Thursday, 2 July 2026
NEWS FEED

‘AAIB’ สรุปสาเหตุเฮลิคอปเตอร์ ‘เจ้าสัววิชัย’ ตกที่เลสเตอร์ เผย เกิดจากความบกพร่องในการออกแบบ-ผลิต ของบริษัทผู้ผลิต

(6 ก.ย. 66) สำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของประเทศอังกฤษ (Air Accident Investigation Branch – AAIB) ตีพิมพ์รายงานอุบัติเหตุทางอากาศเกี่ยวกับอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่สนามฟุตบอลของสโมสรเลสเตอร์ ซิตีเมื่อเดือนตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้โดยสาร 5 ราย ได้แก่ เจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี นายวิชัย ศรีวัฒนประภา, กัปตันเอริก สวอฟเฟอร์, กัปตันอิสซาเบลลา โรซา เลโควิช, นายกวีพร พันธุ์แพ และนางสาวนุสรา สุขหน้าไม้

รายงานอุบัติเหตุทางอากาศซึ่งมีความยาวและรายละเอียด 209 หน้า ได้แสดงถึงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ และความเคลือบแคลงในการผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของ เลโอนาร์โด เอส.พี.เอ. (Leonardo S.p.A.) บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ สัญชาติอิตาลี

รายงานอุบัติเหตุทางอากาศได้สรุปสาเหตุของโศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ตกในครั้งนี้ ว่ามีสาเหตุมาจากความล้มเหลวของระบบควบคุมใบพัดหางที่หลุดออกจากกัน ทำให้เฮลิคอปเตอร์หมุนคว้างจนเสียการควบคุมและตกลงมาสู่พื้นดินในที่สุด ทั้งนี้ เป็นที่ชัดเจนว่านักบินไม่มีส่วนในอุบัติเหตุครั้งนี้ และเป็นเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของนักบิน

สำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของประเทศอังกฤษตรวจพบสาเหตุของอุบัติเหตุว่า เกิดจากตลับลูกปืนที่ใบพัดหางแตก อันเนื่องมาจากการแตกร้าว การเสียดสี การเสื่อมสภาพของจาระบีก่อนกำหนด และความร้อนที่สูงเกินไปในตลับลูกปืน ทำให้ตลับลูกปืนแตก

รายงานยังระบุอีกว่า เลโอนาร์โด มีความบกพร่องในการออกแบบและผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์จนทำให้เกิดเหตุโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ กล่าวคือ

- ไม่ส่งผลการทดสอบการบินที่สำคัญให้แก่บริษัทผู้ผลิตตลับลูกปืน เพื่อให้ยืนยันว่าตลับลูกปืนที่เลือกใช้เหมาะสมกับเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ ทั้งนี้ หากเลโอนาร์โดได้ส่งข้อมูลการทดสอบดังกล่าวให้แก่บริษัทผู้ผลิตตลับลูกปืน ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะไม่เลือกใช้ตลับลูกปืนดังกล่าวกับเครื่องรุ่นนี้

- ไม่มีข้อกำหนดของผู้ผลิตให้ตรวจสอบสภาพและความสมบูรณ์ของตลับลูกปืนเป็นประจำตามกำหนดเวลาและชั่วโมงบิน ทั้งๆ ที่ทราบว่า ตลับลูกปืนเป็นชิ้นส่วนที่มีความสำคัญต่อการทำการบินของเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์

- ไม่มีแผนหรือมาตรการรองรับในกรณีที่เกิดความเสียหายต่อตลับลูกปืน เพื่อลดทอนหรือบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อผู้โดยสาร ทั้งๆ ที่เลโอนาร์โดเองระบุว่า ตลับลูกปืนเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญมาก และหากตลับลูกปืนเสียหายอาจทำให้ผู้โดยสารเสียชีวิตจากอุบัติเหตุได้

นายวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี ได้ซื้อเฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้มาเพราะเชื่อว่า เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่มีความปลอดภัยและล้ำสมัยที่สุดในเวลานั้น

รายงานอุบัติเหตุทางอากาศยังได้ชี้อีกว่า เลโอนาร์โดไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่สำคัญหลายประการ ทำให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องบินที่ผลิตโดยบริษัทแห่งนี้

อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกและรายงานอุบัติเหตุทางอากาศที่ตีพิมพ์ออกมานี้ ได้สร้างความเศร้าโศกอย่างยิ่งแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกราย ซึ่งทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้ขอบคุณสำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของประเทศอังกฤษ ที่ได้ทำการสอบสวนและจัดทำรายงานสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้โดยละเอียด

นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา บุตรชายของวิชัย ศรีวัฒนประภา กล่าวว่า “ผมรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้วที่ผมสูญเสียคุณพ่อไป รายงานฉบับนี้ เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงความกังวลเกี่ยวกับเลโอนาร์โด คุณพ่อของผมเชื่อว่าได้ซื้อเฮลิคอปเตอร์ที่ปลอดภัยมาจากหนึ่งในผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก หากคุณพ่อของผมได้รับทราบสิ่งที่ระบุไว้ในรายงานฉบับนี้ก่อน ท่านคงไม่เอาชีวิตของท่านไปเสี่ยงกับเครื่องบินแบบนี้แน่นอน ความเศร้าโศกที่ผมและครอบครัวได้รับเป็นสิ่งที่เกินกว่าจะบรรยายได้ จนถึงทุกวันนี้ ครอบครัวของผมยังคงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเศร้าโศกนับตั้งแต่วันที่คุณพ่อจากไป คุณพ่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผมและสมาชิกในครอบครัวทุกคนมาตลอด พวกเราคิดถึงท่านมาก”

ครอบครัวของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา กัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ และอิสซาเบลลา เลโควิช ได้ว่าจ้างสำนักงานกฎหมายชั้นนำที่ประเทศอังกฤษ อย่าง ‘Stewarts’ ในการดำเนินการทางกฎหมายต่อบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ โดยครอบครัวของกัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ และอิสซาเบลลา เลโควิช ได้ยื่นฟ้องคดีที่ศาลในประเทศอิตาลีแล้ว

กัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ และอิสซาเบลลา เลโควิช เป็นคู่รักกันและในฐานะนักบิน ทั้งคู่ได้รับการยอมรับและความเคารพในระดับโลก ในฐานะนักบินที่มีประสบการณ์สูงและยังเป็นครูฝึกสอนนักบินอีกด้วย

นายปีเตอร์ นีแนน ทนายความแห่งสำนักงานกฎหมาย Stewarts ให้ความเห็นว่า “รายงานฉบับนี้คือการเล่าเรื่องที่น่าตกใจมากสำหรับโอกาสที่ได้พลาดไปแล้ว

รายงานได้ยืนยันว่า บริษัทผู้ผลิตเฮลิคอปเตอร์อย่างเลโอนาร์โด ไม่มีแผนการทำงานในการออกแบบเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ที่ถูกต้อง ไม่มีการส่งข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่โรงงานผลิตตลับลูกปืน ไม่มีการติดต่อให้โรงงานผู้ผลิตตลับลูกปืนทดสอบความถูกต้องของการติดตั้งตลับลูกปืน ไม่มีแม้กระทั่งซอฟต์แวร์ เพื่อทดสอบแรงตกกระแทกที่ตลับลูกปืนจะสามารถรองรับได้ ไม่มีการออกข้อกำหนดของผู้ผลิต ในการตรวจสอบตลับลูกปืนอย่างเป็นประจำ และเปลี่ยนตลับลูกปืนก่อนการเสื่อมสภาพ ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อการที่ตลับลูกปืนแตก และไม่มีข้อกำหนดของผู้ผลิตในการถอดตลับลูกปืนออกมาตรวจสอบว่า การออกแบบของบริษัทนั้นถูกต้องหรือไม่

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่เลโอนาร์โดเองรู้อยู่แล้วว่าตลับลูกปืนเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญ และหากตลับลูกปืนทำงานล้มเหลว เฮลิคอปเตอร์อาจเกิดอุบัติเหตุได้และจะส่งผลให้ผู้โดยสารเสียชีวิต

เลโอนาร์โดไม่มีมาตรการบรรเทาความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุที่เพียงพอสำหรับใบพัดหาง เพื่อป้องกันการสูญเสียการควบคุมของเฮลิคอปเตอร์จากการไม่ทำงานของตลับลูกปืน ทั้งๆ ที่มีการเตือนที่สำคัญก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม มาตรการเหล่านี้ รวมถึงการเปลี่ยนเกลียวที่ยึดใบพัดหาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เลโอนาร์โดได้ใช้กับเฮลิคอปเตอร์รุ่นก่อนอย่าง AW 139”

“นี่คืออุบัติเหตุที่รอเวลาให้เกิดขึ้นแท้ๆ”

นางดีโบราห์ ซัตตัน มารดาของกัปตันเอริก สวอฟเฟอร์ ให้ความเห็นว่า “นี่คือฝันร้ายสำหรับคนที่เป็นแม่ทุกคนอย่างแน่นอนและเวลาก็ไม่เยียวยาอะไร เอริกและอิสซาเบลลาเป็นคู่รักที่ตัวติดกันตลอด ทุ่มเทเวลาให้กันและกันรวมถึงเรื่องการบินด้วย พอไม่มีพวกเขา ชีวิตพวกเราก็ขาดสิ่งสำคัญไป ฉันคิดถึงพวกเขาตลอดเวลาและมากเกินกว่าจะอธิบายได้”

นางเคท เลโควิช น้องสาวของกัปตันอิสซาเบลลา เลโควิช ให้ความเห็นว่า “พี่สาวของฉันกับเอริกเป็นดั่งแสงสว่างในชีวิตฉัน เราออกเดินทางร่วมกัน แต่พวกเขามีแผนการและความฝันที่อยากทำให้สำเร็จมากกว่าฉัน มีเพื่อนจากอุตสาหกรรมการบินติดต่อมาหาฉันมากมาย แสดงให้เห็นว่าผู้คนนับถือพวกเขามากเพียงใด เรารับรู้ว่าพวกเขาได้รับความรักมากมายจากข้อความต่างๆ

เมื่อเร็วๆ นี้พวกเขาเพิ่งซื้อบ้านหลังใหม่และเพิ่งเริ่มต้นการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน และใช้เวลามากขึ้นในการดูแลสวัสดิภาพสัตว์และโครงการอื่นๆ ที่มีคุณค่าต่อพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้พบกับหลานชายของพวกเขา ลูกชายของฉัน ธีโอ เอริค ที่เกิดหลังจากงานศพของทั้งคู่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น ฉันได้ตั้งชื่อลูกตามชื่อของเอริก ลุงที่ไม่มีโอกาสได้เจอกัน ไม่มีสิ่งใดจะเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปได้ สิ่งเดียวที่พอจะเยียวยาได้ คือ การที่ร็ว่าเขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกันแล้วชั่วนิรันดร์ รักและคิดถึงตลอดไป”

‘หนุ่ม CM108’ เจ้าของเพจชื่อดัง เสียชีวิตลงในวัย 56 ปี จากภาวะหัวใจล้มเหลว หลังเพิ่งเดินทางไปรีวิวร้านอาหาร

(6 ก.ย.66) รายงานข่าวแจ้งว่า ‘หนุ่ม CM108’ หรือ นายนราธิป หิรัญวุฒิกุล อายุ 56 ปี ผู้ก่อตั้งเพจ CM108 ชื่อดังของ จ.เชียงใหม่ ได้เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม ทั้งนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา นายนราธิป พร้อมด้วยทีมงานเดินทางไปรีวิวร้านอาหารแห่งหนึ่งในเชียงใหม่แล้วเกิดอาการไม่สบาย โดยหนุ่มได้บอกทีมงานให้กลับไปก่อน จากนั้นเจ้าตัวได้ขับรถมาที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ราม 1 ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล ต่อมาได้เสียชีวิตลงจากอาการภาวะหัวใจล้มเหลวดังกล่าว

