Sunday, 7 June 2026
NEWS FEED

‘ดร.เอ้ สุชัชวีร์’ ชื่นชม อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ร.๙ สวยงามไม่แพ้ที่ใดในโลก สะท้อนพระราชดำริ ‘น้ำคือชีวิต’

เมื่อวานนี้ (13 ต.ค. 68) ผศ.ดร.ศักย์ ทับพลี รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง ร.๙ สวนที่ทำได้มาตรฐานระดับโลก

ระหว่างทางที่เดินไปวางพวงมาลาถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน 'วันนวมินทรมหาราช' พุทธศักราช ๒๕๖๘ ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ วันจันทร์ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๘ ผมมีโอกาสได้ฟัง พี่ ดร.เอ้ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ได้เล่าความประทับใจเกี่ยวกับสวนแห่งนี้ ให้ผมฟังว่า

พี่ ดร.เอ้ มีโอกาสเดินทางไปหลายประเทศทั่วโลก และมักไปเยี่ยมชมสวนสาธารณะหรืออุทยานต่าง ๆ แต่เมื่อมาเห็นอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ในประเทศไทย รู้สึกว่า ไม่แพ้ต่างประเทศเลย 

พี่ ดร. เอ้ ชื่นชมว่าสวยงามมาก และยังเป็นสถานที่ที่ช่วยให้คนมาพักผ่อนหย่อนใจ พร้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ ๙

ภายในอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ มีทั้งสนามหญ้า ต้นไม้ และ โครงการแก้มลิง ที่จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำทะเลหนุน ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริที่ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำและสร้างความยั่งยืนให้แผ่นดินไทย 'น้ำคือชีวิต'

พี่ ดร.เอ้ ขอให้เราทุกคนร่วมสานต่อแนวทางของพระองค์ เพื่อให้บ้านเมืองเจริญมั่นคงสืบไป 

ผมฟัง พี่ ดร.เอ้ แล้ว ดูบรรยากาศสวนแห่งนี้ จริงครับ
“สวนแห่งนี้ ไม่แพ้ที่ใดในโลกครับ”

อาจารย์อุ๋ย ชี้!! ไทยตอบโต้ ‘โล่มนุษย์’ ด้วยเสียง ไม่ใช่อาวุธ ไม่ละเมิดสิทธิ!! แต่คือการปกป้องอธิปไตยอย่างมีชั้นเชิง

(13 ต.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า จากกรณีที่ฝ่ายไทยใช้การเปิดเสียหลอน เสียงผีและสารคดีที่ชี้แจงความจริงทางประวัติศาสตร์ของศูนย์อพยพบ้านหนองจานนั้น ถือเป็นการกระทำเพื่อตอบโต้ การกระทำที่ไม่เป็นมิตรของฝ่ายกัมพูชา คือการใช้พลเรือนรุกล้ำดินแดนไทยและเข้าข่ายการใช้ 'โล่มนุษย์' (human shield) คือการที่ฝ่ายกัมพูชาจัดตั้งหรือใช้พลเรือนเป็นเกราะกำบังเพื่อป้องกันกองกำลังตนเอง หรือแทรกพลเรือนเข้ามาในพื้นที่ขัดแย้งเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไทยไม่สามารถใช้กำลังตอบโต้ได้ ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงครามประเภทหนึ่งและละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งขัดต่อ พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 แห่งอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1977 (Protocol I) ธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute) มาตรา 8(2)(b)(xxiii) และละเมิดจารีตประเพณีกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (ICRC Customary IHL Rule 97)

ดังนั้น ไทยจึงมีสิทธิตอบโต้ (Retorsion) ด้วยวิธีการที่ไม่ใช้กำลัง โดยการเปิดเสียงผี/สารคดีชี้แจงความจริง ซึ่งไม่เป็นการคุกคามทางทหารโดยตรง และไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางร่างกายหรือชีวิต อันเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการกระทำที่ได้สัดส่วน (proportional) เพราะเป็นการตอบโต้ในระดับต่ำกว่าความรุนแรงของการละเมิดจากอีกฝ่าย (รุกล้ำดินแดนโดยใช้โล่มนุษย์ เช่น เด็ก สตรี พระสงฆ์ ฯลฯ) และไม่มีการใช้กำลังอาวุธ

