Friday, 5 June 2026
การเมือง

‘ชวน’ อัด!! ‘ทักษิณ’ ขอโทษเรื่องไฟใต้ไม่พอ สอนมวยลิ่วล้อ นายกฯ ตอบกระทู้เป็นหน้าที่

(2 มี.ค. 68) ที่ห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์วัน ปทุมวัน กทม. นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตประธานรัฐสภา และอดีตประธานสภาฯ ร่วมงาน “แนวหน้า TALK ครั้งที่ 2” พร้อมกล่าวในหัวเรื่อง “เมื่อคมมีดโกนโบกสะบัด” ตอนหนึ่งว่า ก่อนอื่นตนขอแสดงความเสียใจด้วยความจริงใจ กรณีรถบัสทัศนศึกษาคว่ำที่ จ.ปราจีนบุรี มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตวูบเดียวจำนวนมาก ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของบ้านเรา เป็นตัววัดเรื่องความไม่มีวินัย ความย่อหย่อนในการบังคับใช้กฎหมายบ้านเมือง แล้วเรามักพูดว่า ขอให้เป็นกรณีสุดท้าย แต่ก็มีเกิดขึ้นตลอด ทำให้เห็นว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ ลามไปถึงการเมือง ความสงบเรียบร้อย ส่วนเรื่องน่ายินดีที่ยังพอมี ท่ามกลางความยากลำบากของบ้านเมือง นั่นคือการที่แต่ละฝ่ายยังคงดำรงความเชื่อมั่นในความดีความถูกต้อง

กรีดลิ่วล้อตบมือชม “นายกฯ อิ๊ง” ตอบกระทู้ ทั้งที่เป็นหน้าที่

นายชวน กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นเรื่องแปลก เพราะนายกรัฐมนตรีเดินทางมาตอบกระทู้ถามในการประชุมสภาฯ ที่แปลกคือเมื่อนายกฯ ตอบกระทู้เสร็จแล้วมีการปรบมือกัน ไม่เคยปรากฏ ตนไม่เคยเห็น เหมือนสร้างวีรกรรมว่า มาตอบกระทู้แล้ว ทั้งที่กระทู้ได้มีการเตรียมกันมาแล้ว จริงๆ แล้วมันเป็นหน้าที่ปกติของการทำงาน ไม่น่ากลัวอะไร จะน่ากลัวสำหรับคนโกง ทุจริต ที่กลัวว่าจะถูกซักถาม ส่วนที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร บอกว่า สมัยประชุมที่ผ่านมา การประชุมสภาฯ องค์ประชุมครบ ไม่ล่ม แต่ภายหลังมาทราบว่า สาเหตุที่องค์ประชุมไม่ล่มคือ พรรคการเมืองบางพรรคมีข้อบังคับให้ปรับเงินสมาชิกเป็นหมื่น หากไม่มาเป็นองค์ประชุม แต่ล่าสุดเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา องค์ประชุมรัฐสภาล่มในวาระการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และหมวด 15/1 ที่เขียนขึ้นมาใหม่เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงทำให้สมาชิกหวั่นไหว ไม่กล้าเข้าประชุมไปลงมติ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ระบุโดยสรุปว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีการทำประชามติ ถามประชาชนทั้งก่อนแก้ และหลังแก้รัฐธรรมนูญ จึงทำให้สมาชิกกังวลว่า จะไปทำอะไรที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการตามที่ศาลฯ กำหนด อาจจะมีความผิด

ย้ำ กฎหมายดีต้องได้คนดีเป็นผู้ใช้ด้วย

“บ้านเมืองเราปกครองด้วยรัฐธรรมนูญมา 93 ปีแล้ว ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ละฝ่ายโดยเฉพาะ 3 อำนาจคือ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการต่างมีหน้าที่ปฏิบัติภารกิจตามที่กฎหมายกำหนด ช่วงหลังเกิดองค์กรอิสระขึ้นก็มีหน้าที่กำหนดไว้ตามกฎหมายโดยเด็ดขาดเช่นกัน ความสำคัญขององค์กรอิสระจึงมีมาก เป็นส่วนหนึ่งที่จะบอกว่าบ้านเมืองจะไปได้ไม่ได้ตามครรลองความชอบธรรมหรือไม่ รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นฉบับที่ดีที่สุด แต่ก็ถูกยึดอำนาจและล้มไปในปี 2549 ถ้ามันดีจริง ทำไมล้มไป กฎหมายดีอย่างเดียวไม่พอ ผู้ใช้ต้องดีด้วย สมัยที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีมาใช้รัฐธรรมนูญปี 40 ต่อจากตนที่เป็นนายกฯ ก็มีปัญหา ถูกยึดอำนาจปี 49 ด้วย 4 เหตุผล 1.) ทุจริตคอร์รัปชั่นรุนแรง 2.) มีการแทรกแซงองค์กรอิสระจนปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ 3.) มีความแตกแยกสามัคคี และ 4.) มีพฤติกรรมหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จนมีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ปี 50 ต่อมาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยได้เพิ่มข้อความในมาตรา 3 วรรค 2 ว่า องค์กรทั้งหลายต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรม เป็นการย้ำว่า ช่วงการใช้รัฐธรรมนูญปี 40 มีการละเมิดหลักนิติธรรม เป็นที่มาของปัญหาบ้านเมืองหลายเรื่องในขณะนี้ ดังนั้นต้องย้ำให้เคารพกฎหมาย” นายชวน กล่าว