สำหรับประวัติของ นายนราธิป หิรัญวุฒิกุล เกิดที่บ้านแม่ฮ้อยเงิน ต.แม่ฮ้อยเงิน อ.ดอยสะเก็ด ไปทำงานที่ กทม. เป็นผู้สนใจเรื่องไอทีมาตั้งแต่ต้น จึงเข้าสู่วงการสร้างเว็บไซต์ตั้งแต่ก่อนปี 2540 จากนั้นได้ก่อตั้งเว็บไซต์ ‘หรรษา@com’ และอีกหลายเว็บไซต์

และได้ขายให้กับกลุ่มทุนใน กทม. เกือบ 30 ล้านบาท หอบเงินกลับมาเปิดธุรกิจและเว็บไซต์ข่าวสาร CM108.com จนเกิดสมาชิกจำนวนมากต่างนำเสนอข่าวสาร และข้อร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ดังกล่าว ล่าสุดปี 2565 มีผู้เข้าชมมากกว่าล้านคนแล้ว

‘กองทุนดีอี’ ติดตามโครงการโดรนสำรวจความสมบูรณ์ของป่าไม้ ชี้ ผลสำเร็จตามเป้า หลังเก็บข้อมูล 11 อุทยาน กว่า 10 ล้านไร่

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามผลสำเร็จในการดำเนินงาน โครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนฯ ในปีประกาศ พ.ศ. 2564 ตามมาตรา 26(1) ภายใต้กรอบนโยบาย Digital Government and Infrastructure

วันที่ 4 กันยายน 2566 กองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำโดยคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลโครงการ ผู้แทนจากคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาโครงการ ผู้อำนวยการกองทุนฯ และเจ้าหน้าที่กลุ่มติดตามและประเมินผล ได้ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลความสำเร็จในการดำเนินงาน “โครงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ของ กองการบิน สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กองการบินฯ ได้ขอทุนสนับสนุนในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่มีภารกิจในการดูแลทรัพยากรป่าไม้ของประเทศและการดูแลประชาชน ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศ การบินลาดตระเวนทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับ ในการสนับสนุนภารกิจด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาจัดทำฐานข้อมูลแผนที่ป่าอุทยาน และพัฒนาระบบจัดเก็บ แลกเปลี่ยน และแสดงผลข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูงสำหรับสนับสนุนการจัดการพื้นที่ทำกิน ให้บริการแก่ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระบบแสดงผลข้อมูลสถานการณ์ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสถานการณ์ด้านไฟป่าและน้ำป่าไหลหลากในรูปแบบ real time บน web map service และ mobile application เพื่อแจ้งเตือนประชาชน

โดยกองการบินฯ ได้รายงานผลการดำเนินงานของโครงการที่มีผลสัมฤทธิ์ในโครงการตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ สามารถพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับแบบขึ้นลงแนวดิ่ง จำนวน 14 ระบบ แบ่งเป็น อากาศยานขนาดใหญ่ใช้ในการลาดตระเวนทางอากาศ จำนวน 4 ระบบ อากาศยานขนาดกลางและขนาดเล็ก จำนวน 10 ระบบที่ใช้ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายทางอากาศแบบหลายช่วงคลื่น แล้วนำไปเก็บข้อมูลทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่ครอบคลุมพื้นที่ป่าจำนวน 11 อุทยาน บนพื้นที่กว่า 10 ล้านไร่ และพัฒนาระบบบริหารจัดการในการใช้งาน ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ในโครงการ เป็นฐานข้อมูลในการปฏิบัติงานและบูรณาการการใช้งานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการลดการบุกรุกพื้นที่ป่า การบริหารจัดการพื้นที่ทำกิน รวมถึงการแจ้งเตือนสถานการณ์ไฟป่า น้ำป่าไหลหลากให้ประชาชนได้ทราบอย่างทันท่วงที โดยกองการบินได้สาธิตการทำงานของอากาศยานไร้คนขับในแต่ละระบบ โดยจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ณ สนามบินเล็กพัทยา จ.ชลบุรี มีผลความสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดี

ดิสนีย์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พลิกโฉมห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรัง

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 4 กันยายน 2566 – บริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พลิกโฉมปรับปรุงสภาพแวดล้อมห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังเพื่อพัฒนาการเรียนรู้อย่างรอบด้านของผู้ป่วยเด็กทุกช่วงวัย ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังได้รับการปรับปรุงฝาผนัง ,ประตู กระจกตลอดจนพื้นที่เล่นและโซนอ่านหนังสือ ด้วยภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังของตัวละครดิสนีย์, พิกซาร์ แอนิเมชัน สตูดิโอส์ และมาร์เวลที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ และมอบ iPad อุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องของเด็กเมื่อเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล  ความร่วมมือนี้มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา สร้างจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ให้ความรู้สึกปลอดภัยและสะดวกสบายให้กับผู้ป่วยเด็กทุกช่วงวัย ซึ่งสามารถช่วยลดความวิตกกังวลของการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และช่วยให้ผู้ป่วยเด็กที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สามารถมีประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจและสนุกสนาน

ความพยายามในครั้งนี้ ได้สืบสานพระราชปณิธานตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาเด็กป่วยในโรงพยาบาล เราหวังว่าห้องเรียนนี้จะช่วยส่งเสริมความคิดเชิงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ และปลูกฝังประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าสนใจและสนุกสนานให้เด็กป่วยในโรงพยาบาล” รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นโรงพยาบาลในประเทศไทยแห่งแรกสำหรับโครงการโรงพยาบาลเด็กของเรา ดิสนีย์มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการพลิกโฉมปรับปรุงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลผ่านเรื่องราวและตัวละครที่เป็นขวัญใจของเด็ก สร้างพื้นที่จะมอบความรู้สึกสุข ความสนุก ความสบายใจให้กับเด็ก ๆ และครอบครัวในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการมากที่สุด” Vineet Puri รองประธานและผู้จัดการทั่วไปบริษัท เดอะ วอลท์ ดิสนีย์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว

เพื่อเป็นเกียรติและขอขอบคุณอย่างยิ่ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้จัดพิธีส่งมอบห้องเรียนโครงการสอนเด็กเจ็บป่วยเรื้อรังฯ ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยรศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ รองผู้อำนวยการฯ ฝ่ายสนับสนุนบริการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ณ ตึก สก. ชั้น 12 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลส่งต่อระดับตติยภูมิที่มีชื่อเสียงในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นรากฐานของความเป็นเลิศด้านการดูแลสุขภาพและวิชาการ ดำเนินการภายใต้สภากาชาดไทยอันทรงเกียรติและเป็นโรงพยาบาลจัดการเรียนการสอนของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครองตำแหน่งที่โดดเด่นในภูมิทัศน์การแพทย์ของประเทศ

ด้วยจำนวนเตียงผู้ป่วยใน 1,435 เตียง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นหนึ่งในสถาบันการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย บทบาทที่สำคัญในฐานะโรงพยาบาลผลิตบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอัตลักษณ์ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และเอื้ออาทร ที่สอดคล้องกับความต้องการของโรงพยาบาลและคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งเสริมมาตรฐานการศึกษา วิจัย และการดูแลผู้ป่วยทางการแพทย์สูงสุด มีการให้บริการผู้ป่วยทุกเพศทุกวัยด้วยการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสูงและครอบคลุมทุกสาขาวิชาชีพ ทีมแพทย์และพยาบาลที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญจะทำงานร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวเพื่อมอบประสบการณ์การดูแลที่อบอุ่นและเอาใจใส่ และยังเป็นศูนย์วิจัยทางการแพทย์ชั้นนำที่มุ่งมั่นในการค้นหาวิธีรักษาและป้องกันโรคใหม่ๆ ผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำระดับโลก
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นโรงพยาบาลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบสาธารณสุขของประเทศไทย และยังคงเป็นผู้นำในการดูแลสุขภาพและการศึกษาทางการแพทย์ต่อไป

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ช่วยเหลือผู้พิการด้อยโอกาสในส่วนภูมิภาค จัดทีมลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร และนครสวรรค์ มอบรถเข็นวีลแชร์พร้อมค่าพาหนะ รวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท

วันนี้ (วันพุธที่ 6 กันยายน 2566) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และนายสุรพงศ์ เสรฐภักดี กรรมการและรองเหรัญญิก และนางสาวศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร มอบรถเข็นวีลแชร์ ในโครงการ “ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” แก่ผู้พิการ จำนวน 100 คัน พร้อมมอบค่าพาหนะ คนละ 500 บาท คิดเป็นมูลค่า 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) พร้อมนำหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชนให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการทันตกรรม และบริการตัดผม ฯลฯ โดยมีประชาชนเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก โดยมี นางสาววรางคณา วงศ์มหาชัย พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสกลนครในนามผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร เป็นประธานในพิธี คณะเมตตาธรรมมูลนิธิสกลนคร เป็นผู้ประสานงานและร่วมในพิธี พร้อมด้วย  อาสาสมัครศิลปิน นำโดย นางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) ร่วมแจกจ่ายในครั้งนี้  ณ เมตตาธรรมมูลนิธิสกลนคร อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

และในวันศุกร์ที่ 8 กันยายน 2566 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดลงพื้นที่มอบรถเข็นวีลแชร์พร้อมค่าพาหนะ จำนวน 100 คัน พร้อมนำหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ให้บริการประชาชนฟรี ประกอบด้วย บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จ่ายยา ตรวจวัดสายตาพร้อมแจกแว่น บริการทันตกรรม และบริการตัดผม แก่ประชาชน ณ บริเวณโรงเรียนประชานุเคราะห์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

รวมการดำเนินการมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดสกลนคร และนครสวรรค์ จำนวน 200 คัน  พร้อมมอบค่าพาหนะคนละ 500 บาท รวมงบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 595,000 บาท (ห้าแสนเก้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน)

สำหรับ“โครงการ ป่อเต็กตึ๊ง สงเคราะห์สังคม” มอบรถเข็นวีลแชร์ให้กับผู้พิการ เป็นส่วนหนึ่งที่มูลนิธิได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 และได้กระจายความช่วยเหลือไปสู่ภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 113 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุก ๆ ด้าน ต่อไป

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

พิธีกรดังสวนเดือดเซเลปตระกูลดัง ปั่นกระแสงานระดับโลก  'ในหลวง-พระราชินี' เสด็จฯ ช้า งานเลิกต้องรอขบวนเสด็จฯ

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 66 ผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ‘Jo Montanee’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

#สงสารในหลวง

มีคนไทยบางประเภทสร้างดรามาใส่พระองค์ท่านอีกแล้วในงานยิ่งใหญ่ระดับ Maestro อย่างท่านสุบิน เมห์ธา มาแสดง

ดรามาในโซเชียลว่าคนดูต้องรอเพราะในหลวงพระราชินีเสด็จช้า พองานเลิกคนก็ต้องรอในฮอลล์ ออกไม่ได้จนกว่าขบวนเสด็จจะพ้นไป 5 กิโล บลาบลาบลา

โชคดีเหลือเกินที่เจ้าของดรามานั้นส่งแมสเสจมาฟ้องคุณวารินทร์ สัจจเดว Nomad Media Thailand ซึ่งคุณวารินทร์ดันอยู่ในงานนั้นจริงๆ!!! (โป๊ะแตก!!)

