Thursday, 2 July 2026
NEWS FEED

กองทัพเรือ ตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน กองทัพเรือ (ศอปน.ทร.) จัดกำลังพล - ยุทโธปกรณ์   เร่งขจัดคราบน้ำมันที่รั่วไหล จากเรือบรรทุกน้ำมันลงสู่ทะเล ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี 

วันที่ 5 กันยายน 2566 พลเรือเอก ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือ พร้อมด้วย พลเรือโท พิชัย ล้อชูสกุล ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ภาค 1 นายนริศ  นิรามัยวงศ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า และนายณัฐพล มีฤทธิ์ ผู้แทนบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกันแถลงข่าว กรณีน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ทะเลในพื้นที่อำเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรี จากเหตุน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมัน รั่วไหลขณะขนถ่ายน้ำมันดิบบริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเล หมายเลข 2 (SBM-2) ของโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 เวลา 21.00 น.           

โดยภายหลังเกิดเหตุ ทางบริษัทฯ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์โดยได้ทำการปิดวาล์วท่อน้ำมันที่เกิดปัญหาและวางทุ่นล้อมคราบน้ำมันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันและจำกัดการแพร่กระจายตามขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานสากล ทำให้ขณะนี้ไม่มีน้ำมันรั่วไหลเพิ่มเติมแล้ว และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว  แต่อย่างไรก็ตามได้มีน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ทะเล จำนวนหนึ่งซึ่งอาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน อันส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติใต้ท้องทะเล  

ในการนี้ กรมเจ้าท่า ได้ประสานมายังกองทัพเรือ ดำเนินการจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน กองทัพเรือ " หรือเรียกโดยย่อว่า ศอปน.ทร. โดย พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้สั่งการให้ ทัพเรือภาคที่ 1 จัดตั้งศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการในการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน ทัพเรือภาคที่ 1 (ศคปน.ทรภ.1) ประกอบด้วย ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาคที่ 1 กรมเจ้าท่า ตำรวจน้ำ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมควบคุมมลพิษกรม ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับจังหวัดชลบุรี และ บริษัทไทยออยล์ จำกัด มหาชน จัดกำลังพลพร้อมยุทโธปกรณ์ เร่งขจัดคราบน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ทะเลในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จากเหตุน้ำมันดิบจากเรือบรรทุกน้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเลในพื้นที่อำเภอศรีราชา ขณะขนถ่ายน้ำมันดิบบริเวณทุ่นผูกเรือกลางทะเลหมายเลข 2 (SBM-2) ของโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2566 เวลา 21.00 น.  โดยภายหลังเกิดเหตุ ทางบริษัทฯ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์โดยได้ทำการปิดวาล์วท่อน้ำมันที่เกิดปัญหาและวางทุ่นล้อมคราบน้ำมันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันและจำกัดการแพร่กระจายตามขั้นตอนที่เป็นมาตรฐานสากล ทำให้ขณะนี้ไม่มีน้ำมันรั่วไหลเพิ่มเติมแล้ว และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว 

ในการนี้ กองทัพเรือ โดย ทัพเรือภาคที่ 1 และ ศรชล.ภาค 1 ได้ส่งอากาศยานขึ้นบินสำรวจและถ่ายภาพคราบมันน้ำ เพื่อนำมาวิเคราะห์การเคลื่อนตัวของน้ำมันบางส่วน และคาดการณ์ว่าคราบน้ำมันจะมีการเคลื่อนตัวจากทางทิศใต้ของเกาะท้ายค้างคาว จ.ชลบุรี และมีแนวทางการเคลื่อนตัวขึ้นลงตามกระแสน้ำไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และเริ่มมีคราบน้ำมันเข้าสู่ทางตอนใต้ของเกาะท้ายค้างคาว จังหวัดชลบุรี ในวันที่ 4 กันยายน 2566 เวลา 23.00 น. /ส่วนในค่ำวันนี้ คาดว่าอาจจะมีคราบน้ำมันบางส่วน เคลื่อนที่ผ่านเกาะค้างคาวไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และจะมีคราบน้ำมันบางส่วน ถูกพัดเข้าสู่ขายฝั่งของเกาะค้างคาว ซึ่งทัพเรือภาคที่ 1 และ ศรชล.ภาค 1 ได้จัดส่งกำลังพลจาก หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง (สอ.รฝ.) ไปประจำที่เกาะท้ายค้างคาวแล้ว เพื่อเตรียมการจัดเก็บคราบน้ำมันหากมีการขึ้นฝั่ง โดยจะดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการเดียวกับกรณีที่มีน้ำมันรั่วใน จ.ระยอง 