ฟื้นปมกำปั้นเหล็กทุบ “โจรกระจอก” จุดไฟใต้

นายชวน กล่าวต่อว่า ความสำคัญของรัฐธรรมนูญ ประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ที่นายทักษิณ ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อช่วงวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา พร้อมกับออกมาขออภัยต่อเหตุการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงที่เป็นนายกฯ แล้วบริหารผิดพลาดจนเกิดความสูญเสีย ต้องบอกว่าตนลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาตั้งแต่ตนยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนมาเป็นสส.สมัยแรก ตนให้ความสนใจกับปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ติดตาม ศึกษาปัญหามาตั้งแต่ต้น และน่าจะเป็นผู้ที่อภิปรายเรื่องเหล่านี้ในสภาฯ มากที่สุด ที่นายทักษิณออกมาขอโทษ มันเกิดจากความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เปลี่ยนไปในวันที่ 7 เม.ย. 2544 สมัยนายทักษิณเป็นนายกฯ ใหม่ๆ เกิดเหตุระเบิดที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ผู้เสียชีวิต ต่อมานายทักษิณลงพื้นที่ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บ สูญเสียในวันที่ 8 เม.ย. 44 พร้อมกับประกาศนโยบายใหม่ กับวาทกรรมที่ว่า เหตุในภาคใต้เป็นเรื่อง “โจรกระจอก” โดยบอกว่า “โจรจริงมีเพียงตัวสำคัญอยู่ 18 คน จัดการเสียเดือนละ 10 คนก็หมด เชื่อว่าตำรวจทำได้ปัญหาทุกอย่างจะเรียบร้อยภายใน 3 เดือน” พร้อมส่งมือเก็บ ลงไปในพื้นที่ จึงเป็นนโยบายเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงเป็นผลมาจนทุกวันนี้

ยุคทักษิณแก้ไฟใต้ 5 ปีเศษใช้ แม่ทัพถึง 7 คน

นายชวน กล่าวต่อว่า กระบวนการเก็บผู้เห็นต่างของรัฐบาล ทำให้เกิดกลุ่ม RKK ชุดลาดตระเวนขนาดเล็ก ที่ก่อตัวกันเพื่อก่อเหตุ จนมาถึงวันที่ 4 ม.ค. 47 เกิดเหตุปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จ.นราธิวาส ถือเป็นเหตุปล้นปืนจำนวนมากที่สุด และที่ใหญ่ที่สุดในยุครัตนโกสินทร์ จากนั้นนโยบายเริ่มไปกันใหญ่ เราเคยมีหน่วยงานที่ในสมัยพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี และนายกฯ ในขณะนั้นตั้งเอาไว้ ทั้งศอ.บต. สมช. เพื่อคอยสอดส่องเป็นหูเป็นตาในพื้นที่ แต่นายทักษิณไปเปลี่ยนนโยบาย และยกเลิกหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เหล่านี้ เพราะอ้างว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เหมือนจังหวัดชายแดนอื่นทั่วไป ไม่มีอะไรพิเศษ ถือเป็นความผิดพลาดในการบริหารอย่างมากจนเตลิดเปิดเปิง คนร้ายก่อเหตุ เจ้าหน้าที่เสียชีวิต นอกจากนี้ในยุคที่นายทักษิณเป็นนายกฯ ช่วงปี 44-49 รวมทั้งสิ้น 5 ปีเศษ มีการเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้มากถึง 7 คน แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาทำงาน ถือเป็นนโยบายผิดพลาด วิธีบริหารก็ไม่ถูกต้อง จนเป็นที่มาทำให้ภาคใต้นองเลือด

ชี้คำขอโทษไม่พอ คนตาย 7.6 พัน บาดเจ็บ 1.4 หมื่นคน

“เมื่อนายทักษิณออกมาขอโทษ แต่ก็ไม่ค่อยบอกความจริงว่า มาจากอะไร ผมจึงนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานำเสนอ ผลเสียหายที่เกิดขึ้นจนถึงวันนี้ จำนวนการเกิดเหตุการณ์ 22,928 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 7,670 คน บาดเจ็บ 14,835 ราย เป็นความผิดพลาดในอดีตเกิดจากการไม่ยึดหลักนิติธรรม การยึดหลักนิติธรรมคือต้องให้ศาลตัดสินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายบริหารมีหน้าที่สั่งการให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิด แต่จะลงโทษอย่างไร ศาลต้องตัดสิน ถ้าเรายึดสิ่งนี้ภาคใต้ไม่เกิดวิกฤต แต่ถ้าใช้อำนาจตามอำเภอใจ แล้วแก้ปัญหาตามที่ตัวเองพอใจ ใช้วิธีเก็บ ฆ่า สถานการณ์จึงบานปลาย ถ้าถามผมว่า เหตุการณ์นี้ใครเสียใจที่สุด ก็คือในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะท่านทรงงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มา 40 ปีมากกว่าอายุราชการเสียอีก เข้าถึงพื้นที่ตั้งแต่ชาวบ้านยังนุ่งผ้าขาวม้า จนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงนองเลือดในพื้นที่ ท่านจึงไม่เสด็จลงพื้นที่อีกเลย ฉะนั้น การแก้ปัญหาต้องยึดหลักนิติธรรม ที่เป็นหัวใจของการปกครองประเทศ กฎหมายไม่ดีต้องแก้ ประเทศกับปัญหาเป็นของคู่กันปกติ แต่ต้องมีองค์กรตามกฎหมายเข้ามาแก้ปัญหา มีการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย” นายชวน ระบุ

สูญงบฯ กว่า 5 แสนล้าน จากการใช้นโยบายผิดพลาด

นายชวน กล่าวด้วยว่า ตนยืนยันว่า เหตุร้ายในภาคใต้วันนี้ยังมีอยู่บ่อย เพียงแต่ไม่ปรากฏเป็นพาดหัวข่าวแล้ว ภัยที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในนโยบายยังต้องสูญเสียต่อไป โดยเฉพาะงบประมาณแผ่นดิน ที่ใช้งบฯ ตั้งแต่ยุคนายทักษิณถึงปัจจุบัน จำนวน 500,000 กว่าล้านบาทแล้ว เทียบกับ 7,000 กว่าคนที่เสียชีวิตไปไม่ได้ ความผิดพลาดในนโยบายที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อเนื่อง ประชาชนรู้ว่าคนก่อเหตุเหล่านี้ต้องรับผิดชอบอย่างไร คำขอโทษแค่นี้ไม่พอ ที่บอกว่าเลือกพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกเรา จังหวัดอื่นไว้ทีหลัง ตนคิดว่าตอนที่คิดทำเรื่องนี้นึกไม่ถึงวันหนึ่งสิ่งที่ทำไปมันกลายเป็นเรื่องแปลก ไปแกล้งภาคใต้ แต่ไปได้ลูกเขยเป็นคนภาคใต้ มันเป็นไปได้อย่างไร ปัญหาภาคใต้เกิดขึ้นแล้วทำอย่างไรให้ความเสียหายลดลง ขอโทษอย่างเดียวมันไม่พอ ต้องชดเชยให้เขาด้วย เมื่อเราเลือกปฏิบัติไม่พัฒนาภาคใต้ ด้วยการสร้างถนนสายใหม่ไปยังจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตนทำมาตั้งแต่ยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประยุทธ์ เห็นด้วย แต่ยังไม่เป็นรูปธรรม ก็มีโอกาสแล้วที่คนที่มีลูกเขยภาคใต้ จะได้มีโอกาสชดเชยสิ่งที่ได้ทำลงไป เพราะไปแกล้งเขา