คุณวีจึงสามารถแก้ข่าวนินทาว่าร้ายทุกเรื่องว่าไม่จริง!
คุณวียังถามเจ้าของแมสเสจ (ซึ่งเป็นตระกูลดัง) เลยว่า “คุณไปงานนั้นด้วยตัวเองหรือ”
เขาบอกว่า “เปล่า ที่บ้านไป”

คุณวี-วารินทร์ทำสีหน้าตอนอ่านแมสเสจออกอากาศได้น่ารักแต่สะใจมากค่ะ!! 😂

ขอขอบพระคุณคุณวารินทร์ และแขกรับเชิญคุณ แพท แสงธรรม มากเหลือเกินที่ปกป้องพระเกียรติในหลวงราชินีของเรานะคะ 🙏🙏 

ขอบคุณขอบคุณขอบคุณ 💙💛🇹🇭

https://youtu.be/f3s0-0HqMvo?si=dtoyOc0YzXDrDzqq 

ทุกท่านไปดูคลิปรายการตอนนี้ได้เลย เริ่มตั้งแต่ต้นคลิป คุณวีเล่าถึงเบื้องหลังงานแสดง เล่าเรื่องท่านสุบินยกมือไหว้ในหลวงของเรา และแหกแมสเสจไฮโซจอมเสี้ยม ต่อเนื่องกันเลยค่ะ

ทั้งนี้คุณวารินทร์ สัจจเดว ได้อธิบายอีกมุมหนึ่งของดรามาไว้ในรายการ Thailand Morning Call เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 66 โดยมีอาจารย์แพท แสงธรรม เป็นแขกร่วมรายการ โดยคุณวารินทร์ระบุว่า…

“เซเลปตระกูลดังได้ส่งข้อความมาเป็นภาษาไทยว่า หลังการแสดงทุกคนถูกกักบริเวณในหอประชุมเกือบครึ่งชั่วโมง จนขบวนเสด็จพ้นไปประมาณ 5 กิโลเมตร ผมอ่านเพียงแค่นี้ก็ส่งอิโมจิหัวเราะกลับไปเลย และถามว่า หากคุณถูกกักบริเวณในหอประชุมจริง ๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าขบวนเสด็จผ่านพ้นไปแล้ว 5 กิโลเมตร อันนี้คือข้อที่ 1 ส่วนข้อที่ 2 คือผมอยู่ในงานวันนั้นด้วย ต้องบอกว่า ทั้งตอบเสด็จมาหรือเสด็จกลับ ผมไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรเลย และไม่ได้รู้สึกว่ารอนานอะไร ผมกับเพื่อนที่ไปด้วยกันยังรู้สึกเลยว่า ทุกอย่างรวดเร็วมาก ๆ

หลังจากนั้นผมก็ตอบกลับไปว่า ไม่ถึงนะครับ ผมอยู่ในงาน ขั้นตอนเสด็จมาและกลับ เรียบร้อยและรวดเร็วมาก ๆ ครับ เป็นผม ถ้ารับไม่ได้ ก็จะเลี่ยงไม่ไปดูรอบที่มีเสด็จ ซึ่งผมเคยทำแล้ว ผมทราบตารางงานล่วงหน้า หากมีงานต่อ ผมรู้ ผมก็ไม่ไป รอดูทางอื่นเอา จากนั้นผมก็ถามกลับไปว่า คุณเป็นคนที่อยู่ในงานไหม ทางนั้นตอบว่ามา ไม่ได้อยู่ในงาน แต่ครอบครัวอยู่”

ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยาพร้อมเปิดงาน MIRA และ SUBCON EEC 2023 พบผู้ซื้อรายใหญ่ เสริมแกร่งผู้ประกอบการในพื้นที่ EEC สร้างมูลค่าการเชื่อมโยงธุรกิจกว่า 2,000 ล้านบาท

ที่ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พร้อมด้วย ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) สํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพย.) นายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายมนู เลียวไพโรจน์, ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย และนายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, ผู้อำนวยการ สํานักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ร่วมเปิดงานจัดงาน MIRA และ SUBCON EEC 2023 โดยมีผู้ประกอบการ แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน

การจัดงานที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยาในครั้งนี้ มีความพร้อมในเรื่องสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดงาน โดยงานเริ่มตั้งแต่วันที่6-8 กันยายน 2566 จะเป็นงานเชื่อมโยงอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคแล้ว ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้สามารถสร้างตลาดและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) เพราะเราตระหนักดีว่า  ในการสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์อิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบอัตโนมัติ EV หัวใจสำคัญคือ การมี Supply Chain ที่ครบวงจรและเข้มแข็ง 

สำหรับการจัดงานในปีนี้ ได้รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยในภาคอุตสาหกรรมมาจัดแสดงกว่า 150 ราย พร้อมกันนี้ยังได้รวบรวมการประชุมและสัมมนาในหัวข้อสำคัญๆ อาทิ การเสวนาหัวข้อ "จากกระบวนการผลิต สู่การเลือกใช้ระบบอัตโนมัติที่เหมาะสม และ "A Case Study of Prompt Engineering for Industrial Cybersecurty using ChatGPT และที่พลาดไม่ได้คือ โซนเทคโนโลยีพิเศษ MIRA x FIBO ที่ผู้จัดงานได้ร่วมมือกับ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำ 3 เทคโนโลยีพิเศษมาจัดแสดง ได้แก่ 1.มดบริรักษ์ หุ่นยนต์ผู้ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ช่วงโควิดที่สามารถนำแนวคิดไปต่อยอดในการจัดการ 2.CHESS ROBOT กิจกรรมการเล่นหมากรุกระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์เล่นหมากรุกสากล และ 3.InteractiveVitual Aquarium ที่สามารถสร้างสรรค์ปลาที่มี character เฉพาะตัวของผู้ชมงานแต่ละคนปล่อยลงสู่ Virtual Aquarium ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 5,000 คน ทุกภาคส่วนมองตรงกันว่าเวที่นี้จะเป็นหมุดหมายที่สำคัญในการร่วมสร้างหมุดหมายใหม่ในการลงทุนให้กับภาคเศรษฐกิจไทย"

‘เปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง’ เมนูสุดเด็ดเชฟส์เทเบิ้ล ของดีเมืองตรัง ได้รสสัมผัสข้าวยำปักษ์ใต้ หอมกลิ่นสมุนไพร ลองแล้วจะติดใจ!!