สำหรับการปฏิบัติที่สำคัญ ในห้วงที่ผ่านมา วานนี้ (4 กันยายน 2566)  เวลา 15.00 น. เฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ (ฮ.ปด.1) พร้อม Helibucket บรรจุน้ำยาขจัดคราบน้ำมัน 900 ลิตร ได้ยกตัวในเที่ยวแรก จากฝูงบินทัพเรือภาคที่ 1 อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เพื่อนำไปโปรยจุดที่พบคราบน้ำมันรั่วไหลในทะเล จ.ชลบุรี พร้อมกันนี้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ฯ ได้มีการยกระดับเหตุที่เกิดขึ้นเป็น Tier 2  แล้ว ซึ่งกองทัพเรือ  โดยทัพเรือภาค ที่ 1 ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จัดตั้งศูนย์ประสานงานป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและศูนย์ควบคุมการปฏิบัติ การขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน เพื่อทำหน้าที่ในการอำนวยการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขจัดคราบน้ำมัน ควบคู่ในการทำงานร่วมกับเอกชน ซึ่งกองทัพเรือ จะส่งเรือหลวงตาชัย และเรือหลวงแสมสาร ไปช่วยขจัดคราบน้ำมัน นอกจากนั้นจะส่งเรือ ต.235 เพื่อตรวจการณ์ ร่วมกับเรือของกรมเจ้าท่า / กรมประมง / กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง / ตำรวจน้ำ / รวมถึงอากาศยาน ของกองทัพเรือ และกำลังพล จากหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง อีกจำนวน 100 นาย เพื่อร่วมกัน ขจัดคราบน้ำมัน 

โดยล่าสุด เมื่อช่วงเช้าวันนี้ จากการเดินเท้าสำรวจตามแนวชายฝั่ง บริเวณเกาะสีชังและพื้นที่ใกล้เคียง ของกำลังพล สอ.รฝ. ยังไม่พบคราบน้ำมัน โดยจะมีการนำข้อมูลไปประเมินสถานการณ์ในการปฏิบัติต่อไป ทั้งนี้ คาดว่า สถานการณ์ต่างๆ จะคลี่คลายในอีก 2-3 วัน 

นิราช/นันทพล ทิพย์ศรี ก012 ชลบุรี 0909535645

นราธิวาส- ผบ.ฉก.นราธิวาส เข้าเยี่ยมเยียน และให้กำลังใจ นางแยนะ สะแลแม ประธานกลุ่มเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ อ.ตากใบ 

บ้านเลขที่ 22 หมู่ 1 ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 / ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส พร้อมด้วย ส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางลงพื้นที่ เข้าเยี่ยมเยียน และให้กำลังใจ พร้อมทั้งติดตามอาการ สอบความเป็นอยู่ ตลอดจนสอบถามความต้องการที่จะให้ หน่วยงานรัฐเข้าให้การช่วยเหลือ นางแยนะ ประธานกลุ่มเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ซึ่งแกนนำผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ตากใบ โดยปัจจุบัน นางแยนะอายุ 64 ปี ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดสมองแตก มีอาการอัมพาตซีกขวา  ก่อนหน้านี้ได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาส ต่อมาอาการดีขึ้น สามารถขยับมือข้างขวาได้เล็กน้อย และมีกำลังใจดีเยี่ยม บรรยากาศเป็นด้วยความอบอุ่น เป็นสัมพันธภาพที่ดี ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ กับพี่น้องประชาชนไทยมุสลิมในพื้นที่ ตลอดจนได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภค ตลอดจนแผ่นรองซับสำหรับผู้ป่วยติดเตียง  เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต

พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ย้ำทหารพร้อมเป็นที่พึ่งให้ประชาชนในทุกโอกาส เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน นางแยนะ สะแลแม  ถือว่าเป็นผู้หญิงแกร่งแห่งอำเภอตากใบ คนหนึ่ง ที่คอยให้ความช่วยเหลือ ดูแลกลุ่มสตรี และเด็ก ตลอดจนพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ตากใบ ตลอดจน 19 ปี เต็มที่ผ่านมา ขอให้ นางแยนะ สะแลแม หายจากอาการป่วยในเร็ววัน มีสุขภาพที่แข็งแรงยิ่งๆ ขึ้นไป มีรอยยิ้ม และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่ประสบกับปัญหา ไม่ท้อแท้สิ้นหวัง ให้กลับมามีสติและเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมีความหวังด้วยความมั่นคงต่อไป
ข่าว.แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

