Wednesday, 1 July 2026
NEWS FEED

'หญิงต่างชาติ' ไม่มีเงิน หิวโซ ขอกินข้าวเหลือ เจ้าของร้านคนไทยใจดี ให้กินฟรี เติมเพิ่มให้จนอิ่ม

จากกรณีผู้โซเชียลรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอชาวต่างชาติรายหนึ่งที่มาขอข้าวกินที่ร้าน จนกลายเป็นโมเมนต์สุดประทับใจ

ล่าสุด (25 ม.ค. 67) น.ส.รัตนธร กำเนิดไทย เจ้าของโพสต์ เปิดเผยว่า ปกติตนไปช่วยลูกชายเลี้ยงหลานอยู่ที่ร้าน ช่วงเย็นเมื่อวานนี้ ตนทำอาหารไปให้ลูกชาย และวางไว้บนโต๊ะ โดยตนและลูกสะใภ้ทานเสร็จแล้ว เหลือแต่ลูกชายที่กำลังวุ่นกับการขายของ ระหว่างนั้นตนออกมาก็พบว่ามีหญิงต่างชาติรายหนึ่ง มานั่งกินกับข้าวอยู่ที่โต๊ะ

ลูกชายเล่าให้ฟังว่า ชาวต่างชาติรายนี้เข้ามาขอทานอาหารที่เหลืออยู่บนโต๊ะ เนื่องจากไม่มีเงิน เมื่อตนเข้าไปจะพูดคุย ก็พบว่ากินข้าวและพะโล้หมดเกลี้ยง แต่แกงส้มยังเหลืออยู่ ตนจึงถามไปว่า ไม่กินเผ็ดเหรอ แต่ตนก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ จึงใช้การพูดคุยผ่านภาษากายแทน

ตนเห็นดังนั้นจึงนำข้าวและพะโล้ไปเติมให้อีก ยังมีลูกค้าชายโต๊ะอื่นนำน้ำมาให้เธออีกด้วย หลังทานเสร็จ ชาวต่างชาติรายนี้ได้ขีดเขียนอะไรบางอย่าง ตนก็คิดกับลูกสะใภ้ว่าเขาคงเขียนบันทึกไดอารี่ แต่ปรากฏว่า เขานำกระดาษใบนั้นมายื่นให้ตน

เป็นภาพวาดของตนที่กำลังอุ้มหลาน ลูกชายที่กำลังวุ่นวายกับการเสิร์ฟกับข้าว และลูกสะใภ้ที่กำลังชงน้ำ ตนเข้าใจว่านี่เป็นการขอบคุณที่ตนได้ช่วยเหลือ

ทั้งนี้หลังจากที่ตนลงคลิปไปก็มีหลายคนเป็นห่วงว่าชาวต่างชาติจะมาหลอกหรือไม่ แต่ตนก็ไม่กังวล เพราะจากภาพที่เห็นคือเขาหิวโซ กินจนหมดเกลี้ยง และไม่ได้มาขอเงินอะไร

อีกทั้งยังมาตัวคนเดียว พร้อมกับกระเป๋าสัมภาระมากมาย ตนและลูกชายเป็นคนใจอ่อนเห็นแบบนี้ก็อดที่จะไม่ช่วยไม่ได้ และดีใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

'กุมารดอย' แจง!! ปมชาวเน็ตดรามาก้มกราบ 'เสี่ยโบ๊ท' ไม่เหมาะ ชี้!! "เป็นการเคารพขั้นสูงสุดของผม" ลั่น!! ถ้าไม่มีแรงหนุน ก็ไม่มีวันนี้

(25 ม.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'กุมารดอย เพชรยินดีอะคาเดมี่' แชมป์รุ่นแบนตั้มเวต เวทีมวยราชดำเนิน โพสต์เปิดใจ หลังมีชาวเน็ตรายหนึ่ง บอกไม่เห็นด้วย กับวัฒนธรรมมวยไทย เรื่องการก้มไหว้คู่ต่อสู้ หรือผู้มีพระคุณ ระบุว่า...

"ผมรู้สึกดีใจและอยากกราบขอบคุณผู้มีพระคุณที่ทำให้ผมมีวันนี้ ถ้าไม่มีเสี่ยโบ๊ทคอยสนับสนุนส่งเสริมคอยซัปพอร์ตคงไม่มีผมในวันนี้ การกราบไหว้ผู้มีพระคุณ คือ การเคารพขั้นสูงสุดของผมซึ่งประเพณีไทยก็ทำกันแบบนี้โดยไม่มีใครบังคับ ใครข้องใจก็จงไปศึกษาวัฒนธรรมให้ดีๆ ก่อน"

สถานทูตอิสราเอลในไทย ใช้ตุ๊กๆ ติดป้ายตัวประกันที่ถูกจับร่อนทั่วกรุง ผิดมารยาทตามแบบธรรมเนียมพิธีการทางการทูตหรือไม่?