เปิดสูตรเด็ด ‘เปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง’ อาหารกินเล่นสุดว้าว จากเชฟส์เทเบิ้ล ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว จนเป็นเมนูยอดฮิตของรีสอร์ทหนึ่ง ในจังหวัดตรัง

‘ข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ’ เมนูสุดว้าวจากเชฟส์เทเบิ้ล อร่อย 1 คำ จะได้รสสัมผัสของข้าวยำปักษ์ใต้ ที่หอมคละคลุ้งไปด้วยสมุนไพร และในขณะเดียวกันก็จะได้กินหมูย่างเมืองตรังไปด้วย

แม้ข้าวยำจะเป็นอาหารประจำถิ่นที่นิยมรับประทานใน 3 จังหวัดชายแดนได้ และล่าสุด ‘กรมส่งเสริมวัฒนธรรม’ (สวธ.) ประกาศรายชื่อผลคัดเลือก 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น ภายใต้โครงการการส่งเสริมและพัฒนายกระดับอาหารถิ่น สู่มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทย ‘รสชาติ...ที่หายไป’ (The Lost Tasts) ประจำปี 2566 ซึ่งจังหวัดได้รับการคัดเลือก ‘ข้าวยำโจร’ นั้นข้าวยำโจร ก็มีลักษณะเป็นข้าวยำคลุกด้วยเครื่องสมุนไพร ก็ไม่ต่างกับข้าวยำคลุกในจังหวัดอื่นในภาคใต้

แต่ที่จังหวัดตรัง นายจิรวัฒน์ วิระพรสวรรค์ หรือมิก อายุ 28 ปี หนุ่มสถาปนิก จากรั้วสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับบ้านช่วยครอบครัวบริหารรีสอร์ท และเป็นผู้ที่ชื่นชอบการทำอาหาร จนนับได้ว่าเป็น เชฟส์เทเบิ้ล แนวหน้าคนหนึ่งของจังหวัดตรัง โดยการคิดและค้นหาวัตถุดิบในชุมชนมารังสรรค์เป็นอาหารสุดว้าว ที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านเมนูจานอาหารที่เชฟรังสรรค์ขึ้น โดยแต่ละเมนูนั้นจะมีความพิเศษทั้งในเรื่องของวัตถุดิบและเรื่องราวมากมายที่เกิดจากชุมชน มานำเสนอในจานอาหาร

โดยนำ ‘ข้าวเบายอดม่วง’ ข้าวพื้นเมืองชื่อดังที่กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันให้ได้รับ GI สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นข้าวพื้นเมืองของจังหวัดตรัง มาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นเมนูที่หลากหลาย โดยเฉพาะข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ นอกจากนี้มีการวิจัยพบว่าข้าวเบายอดม่วงมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนสูง แต่คาร์โบไฮเดรตต่ำ รับประทานแล้วไม่อ้วน และข้าวเบายอดม่วง มีลักษณะเนื้อข้าวที่เหนียวหนึบนุ่ม คล้ายกับข้าวญี่ปุ่น เหมาะต่อการนำมาทำข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ เวลาม้วนข้าวจะมาแตก เกาะตัวกับไส้ได้เป็นอย่างดี

เพิ่มความอร่อยด้วยการนำหมูย่างเมืองตรัง ที่ได้รับการคุ้มครองเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) ในปี พ.ศ. 2548 มาเป็นส่วนผสมในข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบด้วย เมื่อรับประทานข้าวยำไส้หมูย่างทอดกรอบ 1 คำจะได้รสสัมผัสของข้าวยำปักษ์ใต้ ที่หอมคละคลุ้งไปด้วยสมุนไพร และในขณะเดียวกันก็จะได้กินหมูย่างเมืองตรังไปด้วย เปรียบได้กับกินจังหวัดตรังไปเลยที่เดียว

การทำเปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง ทางนายจิรวัฒน์ ก็ได้นำสมุนไพรที่ปลูกไว้ในสวนของรีสอร์ท มาเป็นส่วนผสมไม่ว่าจะเป็น ตะไคร้ ในมะกรูด ใบชะพลู ดอกดาหลา ถั่วฝักยาว มะม่วงเบา มะพร้าวคั่ว และที่ต้องซื้อหาเพิ่มเติม เช่น กุ้งแห้งป่น พริกป่น น้ำบูดู ขั้นตอนการทำก็เริ่มจากนำเครื่องข้าวยำ ที่เตรียมไว้ใสลงไปในถ้วยแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำบูดูลงไป คนให้เข้ากัน จากนั้นนำใบชะพลูมาเรียงก่อนที่จะตักข้าวยำที่คลุกเคล้าแล้ว ลงไปวางบนใบชะพลูตามด้วยการใส่หมูย่างลงไป ก็ทำการม้วนให้แน่น

ก่อนนำไปชุบแป้งทอดกรอบ และนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ประมาณ 5-10 นาที ตักขึ้นมาพักให้เย็นจึงจะหันมาเป็นชิ้นๆ รับประทานเปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง 1 คำ จะได้รสสัมผัสที่มีความเป็นอัตลักษณ์ของความเป็นตรัง เพราะมีทั้งความเป็นข้าวยำ น้ำบูดู แบบฉบับของปักษ์ใต้ หอมหวานด้วยหมูย่างเมืองตรัง ความกรอบนอกนุ่มในของแป้งและใบชะพลู อร่อยไปอีกแบบ