สมุทรปราการ-ส่งความสุข!! “ดร.ยงยุทธ” อดีต สส.สมุทรปราการ ร่วมลงพื้นที่มอบบ้านโครงการให้ผู้สูงอายุในเขตพื้นที่

วันอังคารที่ 5 กันยายน 2566 ดร.ยงยุทธ สุวรรณบุตร อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดสมุทรปราการ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา พร้อมด้วยนางอรัญญา สุวรรณบุตร นายกเทศมนตรีตำบลแพรกษา คณะผู้บริหาร สมาชิกสภาเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ พนักงานเทศบาลตำบลแพรกษา คณะกรรมการชุมชน และผู้แทน พมจ.สป.

ร่วมลงพื้นที่เพื่อส่งมอบบ้านให้แก่ผู้สูงอายุที่ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมตามโครงการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ 2566 

ภายใต้งบประมาณจากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรปราการ จำนวนทั้งสิ้น 160,000 บาท จำนวนทั้งสิ้น 4 ราย ดังนี้
1. นางสมจิตร แสงดารา บ้านเลขที่ 210 ม.3 (ชุมชนวัดแพรกษา 2-4)
2. นางสุคนธ์ เสือกลับ บ้านเลขที่ 159 ม.3 (ชุมชนวัดแพรกษา 2-4)
3. นายวันรัตน์ รอดบุญ บ้านเลขที่474 ม.3 (ชุมชนวัดแพรกษา 2-4)
4. นางสำราญ แสงทิม บ้านเลขที่ 390 ม.3 (ชุมชนวัดแพรกษา 6-8)

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘พาณิชย์’ เร่งแก้วิกฤต ‘มังคุด’ คุณภาพลด-ราคาตก กก.ละ 8 บาท พร้อมรับฟังปัญหาเกษตรกร-หารือผู้ประกอบการ ร่วมกันหาทางออก

(5 ก.ย. 66) ‘พาณิชย์’ ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ติดตามสถานการณ์มังคุด และรับฟังข้อเรียกร้องจากเกษตรกร พร้อมประสานผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้รวบรวม เข้ารับซื้อผลผลิตในช่วงนี้เพิ่มขึ้น และเร่งกระจายออกไปยังตลาดปลายทาง ทั้งห้างท้องถิ่น โมบายพาณิชย์ ช่วยระบายผลผลิตอีกทาง เผยช่วงนี้เป็นปลายฤดู ผลผลิตคุณภาพลด ดอกดำ หรือแข็ง มีมากขึ้น ด้านประธานแปลงใหญ่นครศรีธรรมราชยัน มังคุด กก.ละ 8 บาท เป็นเกรดคัดทิ้ง

นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมได้ลงพื้นที่ กลุ่มมังคุดชะอวดพูนผล อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เพื่อรับฟังปัญหากรณีเกษตรกรชาวสวนมังคุดได้รับความเดือดร้อน จากราคามังคุดตกต่ำ ว่า กรมยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด จึงได้ลงพื้นที่มาเพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังข้อเรียกร้องของพี่น้องเกษตรกร และยังได้ประสานผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้รวบรวม เข้ารับซื้อผลผลิตในช่วงนี้เพิ่มขึ้น รวมถึงเร่งเปิดจุดปลายทางเพิ่มขึ้นทั้งห้างท้องถิ่น และโมบายพาณิชย์ เพื่อช่วยระบายผลผลิต และให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่าราคามังคุดจะมีเสถียรภาพจนจบฤดูกาล

ส่วนการตรวจสอบมังคุดที่เกษตรกรส่วนหนึ่งนำมาเททิ้งนั้น ได้รับรายงานจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราชว่า เป็นมังคุดช่วงปลายฤดูกาลผลิต ที่ผลผลิตมีคุณภาพลดลง มังคุดตกเกรด ดอกดำ หรือแข็ง และเป็นเกรดที่ส่วนใหญ่ต้องคัดทิ้ง ซึ่งมีปริมาณมากขึ้น และส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลง แต่กรมยืนยันว่าจะเข้าไปดูแลอย่างเต็มที่ต่อไป

ทั้งนี้ จากการเข้ามาดูแลพี่น้องเกษตรกร ส่งผลให้ราคารับซื้อมังคุดยังคงมีเสถียรภาพ โดยราคารับซื้อปัจจุบันราคานอกกลุ่มประมูล เกรดมันรวม 30-35 บาท/กิโลกรัม (กก.) เกรดคละ 20-25 บาท/กก. ขณะที่ราคากลุ่มประมูล เกรดมันใหญ่ 35-40 บาท/กก. เกรดมันเล็ก 20-28 บาท/กก. เกรดลายใหญ่ 25-30 บาท/กก. เกรดตกไซส์ บวกดอก 17-20 บาท/กก. และเกรดดำ 15-15.10 บาท/กก.

