนองต่อเสียงเรียกร้องเร่งด่วนของชาวเขมรที่ต้องการผู้นำที่ชอบธรรม

CNRC ก่อตั้งขึ้นจาก พรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากประชาชนในการเลือกตั้งปี 2556 และ 2560 ก่อนที่จะถูกยุบพรรคโดยพลการของรัฐบาลฮุนเซน เนื่องจากเกรงว่าประชาธิปไตยจะเบ่งบาน CNRC ยืนยันว่า รัฐบาลฮุนเซน และ ฮุนมาเนต ชุดปัจจุบันขาดความชอบธรรม เนื่องจากพลิกกลับเจตนารมณ์ของประชาชนชาวกัมพูชา ที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งครั้งนั้น

2 ทศวรรษที่ผ่านมา กัมพูชาได้เปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐมาเฟีย หลอกลวงออนไลน์ และ ฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายข้ามชาติ ได้แพร่หลายภายใต้การคุ้มครองของทางการ CNRC มองว่า ระบอบการปกครองในปัจจุบันเป็นระบบการปกครองที่ผิดกฎหมาย ซึ่งคุกคามทั้งเสถียรภาพของชาติและภูมิภาค

รัฐบาล 23 ตุลาคม แสดงความขอบคุณต่อสหรัฐ สำหรับการกระทำเมื่อ 14 ตุลาคม 2568 ในการขึ้นบัญชีดำ และตั้งข้อกล่าวหาองค์กรอาชญากรข้ามชาติที่นำโดย เฉินจื้อ พร้อมด้วยผู้สมรู้ร่วมคิดอีกหลายคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาและครอบครัว พร้อมบริวารของฮุนเซน ผู้นำเผด็จการที่ปกครองประเทศมา 40 ปี

CNRC เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “จุดเปลี่ยนสำคัญในการต่อสู้กับการทุจริต และ กลุ่มอาชญากรที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐในระดับโลก” และ ขอเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ที่มีพลเมืองตกเป็นเหยื่อฉ้อโกงทางออนไลน์ หรือค้ามนุษย์ในกัมพูชาสนับสนุนความพยายามในการทลายเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้

โดยยืนยันข้อตกลงสันติภาพปารีสว่า เป็นกรอบเดียวที่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับสันติภาพ อำนาจ อธิปไตย และ ประชาธิปไตยของกัมพูชา โดยย้ำหลักการสำคัญ 3 ประการ

1. บูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาได้รับการรับประกันโดยสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องมีความขัดแย้งด้วยอาวุธ

2. กัมพูชาต้องกลับคืนสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง และการเคารพสิทธิมนุษยชนที่ถูกกัดกร่อนภายใต้การปกครองแบบเผด็จการที่ยาวนานหลายทศวรรษ

3. กัมพูชาต้องได้รับเอกราชคืนอย่างสมบูรณ์โดยวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด โดยต้องปิดฐานทัพเรือจีนที่เรียมและสถานที่ทางทหารต่างชาติอื่นๆ ทั้งหมด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top