ส่วนใครสนใจ ลิ้มลองเมนู ‘เปาะเปี๊ยะข้าวยำหมูย่าง’ ไปกันได้ที่ห้องอาหาร กะช่องฮิลล์ รีสอร์ท 45 หมู่ 7 ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง โทรศัพท์ : 075-573-513 ส่วนใครจะนำไปทำรับประทานเองก็ไม่หวงสูตร

ธปท.สภอ.จัดงานสัมมนาวิชาการ “ขับเคลื่อนภาคการเกษตรอีสานให้ ‘เปลี่ยนผ่าน’ สู่ความยั่งยืน”

ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท. สภอ.) จัดงานสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2566  เมื่อวันอังคารที่ 5 กันยายน 2566 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้อง Convention 2-3 โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จ.ขอนแก่น เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) ได้รับทราบทิศทางเศรษฐกิจการเงิน นโยบาย ธปท. รวมถึงประมาณการเศรษฐกิจภาคอีสานในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อการวางแผนของภาคธุรกิจและครัวเรือน ตลอดจนรับฟังมุมมองเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรเพื่อยกระดับและขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืน โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งภาคธุรกิจ ภาคเกษตร สถาบันการเงิน การศึกษา หน่วยงานราชการ และประชาชนทั่วไป ผ่านช่องทางออนไลน์ (online) และ ณ สถานที่จัดงาน (onsite) โดยงานสัมมนาแบ่งเป็น 3 ช่วง

ในช่วงแรก เป็นช่วง Perspectives ในหัวข้อ “ชวนคุยทิศทางเศรษฐกิจ ชวนคิดปรับโครงสร้างภาคเกษตรอีสาน” โดย ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สภอ. นำเสนอผลประมาณการเศรษฐกิจอีสาน (Gross Regional Product: GRP) เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจอีสานบางช่วงแตกต่างไปจากประเทศ รวมทั้งยังไม่มีการเผยแพร่ประมาณการไปข้างหน้า ทำให้การพิจารณาเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจประเทศอาจไม่สะท้อนทิศทางเศรษฐกิจภูมิภาค ธปท.สภอ. จึงได้ศึกษาและจัดทำประมาณการเศรษฐกิจภูมิภาคที่ให้มุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เพื่อให้ธุรกิจและประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งผลประมาณการเศรษฐกิจอีสานปี 66 คาดว่าหดตัวในช่วงร้อยละ -2.0 ถึง -1.0 โดยหดตัวเกือบทุกสาขาเศรษฐกิจ ยกเว้นภาคก่อสร้าง และปี 67 ขยายตัวเล็กน้อย อยู่ในช่วงร้อยละ 0.4-1.4 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าระดับประเทศ โดยเฉพาะกิจกรรมหลักที่อีสานพึ่งพิงมากถึง 1 ใน 3 ได้แก่ ภาคเกษตรและการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรหดตัวจากสถานการณ์ภัยแล้ง เช่นเดียวกับด้านรายได้สุทธิของครัวเรือนในภาคอีสาน ปี 66-67 ที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตรที่มีมากถึง 4.3 ล้านครัวเรือน ทั้งนี้ GRP ที่ขยายตัวต่ำใน 2 ปีนี้ สะท้อนปัญหาเรื้อรังของโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรที่ผลิตภาพลดต่ำลงตลอดในช่วง 5 ปีหลังนี้ นอกจากนี้ ธปท. สภอ. ได้พัฒนาเครื่องชี้ Well-being Index สะท้อนความกินดีอยู่ดีของคนในอีสาน พบว่า แม้มิติด้านรายได้และการจ้างงานโดยรวมอีสานต่ำกว่าระดับประเทศ แต่ด้านความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานมีความโดดเด่นกว่าภาพรวมประเทศโดยเปรียบเทียบ สะท้อนถึงโอกาสในการยกระดับความเป็นอยู่ของคนในอีสานในระยะข้างหน้า ท้ายสุด ธปท.สภอ. ให้ความสำคัญยิ่งขึ้นกับการมีส่วนร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาเศรษฐกิจการเงินภาคอีสานในระยะยาว ทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน การสนับสนุนการแก้หนี้อย่างยั่งยืน และการร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการพัฒนาความเป็นอยู่ในพื้นที่

ช่วงที่สอง สนทนากับผู้ว่าการ เรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจการเงินไทย” ได้รับเกียรติจาก ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ฉายภาพเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวต่อเนื่องตามภาคการท่องเที่ยว แม้ว่า GDP ไตรมาสที่ 2 ปี 66 ออกมาต่ำกว่าคาดจากอุปสงค์ต่างประเทศเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี แนวโน้มในปีนี้ยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว จากการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ขยายตัว ทั้งนี้ ธปท. จะเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ในเดือน ก.ย. 66 โดยคาดว่าจะปรับลดลงจากภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด จากการชะลอของเศรษฐกิจจีนและ Global Electronic Cycle ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยว ภาพรวมยังเพิ่มขึ้นได้ตามคาด แม้นักท่องเที่ยวจีนจะฟื้นตัวช้า อย่างไรก็ดี คาดว่าอุปสงค์ในประเทศยังฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน รายได้ และการจ้างงานนอกภาคเกษตรล่าสุดเดือน ก.ค. 66 ยังอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำหรับเศรษฐกิจอีสานฟื้นตัวช้ากว่าประเทศและทุกภาค เนื่องจากประเทศและภาคอื่นมีภาคการท่องเที่ยวมาสนับสนุน ขณะที่อีสานยึดโยงกับภาคเกษตรซึ่งมีปัจจัยกดดันจากภัยแล้ง สำหรับทิศทางนโยบายการเงินมาถึงจุดเปลี่ยนจากดูแลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวไม่สะดุด (Smooth take off) มาเป็นมุ่งเน้นดูแลเศรษฐกิจโดยรวมให้สอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อ (1-3%) และศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว (3-4%) ซึ่งมองว่ามีแนวโน้มเข้าใกล้จุดสมดุล (neutral) แล้ว