ผิดมารยาท…ตามแบบธรรมเนียมพิธีการทางการทูตหรือไม่?

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ปล่อยตัวประกันที่ถูกจับในฉนวนกาซา ด้วยการติดแผ่นป้ายใบหน้าตัวประกันหลังรถสามล้อกว่า 100 คัน และให้วิ่งไปตามถนนสายหลักต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ

พิธีการทูต (Diplomatic protocol) ในการเมืองระหว่างประเทศ เป็นมารยาททางการทูตและกิจการของรัฐ พิธีการทูตเป็นกฎซึ่งชี้นำว่ากิจกรรมหนึ่ง ๆ ควรดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาการทูต ดังนั้นการนำเรื่องราวของความขัดแย้งอันเป็นปัญหาระหว่างประเทศมารณรงค์ในประเทศที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับความขัดแย้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวโดยไม่ยอมกล่าวถึงมูลเหตุของความขัดแย้งนั้น ส่วนพิธีสารเจาะจงพฤติกรรมที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในประเด็นรัฐและการทูต

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณี ว่า เวลาอิสราเอลทำอะไรไม่เคยมาขออนุญาตทางการไทย และขอยืนยันว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นไทยไม่ค่อยเห็นด้วย จึงได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เชิญเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยมาพูดคุย 

นายปานปรีย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างช่วงการเจรจาให้ตัวประกันทั้ง 8 คนได้กลับมาสู่ประเทศไทย จึงไม่ประสงค์ที่จะสร้างปัญหาหรือไม่ประสงค์ที่จะทำให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเกิดความเข้าใจผิดว่าเราไปสนับสนุนประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะประเทศที่มีความขัดแย้งกันอยู่ ดังนั้น ไทยเป็นมิตรกับทุกประเทศและในส่วนของอิสราเอล ตนก็เชื่อว่าพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ชาวโลกเข้าใจว่าเขาไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดปัญหานี้ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของไทยก็มองว่าเวลานี้ เรื่องสำคัญที่สุดคือ ให้ตัวประกันคนไทยทั้ง 8 คนปลอดภัยที่สุดและกลับมาประเทศไทย และไม่ประสงค์ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งใช้เวทีของไทยสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น ทั้งยืนยันว่า รัฐบาลไทยยังคงพยายามหาแนวทางในการช่วยเหลือตัวประกันไทยที่เหลือ 

หลายปีที่ผ่านมาพฤติการณ์และพฤติกรรมของนักการทูตหลายชาติตะวันตกได้เข้ามายุ่งเกี่ยวและแทรกแซงทั้งทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมของไทยหลายครั้งหลายหน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศต้องดำเนินการ แต่เพราะการปล่อยปละละเลย จะด้วยความเกรงใจหรือไม่สนใจใด ๆ ก็ตาม จึงทำให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ประเทศไทยในการเคลื่อนไหวโดยไม่ให้ความสำคัญต่อแบบธรรมเนียมตามพิธีการทูต (Diplomatic protocol) ที่ตัวแทนของอารยประเทศพึ่งปฏิบัติดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้น

เรื่อง: ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

'เจ้าอาวาส' ดูแลเด็กติดยา จับมาปั้นเป็นนักมวย ขุนให้ตั้งใจเรียน พร้อมที่นอน-ข้าวให้กินทุกมื้อ

เมื่อวานนี้ (24 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดสะแก ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พระสมุห์ยงยุทธ นริสฺสโร หรือ ‘พระอาจารย์ต่าย’ เจ้าอาวาสวัดสะแก ได้ก่อตั้งค่ายมวยชื่อว่า ‘ค่ายมวยศิษย์ อ.ต่าย’ โดยเก็บเด็กติดยาเสพติด พ่อแม่ทอดทิ้ง มาเลี้ยง และปั้นให้เป็นนักมวย จัดที่กินที่นอน ส่งเรียนหนังสือ พร้อมฝึกฝนให้ชกมวยเป็นอาชีพ โดยมีเจ้าอาวาสและพระลูกวัด เป็นผู้ฝึกสอน

พระอาจารย์ต่าย กล่าวว่า ที่มาของการทำค่ายมวยเริ่มต้นจากเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ได้เก็บเด็กมาเลี้ยง ซึ่งเป็นเด็กติดยาเสพติด พ่อแม่แยกทางกัน แรก ๆ ยังลุ้มลุกคลุกคลานฝึกซ้อมไปเรื่อยไม่ได้หวังอะไร เพียงต้องการให้เด็กกลุ่มนี้ห่างไกลยาเสพติด แต่อาชีพชกมวยถึงเจ็บตัวแต่ได้เงินทุกไฟต์ ได้มากได้น้อยแล้วแต่ประสบการณ์