การเมืองยังป่วนเพราะการเลือกปฏิบัติ

นายชวน กล่าวว่า วันนี้เรามีปัญหาหลายประการ ทั้งองค์กรอิสระ วุฒิสภาที่เถียงกันว่ามาโดยชอบหรือไม่ เป็นต้นทุนที่ทำให้คนไม่เชื่อถือประเทศเรา โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแบบเลือกปฏิบัติ เราเห็นชัดเจนในสังคม ทำไมไม่เสมอเท่าเทียมกัน ทำไมต้องมีชั้น 14 ทำไมต้องมีพิเศษ ทำไมนักโทษไม่เท่ากัน รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบ เราจึงต้องฝากความหวังไว้กับหน่วยงานองค์กร และสส.สภาฯ อย่างพวกตน โดยเฉพาะองค์กรอิสระ ขอช่วยกันเป็นกำลังใจองค์อิสระทั้งหลายซึ่งตามรัฐธรรมนูญหมวด 12 องค์กรอิสระ ระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจตามกฎหมายด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงตามดุลยพินิจ แต่ถ้าองค์กรเหล่านี้กลัว เกรงใจ ได้ผลประโยชน์ไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ก็จะล้มเหลว เป็นเรื่องน่าเสียใจ เพราะเราใช้ภาษีประชาชนจัดตั้งขึ้นมา ตนขอฝากไปยังองค์กรอิสระทั้งหลาย อย่าลังเลใจ ถ้าเห็นว่าอะไรไม่ถูก อย่าเกรงใจใคร เพราะจะเสียโอกาส มันจะจารึกไว้ว่าในช่วงที่ทำหน้าที่ใครทำดีหรือไม่ดี

เหน็บเจ็บส่งศาลตีความ “นายกรัฐมนตรี” แปลว่าอะไร

“ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้ทำให้ประเทศล้าหลัง กฎหมายดี ผู้ใช้ต้องดี ซื่อตรงสุจริต ต้องส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมืองตามที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่ง แต่การเมืองในยุคปัจจุบันต้องใช้เงิน เป็น ส.ส. ต้องใช้เงิน ถ้ารัฐบาลมาจากเสียงข้างมากที่ซื้อเสียง ครม. ก็ต้องเลี้ยง ส.ส. เป็นที่มาของการทุจริตคอร์รัปชันกระจายไปทั่ว แตะไปทางไหน มองไปทางไหนก็ทุจริต เราจะปล่อยอย่างนี้หรือ พี่น้องได้ประโยชน์สักพันบาทในการเลือกตั้ง แต่ประเทศเสียหายเป็นล้านล้านบาทจากความเลวร้ายของนักการเมืองที่โกงกิน ประชาชนก็ต้องไม่สนับสนุนสิ่งที่ไม่ดีด้วย ตามมาตรา 160 อุตส่าห์เขียนไว้ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เห็นได้ข่าวว่าจะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ให้เขาตีความด้วยว่า นายกรัฐมนตรี แปลว่าอะไร” นายชวน กล่าว ทำให้เรียกเสียงปรบมือจากผู้ที่มาร่วมรับฟังเป็นอย่างมาก

‘ชาวแม่สาย’ อดีตสมาชิกพรรคส้มสุดทน สส. ในพื้นที่หายหัว ซัดน้ำท่วม 2 ปี ดีแต่ใช้ปากทำงาน เชื่อสมัยหน้า 'สูญพันธุ์'

ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ ‘นวลคำ ขะยอมแดง สุภาพชนคนเมือง’ ของนายธนพงษ์ หมื่นแสน โพสต์ข้อความว่า กรณีน้ำท่วมแม่สายและผู้แทนราษฎรของพวกเขา (ขอโทษที่ต้องสื่อสารแบบนี้ตรงๆ)

อดีตพรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชนในปัจจุบันสามารถชนะการเลือกตั้งในพื้นที่อำเภอแม่สายอย่างถล่มทลายจนได้ผู้แทนราษฎรเข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภา จะด้วยกระสุนแพ้กระแสหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ ทว่าคนแม่สายส่วนใหญ่ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นพลังเงียบได้เลือกให้ท่านเข้าไปทำหน้าที่เป็นผู้แทนเพื่อส่งเสียงให้กับพวกเขาแล้ว 

แน่นอนว่าผู้แทนราษฎรที่ผูกพันกับวัฒนธรรมแบบไทยๆและการเมืองแบบบ้านๆไปทุกศพพบทุกงานและหรือการเยี่ยมยามถามข่าวเพื่อสร้างความรู้จักมาคุณกับชาวบ้าน ตลอดจนการหนุนเสริมและช่วยเหลือชาวบ้านยามสถานการณ์ภัยพิบัติอาจเป็นสิ่งจำเป็นบ้างไม่มากก็น้อย

จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 2 ปีติดต่อกันมาแล้วคนในพื้นที่ที่ออกหน้าเชียร์หรือเชียร์การเมืองค่อนมาทางอดีตพรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชนต่างรับรู้ดีถึงเสียงสรรเสริญ (อันนี้ประชดมากๆ นะ) ของชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งทั้งบ่นและกร่นด่ามาตั้งแต่กันยายนปี 2567 เรื่องป้ายติดรถบริจาคน้ำท่วมและประเด็นนักบุญทุนคนอื่น (เรื่องนี้มองว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับประเด็น io แต่อาจจะเป็นความผิดพลาดหรือไม่ก็แล้วแต่ที่จะให้เป็นช่องให้ io นำเอาไปเล่นให้เป็นประเด็นได้) ประเด็นถัดมาล่าสุดก็คือการแถลงผ่านไลฟ์สดบริเวณหัวสะพานเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา (ส่วนตัวมองเฉยๆ ต่อประเด็นนี้) 

