Saturday, 6 June 2026
การเมือง

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที คำถามคือ —

ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที

คำถามคือ — ทำไมระบบพันธมิตรของมาเลเซียถึงอยู่ได้ยาวนาน ขณะที่ของไทยพังซ้ำๆ ทุกยุค?

ระบบเลือกตั้งคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
มาเลเซียใช้ระบบเลือกตั้งแบบ First-Past-the-Post (FPTP) หรือ “เขตเดียวผู้ชนะได้หมด” — ใครได้คะแนนมากที่สุดในเขตนั้น ถือว่าชนะทันที

ระบบนี้บีบให้พรรคการเมืองต้องรวมกัน เพราะถ้าเสียงของฝ่ายเดียวกันแตก แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ก็อาจเสียทั้งเขตไปได้ง่ายๆ

ในทางตรงข้าม ไทยใช้ระบบผสมระหว่างเขตกับบัญชีรายชื่อ ที่เปิดโอกาสให้พรรคเล็กอยู่รอดได้ ทำให้ “ทุกพรรคอยากมีชื่อในบัตรเลือกตั้ง” มากกว่าจะรวมเป็นพันธมิตรเดียว

พันธมิตรมาเลเซีย: รวมก่อนเลือกตั้ง เพื่อชนะทั้งกระดาน
หลังเอกราชปี 1957 พรรค UMNO ของชาวมลายูจับมือกับพรรคจีน (MCA) และพรรคอินเดีย (MIC) เกิดเป็น Barisan Nasional (BN) — พันธมิตรข้ามเชื้อชาติที่กลายเป็นต้นแบบของอาเซียน

BN ไม่เพียง “รวมชื่อ” แต่รวมทุกอย่าง: โลโก้เดียว (ตราชั่ง), นโยบายกลางร่วม, การแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ทับซ้อนกัน, การตัดสินใจแบบ “คณะกรรมการกลาง”

ผลลัพธ์คือ BN ครองอำนาจได้กว่า 50 ปีติดต่อกัน แม้คะแนนนิยมลดลง แต่เพราะพันธมิตรแน่น เสียงไม่แตก

ในปี 2022 ก็ยังเกิด “รัฐบาลผสมข้ามขั้ว” ระหว่าง Pakatan Harapan (ฝ่ายค้านเดิม) กับ UMNO (อดีตรัฐบาล) เพื่อแก้ทาง “สภาไร้เสียงข้างมาก” และรัฐบาลนั้นก็ยังยืนอยู่ได้จนวันนี้

ไทย: รวมหลังเลือกตั้ง แต่แยกก่อนบริหาร
ไทยมีรัฐบาลผสมแทบทุกยุค แต่ต่างจากมาเลเซียตรงที่ “รวมกันหลังเลือกตั้ง” เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่ “รวมก่อนเลือกตั้ง” เพื่อชนะอย่างมีแผน

ผลคือพรรคต่างๆ ต้องต่อรองกันใหม่หลังประกาศผล เกิดดีล–แบ่งเก้าอี้–แลกนโยบาย รัฐบาลจึงเริ่มต้นด้วย “ข้อต่อรอง” มากกว่า “ข้อตกลงร่วม”

อีกทั้งกฎหมายไทยยังไม่เปิดช่องให้จดทะเบียนพันธมิตรเลือกตั้งแบบมาเลเซียได้ เพราะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10–11 ระบุว่า พรรคการเมืองต้องมีชื่อ โลโก้ และทะเบียนของตนเอง ห้ามใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของพรรคอื่น

ดังนั้น “การรวมตัวก่อนเลือกตั้งภายใต้ชื่อเดียว” แบบ BN จึงทำไม่ได้ในไทย หากทำโดยไม่จดทะเบียนใหม่ อาจถูกมองว่าเป็น “พรรคเงา” หรือ “นอมินี” ตามกฎหมายพรรคการเมือง

แล้วถ้าไม่แก้กฎหมาย พรรคไทยจะร่วมมือกันได้ไหม?
คำตอบคือ ได้ครับ — แต่ต้องทำให้ “ถูกกฎหมาย” และ “โปร่งใส”

1. ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU หรือ Electoral Pact)
- พรรคแต่ละพรรคยังคงสถานะของตนเอง
- ประกาศร่วมสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวกัน
- หลีกเลี่ยงการลงแข่งกันในบางเขต
- หาเสียงร่วมได้ หากไม่ใช้โลโก้เดียว
ตัวอย่าง: MOU ฝ่ายประชาธิปไตย (เพื่อไทย–ก้าวไกล–ประชาชาติ–ไทยสร้างไทย) ก่อนเลือกตั้งปี 2566

2. รวมพรรคหลังเลือกตั้ง (Merger)
- หากต้องการใช้ชื่อและโลโก้เดียว ต้องยุบรวมพรรคและจดทะเบียนใหม่กับ กกต.
- คล้ายการรีแบรนด์เป็นพรรคใหม่ เช่น “ประชาธิปัตย์–ชาติไทยรวมพลัง” (สมมติ)

3. ตั้งรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้ง (Coalition Government)
- ถูกต้องเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159
- พรรคยังคงเอกเทศ แต่บริหารร่วมผ่านข้อตกลงนโยบายกลาง

ถ้าไทยอยากได้เสถียรภาพแบบมาเลเซีย ต้องกล้าปรับกติกา
สิ่งที่มาเลเซียสอนเราคือ การเมืองไม่เสถียร ไม่ใช่เพราะคนทะเลาะ แต่เพราะ “กติกา” บังคับให้ทะเลาะ

หากไทยต้องการเสถียรภาพทางการเมืองจริงๆ อาจถึงเวลาพิจารณา “ระบบพันธมิตรเลือกตั้งแบบจดทะเบียน (Coalition Registration)” ให้พรรคที่เห็นตรงกัน สามารถรวมชื่อ–โลโก้–นโยบาย ลงสนามในนามเดียวได้ แต่ยังคงสถานะเป็นพรรคอิสระหลังเลือกตั้ง

นั่นจะทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น เห็นขั้วการเมืองชัดขึ้น และรัฐบาลบริหารต่อเนื่องได้จริง

การเมืองมาเลเซียพิสูจน์แล้วว่า “พันธมิตรไม่ใช่การประนีประนอม แต่คือการวางระบบให้ประเทศเดินได้” ส่วนไทย… ยังอยู่ในวงจร “แยกเพื่อแข่ง แล้วค่อยรวมเพื่ออยู่”

วันหนึ่ง หากเราเริ่มคิดจาก “โครงสร้างความร่วมมือ” มากกว่า “อำนาจต่อรอง” เราก็อาจได้เห็นเสถียรภาพแบบเดียวกับ Barisanท Nasional ที่อยู่เหนือพายุการเมืองมาครึ่งศตวรรษ
 

รวมไทยสร้างชาติ ขยับ เดินหน้าปรับทัพยกระดับทีมสื่อสาร แต่งตั้ง ‘อรรถวิชช์’ รักษาการโฆษกพรรค ดัน ‘ศศิกานต์-เกรียงไกรมาศ’ นั่งรองโฆษก เน้นสื่อสารนโยบายคมชัดรับศึกเลือกตั้ง

‘รวมไทยสร้างชาติ’ ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “ดร.อรรถวิชช์” รักษาการโฆษก พร้อมดัน “ศศิกานต์–เกรียงไกรมาศ” ขึ้นรองโฆษกพรรค

พรรครวมไทยสร้างชาติประกาศปรับโครงสร้างทีมสื่อสารครั้งสำคัญ โดยแต่งตั้ง ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ทำหน้าที่ รักษาการโฆษกพรรค เพื่อเสริมความเข้มแข็งด้านการสื่อสารนโยบายและทิศทางทางการเมืองของพรรคให้คมชัดยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้ง นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและดีเจดัง ให้ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจด้านข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทางพรรคขอย้ำถึงจุดยืนว่า รวมไทยสร้างชาติ คือ “พรรคของคนทำงาน” สมาชิกทุกคนเข้าสู่สนามการเมืองด้วยความมุ่งมั่นเพื่อ‘ทำงานการเมือง’ ไม่ใช่เพื่อ ‘เล่นการเมือง’ และพร้อมผลักดันงานทุกด้านให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

การปรับทัพครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาการสื่อสารให้ทันสถานการณ์ ตอบโจทย์ประชาชน และนำเสนอนโยบายได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเข้าถึงมากยิ่งขึ้น

‘ม้า อรนภา’ ผ่าดราม่า 5 ปี ลั่นไม่ขอโทษเพื่อให้มีที่ยืน บอกกาลเวลาพิสูจน์แล้วใครของจริง

(3 ธ.ค. 68) ‘ม้า’ อรนภา กฤษฎี อดีตพิธีกร นางแบบ นักแสดงชื่อดัง วัย 71 ปี เปิดใจในรายการแฉ เล่าชีวิตหลังมรสุมดรามาเมื่อ 5 ปีก่อน จากกรณีโพสต์ด่าเด็กที่เห็นต่างทางการเมืองจนถูกถอดจากงานหน้าจอแทบทั้งหมด เจ้าตัวยืนยันไม่เคยคิด “ก้มหัวขอโทษเพื่อให้มีที่ยืน” เพราะมองว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร 

ทุกวันนี้ “ม้า อรนภา” นิยามอาชีพหลักตัวเองว่าเป็น “แม่ค้าห่อหมก” ขายตามตลาดนัดในห้าง ขายดีจนหมดทุกวัน บอกว่ารายได้จากการขายห่อหมกและช่องทางออนไลน์ “พอ ๆ กับตอนอยู่ในวงการ” ไม่ได้ใช้เงินเก่า พร้อมเล่ากิจวัตรว่าเริ่มวันด้วยการเล่นโยคะ แล้วค่อยไปช่วยแม่ทำห่อหมกที่บ้าน และพอได้พักจากงานวงการช่วงแรก ๆ ก็ทำให้รู้ว่าชีวิตนอกสตูดิโอก็มีความสุขได้

ส่วนเรื่องดรามาในอดีต “ม้า อรนภา” ยังยืนยันชัดว่าไม่เคยคิดจะออกมาขอโทษ เพราะเชื่อว่าคนที่ควรขอโทษคือฝ่ายที่ทำผิด ไม่ใช่ตัวเอง พร้อมบอกว่า และวันนี้กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าใครคือของจริง พร้อมเผยว่ามีเด็ก ๆ ที่เคยด่าในโซเชียลส่งข้อความมาขอโทษ ยอมรับว่าถูกชักจูงและกดดันจากสังคมในช่วงนั้น

ในมุมมองต่อชีวิต ม้า อรนภา บอกว่าไม่เคยมองตัวเองว่าตกอับ แต่ใช้โอกาสเริ่มต้นใหม่ในวัยเกิน 70 อย่างมีสติ ทั้งปรับมายด์เซ็ต ไลฟ์ขายของ ลองผิดลองถูกจนธุรกิจลงตัว พร้อมย้ำว่าความแข็งแรงของร่างกายซื้อไม่ได้ ทุกวันนี้ซิตอัปวันละ 600 ครั้ง กินอาหารง่าย ๆ อย่างถั่ว กุ้งแห้ง แอปเปิ้ล และไม่อินการช้อปแบรนด์เนมเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว สิ่งที่ให้ค่าที่สุดตอนนี้คือ “สุขภาพดี มีงานทำ มีเงินเก็บ และใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท”

อันต่ำเตี้ยของพรรคการเมืองไทย ศาลตัดสินแล้วว่าผิด แต่ก็ยังใช้เอกสิทธิ์ ทำงานกินเงินเดือนต่อ

ถึงวันนี้ เด็กวัยรุ่น วัยเรียน รวมถึงผู้ใหญ่ “คิดน้อย” จำนวนหนึ่งที่อยากมีที่ยืนในสังคมและเคยออกไปร่วม “ชูสามนิ้ว” จาบจ้าง ล่วงละเมิด ดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ตามท้องถนน คดีถึงที่สุดแล้วหลายคน โดนกันไปคนละหลายปี กรรมไล่ล่าทันในชาตินี้ ต่างเดินคอตกเข้าคุกรายวัน ชีวิตดับมืดเพราะหลงเชื่อคำปลุกปั่น ยกยอ แผนร้ายหลอกใช้ให้มาทำผิด 112  