ส่วนที่บางฝ่ายอ้างว่าการกระทำของไทยอาจขัดต่ออนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านการทรมาน (UNCAT) หรือไม่นั้น ผมมองว่า ยังไม่ถึงขั้นเข้าข่ายการทรมาน เพราะการเปิดเสียงไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางกายภาพ และมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามถอนกำลังโล่มนุษย์ และเป็นการตอบโต้ทางจิตวิทยาชั่วคราวบริเวณชายแดน และไม่ได้มุ่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด 'สารภาพ' หรือ 'ลงโทษ' ดังนั้น ถ้าดำเนินไปในลักษณะ 'มาตรการข่มขวัญโดยทั่วไป' โดยไม่เจาะจงต่อบุคคลและไม่มีผลรุนแรงต่อสุขภาพจิต ก็ยังไม่ถึงขั้น 'ทรมาน' ตาม มาตรา 1 หรือการปฏิบัติที่โหดร้ายตามมาตรา 16 ของ UNCAT 

นอกจากนี้ ผมอยากฝากไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยให้เรียกร้องไปยังนานาชาติ ประณามกัมพูชาในการใช้ 'โล่มนุษย์' มาปะทะกับกำลังเจ้าหน้าที่ของไทยที่บ้านหนองจานด้วย เพราะถือเป็นการกระทำที่ขี้ขลาด ไร้เกียรติและไร้ศักดิ์ศรี ซึ่งสากลโลกไม่ยอมรับ

ด้วยความปรารถนาดี

‘ประเทศไทย’ ปกป้องอธิปไตยด้วย ‘เสียง’ แต่กลับถูกตั้งคำถาม เรื่องสิทธิมนุษยชน

(13 ต.ค. 68) จากกรณีที่ #กันจอมพลัง นำรถเครื่องเสียงเข้าไปเปิดเสียงเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน F-16 และ #เสียงผี ที่ #หมู่บ้านหนองจาน และ #หนองหญ้าแก้ว เพื่อกดดันและ #ข่มขวัญชาวกัมพูชา ล่าสุด นางอังคณา นีละไพจิตร #สมาชิกวุฒิสภา ออกมาเตือนรัฐบาลว่า การปล่อยให้บุคคลทั่วไปเข้าไปสร้างความกดดันดังกล่าว อาจทำให้รัฐบาลตกอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมายและการเมือง

นางอังคณา ระบุว่า การปล่อยให้ #อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลภายนอกเข้าไปกระทำการเพื่อ #สร้างความหวาดกลัวในช่วงความขัดแย้ง ถือเป็นความท้าทายต่อรัฐบาล โดยเฉพาะต่อกระทรวงการต่างประเทศในการหาทางออกร่วมกันและรักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

นางอังคณาชี้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดถูกรายงานต่อ #องค์การสหประชาชาติแล้ว โดยเฉพาะจดหมายจาก นายแก้ว เรมี ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ที่ระบุว่า หน่วยทหารไทยได้กระจายเสียงแหลมสูงต่อเนื่องหลายชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของพลเรือน รวมถึงผู้สูงอายุ เด็ก และผู้พิการในพื้นที่

นอกจากนี้ นางอังคณา ยังเตือนว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่าย #การทรมานทางจิตวิทยา (Psychological Torture) ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ซึ่งไทยเป็นภาคี และอาจสร้างความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังขัดแย้งกับข้อตกลงหยุดยิงและบันทึกข้อตกลงชายแดนร่วม (GBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา “รัฐบาลควรพิจารณาให้รอบคอบ การทำสิ่งใดที่สร้างความหวาดกลัวหรือผลกระทบทางจิตใจต่อพลเรือน แม้จะเป็นฝ่ายคู่ขัดแย้ง ก็สามารถถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเวทีโลก” นางอังคณา กล่าว

ขณะที่ สุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย เตือนว่า แม้หลายคนมองว่าเป็นการแสดงความรักชาติ แต่การกระทำเช่นนี้อาจย้อนกลับ #ทำลายภาพลักษณ์ #ความชอบธรรมของไทย และถูกตีความว่าเป็นการสร้างความรำคาญหรือ #ทำร้ายพลเรือนกัมพูชา