ด้านปัญหาหนี้ครัวเรือน ภาคอีสานมีภาระหนี้เฉลี่ยที่ต้องจ่ายต่อเดือนมากที่สุด โดยเฉพาะหนี้ภาคเกษตรที่โตเร็วมากที่สุดในรอบ 6 ปี เมื่อเทียบกับภาคอื่น และมีโอกาสจะกลายเป็นหนี้เรื้อรัง ที่ไม่สามารถปิดจบได้ รวมทั้งภาพรวมหนี้อีสานที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือน (P-loan) สูงกว่าภาคอื่น ซึ่ง ธปท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยได้ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ตรงจุดและยั่งยืน อาทิ หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อปรับพฤติกรรมเจ้าหนี้และลูกหนี้ ผ่านการยกระดับมาตรฐานกระบวนการให้สินเชื่อตลอดวงจรหนี้ นอกจากนี้ จะมีการกำหนดแนวทางให้เจ้าหนี้ช่วยเหลือลูกหนี้เรื้อรัง (persistent debt) เพื่อให้ลูกหนี้กลุ่มนี้สามารถปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้น และมีเงินเหลือพอดำรงชีพ

สำหรับแนวทางการยกระดับภาคอีสาน ควรผลักดันนโยบายจากพื้นที่ (Bottom-up) ทั้งจากภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และประชาชนในพื้นที่ ในระยะยาวเห็นโอกาสของภาคอีสานที่มีศักยภาพจาก (1) การเติบโตของเมืองที่มากกว่าภาคอื่น ๆ เช่น จากข้อมูลดาวเทียมพบว่ามีการขยายตัวของพื้นที่ก่อสร้าง โดยเฉพาะในเมืองรอง (2) การค้าชายแดน ที่ระยะยาวคาดว่าจะดีขึ้น และ (3) ความได้เปรียบด้านประชากรที่มากกว่าภาคอื่น ๆ ซึ่งเป็นทรัพยากรผลักดันการเติบโตในอนาคต

ในช่วงสุดท้าย เป็นการเสวนาภายใต้หัวข้อ “ขับเคลื่อนภาคเกษตรอีสาน ให้ “เปลี่ยนผ่าน” สู่ความยั่งยืน” ผ่านการเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ รศ.ดร.ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คุณมานพ แก้วโกย ผู้บริหาร หจก. เนเจอร์ฟูดโปรดักส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง และ ดร.โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป็นผู้ดำเนินรายการ จากการเสวนาสรุปประเด็นสำคัญได้ 4 ข้อ ดังนี้ (1) ทำไมภาคเกษตรอีสานถึงต้องปรับเปลี่ยน โดยปัจจุบันแรงงานภาคเกษตรเผชิญปัญหาสังคมสูงอายุ ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ต่ำ 

อีกทั้งเป็นอาชีพที่เสี่ยงสูงแต่ผลตอบแทนต่ำ (High Risk Low Return) กอปรกับสภาพอากาศที่ผันผวนมากขึ้น เช่น สถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุบัน ส่งผลให้ดินจะอุ้มน้ำได้น้อยลงกระทบต่อผลผลิต รวมถึงกิจกรรมการเกษตรส่งผลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับต้น ๆ (2) อะไรเป็นอุปสรรคในการปรับตัวของภาคเกษตรอีสาน นโยบายภาครัฐส่วนใหญ่เน้นการแก้ปัญหาระยะสั้น และอุดหนุนแบบไม่มีเงื่อนไข ส่งผลให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการปรับตัว นำมาซึ่งผลิตภาพภาคเกษตรที่ลดลงมาโดยตลอด และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ภาคเกษตรที่ยังเรื้อรังทำให้เกษตรกรยังทำเกษตรรูปแบบเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการปรับเปลี่ยน (3) แนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรอีสาน การปรับตัวของเกษตรกรเหมือนคนทั่วไปมองความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและแรงจูงใจเป็นอันดับแรก โดยปกติการปรับเปลี่ยนอาจนำมาซึ่งต้นทุนและความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่หากทำให้เกษตรกรเห็นว่าผลดีที่จะเกิดขึ้นมีอะไรและช่วยลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรผ่านรูปแบบประกันความเสียหาย จะเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ดีมากขึ้น และ (4) ใครต้องปรับตัว ผู้ร่วมเสวนาให้ความเห็นในทางเดียวกันว่าในการขับเคลื่อนภาคเกษตรอีสาน จำเป็นต้องปรับตัวทั้งเกษตรกร ภาครัฐ และเอกชน โดยภาครัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การมี Platform รายงานคุณภาพดินแบบเรียลไทม์ ให้เกษตรกรสามารถใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม ทั้งนี้ ภาครัฐทำหน้าที่ให้การสนับสนุนด้านข้อมูล (Big Data) และภาคเอกชนเป็นผู้จัดทำ Platform และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ โดยเฉพาะระบบการจัดการน้ำให้ทั่วถึง

สอ.รฝ. จัดกำลังพล 100 นาย ร่วม ไทยออยล์ ตรวจสอบคราบน้ำมันชายหาดบางพระ

วันที่ 5 ก.ย.66 เวลา 13.00 - 17.00 น. กองทัพเรือ โดยหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) จัดกำลังพลจากกองพันต่อสู้อากาศยานที่ 12 กรมต่อสู้อากาศยานที่ 1 จำนวน 100 นาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่ไทยออยล์ ดำเนินการตรวจสอบคราบน้ำมัน และเก็บขยะบริเวณชายหาดบางพระ ระยะทาง 4 กม.  จากกรณีเหตุน้ำมันดิบชนิด ARUB Light Crude รั่วไหล บริเวณทุ่นรับน้ำมันของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ผลการตรวจสอบไม่พบคราบน้ำมันบริเวณชายหาดบางพระ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top