Wednesday, 15 July 2026
WORLD

ตำรวจรวบเจ้าหน้าที่คนสนิทวัย 20 ยักยอกเงินจากสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น มูลค่ากว่า 3.6 ล้านเยน สารภาพสิ้นเพราะติดปัญหาทางการเงินส่วนตัว

(2 พ.ค. 68) พระราชวังอิมพีเรียลญี่ปุ่นเผยว่าเจ้าหน้าที่วัย 20 ปี ถูกไล่ออกจากราชการ หลังยอมรับว่ายักยอกเงินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระจักรพรรดิและครอบครัว รวมมูลค่ากว่า 3.6 ล้านเยน (ราว 864,000 บาท) ตลอดระยะเวลาหนึ่งปี

การกระทำผิดถูกตรวจพบหลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานราชสังเกตเห็นความไม่ตรงกันของเงินสดในตู้เซฟและบัญชีรายรับ-รายจ่าย โดยเบื้องต้นผู้ต้องสงสัยให้การรับสารภาพทันทีหลังถูกสอบถาม และอ้างว่าเกิดจากปัญหาทางการเงินส่วนตัว ซึ่งล่าสุดชายผู้ก่อเหตุได้ชดใช้เงินคืนทั้งหมดแล้วเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา 

สำหรับเงินที่ถูกขโมยเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณ ปีละ 324 ล้านเยน ที่จัดสรรไว้สำหรับค่าใช้จ่ายของสมเด็จพระจักรพรรดิ พระจักรพรรดินี เจ้าหญิงไอโกะ และพระบรมวงศ์อื่น ๆ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่าได้ยื่นเรื่องร้องเรียนทางอาญาแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับผู้จัดการผู้ตรวจพบความผิดปกติ ได้รับโทษลดเงินเดือน 10% เป็นเวลา 1 เดือน ฐานละเลยหน้าที่ในการควบคุมดูแลบัญชี

ยาสุฮิโกะ นิชิมูระ ประธานสำนักงานราชสำนัก กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยใหม่ พร้อมขอโทษสมเด็จพระจักรพรรดิและครอบครัว และให้คำมั่นว่าจะเพิ่มความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

ผลสำรวจชี้ ‘ชาวญี่ปุ่น’ เชื่อสงครามในเอเชียมีแนวโน้มเกิดขึ้นจริง ท่ามกลางความไม่มั่นใจต่อจีนและพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ

(2 พ.ค. 68) ผลสำรวจล่าสุดของ Asahi Shimbun เผยว่าชาวญี่ปุ่นกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับโอกาสที่ประเทศจะเข้าไปพัวพันกับสงครามครั้งใหญ่ในเอเชีย โดยร้อยละ 62 ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดความขัดแย้ง เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 50 ในการสำรวจเมื่อ 10 ปีก่อน

ประชาชนราวร้อยละ 12 เชื่อว่าสงคราม “มีความเป็นไปได้สูงมาก” ขณะที่ร้อยละ 50 ระบุว่า “มีแนวโน้ม” ที่จะเกิดขึ้น ในทางตรงข้าม มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มองว่า “ไม่มีโอกาส” ที่จะเกิดความขัดแย้งดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงความวิตกที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากชี้ว่า ความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะกับจีน มีส่วนสำคัญต่อความรู้สึกนี้ โดยในกลุ่มที่มองว่าจีนเป็นภัยคุกคาม (ประมาณสามในสี่ของผู้ตอบทั้งหมด) มีถึงร้อยละ 22 ที่เชื่อว่าญี่ปุ่นอาจทำสงครามกับจีน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมเกือบสองเท่า

ขณะเดียวกัน ความไม่มั่นใจต่อพันธมิตรกับสหรัฐฯ ยิ่งซ้ำเติมความกังวล โดยมีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะ “ปกป้อง” ญี่ปุ่นอย่างแน่นอน หากเกิดวิกฤต ในกลุ่มที่ไม่มั่นใจในพันธมิตรนี้ มีถึงร้อยละ 67 ที่เชื่อว่าญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะทำสงคราม

นอกจากนี้ สงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 ยังส่งอิทธิพลต่อมุมมองของสาธารณชนญี่ปุ่น โดยผู้ที่ติดตามความขัดแย้งระดับโลกอย่างใกล้ชิด (ประมาณหนึ่งในสามของกลุ่มตัวอย่าง) ถึงร้อยละ 72 เชื่อว่าสงครามครั้งใหญ่ในเอเชียอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