สุนัยเตือนว่า การเปิดเสียงใส่พื้นที่พลเรือนไม่ใช่การโจมตีทางยุทธศาสตร์โดยตรง แต่เป็นเจตนาที่ส่งผลต่อประชาชนทั่วไป หากกัมพูชานำไปขยายผล ไทยอาจถูกกล่าวหาว่า #ละเมิดสิทธิพลเรือน โดยเฉพาะเมื่อมีการให้สัมภาษณ์ซ้ำจากฝ่ายความมั่นคงหรือกองทัพ

การกระทำเช่นนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่ยึดหลักความชอบธรรมและเป็นภาคี #อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ถูกตั้งคำถาม ขณะที่บางพื้นที่ชายแดนอยู่ในมาตรการพิเศษหรือกฎอัยการศึก ทำให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงยาก และเปิดช่องให้กัมพูชาตอบโต้ได้ง่าย

สุนัยสรุปว่า หากต้องการจัดการปัญหาชายแดน ควรหลีกเลี่ยงยุทธวิธีที่สร้างความเดือดร้อนให้พลเรือน และเน้นวิธีการที่ไม่ละเมิดสิทธิ เช่น การลาดตระเวนที่เคารพสิทธิพลเรือน ใช้ช่องทางทูต ข้อมูลเชิงประจักษ์ หรือมาตรการทางกฎหมายที่พิสูจน์ได้ว่าปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่ข่มขู่ประชาชนของอีกฝ่าย
 

‘ไทย – จีน’ ฉลอง 50 ปี สัมพันธ์ทางการทูต ผูกพันแน่นแฟ้น อัครราชทูตจีน ร่วมปล่อยคาราวานรถยนต์ ‘กรุงเทพฯ – ปักกิ่ง’

เมื่อวันที่ (10 ต.ค. 68) สมาคมมิตรภาพไทย-จีน ได้จัดพิธีขบวนคาราวานรถยนต์“ฉลอง 50 ปี สัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย” โดยมี ท่านอู่ จื้ออู่ อัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย นายกร ทัพพะรังสี นายกสมาคมมิตรภาพไทย-จีน คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเข้าร่วมในพิธี

ขบวนคาราวานรถยนต์ประกอบด้วยรถยนต์ยี่ห้อจีนที่ผลิตในประเทศไทยมีกำหนดเดินทางถึงปักกิ่งจากกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 10 ถึง 25 ตุลาคม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติอาลัย 'หมู่จักร' ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 1,078,000 บาท เสนอเลื่อนยศ ด.ต. รวบรวมหลักฐานดำเนินคดีคู่กรณี

(13 ต.ค. 68) จากกรณีหญิงวัย 30 ปี ขับรถกระบะชนประสานงาเป็นเหตุให้ “ส.ต.ท.จักรพงษ์ พุทธเสน” ผู้บังคับหมู่ ฝ่ายป้องกันปราบปราม สภ.เมืองหนองคาย เสียชีวิต ขณะปฏิบัติหน้าที่ออกตรวจดูแลความสงบเรียบร้อย หลังรับแจ้งเหตุวัยรุ่นรวมตัวขับขี่จักรยานยนต์ก่อความเดือดร้อนรำคาญ ในพื้นที่ ต.หาดคำ อ.เมือง จ.หนองคาย เหตุเกิดเมื่อกลางดึกของวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในนามของสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแสดงความอาลัย และแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ “ส.ต.ท.จักรพงษ์ฯ” หรือ “หมู่จักร” ในการสูญเสียครั้งนี้ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติมอบเงินสวัสดิการช่วยเหลือตามสิทธิในเบื้องต้นประมาณ 1,078,000 บาท พร้อมเสนอความชอบเลื่อนเงินเดือนไม่เกิน 3 ขั้น และเลื่อนยศสูงขึ้นเป็น ด.ต. และพิจารณาสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ต่อไป อย่างไรก็ตาม ส.ต.ท.จักรพงษ์ฯ ถือได้ว่าเป็น ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์โดยแท้ ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ด้วยความตั้งใจ ทุ่มเท เสียสละ เป็นที่รักของผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน การสูญเสียครั้งนี้นับเป็นการสูญเสียกำลังพลที่มีคุณค่า