ก่อนหน้านี้ ในช่วงฤดูการผลิตมังคุดภาคใต้ กรมได้ดำเนินการประสานผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้รวบรวม เข้ารับซื้อมังคุดใต้ผ่านกลไกต่าง ๆ ได้แก่ ทำสัญญาข้อตกลงปริมาณ 27,450 ตัน เปิดจุดจำหน่ายทั่วประเทศ 220 จุด ที่ห้างท้องถิ่น และ 100 จุดที่โมบายพาณิชย์ มีการรับซื้อปริมาณรวม 1,000 ตัน และในช่วงราคาปรับตัวลดลง ก็ได้ประสานผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม และผู้ส่งออกเข้าไปรับซื้อมังคุดอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับราคาในกลุ่มประมูลและจากเกษตรกรโดยตรง ซึ่งผลดำเนินการ ทำให้ราคามังคุดยังคงมีเสถียรภาพจนถึงปัจจุบัน

ร้อยตรีอรุณ บุญวงศ์ ประธานแปลงใหญ่มังคุดจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ปีนี้คุณภาพมังคุดมีปัญหา จากสภาพลมฟ้าอากาศไม่เอื้ออำนวย อากาศแล้งมาก มังคุดที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะได้ลูกเกรด A B มาก กลายเป็นลูกมังคุดตกเกรด คิดเป็น 20% ของผลผลิตทั้งหมด จากเดิมมีเพียงแค่ 5% ซึ่งต้องขอบคุณกรมการค้าภายในที่พาผู้ประกอบการเข้ามาช่วยซื้อตั้งแต่แรกถึงตอนนี้ ถือว่าเป็นช่วงที่เลยช่วงระยะพีคแล้ว เป็นช่วงปลายฤดูสุดท้ายแล้ว

“ที่มีข่าวเกษตรกรที่ไปเทมังคุดทิ้ง เพราะเหลือ กก.ละ 8 บาท เป็นมังคุดตกเกรด คือ รวมลูกทุกชนิด คุณภาพไม่ได้ ถ้าคัดก็ได้แค่ครึ่งเดียว ซึ่งเคยเสนอไปแล้วให้ระมัดระวัง เพราะถ้ามีการนำมังคุดที่เก็บลูกหล่น หรือที่กินไม่ได้ ใส่ไปขายด้วย คนซื้อที่ซื้อไปส่งล้ง ก็โดนคัดออกเยอะ เมื่อคุณภาพไม่ได้ ราคามันก็ลง และพาราคาลูกที่ดีลงไปด้วย ส่วนราคาในกลุ่มประมูลตอนนี้ เกษตรกรยังรับได้ ส่วนที่ราคาต่ำลงบ้าง ก็เป็นไปตามกลไกตลาด ที่ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดู ผลผลิตอาจคุณภาพไม่ดี โดยที่ประมูลในกลุ่มไม่มีปัญหา ส่วนที่มีปัญหาเป็นพ่อค้ารายย่อยที่ไม่เข้าร่วมกลุ่ม แต่กรมการค้าภายใน ก็พยายามเข้ามาช่วยตลอด ตอนนี้ก็เข้ามาช่วยดูแลแล้ว” ร้อยตรีอรุณ กล่าว

มูลนิธิพระราหู โดย ดร.หิมาลัย และน้องชาย เข้าเยี่ยมครอบครัวส.ต.ท.สละชีพเพื่อชาติ มอบธงชาติ-เงินบำรุงขวัญ

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 66 เวลา 14.00 น. ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ, พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.กมค. ในนามมูลนิธิพระราหู ร่วมกับ พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี, พ.ต.อ.พัฒนชัย ปาละสุวรรณ ผกก.สภ.หนองจิก จว.ปัตตานี ได้เดินทางเข้าพบ ครอบครัว ส.ต.ท. บุญกีนี ดือเระ ผบ.หมู (ป.) สภ.ยะรัง จว.ปัตตานี ผู้ปฏิบัติหน้าที่ สละชีพเพื่อชาติ ณ.บ้านเลขที่ 105 ม.3 ต.นาหว้า อ.จะนะ จว.สงขลา