เอกสารลับโซเวียตยืนยัน ‘ฮิตเลอร์ตายจริง’ ในบังเกอร์ปี 1945 ปิดฉากทฤษฎีสมคบคิดเรื่องหลบหนีไป…อเมริกาใต้

(2 พ.ค. 68) เอกสารลับที่เพิ่งได้รับการปลดล็อกจากหน่วยความมั่นคงของรัสเซีย (FSB) เปิดเผยรายละเอียดใหม่เกี่ยวกับช่วงเวลาสุดท้ายของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำเผด็จการนาซี ผู้จบชีวิตลงเมื่อ 30 เมษายน 1945 ที่บังเกอร์ในกรุงเบอร์ลิน ระหว่างการล้อมของกองทัพโซเวียต

คำให้การของไฮนซ์ ลิงเงอ (Heinz Linge) ผู้ช่วยส่วนตัว และอ็อตโต กุนเชอ (Otto Günsche) เจ้าหน้าที่ใกล้ชิดฮิตเลอร์ ที่ถูกกองทัพแดงจับตัวไว้ ถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญในเอกสาร โดยทั้งคู่ระบุว่าฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายด้วยกระสุนปืนที่ศีรษะ ขณะที่อีวา บราวน์ ภรรยา ใช้ไซยาไนด์ก่อนถูกเผาร่างร่วมกันในสวนใกล้บังเกอร์

เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเอกสารระบุว่า ฮิตเลอร์ตัดสินใจจบชีวิตเพราะมองว่าการสู้รบต่อไปเป็นเรื่องไร้ความหมาย และเขา “หวาดกลัวจะถูกจับขณะพยายามหลบหนี” โดยยังเน้นย้ำว่าฮิตเลอร์ในร่างที่ไร้ลมหายใจ “ไม่ใช่ตัวปลอม” เพราะไม่สามารถออกจากสถานที่ได้โดยไม่ถูกเห็น

แม้ในช่วงหลังสงครามจะมีข่าวลือว่าฮิตเลอร์หลบหนีไปอเมริกาใต้ รวมถึงการแพร่ภาพปลอมในปี 1955 ที่อ้างว่าเขาปรากฏตัวในอาร์เจนตินา แต่หลักฐานซากฟันและขากรรไกรของเขาที่ถูกตรวจสอบโดยนักนิติเวช ฟิลิปป์ ชาร์ลิเยร์ (Philippe Charlier) ในปี 2017 ตรงกับภาพเอกซเรย์ของฮิตเลอร์เมื่อปี 1944

คำให้การของลิงเงอยังเล่ารายละเอียดการเผาร่าง โดยระบุว่ากระป๋องน้ำมันเบนซินสามใบถูกเทลงบนศพก่อนจุดไฟ โดยมีมาร์ติน บอร์มันน์ (Martin Ludwig Bormann) เป็นผู้เตรียมการไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ร่างของผู้นำเยอรมันตกไปอยู่ในมือศัตรู

แม้ลิงเงอและกุนเชอจะเคยเปลี่ยนคำให้การภายหลัง แต่เอกสารล่าสุดจาก FSB ยืนยันว่าฮิตเลอร์เสียชีวิตจริงในเบอร์ลินช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่ 2 และการตรวจสอบพยานหลักฐานทางชีวภาพได้ยุติข้อสงสัยเกี่ยวกับทฤษฎีสมคบคิดที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปี

Microsoft รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 สุดแกร่ง กำไรโต 18% จากปีที่แล้ว…หลังหนุนด้วยเทคโนโลยีคลาวด์และ AI

(2 พ.ค. 68) ไมโครซอฟต์ (Microsoft) เผยผลประกอบการไตรมาสสามของปีงบการเงิน 2025 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม มีรายได้รวมอยู่ที่ 70.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.34 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

กำไรสุทธิในไตรมาสดังกล่าวแตะ 25.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.6 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 18% ขณะที่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 3.46 ดอลลาร์ และรายได้จากการดำเนินงานรวม 32 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16%

รายได้หลักยังมาจากกลุ่มธุรกิจ Productivity and Business Processes ที่ทำได้ 29.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10%, คลาวด์อัจฉริยะ (Intelligent Cloud) 26.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% และกลุ่ม More Personal Computing ที่ 13.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6%