เมื่อเลือกจะเป็นเหยื่อ ก็อย่าร้องคร่ำครวญเวลาต้องนอนในตะราง

เหยื่อผู้หลงผิด บ้างมาขอโอกาส ก็รีบเอาตัวออกห่าง “พรรคการเมืองปีศาจ” และก็มีไม่น้อยก่อนที่คดีจะสิ้นสุด ศาลเห็นใจให้ประกันตัวออกมาโดยหวังว่าจะสำนึก กลับใจเป็น “พลเมืองที่คิดเป็น” ของประเทศชาติ แต่เปล่าเลย ไปกระทำผิดซ้ำ ๆ เพิ่มโทษเพิ่มคดีอีกไม่รู้เท่าไหร่

เมื่อศาลหมดความเห็นใจยกเลิกการให้ประกันตัวเหยื่อไร้สำนึก ฝ่าย “ลัทธิตี๋เกลียดกษัตริย์” ก็รีบไปปลุกปั่นให้ “สามกีบสมองกลวง” กล่าวหาว่าศาลนั้นเป็นอันตราย และพุ่งโจมตีว่ามาตรา 112 เป็นปัญหาต่อสังคมไทย สมควรต้องยกเลิก หรือช่วยกันกระทืบให้อ่อนปวกเปียกเหมือนมะเขือเผา เพื่อที่ “สามกีบสมุนตะวันตก” จะได้เคี้ยวและกลืนสถาบันลงคอไปได้ง่าย ๆ

เหยื่อ ที่เป็นสามัญชนคนธรรมดา ติดคุกรายวัน เพราะไม่มี “เอกสิทธิ์” คุ้มครอง ผิดกับ “นักการเมืองสามกีบ” ขนาดศาลตัดสินว่าผิดจริง ต้องโทษจำคุกหลายปี แต่ก็ยังแสดงออกถึงการเป็นคนไร้ศักดิ์ศรี ไร้จริยธรรม ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างน่าละอาย หน้าด้านใช้ “เอกสิทธิ์ สส.” คุ้มครองตนเองให้ทำงานกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนต่อไปหน้าตาเฉย เปลือยธาตุแท้ให้เห็นว่าไม่ได้แคร์ประชาชน ไม่ได้แคร์สังคม ไม่ได้แคร์เกียรติยศของตนเอง

คดีเดียวกัน แสดงพฤติกรรมเลว ๆ เหมือนกัน แต่การเป็น สส. ทำให้ไม่ต้องติดคุก จึงรีบฉวยใช้โอกาสของการอยู่นอก “กรงขังกีบ” เร่งหาวิธีแก้กฎหมาย หวังให้พวกพ้องที่โดนคดี 112 พ้นผิดแบบเท่ ๆ 

ประเทศไทยถ้าอยากเจริญ ควรยกเลิก “เอกสิทธิ์บาป” นี้ก่อนโดยเร็ว มิเช่นนั้น “สส. โจร” จะไม่มีทางเข็ดหลาบ แต่ใครล่ะจะจริงใจมาแก้กฎหมายให้สังคมไทยได้ประโยชน์ ประเทศไทยจะมีนักการเมืองที่คิดดีเช่นนี้สักคนจริง ๆ หรือ?

คงจะเป็นไปได้ยากสำหรับประเทศไทย


โดย : แจ็ค รัสเซล

นั่งนายกฯ 32 สมัย 2 ชื่นมื่นพรรคภูมิใจไทย โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ยึดมั่นทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชน

(20 มี.ค. 69) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในสมัยที่ 2 โดยมีพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ถนนพหลโยธิน โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เชิญพระบรมราชโองการ

ในพิธี นายอนุทิน ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์และเปิดกรวยกระทงดอกไม้รับพระบรมราชโองการ ก่อนถวายบังคม 3 ครั้งและทำความเคารพอีกครั้ง โดยมีสมาชิกครอบครัวประกอบด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภรรยา นายเศรณี ชาญวีรกูล บุตรชาย และบิดามารดา ร่วมพิธีพร้อม ส.ส.จากพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาล

นายอนุทิน กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณว่า "ข้าพระพุทธเจ้านายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความปลื้มปิติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งข้าพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน

หลังพิธี นายอนุทินคุกเข่าก้มกราบบิดาและมารดา โอบกอดภริยาและผู้ร่วมแสดงความยินดี ก่อนร่วมถ่ายรูป บรรยากาศสะท้อนความอบอุ่นและขวัญกำลังใจในครอบครัว การแต่งตั้งในครั้งนี้ถือเป็นการต่อเนื่องของบทบาทผู้นำรัฐบาลและย้ำพันธกิจการเมืองของ 'อนุทิน' ที่ได้รับความไว้วางใจอีกครั้งจากมหาอำนาจพระมหากษัตริย์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_10178284

ล้มล้างหรือปฏิรูป? พรรคส้มหนีไม่พ้นวิบากกรรมการเมือง ปลายทาง 44 สส. คือกระบวนการยุติธรรม นักการเมืองท้าทายสถาบัน สุดท้ายหนีไม่พ้นคำพิพากษาประวัติศาสตร์

เวรกรรมไม่มีพรมแดน เมื่อกฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์
ไล่ล่าพิพากษา “นักการเมืองล้มล้างสถาบัน”

เส้นทางทางการเมืองของกลุ่มบุคคลที่เรียกตนเองว่าเป็น "ผู้แทนราษฎร" แต่กลับมีพฤติการณ์สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐ หมกมุ่นกับการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ กำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อ “44 สส. พรรคส้มสามกีบ” กำลังถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่ามีเจตนาแฝงเร้นในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เจตนาที่ไม่ดีต่อสถาบัน จึงย้อนกลับมาเป็น "วิบากกรรม" ให้กับชีวิตของตนเอง

ถือเป็น “กรรมไล่ล่าสังหาร” 44 สส. ผู้ “เนรคุณแผ่นดิน”

ตามความเชื่อของสังคมไทย การกระทำใดที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อ "แผ่นดินเกิด" และ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และเป็นรากฐานของสังคมชาติมาอย่างยาวนาน ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ “เนรคุณต่อคุณแผ่นดินเกิด” เพราะการใช้สถานะตัวแทนปวงชนชาวไทยมาเคลื่อนไหวเพื่อลดทอนกฎหมายที่พิทักษ์รักษาความปลอดภัยของประมุขแห่งรัฐในครั้งนี้ มิใช่เพียงเรื่องของการผิดข้อกฎหมายเท่านั้น แต่คือการสร้าง "วิบากกรรมทางการเมือง" ให้กับตนเองอย่างรุนแรง

เมื่อเป็น สส. แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำให้สังคมไทยดีขึ้น กลับมีพฤติกรรมเลว ๆ ด้วยการ “เนรคุณแผ่นดินเกิด” เสียเอง คนที่มุ่งหวังจะทำลายเสาหลักที่ค้ำจุนประเทศไว้ ก็ไม่ต่างจากผู้ทำลายวัฒนธรรม และเกียรติยศของชาติ

เมื่อถูก "กรรมไล่ล่า" เมื่อกล้าท้าทายศรัทธาของคนในชาติ และตัวบทกฎหมายที่คุ้มครองความมั่นคง ย่อมไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบนี้ไปได้ เชื่อว่าแผ่นดินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่มุ่งหมายทำลายสถาบันหลัก ย่อมต้องประสบกับความพินาศในที่สุด

เมื่อใดที่อุดมการณ์ที่บิดเบี้ยว ฉ้อฉล จะต้องถูกตัดสินจากตัวบทกฎหมาย ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อของ “พรรคสามกีบ” ไว้ในฐานะผู้ที่ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน และชาติแผ่นดิน
ไม่มีทางหนีพ้น

โดย แจ็ค รัสเซล

“มือถือสาก ปากถือศีล” ตีขลุมคนท้องถิ่นทั้งประเทศ พรรคสามนิ้ว กำลังปราบยาเสพติด หรือแค่สร้างซีนทางการเมือง คำถามถึงพรรคที่ชอบสวมบทผู้ผดุงศีลธรรม

พรรคสามกีบ ชี้นิ้วตรวจฉี่คนอื่น ตีขลุมด้อยค่าคนทำงานท้องถิ่น 
เคย “ตรวจสันดาน” คนในพรรคตัวเอง “สักครั้ง” หรือไม่?