เพื่อร่วมมอบธงชาติ เงินบำรุงขวัญ และพูดคุยให้กำลังใจ แก่ครอบครัว ส.ต.ท.บุญกีนี ดือเระ ที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิด และยิงถล่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเหตุเกิดหน้าเทศบาลตำบลยะรัง จว.ปัตตานีเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2566 ที่ผ่านมา

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บินตรงกัมพูชา ประสานงานกวาดล้างแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ต้นเหตุฆ่ายกครัวบางแก้ว

วันที่ (4 ก.ย. 66) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย รอง ผบช.ทท. และคณะ ได้เดินทางเยือนราชอาณาจักรกัมพูชา เพื่อประสานงานกับทางการกัมพูชา ในการประสานความร่วมมือเพื่อติดตามจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาสมาชิกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเหตุสลดฆ่ายกครัวในพื้นที่ สภ.บางแก้ว ภ.จว.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 28 ส.ค.66 ที่ผ่านมา เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายยังประเทศไทย

โดยในเวลา 11.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าพบ นายเชิดเกียรติ อรรถากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะในโอกาสเยือนราชอาณาจักรกัมพูชา และหารือเกี่ยวกับการช่วยเหลือคนไทยที่ถูกหลอกลวงให้เดินทางมาทำงานกับแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยได้มีการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง และสามารถช่วยคนไทยที่ถูกหลอกลวงกลับไปได้เป็นจำนวนมาก ในการนี้ นายเชิดเกียรติ ได้แสดงความมั่นใจ และพร้อมตอบรับความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง และจะให้การสนับสนุนในการประสานงานช่วยเหลือคนไทยอย่างเต็มที่

ต่อมาเวลา 15.00 น. พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าหารือร่วมกับ พล.ต.อ.ซอ เทต ผบ.ตร.กัมพูชา ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา เพื่อประสานความร่วมมือในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของไทย ซึ่งกระทำผิดเกี่ยวกับแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ในการหลอกลวงคนไทยผ่านแอพเงินกู้ ซึ่ง พล.ต.อ.ซอ เทต พร้อมให้ความร่วมมือกับตำรวจไทยในการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ อย่างที่ได้เคยประสานงานร่วมกันมาโดยตลอด ทั้งนี้จะได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สืบสวนของไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและชาวจีนในขบวนการแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์นี้ให้ครบถ้วนทั้งหมด ซึ่งในคดีดังกล่าวได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 22 ราย ดำเนินการจับกุมและอายัดตัวแล้ว 11 ราย ยังหลบหนีอีก 11 ราย โดยในจำนวนนี้มีอยู่ 9 รายที่หลบหนีอยู่ที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งจะอาศัยความร่วมมือกับทางการกัมพูชาในการจับกุมตัวมาดำเนินคดีในประเทศไทย

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ในวันนี้ได้เดินทางมาประสานงานกับทางการกัมพูชา เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีฆ่ายกครัวของ สภ.บางแก้ว โดยวันนี้ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ซึ่งท่านพร้อมให้การสนับสนุนในการช่วยเหลือคนไทยที่ถูกหลอกลวงมาทำงานคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา นอกจากนี้ยังได้เข้าพบหารือร่วมกับ พล.ต.อ.ซอ เทต ผบ.ตร.กัมพูชา ซึ่งได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี รวมทั้งให้คำมั่นว่าจะประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับตำรวจไทย ในการติดตามจับกุมผู้ต้องหาแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ทั้งหมดทั้งชาวไทยและชาวจีน เพื่อร่วมมือกันปราบปรามปัญหาแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ให้หมดไป

'บิ๊กลภ' ผู้การสมุทรปราการ จับมือ กต.ตร.จัดประชุม กต.ตร.สัญจร ​กระชับสัมพันธไมตรี ส่งเสริมพัฒนาข้าราชการตำรวจ ครั้งที่ 2

พล.ต.ต.ดร.พัลลภ แอร่มหล้า ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ (กต.ตร.) จังหวัดสมุทรปราการ จัดประชุม กต.ตร.สัญจร ครั้งที่ 2 ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายในร้านตลาดนัดเรือบิน ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธไมตรีระหว่างคณะ กต.ตร.แต่ละ สภ.และเพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ

ภายในงานประกอบด้วย นายสุดใจ จิรยาภากร ประธานที่ปรึกษา กต.ตร.จังหวัดสมุทรปราการ นายกิตติ ยงค์สงวนชัย นายเลิศศักดิ์ เลิศอริยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อริยะอีควิปเม้นท์ จำกัด และประธานที่ปรึกษา กต.ตร.สภ.บางพลี นายทรงพล ทองวิจิตร เจ้าของร้านอาหาร ลา คาแนล คาเฟ่ ตลอดจนคณะกรรมการ (กต.ตร.) ในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ ทั้ง 15 สถานี คณะแม่บ้านตำรวจ ตลอดจนนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และผู้กำกับการแต่ละ สภ. ร่วมในงานครั้งนี้ อีกทั้ง ยังได้รับการต้อนรับและเอื้อเฟื้อสถานที่จัดงาน โดยนายบัลลังก์ แตงอ่อน ประธานกรรมการบริหารตลาดนัดเรือบิน ที่เอื้อเฟื้อสถานที่จัดงาน

ด้าน พล.ต.ต.ดร.พัลลภ แอร่มหล้า ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ กล่าวว่า การประชุม กต.ตร.สัญจร ครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการพบปะสังสรรค์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยเฉพาะทำความเข้าใจแนวทางการทำงานในยุคของการเปลี่ยนแปลง พร้อมยกระดับบริการประชาชน สร้างความปลอดภัยและลดปัญหาอาชญากรรม สนับสนุน และส่งเสริมการทำงานของข้าราชการตำรวจในสังกัดให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งข้าราชการตำรวจนั้นมีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่พี่น้องประชาชนชาวสมุทรปราการ อีกทั้ง หน่วยงาน กต.ตร.เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญ ที่ช่วยสนับสนุน ส่งเสริมการทำงานของข้าราชการตำรวจให้มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุดต่อไป

จากนั้น พล.ต.ต.ดร.พัลลภ แอร่มหล้า ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ได้มอบใบประกาศเกียรติคุณให้กับทางคณะกรรมการ (กต.ตร.) สภ.บางพลี เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคณะ กต.ตร. ซึ่งบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่น อีกทั้ง ภายในงานทาง กต.ตร.สภ.บางพลี ยังได้ออกมาร่วมร้องเพลงร่วมสร้างสีสันภายในงานได้ดีอีกด้วย โดยมี ร.ต.ต.หญิงพวงผกา สุขศรี ข้าราชการบำนาญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย นายนรา ฟองเมือง โฆษก กต.ตร.สภ.สำโรงเหนือ มาร่วมเป็นพิธีกรภายในงานครั้งนี้ 

‘เฒ่าสามนิ้ว’ ลั่น!! บัดนี้เลิกใส่ ‘เสื้อสีน้ำเงินเข้ม’ แล้ว โลกนี้มีเสื้อสีอื่นให้เลือกอีกเยอะ จะไปแคร์ทำไม?

(5 ก.ย. 66) นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี อดีตศิลปินแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Suchart Sawadsri’ ระบุว่า…

“กองทัพมีผลงานอะไร? กองทัพมีผลงาน 99 ศพ!!”

“ครั้งหนึ่งมี ‘หญิงเสื้อแดง’ คนหนึ่งถามผมว่า เมื่อตอนเขาฆ่าคนเสื้อแดง ปี 53 ปัญญาชนคนชั้นกลางเช่นผมทำอะไรอยู่ ผมตอบไปด้วยความจริงใจว่า ผมกำลังวาดรูปอยู่ และนี่คือความจริง ผมไม่ใส่ทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อส้ม แต่ใส่เสื้อ ‘นํ้าเงินเข้ม’ มาตลอด ในแทบทุกวาระ และบัดนี้ ผมคิดว่าผมจะเลิกใส่ ‘นํ้าเงินเข้ม’ แล้ว ใส่ ‘นํ้าเงินเข้ม’ มานานก็เบื่อ โลกนี้มีสีต่างๆ ให้เลือกมากมาย จะไป Care ทำไม ไม่มีหลานให้เลี้ยง อยากแบกอะไรก็แบก”

ผบ.ตร. เป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องแก่บุตรข้าราชการตำรวจ ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ และทุนการศึกษาของมูลนิธิสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจและครอบครัว มากกว่า 1,200 ทุน มุ่งส่งเสริมการศึกษาให้เยาวชน และสร้างขวัญกำลังใจข้าราชการตำรวจ