บริษัทระบุว่าได้จ่ายเงินคืนแก่ผู้ถือหุ้นในรูปแบบการซื้อคืนหุ้นและเงินปันผลรวม 9.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้ และย้ำว่าการเติบโตของธุรกิจคลาวด์และ AI เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการขยายตัวทางรายได้และประสิทธิภาพขององค์กร

สำหรับไมโครซอฟต์คลาวด์เพียงอย่างเดียวสร้างรายได้สูงถึง 42.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน ตอกย้ำบทบาทของเทคโนโลยีคลาวด์และ AI ในการขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่อย่างชัดเจน

นายกรัฐมนตรีคนใหม่แคนาดา ยืนยันจะไม่ทนกับกำแพงภาษีทรัมป์ ประกาศตัดสัมพันธ์เศรษฐกิจ-ความมั่นคงกับสหรัฐฯ ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง

(2 พ.ค. 68) หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา แคนาดาได้แต่งตั้ง มาร์ก คาร์นีย์ เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ โดยเข้ารับตำแหน่งต่อจาก จัสติน ทรูโดว์ ที่ลาออกชั่วคราวเมื่อเดือนมีนาคม ก่อนมีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งพรรคเสรีนิยมยังสามารถรักษาคะแนนเสียงไว้ได้

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก คาร์นีย์ประกาศชัดว่า “ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ได้สิ้นสุดลงแล้ว” พร้อมเตรียมตอบโต้นโยบายภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ของแคนาดา

สาเหตุหลักมาจากการที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีรถยนต์และชิ้นส่วนจากแคนาดา 25% อย่างถาวร พร้อมแสดงท่าทีว่าอยากให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ ซึ่งคาร์นีย์มองว่าเป็นภัยต่ออธิปไตยและทรัพยากรของประเทศ

คาร์นีย์ยืนยันว่าแคนาดาจะปรับตัว สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และกระจายความร่วมมือทางเศรษฐกิจไปยังประเทศอื่นแทนสหรัฐ พร้อมชูนโยบายปกป้องเอกราชทางเศรษฐกิจ และวางจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านทรัมป์อย่างเปิดเผย

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์เชื่อว่าท่าทีแข็งกร้าวของคาร์นีย์มีผลต่อชัยชนะของพรรคเสรีนิยม และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนจาก “มิตรใกล้ชิด” ไปสู่ “คู่ขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการทูต” อย่างเต็มรูปแบบ

คาซัคสถานเปิดตัววีซ่านักลงทุน 'Golden Visa' ดึงดูดต่างชาติ ลงทุนขั้นต่ำ!! 300,000 ดอลลาร์ พร้อมสิทธิพำนักยาว 10 ปี

(2 พ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศคาซัคสถานออกกฎระเบียบใหม่เกี่ยวกับ 'วีซ่านักลงทุน' เพื่อกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาว โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มความน่าสนใจทางเศรษฐกิจของประเทศ

ภายใต้กฎใหม่นี้ ชาวต่างชาติที่ลงทุนขั้นต่ำ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 10 ล้านบาท) สำหรับทุนจดทะเบียนของบริษัทในคาซัคสถาน หรือหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดของประเทศ สามารถยื่นขอวีซ่านักลงทุนทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยวีซ่านี้สามารถนำไปสู่การขอใบอนุญาตพำนักได้ยาวนานสูงสุดถึง 10 ปี

รูปแบบวีซ่าทองคำเช่นนี้มีใช้อย่างแพร่หลายในยุโรป เช่น สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสิงคโปร์ โดยได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และกิจกรรมทางธุรกิจเข้าสู่ประเทศเจ้าบ้าน

ทั้งนี้ การออกวีซ่าทองคำจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนด้วยการรับประกันด้านกฎหมาย พร้อมทั้งสะท้อนถึงทิศทางยุทธศาสตร์ของคาซัคสถานที่เน้นความเปิดกว้าง การคุ้มครองเงินทุน และการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับกฎระเบียบนี้จะมีผลบังคับใช้ภายใน 10 วันหลังจากการประกาศอย่างเป็นทางการ โดยสามารถดูรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่: https://zan.gov.kz/client/#!/doc/209576/rus

‘เซเลนสกี้’ ยอมแล้ว!! หลังจากทะเลาะกันให้โลกดู คาด!! ยอม ‘Rare Earth’ ให้สหรัฐอเมริกา ใช้หนี้

(1 พ.ค. 68) ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีใจความว่า...