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของความคืบหน้าคดี ทาง สภ.เมืองหนองคาย กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน โดยรอผลการตรวจเลือดของทั้ง 2 ฝ่ายคาดใช้เวลา 3-5 วัน ขณะที่ฝ่ายคู่กรณีได้รับบาดเจ็บ อยู่ระหว่างการรักษาตัว โดยจากการตรวจปัสสาวะของผู้ขับขี่รถกระบะไม่พบสารเสพติด ซึ่งต้องสอบสวนพฤติการณ์ของผู้ขับขี่ประกอบพยานแวดล้อมอื่น ๆ ว่าเป็นการเมาสุราขณะขับรถหรือไม่ รวมถึงหาสาเหตุของการชนครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนจะรวบรวบพยานหลักฐานอย่างรอบคอบรอบด้าน ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

การเปิดเสียงหลอนกลางดึก เป็นการทำสงครามจิตวิทยา รบทางเสียง ยังดีกว่า ทำสงครามฆ่ากันตาย และไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน

(13 ต.ค. 68) นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อนว่า กัน จอมพลัง หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ช่วยเหลือประชาชนเปิดเสียงซาวด์ผีหลอนใส่กัมพูชากลางดึกนั้น กัมพูชาย่อมมีสิทธิ์เปิดเสียงหลอนใส่ไทยได้เช่นกัน

“การเปิดเสียงหลอนกลางดึกเป็นการทำสงครามจิตวิทยารบทางเสียง ยังดีกว่าทำสงครามฆ่ากันตาย และไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนกันตรงไหน”

ส่วนจังหวัดสระแก้วซ้อมแผนอพยพประชาชนใน 4 อำเภอ คือ ตาพระยา โคกสูง วัฒนานคร และคลองหาด เพื่อเตรียมพร้อมยามฉุกเฉิน สะท้อนว่า สถานการณ์ผลักดันกัมพูชารุกล้ำดินแดนไทยที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว อาจขยายผลไปถึงขั้นต้องทำสงครามต่อกัน

อย่างไรก็ตาม การให้ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอพยพจึงไม่เกินความจริงไปได้ เพราะถ้ารบกันแล้ว คงไม่ได้อยู่แค่ดินแดนไทยถูกรุกล้ำเท่านั้น แต่จะขยายไปในพื้นที่ส่วนอื่น ตั้งแต่ชายแดนกองทัพภาค 1 ถึงกองทัพภาค 2 ด้วย คงหนีกันไม่พ้นการปะทะกันทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ

ผบ.ตร.ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว รับฟังสถานการณ์ และให้กำลังใจกำลังพล ยืนยันสำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมร่วมปกป้องอธิปไตยของชาติ

(13 ต.ค. 68) เวลา 08.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2, พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และ พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.) เดินทางไปตรวจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว และตรวจเยี่ยมกำลังพลตำรวจตระเวนชายแดนที่จุดตรวจบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง 

จากนั้น ผบ.ตร.และคณะ ประชุมรับฟังสถานการณ์ และตรวจเยี่ยมกองร้อยควบคุมฝูงชนจากตำรวจภูธรภาค 2 (ภ.2) โดยมี พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว, พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ ผบก.อก.ภ.2 พร้อมด้วย รอง ผบก.ภ.จว.สระแก้ว, หัวหน้าสถานีตำรวจ, ผู้แทนฝ่ายทหาร, ฝ่ายปกครอง, ป่าไม้ ร่วมประชุม ณ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ (ร.12 พัน 3 รอ.) ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ

ผบ.ตร. กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติการภายใต้ยุทธการของกองทัพในการปกป้องแผ่นดินไทยและอธิปไตยของชาติ โดยแนวหน้าได้ส่งกำลังพลคือตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจควบคุมฝูงชน สนับสนุนการปฏิบัติ ส่วนแนวหลังได้สั่งการให้ตำรวจพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชน หากเกิดสถานการณ์ให้เร่งเคลื่อนย้ายประชาชนไปสู่พื้นที่ปลอดภัย ซึ่งได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญฯ ดูแลการปฏิบัติในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้ การลงพื้นที่วันนี้เพื่อตรวจดูสถานการณ์และให้ขวัญกำลังใจกำลังพลทุกนาย ซึ่งได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาดูแลอย่างเต็มที่ รวมทั้งในส่วนของเครื่องมือยุทโธปกรณ์ต่างๆ ด้วย ยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติพร้อมบูรณาการสนับสนุนการปฏิบัติอย่างเต็มที่ และพร้อมดำเนินการด้านกฎหมาย เพื่อปกป้องรักษาอธิปไตยของไทย