ท่ามกลางการถามหาและถามได้ถึงบทบาทผู้แทนราษฎรของพวกเขาที่มีต่อสถานการณ์น้ำท่วมแม่สายในปัจจุบันดังเช่นจะเป็นอยู่ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินไปแบบนี้ แล้วที่ผู้แทนราษฎรใช้ปากทำงานอย่างเดียวหรือชาวบ้านไม่เห็นหน้าค่าตาบ้าง 

ผมรับรองว่าสมัยหน้า 'สูญพันธุ์' โดยสมบูรณ์แบบแน่ ๆ ผมเชื่อมั่นด้วยซ้ำไปว่าพรรคประชาชนถึงแม้ไม่มีกำลังทุนทรัพย์ดั่งเช่นพรรคการเมืองบ้านใหญ่อื่นๆ แต่พวกคุณมีต้นทุนความรู้ ต้นทุนเครือข่ายและเทคโนโลยี ตลอดจนต้นทุนความสัมพันธ์ฉันมิตรกับองค์กรภาคประชาสังคมหลายกลุ่มก้อนทั้งในและนอกพื้นที่ที่มีวาระการทำงานซึ่งพร้อมจะหนุนเสริมประเด็นหรือวาระทางการเมืองของพวกคุณด้วยซ้ำ (ยังไม่รวมถึงว่าคนทำงานในองค์กรเหล่านี้มีจุดยืนทางการเมืองที่สนับสนุนพรรคของคุณในทางส่วนตัวอีกด้วย) 

แต่ภาพที่ปรากฏบนกลับใช้เครือข่ายและต้นทุนทางสังคมเหล่านี้เป็นประโยชน์น้อยมากเมื่อเทียบกับการปล่อยให้รถแม็คโครหรือรถบรรทุกขนดินหรือรถแจกของช่วยชาวบ้านที่ติดป้ายมูลนิธิบ้านใหญ่ในพะเยาวิ่งเพ่นพ่านไปวิ่งเพ่นพ่านมาทั่วแม่สาย 

กลัวเหลือเกินว่าการเลือกตั้งในสมัยหน้า (ถ้ารัฐบาลอยู่ครบวาระและไม่มีอันเป็นไปด้วยเหตุอื่นเหตุใดเสียก่อน) ทั้งเมล็ดพันธุ์ที่มูลนิธิบ้านใหญ่ในพะเยาได้หวานทิ้งไว้พร้อมทั้งกระสุนยิงปืนอีกมหาศาลอาจมีผลต่อการเปลี่ยนหน้าค่าตาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ได้เลย

นี่อาจเป็นเหตุผลอย่างง่ายที่ทำให้เข้าใจได้ว่าทำไมในระยะหลังมานี้พรรคประชาชนถึงได้แพ้การเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นหรือเลือกตั้งซ่อมในระดับประเทศบางพื้นที่ไม่ใช่การทะเยอทะยานที่ไม่มากพอของประชาชนที่จะอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับบ้านในเมืองนี้ ไม่ใช่เพราะพวกคุณไม่เห็นหัวประชาชน เพียงแต่คุณเห็นหัวประชาชนเพียงแต่ปากหรือคำพูดเท่านั้นซึ่งความจริงแล้วคุณต้องเห็นหัวประชาชนผ่านการกระทำและมีปฏิบัติการตามมาเฉกเช่นนักการเมืองบ้านใหญ่อื่นๆ ที่ผู้คนโจมตีในบางเรื่องด้วยซ้ำ

ด้วยยังคงเชื่อมั่นและศรัทธา (แต่อย่าให้ความเชื่อมั่นและศรัทธาทลายลงด้วยเหตุผลที่ว่าคุณไม่ลงมือทำอะไรเลย)

‘อ.ไชยันต์’ ขอบคุณ ‘ทักษิณ-พรรคร่วม’ ฟื้นคืน ‘การเมืองเน่าๆเก่าๆ’ ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็น

เมื่อวันที่ (30 มิ.ย.68) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า "ขอบคุณทักษิณและพรรคร่วม ที่ช่วยกันทำให้การเมืองเน่าๆเก่าๆกลับมา ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็น"

เมื่อเวทีมรดกโลกกลายเป็นสังเวียนเดือด ‘ไทย-กัมพูชา’ ปม ‘วัดภูม่านฟ้า’ ลอกนครวัด? หรือแค่เกมการเมือง?

เมื่อวันที่ (10 ก.ค. 68) การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 47 กลายเป็นเวทีมวยระหว่าง “ทีมไทย” และ “ทีมกัมพูชา” เมื่อ นางเฟือง สกุณา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมของกัมพูชา เดินหน้าตั้งข้อกล่าวหาตรงๆ กลางที่ประชุมว่า “วัดภูม่านฟ้า” ของไทย เป็นการลอกเลียนแบบนครวัดแบบไร้ยางอาย!

โดยเธอระบุว่า วัดดังกล่าวเป็นการ บั่นทอนคุณค่าของนครวัดในฐานะแหล่งมรดกโลก และเรียกร้องให้ยูเนสโกและองค์กรที่ปรึกษาเร่งตรวจสอบไทย พร้อมทิ้งระเบิดว่า “นี่คือการสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่อการอนุรักษ์มรดกโลกในระดับสากล”

ทีมไทยไม่ยอม! โต้เดือดกลางที่ประชุม “อย่าเอามรดกโลกมาใช้เล่นการเมือง!”