ก้าวแรกสู่การสงบศึก Russia-Ukraine !!
เซเลนสกี้ ยอมแล้ว!!
หลังจากทะเลาะกันให้โลกดูเมื่อเดือนที่แล้ว
จะนำไปสู่การฟื้นฟู Ukraine จากสงคราม 
รวมถึงการปลดพันธนาการพึ่งพา Rare Earth จากจีน
ซึ่ง Rare Earth เหล่านี้ จะนับเป็นการคืนเงินที่สหรัฐช่วยสู้ศึกในช่วงที่ผ่านมา 

รมว.กลาโหมของสหรัฐฯ เพิ่งประกาศสงครามกับ อิหร่าน (หรือเปล่า) หลัง ‘อิหร่าน’ ให้การสนับสนุน ‘ฮูตี’ ลั่น!! จะต้องชดใช้ผลที่ตามมา

(1 พ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

รมว.กลาโหมของ #สหรัฐฯ เพิ่งประกาศสงครามกับ #อิหร่าน หรือเปล่า??

สารถึงอิหร่าน

สหรัฐฯเห็นว่าอิหร่านสนับสนุนกลุ่มฮูตีเต็มร้อย สหรัฐฯรู้ดีว่าอิหร่านกำลังทำอะไรอยู่
อิหร่านรู้ดีอยู่แล้วว่ากองทัพสหรัฐฯ มีศักยภาพแค่ไหน — และอิหร่านได้รับคำเตือนแล้ว
อิหร่านจะต้องชดใช้ผลที่ตามมาในเวลาและสถานที่ที่สหรัฐฯกำหนด”

‘ภูฏาน’ ประกาศตั้งสหพันธ์มวยไทยแห่งชาติ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เสริมสัมพันธ์ไทย-ภูฏาน IOC ร่วมผลักดันเยาวชนสู่เวทีโอลิมปิก

เมื่อวันที่ (27 เม.ย.68) ที่ผ่านมา ราชอาณาจักรภูฏานได้ประกาศจัดตั้ง สหพันธ์มวยไทยแห่งชาติ ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเป็นความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ สหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับกีฬามวยไทยที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC)

การเปิดตัวตรงกับช่วงเสด็จเยือนภูฏานอย่างเป็นทางการของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พระบรมราชินี ภายในงานมีการสาธิตมวยไทยและการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย-ภูฏาน เพื่อเน้นย้ำถึงคุณค่าของมวยไทยทั้งในฐานะศิลปะการต่อสู้และกีฬาระดับโอลิมปิก

สำหรับสหพันธ์มวยไทยแห่งภูฏานอยู่ภายใต้การดูแลของ คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งภูฏาน นำโดย เจ้าฟ้าชายจิกเยล อุกเยน วังชุก ซึ่งทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการร่วมกับ IFMA และหน่วยงานมวยไทยของไทย อาทิ สมาคมมวยไทยสมัครเล่น (AMTAT) และสมาคมมวยอาชีพ (PAT)

ดร.ศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ ประธาน IFMA กล่าวว่า ภูฏานในฐานะสมาชิกใหม่ลำดับที่ 157 ของ IFMA สะท้อนถึงความภาคภูมิใจของวงการมวยไทยทั่วโลก และเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนามวยไทยบนเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมเข้าสู่การแข่งขันอย่าง Asian Youth Games 2025 และรายการกีฬาภายใต้ IOC อื่น ๆ

การจัดตั้งสหพันธ์มวยไทยแห่งชาติในภูฏานนับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือด้านกีฬาและวัฒนธรรมไทย-ภูฏานที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยตอกย้ำบทบาทของมวยไทยในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่สามารถเติบโตและยั่งยืนในระดับสากล

‘ทรัมป์’ เผย ‘ปูติน’ พร้อมยุติสงครามกับยูเครน แต่โยนความผิดให้ ‘ไบเดน’ ทำสถานการณ์เลวร้ายตั้งแต่เริ่มต้น

(30 เม.ย. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย แสดงความเต็มใจที่จะยุติความขัดแย้งในยูเครน ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC News ในวาระดำรงตำแหน่งครบ 100 วัน

ทรัมป์กล่าวว่า ปูตินอาจกำลังส่งสัญญาณบางอย่างเพื่อโน้มน้าวให้ยุติสงคราม และย้ำว่า “เขาเต็มใจที่จะยุติการสู้รบ” พร้อมกันนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์อดีตประธานาธิบดี “โจ ไบเดน” ว่าเป็นผู้ทำให้สงครามปะทุ โดยเชื่อว่าหากตนชนะเลือกตั้งในปี 2020 ปูตินอาจยึดยูเครนได้ทั้งหมด