ตราบใดที่ “บ้านของตัวเอง” ยังสกปรก ก็อย่าริไปขอปัดกวาดเช็ดถู “บ้านของสังคม” คำกล่าวนี้คนที่คิดก็คือ “ผมเอง” ด้วยเห็นพฤติกรรม "พ่อพระหน้าจอ" ที่มักจะสำแดงโวหารตื้น ๆ ผ่านไมโครโฟนกลางสภาอันศักดิ์สิทธิ์อยู่บ่อยครั้ง

จาก “บทบาทนักล้มเจ้า” วันนี้ สส. พรรคส้มสามกีบ ขยับมารับบทเป็น "ผู้ตรวจการสารเสพติดแห่งชาติ" ยืนป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้อง "ล้างบาง" ด้วยการตรวจปัสสาวะ ไล่ตั้งแต่สมาชิกรัฐสภา ในจำนวน ๕๐๐ คน ต้องพบเจอคนมีสารเสพติด ๓-๔ คน และในค่ายทหาร ทหารยศจ่าคือ “คนขายยา” ไปจนถึง “กำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ” ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ค้ายา และเสพยาทั้งนั้น ทั้งหมดก็เพื่อจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคม

ฟังดูคล้ายเป็น “วีรบุรุษผู้มากไปด้วยศีลธรรม” ก็ไม่ปาน แต่บังเอิญผู้คนที่มิใช่ “ด้อมเบาปัญญา” ย่อมจะมองทะลุเห็น "เงาบาป" ที่ทอดอยู่ข้างหลัง “พรรคล้มสถาบัน” อย่างง่ายดาย

การใช้กลยุทธ์ "ตีขลุม" สาดโคลนใส่ผู้คน โดยเฉพาะ “กำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ” อย่างไร้ศิลปะ เพียงเพื่อจะสร้างภาพว่า “พรรคเช็ดรองเท้าให้อเมริกา” ของตนเอง คือผู้มาปราบมารสังคม แน่นอนว่าในทุก ๆ สังคมอาจจะมี “คนขาย & คนติดยา” และตรวจเจอคนมีฉี่ “สีลูกหว้าอ่อน” แต่กระนั้นก็มิควรไปดูแคลนแบบ “เหมาเข่ง” ว่าคนที่ดูแลทุกข์สุขชาวบ้านในท้องถิ่น คือ “กลุ่มคนที่เล่นยา” เสียหมด

เป็นถึง สส. แต่กลับไร้สมอง พกแต่ “ปากพาซวย” จึงทำให้พรรคตัวเอง “ซวยรายวัน”

การเอาเกียรติยศของ “นักปกครองท้องถิ่น” มาพาดเป็นบันไดให้ท่านเหยียบขึ้นไปทำแต้มทางการเมืองนั้น มันสะท้อนถึง “วุฒิภาวะอันต่ำเตี้ย” ยังมองเห็นอีกว่าท่าน “ดูแคลนน้ำใจ” บุคคลที่ทำงานรากหญ้าอย่างไร้เมตตาธรรม

พฤติกรรม "มือถือสาก ปากถือศีล" ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันคือสันดานดิบ ชั่ว และเลวทราม ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง สังคมไม่เคยลืม และด้วยอินเทอร์เน็ตก็มี “หน่วยความจำที่ซื่อสัตย์” เกินกว่าที่ใครจะลบเลือนได้ ตั้งแต่มารยาทขั้นพื้นฐานในสภาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน, การแต่งกายที่ไร้กาลเทศะ, การใช้ถ้อยคำเสียดสีรุ่นใหญ่ สิ่งเหล่านี้คือ "สารพิษทางสังคม" ที่ร้ายแรงไม่แพ้ “สารเสพติด” เช่นกัน

ผมรู้สึกอับอายในความเป็น สส. แบบท่าน และเสียดายเงินภาษีเสียจริง

แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top