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ถึงกับต้องลุกขึ้นตอบโต้ทันที โดยเริ่มจากประโยคที่ว่า “แม้เราไม่ประสงค์จะโต้แย้ง แต่เมื่อถูกรุก ก็จำเป็นต้องชี้แจงให้กระจ่าง”

จากนั้นเขาก็เปิดเกมสวนกลับอย่างมีชั้นเชิงว่า ไทยยึดถือว่ามรดกทางวัฒนธรรมควรเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประชาชน ไม่ใช่ฉีกให้แตกแยก พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดฝ่ายกัมพูชาจึงจงใจกล่าวหาในเวทีระดับโลก แทนที่จะหารือกันด้วยมิตรไมตรีในระดับทวิภาคี

“ไทยรู้สึกทั้งประหลาดใจและผิดหวัง...วัดภูม่านฟ้าไม่ได้ลอกเลียนแบบปราสาทนครวัด แต่นำแรงบันดาลใจจากศิลปะพุทธศาสนาไทยมาใช้โดยชอบธรรม” — นายสีหศักดิ์
.
กลิ่นการเมืองโชยแรง – Lobby วืด? เฟซบุ๊กมาไว!
.
ไม่เพียงแค่แถลงในห้องประชุม คณะผู้แทนไทยยังตั้งข้อสังเกตถึง ความพยายามอย่างแข็งขันของกัมพูชาในการ lobby คณะผู้แทนหลายชาติในที่ประชุม โดยหวังผลักดันประเด็นให้เป็น “ดราม่าระดับโลก” แต่กลับ ไม่เป็นผล เพราะหลายประเทศเห็นว่าควรเคลียร์กันเองในระดับประเทศต่อประเทศ
.
หลังกล่าวถ้อยแถลงไม่นาน ฝ่ายกัมพูชาได้ รีบโพสต์เนื้อหาลงเฟซบุ๊ก อย่างฉับไวราวกับเตรียมสคริปต์ไว้ล่วงหน้า จนหลายฝ่ายจับตาว่า เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การปกป้องนครวัด หากแต่ซ่อนเกมการเมืองภายในประเทศไว้เบื้องหลัง
.
ไทยยันพร้อมคุย แต่ขอให้มีสติ
ในช่วงท้าย ทีมไทยยังยืนยันว่า พร้อมหารือกับกัมพูชาในประเด็นนี้ รวมถึงประเด็นวัฒนธรรมอื่น ๆ บนพื้นฐาน “มิตรภาพและความร่วมมือ” ตามที่ผู้นำสองประเทศเคยเห็นชอบจัดตั้งคณะทำงานร่วม แต่ย้ำว่า ความร่วมมือนั้นต้องตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ

‘ส้มสามกีบ’ ด้อมพรรคการเมือง ‘ล้มสถาบัน’ แบบอย่างของ “คนสายพันธุ์ย้อนแย้ง” ในประเทศไทย

(15 ก.ค. 68) ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนไทยที่ติดตามการเมืองแบบลงลึก ก็จะทราบดีว่าบ้านเรามีพรรคการเมืองที่มีพฤติกรรม “ย้อนแย้ง” อยู่พรรคหนึ่ง ที่พูดอย่างแต่จะทำอีกอย่าง จับได้ไล่ทันก็ไม่กล้ายอมรับผิด สิ่งที่ผู้คนพบเห็นมักจะไม่ตรงปกเสมอ ปากพูดว่าสิ่งใดเป็นสิ่งไม่ดีก็จะเป็นสิ่งนั้นเสียเองหน้าตาเฉย จัดเป็น “คนสายพันธุ์ย้อนแย้ง” ชนิดที่ไม่อายฟ้าอายดิน 

“โรคย้อนแย้ง” คล้าย “โรคป่วยทางจิต” ลอยคลุ้งฟุ้งกระจายในอากาศ จนซึมซ่านผ่านรูขุมขนของผู้คน 14 ล้านให้กลายเป็น “คนย้อนแย้ง” ไม่ต่างกัน หลักฐานที่บ่งชัด เริ่มจาก บางคนได้รับทุนการศึกษาพระราชทาน แต่กลับสนับสนุน “ส้มสามกีบ”, อาศัยใช้นามสกุลพระราชทานจากต้นตระกูล แต่เลือก “พรรคกัดเซาะสถาบัน”, ติดรูปในหลวงไว้ที่ฝาห้องให้ผู้คนเห็นอย่างโดดเด่น แต่กลับเชียร์ “พรรคล้มเจ้า”, ได้ที่ดินทำกินจากโครงการของในหลวง แต่กาเลือก “พรรคบ่อนทำลายสถาบัน”, 

ห้อยพระเกจิที่มีความผูกพันกับในหลวง เชื่อมโยงถึงความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่กลับสนับสนุน “ส้มสามกีบ”, เกลียดสถาบัน กัดเซาะในหลวงรัชกาลที่ ๙ แต่ในการทำมาหากินกลับนำบทเพลงพระราชนิพนธ์ไปขับร้องหารายได้อย่างไม่ละอายใจ, แต่งชุดดำร้องไห้ตอนปลายปี 2559 แต่กาเลือก “พรรคเกลียดสถาบัน”, ต้นตระกูลเป็นคนต่างด้าว ต่างแดน ได้รับความเมตตาจากในหลวงให้มีที่ดินทำกิน แต่ไป “ร่วมขบวนสามกีบ” สนับสนุน “พรรคล้มล้างสถาบัน”, 

ชูสามนิ้ว แต่ไปนั่งสวดมนต์ที่ในบทสวดมีแต่การปกป้อง รักษา และเชิดชูสถาบันกษัตริย์, ปากบอกเป็นหนึ่งในคนไทยที่รักในหลวง แต่ตอนเลือกตั้งก็กาเลือก “พรรคส้มเน่า”, ศึกษาในสถานศึกษาทั้งโรงเรียน และมหาวิทยาลัยที่สร้างโดยพระมหากษัตริย์ไทย แต่กลับไม่สำนึกบุญคุณ ไปเชียร์และเลือก “พรรคล้มล้างสถาบัน”, ฯลฯ 

ทั้งหมดคือตัวอย่างของ “คนขี้กาก” ใน “14 ล้านเสียง” ที่สะท้อนถึงความเป็น “มนุษย์ย้อนแยง” ได้ชัดเจนที่สุด “โรคย้อนแย้ง” จึงเป็น “โรคติดต่อ” ที่มักจะติดต่อกันเฉพาะ “คนสายพันธุ์เดียวกัน” คนเช่นนี้มีอยู่แทบจะทุกวงการในสังคมไทย ไม่เว้นแม้กระทั่งคนใน “วงการเพลง” 