วันนี้ (5 ก.ย.66) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจและครอบครัว และทุนการศึกษาตามโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2566 ณ ห้องประชุม ศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีคุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ , ผู้บังคับบัญชาระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธี

สำหรับทุนการศึกษาตามโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2566 ที่ ผบ.ตร.เป็นประธานมอบในวันนี้ ประกอบด้วย 2 ประเภททุนการศึกษา ได้แก่ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจเรียนดี สายวิชาชีพอนุปริญญา (ต่อเนื่องไม่เกิน 2 ปี) จำนวน 3 ทุนๆ ละ 25,000 บาท เป็นเงิน 150,000 บาท และทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจเรียนดี ระดับอุดมศึกษา (ต่อเนื่องไม่เกิน 4 หรือ 6 ปี) จำนวน 113 ทุนๆ ละ 40,000 บาท เป็นเงิน 19,440,000 บาท 

ในปี 2566 นี้ สมาคมแม่บ้านตำรวจได้จัดทำโครงการมอบทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจ ประจำปี 2566 เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้กับเยาวชนซึ่งเป็นบุตรข้าราชการตำรวจ โดยแบ่งประเภททุนเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 
1. ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ทุพพลภาพ จากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 10 ทุนๆ ละ 50,000 บาท เป็นเงิน 500,000 บาท
2. ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจประพฤติดี ขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งทุนประเภทนี้ จำนวน 2,201 ทุนๆ ละ 3,000 บาท เป็นเงิน 6,603,000 บาท
ซึ่งทุนการศึกษาประเภทที่ 1-2 ผบ.ตร.เป็นประธานมอบทุนการศึกษา เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมเป็นเงิน  7,103,000 บาท
3. ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจเรียนดี สายวิชาชีพอนุปริญญา (ต่อเนื่องไม่เกิน 2 ปี) จำนวน 3 ทุนๆ ละ 25,000 บาทต่อปี เป็นเงิน 150,000 บาท
4. ทุนการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจเรียนดี ระดับอุดมศึกษา (ต่อเนื่องไม่เกิน 4 หรือ 6 ปี) จำนวน 113 ทุนๆ ละ 40,000 บาทต่อปี เป็นเงิน 19,590,000 บาท 

ซึ่งทุนประเภทที่ 3 และ 4 มีการมอบในวันนี้ รวมเป็นเงิน  19,590,000 บาท โดยในปี 2566 นี้ ทางสมาคมแม่บ้านตำรวจได้เพิ่มทุนการศึกษา 2 ประเภทนี้ จากปี 2565 จำนวน 81 ทุน ปี 2566 เพิ่มอีกจำนวน 35 ทุน รวมเป็น 116 ทุน เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่บุตรข้าราชการตำรวจได้มากขึ้น โดยมีบุตรข้าราชการตำรวจได้รับทุนการศึกษา จำนวน 18 หน่วย 3 ลำดับแรกที่ได้รับทุนการศึกษา เป็นบุตรข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 3, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจภูธรภาค 5 ทั้งนี้ รวมทั้ง 4 ประเภททุนการศึกษาที่สมาคมแม่บ้านตำรวจมอบให้กับบุตรข้าราชการตำรวจในปี 2566 จำนวน 2,327 ทุนรวมมูลค่า 26,693,000 บาท

นอกจากนี้ ในวันนี้ ผบ.ตร.ได้มอบทุนการศึกษามูลนิธิสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจและครอบครัว ให้แก่บุตรข้าราชการตำรวจตั้งแต่ชั้นยศร้อยตำรวจเอกลงมา ที่กำลังศึกษาระดับประถมศึกษาถึงปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2565 จำนวน 1,173 ทุน จำนวน 8,554,000 บาท โดยในวันนี้มีผู้แทนหน่วยงานที่รับทุนการศึกษา จำนวน 11 หน่วย และบุตรของข้าราชการที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นตัวแทนรับทุนครั้งนี้ จำนวน 11 ราย ส่วนที่เหลือจะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีของหน่วย จำนวน 37 หน่วยงาน ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามจำนวนที่ได้รับจัดสรร เพื่อนำไปจ่ายให้แก่บุตรของข้าราชการตำรวจในสังกัดต่อไป 

คุณสุมนา กิตติประภัสร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า สมาคมแม่บ้านตำรวจดำเนินการตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญด้านสวัสดิการของข้าราชการตำรวจและครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การช่วยเหลือด้านการศึกษาบุตรข้าราชการตำรวจชั้นผู้น้อย ที่เป็นกำลังพลส่วนใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสมาคมแม่บ้านตำรวจขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ให้การสนับสนุนเงินจากมูลนิธิสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจและครอบครัว และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ที่เห็นคุณค่าของการศึกษา และมีเจตนารมณ์ที่จะให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตรข้าราชการตำรวจ 