ผู้นำสหรัฐฯ รายนี้ยังตำหนิคำพูดของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ว่าเป็นการ 'ปลุกระดม' โดยเฉพาะการปฏิเสธที่จะยอมรับไครเมียเป็นของรัสเซีย ซึ่งเขามองว่าเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาสันติภาพและทำให้สงครามยืดเยื้อ

ทั้งนี้ในช่วงเมื่อต้นสัปดาห์ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับเกล็น เบ็ค (Glenn Lee Beck) นักวิจารณ์การเมือง อนุรักษ์นิยมชาวอเมริกัน โดยกล่าวว่าเซเลนสกีเรียกร้องมากขึ้น ทั้งที่ไม่มีอำนาจต่อรอง พร้อมระบุว่าปูติน “จัดการได้ง่ายกว่าเซเลนสกี” และเปิดกว้างต่อการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในภูมิภาคนี้

สิงคโปร์สั่ง Meta บล็อกด่วน โพสต์เฟซบุ๊กชาวต่างชาติ 3 ราย หวั่นแทรกแซงการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้

รัฐบาลสิงคโปร์มีคำสั่งให้ Meta บริษัทแม่ของ Facebook ปิดกั้นการเข้าถึงโพสต์ของชาวต่างชาติ 3 คน ซึ่งรวมถึงนักการเมืองมาเลเซียและชาวออสเตรเลีย โดยกล่าวหาว่าโพสต์เหล่านี้เป็นความพยายามแทรกแซงการเลือกตั้งทั่วไปที่จะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้

กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงกิจการเลือกตั้งของสิงคโปร์ระบุว่า โพสต์ดังกล่าวเป็นภัยต่อความสามัคคีทางเชื้อชาติและศาสนา พร้อมเน้นย้ำว่าการกระทำของชาวต่างชาติในกรณีนี้เป็นการละเมิดกฎหมายโซเชียลมีเดียฉบับใหม่ ที่ห้ามไม่ให้ชาวต่างชาติเผยแพร่เนื้อหาทางการเมืองในประเทศ

ผู้ใช้งานที่ถูกสั่งบล็อกประกอบด้วยรัฐมนตรีมาเลเซียจากพรรค PAS ชาวออสเตรเลียที่เคยถือสัญชาติสิงคโปร์ และผู้นำเยาวชน PAS ซึ่งแชร์โพสต์ที่วิจารณ์นักการเมืองมุสลิมในสิงคโปร์ 

คำสั่งดังกล่าวอ้างอิงจากพระราชบัญญัติความปลอดภัยออนไลน์ที่มีผลบังคับใช้ในปี 2023 ซึ่งให้อำนาจหน่วยงานควบคุมสื่อในการสั่งลบเนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงโพสต์ที่ปลุกปั่นความขัดแย้งทางชาติพันธุ์หรือศาสนา และกฎหมายอื่น ๆ ที่สิงคโปร์บังคับใช้เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลจากต่างชาติ

แม้รัฐบาลจะอ้างถึงการปกป้องเอกภาพของชาติ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักวิเคราะห์บางฝ่ายชี้ว่า การบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้อาจเป็นการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความเห็น และสะท้อนความหวาดระแวงของรัฐบาลต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากต่างชาติในโลกออนไลน์

ญี่ปุ่นเตือนแรง มาตรการภาษี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ กำลังเขย่าพันธมิตร ชี้อาจเป็นบูมเมอแรงทำเอเชียตีตัวออกห่างสหรัฐฯ ซบอกจีนแทน

(29 เม.ย. 68) อิตสึโนริ โอโนเดระ (Onodera Itsunori) หัวหน้าฝ่ายนโยบายของพรรครัฐบาลญี่ปุ่น (LDP) แสดงความกังวลว่า มาตรการภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจทำให้หลายประเทศในเอเชียที่เคยมีท่าทีใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และญี่ปุ่น หันไปสร้างสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นกับจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นระหว่างที่โอโนเดระร่วมงานที่สถาบันฮัดสัน กรุงวอชิงตัน โดยเขาระบุว่าหลายประเทศในเอเชียเริ่มไม่สบายใจกับนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีของทรัมป์ที่อาจสร้างแรงจูงใจให้พันธมิตรเดิมเปลี่ยนทิศทางทางยุทธศาสตร์

โอโนเดระยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมความร่วมมือด้านกลาโหมกับสหรัฐฯ ท่ามกลางภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากจีน โดยเฉพาะการขยายอิทธิพลในช่องแคบไต้หวัน การซ้อมรบเชิงรุก และการกดดันด้านจิตวิทยาในประเด็นดินแดนพิพาท

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นเตรียมเปิดเจรจาการค้ารอบใหม่กับสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่าทรัมป์พยายามผลักภาระค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันให้ญี่ปุ่นมากขึ้น โอโนเดระเสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาความร่วมมือในการผลิตและส่งออกอาวุธ เช่น กระสุน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายใหม่ของญี่ปุ่นที่เปิดทางสู่การส่งออกยุทโธปกรณ์มากขึ้นในอนาคต

ม.นานาชาติกวางตุ้ง ผลักดันโมเดล ‘ภาษา+เทคโนโลยี’ ส่งนักศึกษาเยือน Alibaba แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI และระบบคลาวด์ เพื่อพัฒนาการแปลในยุคดิจิทัล

(29 เม.ย. 68) มหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศกวางตุ้ง (GDUFS) เดินหน้าปั้นนักแปลพันธุ์ใหม่ที่ไม่เพียงเก่งภาษา แต่ยังเข้าใจเทคโนโลยี ล่าสุดส่ง “หลี่ หมิงข่าย” นักศึกษาสายเทคโนโลยีและการแปล ร่วมภารกิจระดับโลกที่สำนักงานใหญ่ Alibaba และบริษัทเทคโนโลยี Xinfengwei เมืองหางโจว ประเทศจีน เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียด้าน AI กับเยาวชนจากนานาชาติ

ภารกิจครั้งนี้ หลี่ หมิงข่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับนักศึกษาและอาจารย์จากมหาวิทยาลัยคีล ประเทศเยอรมนี พร้อมนำเสนอโปรเจกต์ “แอป AI แบบไม่ต้องเขียนโค้ด” บน DingTalk ด้วยภาษาอังกฤษ และเข้าร่วมการถกประเด็นระดับโลก เช่น บทบาทของ AI ต่อการศึกษาและความร่วมมือข้ามชาติ ถือเป็นเวทีที่ผสมผสานทั้งนวัตกรรมและวัฒนธรรมอย่างลงตัว

ในการเยือน ซิน เฟิงเวย นักศึกษาจาก GDUFS ยังได้สัมผัสเวิร์กช็อปด้าน “AI แปลภาษาบนคลาวด์” ซึ่งร่วมพัฒนาโดย GDUFS และ Alibaba Cloud พร้อมเรียนรู้เบื้องหลังการจัดการระบบคลาวด์ แชทอัจฉริยะ และโมดูลการเรียนรู้แบบใหม่ ซึ่งทีมของหลี่หมิงข่ายกำลังนำกลับไปปรับใช้กับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยอย่างเข้มข้น

ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนวิสัยทัศน์ของ GDUFS ที่ต้องการยกระดับการศึกษาด้านการแปลให้ทันสมัย ด้วยเทคโนโลยี AI และการเรียนรู้แบบประสานศาสตร์ โดยในเดือนธันวาคม 2024 ได้เปิดตัว “แพลตฟอร์ม AI แปลภาษาผ่านระบบคลาวด์” ที่ออกแบบตามมาตรฐาน CSE ของจีน มีฟีเจอร์ล้ำสมัย เช่น การวัดผลอัตโนมัติและ AI เพื่อนช่วยเรียน

ไม่หยุดแค่ในประเทศ GDUFS ยังขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเก๊า (MPU) และองค์การสหประชาชาติ เพื่อปั้นนักแปลที่มีทั้งอุดมการณ์ ความรู้รอบด้าน และศักยภาพในการทำงานระดับโลก โดยในปี 2023 ได้จัดการแข่งขันล่ามระดับนานาชาติ “อวิ๋นซานเปย” รอบชิงชนะเลิศครั้งที่ 3 อย่างยิ่งใหญ่

จากเวทีหางโจวสู่คลาสเรียนดิจิทัล GDUFS กำลังเขียนนิยามใหม่ของนักแปลมืออาชีพในศตวรรษที่ 21 ด้วยการผนวก “ภาษา+เทคโนโลยี” เข้าด้วยกัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก้าวสู่โลกอนาคตที่ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างทักษะและนวัตกรรมอีกต่อไป

สส.เดโมแครต เสนอ 7 ญัตติด่วนถอดถอน ‘ทรัมป์’ พ้นตำแหน่ง ปธน. ปมใช้อำนาจเกินขอบเขต-ขัดขวางกฎหมาย-รับสินบน และอีกเพียบ!!