ฐานะคนในวงการเพลง นี่คือสิ่งที่ผมรู้สึกอับอาย

เม่นสองสี ขี้สองกอง พรรคสองเลว คนโบราณปักป้ายไว้ว่าเป็นอันตราย

(25 ส.ค. 68) สัตว์เดรัจฉานบางชนิด เช่น “เม่น” เวลาจะเข้าหากัน ก็มักจะกลัวอีกฝ่ายทิ่มแทง ไม่ต่างจาก “พรรคการเมืองทำลายชาติ” สองพรรค สองสี หากจำเป็นต้องแอบผสมพันธุ์กันเพื่อผลประโยชน์ ตัวหนึ่งก็ต้อง “แกล้งยอมเจ็บ” ในบางขณะ เพื่อแลกกับ “ชาติที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์” ให้ระคายใจอีกต่อไป 

เพราะการจะขึ้นทำเนียบเป็น “นักการเมืองล้มระบอบเดิม” การบินเดี่ยวลุยพรรคเดียวมันยากจะปักธงเลว ต้องกอดคอกับประเภทที่ “ชั่วพอกัน” เท่านั้น 

เม่นสีแรก ริเริ่มเป็นปฐมบทแห่งความคิด “ล้มสถาบันกษัตริย์” จัดตั้งขบวนการมอมเมา “กลุ่มคนอิสานเขลา” ให้ “ปลดรูปในหลวงออกจากข้างฝา” เพื่อทำให้สถาบันดูอ่อนแอลง ตามต่อด้วยการเผาห้าง เผาศาลากลาง เผาเมือง มีประเด็นซุกหุ้น ถุงเงินสองล้าน สามหนาห้าห่วง ที่ดินรัชดา แก้กฎหมายเพื่อตนเอง โกงการจำนำข้าว หนีคดี และโกงการติดคุก เลยมาจนถึง “คำพูดขายชาติ” ของนายกไร้ประสบการณ์ ทั้งการเหยียดทหารไทย และอิงใจให้กับ “เขมรแดงแปรพักตร์” พฤติกรรมที่คนไทยได้รู้ได้เห็นจึงไม่ต่างจาก “ขี้” ที่ทั้งส่งกลิ่นเหม็นอบอวล และไร้ประโยชน์ต่อสังคมชาติ

เม่นอีกสี ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูง แฝงความอกตัญญูต่อแผ่นดินเป็นทุน มีความจงเกลียดจงชังสถาบันกษัตริย์ อยากได้ อยากมีอย่างเขา แต่ไม่ได้มีบุญมีบารมีเท่า จึงเดินหน้าปลุกปั่นให้ผู้คน “ชูสามนิ้ว” แสดงออกถึงการเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน ส่งเสริมให้พากันกัดเซาะ ใส่ร้าย ให้สถาบันเป็นที่เกลียดชัง จนเด็ก ๆ ต้องโดนคดี 112 หมดอนาคตไปหลายคน ยังปกป้อง สส.หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่กล้าแตะนักโทษชั้น 14 สนับสนุนคนพม่า ให้คุณค่าต่อ “ขแมร์” ไม่แคร์ไทยเสียดินแดน ยังด้อยค่าและดูแคลนน้ำใจของทหารไทย ทั้ง ๆ ที่เสียสละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินแม่ เป็นฝ่ายค้านที่ไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่กลับทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลสารเลว สมคบคิดกันเพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน 

เม่นสองสี ขี้สองกอง พรรคสองเลว จัดว่าเป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนทุกคน จับตาดูให้ดี อย่าประมาทครับ..คนไทย 

‘พีระพันธุ์’ ย้ำชัด ทำงานการเมืองเพื่อประโยชน์ชาติและประชาชน ไม่เคยดีลขอเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ  นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ  เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการนำเสนอความเห็นทางการเมืองโดยนำชื่อของตนเข้าไปเกี่ยวโยงกับการเลือกนายกรัฐมนตรีจนสร้างความสับสนในสังคมนั้น  ตนขอยืนยันว่า  ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง  และไม่เคยมีการหยิบยกชื่อของตนเข้าสู่การเจรจาใด ๆ  ซึ่งสามารถยืนยันได้จากการหารือร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค  

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมปริ๊นเซส นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าจะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ ให้ที่ประชุมพิจารณา และในทางการเมืองก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลจากพรรคอื่น ในขณะที่พรรคของตนเองยังมีรายชื่ออยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรี เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพรรคนั้นเองเป็นอย่างมาก 

ข่าวที่ออกมาจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง และอาจสร้างความเข้าใจผิดได้ 

“ที่ผ่านมาผมมุ่งทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ไม่เคยหวังที่จะได้ตำแหน่งอะไร และไม่เคยอยู่ในสมการใด ๆ เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีเลย” นายพีระพันธุ์กล่าว

จาก..เผาเลยครับพี่น้อง ถึง..ปากท้องสำคัญกว่าแผ่นดิน สองคำพูดเลว ๆ ของสองมนุษย์หัวใจทราม

(23 ก.ย. 68) ย้อนกลับไป 16-17 ปีก่อน ช่วงเวลาที่ “คนเสื้อแดง” ชุมนุมใหญ่ มีความอหังการถึงขนาดปิดท้องถนน ยึดพื้นที่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย เผารถ เผาห้าง บุกค้นโรงพยาบาล หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงที่มีอาชีพ “หากินกับม็อบ” ขึ้นเวทีแล้วปลุกปั่น ยุยง ส่งเสริม สนับสนุน ให้กับเหล่า “คนเสื้อแดงสมองน้อย” อย่างเมามันด้วยคำพูดว่า “เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง” เสียงปรบมือเฮโลดังสนั่นให้กับความห้าวหาญ และจริงจังนั้น 

ภาพลักษณ์ที่ดูคล้าย “คนจริง” แต่ที่จริงก็ไม่ใช่ “ชายชาตินักรบที่อาจหาญ” ที่เปิดหน้ามาต่อสู้เพื่อความชอบธรรมให้กับสังคมแต่อย่างใด เป็นได้เพียง “ทาสรับใช้นักการเมืองเลว ๆ” โดยหวังจะมีอาชีพ มีตำแหน่งทางการเมือง เป็นการทำมาหากินแบบพื้น ๆ ของคนไร้อุดมการณ์ และไร้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมแค่นั้นเอง  