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. กล่าวว่า  ขอขอบคุณคณะกรรมการบริหารมูลนิธิสงเคราะห์ข้าราชการตำรวจและครอบครัว สมาคมแม่บ้านตำรวจ และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ที่ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษา และยินดีกับผู้ได้รับทุนการศึกษาและครอบครัวทุกท่าน ตนดีใจที่ได้เห็นความร่วมมือและน้ำใจจากทุกฝ่าย ที่สนับสนุนโอกาสทางการศึกษา เป็นการช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ข้าราชการตำรวจ นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากทางราชการ พร้อมขอฝากถึงเด็กๆ ทุกคนว่า เมื่อได้รับโอกาสที่ดีนี้แล้ว ขอให้รักษาโอกาสนี้ไว้ ตั้งใจเรียน รักษามาตรฐานผลการเรียนให้สม่ำเสมอ ให้เป็นผู้ที่เรียนดีด้วย และประพฤติดีด้วย ฝักใฝ่ในสิ่งที่ดี ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทางที่ถูกที่ควร ให้เป็นที่ภาคภูมิใจว่า เราเป็นลูกตำรวจที่น่าชื่นชม เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ เป็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติ

BYD แถลงผลตรวจสอบรถยนต์ไฟฟ้าควันพุ่งขณะชาร์จ พบความเสียหายบริเวณชุดสายไฟเชื่อมแบตฯ-น้ำยาแอร์รั่ว

(5 ก.ย. 66) จากกรณีเหตุรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 มีควันบริเวณฝากระโปรงหน้า ขณะจอดชาร์ตแบตเตอรี่อยู่บริเวณจุดจอดชาร์ตหน้าห้างแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครอุดรธานี...ล่าสุด บริษัท เร-เว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ได้อัปเดตการตรวจสอบฉบับที่ 2 โดยข้อสรุปเบื้องต้นจากทีมวิศวกร BYD ระบุว่า…

ขอเรียนแจ้งความคืบหน้ากรณีรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 มีควันเกิดขึ้นบริเวณฝากระโปรงหน้า ขณะกำลังชาร์จไฟ DC อยู่ที่สถานีชาร์จไฟนั้น ในวันนี้ทางทีมวิศวกรบีวายดีและเรเว่ ได้เร่งทำการตรวจสอบทุกระบบ ทุกอุปกรณ์เพื่อหาสาเหตุจากเหตุการณ์ในครั้งนี้อย่างเต็มที่

ข้อสรุปเบื้องต้นจากทีมวิศวกรมีวายดีและเรเว่ ที่ได้ตรวจเช็คจากสภาพภายนอก บริเวณพื้นที่ใต้ฝากระโปรงรถด้านหน้า พบความเสียหายบริเวณชุดสายไฟที่เชื่อมต่อไปยังแบตเตอรี่ 12 โวลต์ ซึ่งอาจทำให้เกิดความร้อน ส่งผลไปยังท่อแอร์ได้รับความเสียหายจนทำให้น้ำยาแอร์รั่วออกมา และเกิดควันจากน้ำยาแอร์ที่ผสานกับความร้อนในบริเวณดังกล่าวแต่ไม่เกิดเปลวไฟแต่อย่างใด

ในส่วนของระบบอื่น ๆ เช่น Control Module ที่ใช้ควบคุมกระแสไฟ ชุดสายไฟและจุดเชื่อมต่อสายไฟที่ควบคุมแบตเตอรี่แรงดันสูง ช่องเสียบชาร์จไฟ และตัวแบตเตอรี่แรงดันสูง ไม่ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ตาม ทางทีมวิศวกรของบีวายดีและเรเว่กำลังเร่งตรวจสอบหาข้อพิสูจน์เพิ่มเติมในทุกระบบของรถให้มั่นใจอย่างครบถ้วน

ขั้นตอนต่อจากนี้ ทางบีวายดีและเรเว่เตรียมนำชื้นส่วนอะไหล่ใหม่ เปลี่ยนและทดแทนส่วนที่ได้รับความเสียหาย จนรถสามารถเข้าโหมด ON พร้อมเปิดใช้งานตามปกติ เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือพิเศษตรวจวิเคราะห์การทำงานของรถอย่างละเอียดต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top