(29 เม.ย. 68) นายชริ ธาเนดาร์ (Shri Thanedar) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียจากพรรคเดโมแครต รัฐมิชิแกน เสนอญัตติถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าเป็นการรับมือกับพฤติกรรมที่บ่อนทำลายหลักนิติธรรมและประชาธิปไตยของสหรัฐฯ พร้อมนำเสนอบทความถอดถอนจำนวน 7 ประการ ซึ่งรวมถึงข้อกล่าวหาการขัดขวางกระบวนการยุติธรรม การใช้อำนาจบริหารโดยมิชอบ การติดสินบน และการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐอย่างผิดกฎหมาย

ในรายละเอียดข้อกล่าวหา นายธาเนดาร์ ระบุว่าทรัมป์ได้เพิกเฉยต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ดำเนินนโยบายเนรเทศที่ละเมิดสิทธิทางกฎหมาย ใช้อิทธิพลครอบงำกระทรวงยุติธรรม และก่อตั้ง “กระทรวงประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล” หรือ DOGE ซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยมีการกล่าวหาว่า “อีลอน มัสก์” ได้รับอำนาจเกินควรผ่านหน่วยงานดังกล่าว

บทความถอดถอนยังชี้ว่าทรัมป์ใช้ตำแหน่งเพื่อโจมตีนักวิจารณ์และสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง เป็นการละเมิดสิทธิตามบทบัญญัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการใช้นโยบายภาษีเป็นเครื่องมือทางการเมืองและการคุกคามทางทหารต่อประเทศอื่น ๆ ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ

นายธาเนดาร์เรียกร้องให้รัฐสภาเร่งดำเนินการ โดยกล่าวว่า “เราไม่สามารถรอให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ได้” อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าญัตติดังกล่าวมีแนวโน้มไม่คืบหน้า เนื่องจากพรรครีพับลิกันยังควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งอาจขัดขวางการพิจารณาได้ตั้งแต่ต้นทาง

BYD ปักธงสีหนุวิลล์ ‘กัมพูชา’ ลงทุน 32 ล้านดอลล์ สร้างโรงงานผลิตรถ EV ตั้งเป้าผลิต 10,000 คันต่อปี ส่งออกทั่วโลก-เตรียมยลโฉมคันแรกพฤศจิกายนนี้

(29 เม.ย. 68) BYD ผู้ผลิตยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) จากจีน เดินหน้าขยายฐานการผลิตในต่างประเทศ ล่าสุดเริ่มก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 เมษายน โดยโรงงานนี้เป็นแห่งแรกของกัมพูชาที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และมีมูลค่าการลงทุนรวม 32 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,171.2 ล้านบาท) ครอบคลุมพื้นที่ 12 เฮกตาร์ (75 ไร่)

โรงงานจะดำเนินการในรูปแบบ CKD (Completely Knocked Down) โดยนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมาประกอบในกัมพูชา คาดว่าเฟสแรกจะเริ่มผลิตรถยนต์ BEV และ PHEV ได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ ซึ่งมีกำลังการผลิตปีละ 10,000 คัน และรถยนต์คันแรกจะออกจากสายการผลิตช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในกัมพูชาแม้ยังเล็กแต่ถือว่าเติบโตได้อย่างเร็ว โดยในปี 2567 มีการจดทะเบียนรถ EV เพิ่มขึ้นถึง 620% จากปีก่อนหน้า ซึ่ง BYD เป็นหนึ่งในแบรนด์ยอดนิยม ร่วมกับ Toyota และ Tesla ทั้งนี้ BYD เข้าตลาดกัมพูชาตั้งแต่ปี 2020 และได้เปิดตัวรุ่น Atto 3 ไปในปี 2565

สำหรับโครงการในกัมพูชานี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายกำลังการผลิตในอาเซียน ต่อจากโรงงานในไทยที่เปิดเมื่อกลางปี 2567 และโรงงานใหม่ในอินโดนีเซียมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทของ BYD ในการเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคอาเซียน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top