คำพูดที่ขึ้นทำเนียบ “โฉดชั่ว” กระตุ้นให้ “คนเสื้อแดง” มีความฮึกเหิมและกระทำการ “เผาเมืองกรุงเทพมหานคร” หลายจุดด้วยกัน สร้างความเสียหายทั้งทางกาย ทางใจ และเศรษฐกิจของประเทศยากจะพลิกฟื้นกลับคืนมาได้ในเวลาสั้น เจ้าของคำพูดไม่ได้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และเมื่อเวลาผ่านไป บาดแผลที่เจ้าของพื้นที่หลายแห่งที่โดนไฟเผาจนมอดไหม้ยังไม่เคยจางหายไปจากหัวใจ แต่ “นักปลุกปั่นรับจ้าง” ยังคงยึดอาชีพเดิม ช่วยเหลือ “นักโทษที่เคยหนีคดี” คนเดิม เสริมส่งความผิดเพี้ยนออกสู่สังคมเพื่อลาภยศสรรเสริญไม่เปลี่ยนแปลง กรรมหนักเท่านั้นที่กำลังตามไล่ล่า “คนเผาชาติ” ได้ทัน และเชื่อว่าคงจะอีกไม่นาน 

ด้วยใครก็ตามที่หยามหมิ่นแผ่นดิน คิดคด ทรยศต่อคนไทยที่ทำมาหากินสุจริต มีจิตใจคล้อยไปในทางชั่วช้าสามานย์ เอนเอียงให้กับ “คนขายชาติ” ก็จะพบกับ “วิบากกรรมในชีวิต” และจะจบลงด้วยความสิ้นค่าในความเป็นคน

เชื่อมั่นมาก ๆ ว่าจะไม่แตกต่างจากเจ้าของคำพูด “ปากท้องสำคัญกว่าแผ่นดิน” ของนักการเมืองที่หนีการเกณฑ์ทหารคนหนึ่ง ที่มองเรื่องชาติ เรื่องแผ่นดิน เรื่องการสูญเสียอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนมาทีหลัง เปลือยให้เห็นความเบาปัญญา และไร้ความกตัญญูต่อประเทศชาติ ไม่นานก็จะพบความวิบัติภัยในชีวิตของตัวเองไม่ต่างกัน

อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจาก ‘พระพุทธเจ้า’ ที่ยังใช้ได้จริงจนถึงทุกวันนี้ ความเข้มแข็งของบ้านเมือง!! เกิดจากความสามัคคี ยกย่องคุณธรรม

(19 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ได้โพสต์คลิปลง TikTok เกี่ยวกับ อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจากพระพุทธเจ้า ที่ยังใช้ได้จริงทุกวันนี้ โดยในคลิปนั้นมีใจความว่า ...

ท่านทั้งหลายเคยทราบไหมครับว่า พระพุทธเจ้าของเรา เคยให้คำแนะนำทางการเมือง เกี่ยวกับการปกครอง ที่จะนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมือง และนี่ก็คือ เรื่องราวของ อปริหานิยธรรม 7

ซึ่งถูกบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องราวของ วัสสการพราหมณ์ ที่ถูก พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ ส่งมาเพื่อขอให้พระพุทธเจ้า ทำนายว่า หากจะยกทัพไปตีวัชชี จะได้ชัยชนะหรือไม่

แต่คำตอบที่ได้นั้น กลับไม่ใช่เรื่องของการทำนายแพ้ชนะ แต่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้ง เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง ที่ยังคงใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

ย้อนเวลากลับไปในดินแดนชมพูทวีป ในยุคที่พระพุทธเจ้านั้นยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ มหาอาณาจักรมคธ ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอชาตศัตรู กำลังจ้องจะขยายอำนาจ พระองค์ทรงมีพระประสงค์อย่างแรงกล้า ที่จะยึดครองแคว้นวัชชี ซึ่งมีเมืองหลวงคือไวศาลี

ดินแดนแห่งนี้น่าสนใจมาก เพราะพวกเขาไม่ได้ปกครองโดยกษัตริย์องค์เดียว เหมือนกับที่อื่น แต่เป็นการปกครองแบบสหพันธรัฐ คือมีหัวหน้าเผ่าหลายคน ร่วมกันบริหารบ้านเมือง คล้ายกับระบอบสาธารณรัฐ ในยุคโบราณ และที่สำคัญพวกเขาเข้มแข็งมากพวกเขาสามัคคีกันมาก

พระเจ้าอชาตศัตรู แม้จะประกาศว่า ดินแดนแห่งนี้เราจะทำลายให้ย่อยยับสิ้นซาก แต่ก่อนที่จะยกทัพนั้นพระองค์รู้ว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตัดสิ่งใดที่ผิดจากความจริง จึงส่ง มหาอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขอคำทำนายว่า หากยกทัพไปตี แล้วจะได้รับชัยชนะหรือไม่ และนี่ก็คือจุดที่พลิกผันของเรื่องนี้

เพราะพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตอบว่าแพ้หรือชนะ พระองค์ไม่ได้ทำนายอนาคต แต่กลับไปถามพระอานนท์ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ถามถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ ถามว่าพวกเขา ยังคงประชุมปรึกษากันอยู่บ่อย ๆ หรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าใช่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสต่อว่า ตราบใดที่ชาวบ้านยังคงทำเช่นนั้น ความเจริญย่อมจะมีแก่พวกเขา ไม่มีวันเสื่อมเลย

มหาอำมาตย์ที่นั่งฟังอยู่ เริ่มเข้าใจทันที นี่ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการชี้ให้เห็นเหตุและผล

พระพุทธเจ้ากำลังบอกว่า ความแข็งแกร่งจากบ้านเมือง มาจากเหตุและปัจจัยเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักการ 7 ประการ ที่ทำให้สังคมไม่เสื่อมถอย อปริหานิยธรรม 7

ประการแรก การหมั่นประชุมศึกษา นี่ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกัน แต่เป็นการระดมสติปัญญา แลกเปลี่ยนมุมมอง หาทางออกร่วมกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีการประชุมปรึกษาหารือกัน

ประการที่ 2 ความพร้อมเพียงกัน มาประชุมก็มาพร้อมกัน เลิกก็เลิกพร้อมกัน ทำงานก็ทำด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีการเล่นพวก นี่คือพลังของความสามัคคีที่แท้จริง