‘นายกฯ อนุทิน’ ปฏิเสธ!! กรณีตำหนิ ‘รองณัฎฐ์’ ขอเงินวัด 15 ล้าน เตรียม!! ดำเนินคดีผู้เผยแพร่

(13 ต.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า …

ข่าวนี้เป็นข่าวลวงนะครับ ขอยืนยันเพื่อให้ผู้ที่ได้อ่านอย่าได้หลงเชื่อเนื้อข่าวชิ้นนี้ ผมจะให้นักกฎหมายดำเนินคดีต่อผู้นำเสนอข้อมูลนี้ด้วยครับ

ทั้งนี้ ข่าวปลอมดังกล่าวระบุ อนุทินตำหนิพล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขอเงินบริจาคจากวัด 15 ล้าน

ปัตตานี - “ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวัน 'นวมินทรทรมหาราช'

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ (10 ต.ค. 68) เวลา 09.30 น. ณ ห้องรับรอง กองพลทหารราบที่ 15 ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี  กำลังพลจากศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ร่วมกิจกรรม บริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล แด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน "วันนวมินทรมหาราช" 13 ตุลาคม 2568 เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

กิจกรรมในครั้งนี้ จัดขึ้นโดย กองพลทหารราบที่ 15 โดยมี พันเอก รุ่งโรจน์ อนันตโท รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 พร้อมด้วย คุณ สุภัทรา ตันติสิทธิพร ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองพลทหารราบที่ 15 เเละสมาชิกฯ เดินทางมาพบปะให้กำลังใจแก่กำลังพลและผู้ร่วมบริจาคโลหิต พร้อมกล่าวชื่นชมในความเสียสละเพื่อส่วนรวม และการสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมุ่งมั่นสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชน

การบริจาคโลหิตในครั้งนี้ มีข้าราชการ ทหาร และเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงจิตสำนึกแห่งการให้ การแบ่งปัน และการทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

ทั้งนี้ ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้ร่วมดำเนินกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านสาธารณประโยชน์ และร่วมสร้างสังคมแห่งการ “ให้” ตามรอยพระบาทอย่างแท้จริง

‘กัมพูชา’ หลอน!! ‘เสียงผี - หมาหอน’ ขวัญอ่อนกลางดึก ชี้!! ‘ปชช. - คนป่วย - คนชรา’ ตกใจขวัญผวา เครียดหนัก

(12 ต.ค. 68) พล.ท.หญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ประสานคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ( IOT) ลงพื้นที่หมู่บ้านซุกค์ และหมู่บ้านเปรยจันของจังหวัดบันเตียเมียนเจย เพื่อสังเกตการณ์ ตรวจสอบ และรายงาน หลังจากได้รับข้อมูลว่ามีลำโพงเสียงดังคล้ายเสียงผี เสียงหมาเห่า และเสียงหอน จากฝั่งไทย ทำให้ชาวกัมพูชา โดยเฉพาะคนป่วย คนชรา เด็กและผู้พิการ ได้รับผลกระทบ แต่ยังสงบนิ่งกับเสียงดังกล่าว

ด้านนายเนตร ภักตรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “Neth Pheaktra” พร้อมภาพประกอบ ระบุว่า เมื่อคืนวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ทีมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ของกัมพูชาได้เดินทางไปยังหมู่บ้านซุกค์ (บ้านหนองจาน) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดน เพื่อตรวจสอบกิจกรรมของฝ่ายไทย

รัฐมนตรีกัมพูชาระบุว่า ทางฝ่ายไทยได้มีการแพร่ภาพและเปิดเสียงดัง (เสียงผี) ในช่วงเวลากลางคืน จนสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา เห็นว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็น “การข่มขู่และคุกคามทางจิตใจต่อพลเมืองกัมพูชา”

การโพสต์ของนายเนตร ภักตรา ได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนทั้งสองประเทศ เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงความตึงเครียดเล็กน้อยตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอยู่ในช่วงที่ทั้งสองฝ่าย กำลังพยายามสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top