ประการที่ 3 การเคารพกติกาที่มีอยู่ ไม่แก้ กฎระเบียบตามอำเภอใจ ไม่ยกเลิกสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่แล้ว นี่คือหลักนิติธรรมที่เราพูดถึง เราพูดกันบ่อย ในปัจจุบัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

ประการที่ 4 การเคารพผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบหุ่นยนต์ เป็นการรับฟังด้วยเหตุผล เพราะท่านเหล่านั้นผ่านอะไรมามาก มีภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

ประการที่ 5 การไม่ข่มเหง หรือละเมิดสตรี สังคมที่ดี ต้องให้ความเคารพและปกป้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือเครื่องชี้วัดความศิวิไลซ์ ของสังคมนั้น ๆ

ประการที่ 6 การรักษาประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสิ่งที่ยึดโยงให้คน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีรากแก้วร่วมกัน

และประการสุดท้าย การอุปถัมภ์คนดีมีศีลธรรม นักบวช นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรม เพราะคนเหล่านี้ คือเข็มทิศทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมให้คุณค่ากับคนดี คนดีก็จะเพิ่มขึ้น

เมื่อฟังจบมหาอำมาตย์ก็ได้อุทานว่า หากรักษาได้แม้เพียงข้อเดียว ก็ยากที่จะพ่ายแพ้ แล้วนี้พวกเขาทำได้ครบทั้ง 7 ข้อ พระเจ้าอชาตศัตรู ไม่มีทางที่จะชนะด้วย การรบ ได้เลย เว้นแต่จะใช้วิธีอื่น วิธียุแหย่ให้พวกเขาแตกความสามัคคีกันเอง

และนี่ก็คือข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก ข้าศึกศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพจากภายนอก แต่เป็นความแตกแยกจากภายใน ประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้ตัวเอง แพ้เพราะลืมหลักการพื้นฐานเหล่านี้

หลักการนี้คล้ายกับหลักประชาธิปไตยในสมัยใหม่มาก แต่จริง ๆ แล้ว มันลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงแค่ระบบการเมือง แต่พูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง

ลองมองรอบตัวเราในวันนี้ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร หรือประเทศ เรายังคงรักษาหลักการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เรายังพูดคุยปรึกษากันอยู่หรือเปล่า หรือต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง มีความเชื่อแบบสุดโต่งของตัวเอง เรายังเคารพกติการ่วมกันหรือไม่ หรือใครมีอำนาจก็ แก้กฎระเบียบได้ตามใจชอบ เรายังให้คุณค่ากับคนดี มีคุณธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกลับไปยกย่องคนที่ร่ำรวย และมีอำนาจ โดยไม่สนใจว่า มาด้วยวิธีไหน

อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมือง จากพระพุทธเจ้า

(20 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ได้โพสต์คลิปลง TikTok เกี่ยวกับ อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจากพระพุทธเจ้า ที่ยังใช้ได้จริงทุกวันนี้ โดยในคลิปนั้นมีใจความว่า ...

ท่านทั้งหลายเคยทราบไหมครับว่า พระพุทธเจ้าของเรา เคยให้คำแนะนำทางการเมือง เกี่ยวกับการปกครอง ที่จะนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมือง และนี่ก็คือ เรื่องราวของ อปริหานิยธรรม 7

พระพุทธเจ้า เคยกล่าวว่า ความแข็งแกร่งจากบ้านเมือง มาจากเหตุและปัจจัยเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักการ 7 ประการ ที่ทำให้สังคมไม่เสื่อมถอย อปริหานิยธรรม 7

ประการแรก การหมั่นประชุมศึกษา นี่ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกัน แต่เป็นการระดมสติปัญญา แลกเปลี่ยนมุมมอง หาทางออกร่วมกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีการประชุมปรึกษาหารือกัน

ประการที่ 2 ความพร้อมเพียงกัน มาประชุมก็มาพร้อมกัน เลิกก็เลิกพร้อมกัน ทำงานก็ทำด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีการเล่นพวก นี่คือพลังของความสามัคคีที่แท้จริง

ประการที่ 3 การเคารพกติกาที่มีอยู่ ไม่แก้ กฎระเบียบตามอำเภอใจ ไม่ยกเลิกสิ่งดีๆที่มีอยู่แล้ว นี่คือหลักนิติธรรมที่เราพูดถึง เราพูดกันบ่อย ในปัจจุบัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

ประการที่ 4 การเคารพผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบหุ่นยนต์ เป็นการรับฟังด้วยเหตุผล เพราะท่านเหล่านั้นผ่านอะไรมามาก มีภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

ประการที่ 5 การไม่ข่มเหง หรือละเมิดสตรี สังคมที่ดี ต้องให้ความเคารพและปกป้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือเครื่องชี้วัดความศิวิไลซ์ ของสังคมนั้น ๆ

ประการที่ 6 การรักษาประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสิ่งที่ยึดโยงให้คน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีรากแก้วร่วมกัน

และประการสุดท้าย การอุปถัมภ์คนดีมีศีลธรรม นักบวช นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรม เพราะคนเหล่านี้ คือเข็มทิศทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมให้คุณค่ากับคนดี คนดีก็จะเพิ่มขึ้น

และนี่ก็คือข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก ข้าศึกศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพจากภายนอก แต่เป็นความแตกแยกจากภายใน ประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้ตัวเอง แพ้เพราะลืมหลักการพื้นฐานเหล่านี้

หลักการนี้คล้ายกับหลักประชาธิปไตยในสมัยใหม่มาก แต่จริง ๆ แล้ว มันลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงแค่ระบบการเมือง แต่พูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง
.
ลองมองรอบตัวเราในวันนี้ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร หรือประเทศ เรายังคงรักษาหลักการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เรายังพูดคุยปรึกษากันอยู่หรือเปล่า หรือต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง มีความเชื่อแบบสุดโต่งของตัวเอง เรายังเคารพกติการ่วมกันหรือไม่ หรือใครมีอำนาจก็ แก้กฎระเบียบได้ตามใจชอบ เรายังให้คุณค่ากับคนดี มีคุณธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกลับไปยกย่องคนที่ร่ำรวย และมีอำนาจ โดยไม่สนใจว่า มาด้วยวิธีไหน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top