อาตมาจึงได้คุยกับ นายนิติรุจน์ มุขเฉลิมวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลโพนางดำตก ว่าอยากพัฒนาเด็กต่อยมวยให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ และสร้างอาชีพให้เด็กได้

ปัจจุบันมีเด็กชายอายุ 8-15 ปี รวม 11 คน กินนอนอยู่ที่วัด วันจันทร์-ศุกร์ ตื่นตี 5 วิ่งออกกำลังกาย 7 โมงครึ่ง อาบน้ำไปโรงเรียน 8 โมง พระพาไปส่งโรงเรียน กลับจากโรงเรียน 4 โมง ซ้อมมวยจนถึง 2 ทุ่ม อาบน้ำกินข้าวเข้านอนเกือบ 3 ทุ่ม เราต้องฝึกให้เขามีระเบียบวินัย ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ หลังเลิกซ้อมรอบเช้าให้เก็บกวาดเวที หลังจากนั้นให้ทำกิจกรรมส่วนตัว

สำหรับเด็กที่ไม่ชกมวย อาตมาก็เลี้ยง แต่มีอย่างอื่นให้ทำ อาตมาจะไม่บังคับเด็ก ทุกคนจะได้เรียนหนังสืออย่างน้อยให้จบ ม.6 อาตมาต้องการให้เด็กมีอนาคต ให้เขายืนด้วยตัวเองได้ เขาไม่ได้อยู่กับเราตลอดชีวิต สักวันหนึ่งเขาต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเขา

ส่วนการพาเด็กไปชกมวยเวทีต่าง ๆ อาตมายึดหลักที่ว่าชกแล้วไม่หักค่าตัว ไม่หักเงินอัดฉีด ไม่หักค่าสีเสื้อ ยกให้เด็กหมด แต่ขอไว้ครั้งละ 100 บาท เก็บไว้เพื่อช่วยเหลือค่ายที่อาจมีเหตุจำเป็นต้องใช้

ศาลพิพากษา 'ไอทีวี' ชนะคดีข้อพิพาท สปน. บอกเลิกสัญญา ไม่ต้องชำระหนี้กว่า 2 พันลบ. และไม่มีภาระต่อกันอีกต่อไป

(25 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ออกหนังสือชี้แจงผู้ถือหุ้น ระบุว่า บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ขอแจ้งผลคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณีข้อพิพาทระหว่างบริษัท และสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กรณีที่ไอทีวีได้ยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เพื่อให้พิจารณาว่าการบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF (สัญญาเข้าร่วมงาน) ในวันที่ 7 มีนาคม 2550 ของ สปน. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น

หนังสือถึงผู้ถือหุ้น ลงวันที่เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ระบุเรื่องศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ได้พิพากษายกคำร้องของ สปน. ด้วยเหตุว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งมีผลให้คดีนี้ถึงที่สุด โดยบริษัทและ สปน. ต่างไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระต่อกันอีกรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,890,345,205.48 บาท (สองพันแปดร้อยเก้าสิบล้านสามแสนสี่หมื่นห้าพันสองร้อยห้าบาทสี่สิบแปดสตางค์)

ทั้งนี้ จากผลของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ส่งผลให้บริษัท ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ หรือ
ภาระหน้าที่ หรือความรับผิดตามสัญญาเข้าร่วมงาน หรือภาระผูกพันใด ๆ กับ สปน. อีกต่อไป ทั้งนี้ บริษัทจะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาทิศทางของไอทีวีต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การอ่านคำพิพากษากรณีที่ไอทีวีได้ยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เพื่อให้พิจารณาว่าการบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF (สัญญาเข้าร่วมงาน) ในวันที่ 7 มีนาคม 2550 ของ สปน. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลปกครองสูงสุด ได้มีการนัดอ่านคำพิพากษา เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 25 มกราคม 2567

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนภัยออนไลน์มีคนร้ายปลอมเลขหมาย 191 โทรข่มขู่เรียกเงิน

พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ. ศปอส.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงบนโลกออนไลน์อีกทั้งในตอนนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบมาว่ามีคนร้ายปลอมแปลงเบอร์หมายเลข 191 ที่ใช้ในการรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายของทางตำรวจ เพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สินของเหยื่อโดยคดีนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแจ้งเตือนภัยให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบถึงพฤติการณ์ของคนร้ายและจุดสังเกตของคนร้ายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รู้เท่าทันกลโกงและไม่ตกเป็นเหยื่อของคนร้าย ดังนี้

คนร้ายปลอมเบอร์เป็น 191 โทรหาเหยื่อหลอกว่ามีคดีติดตัว
คนร้ายโทรหาเหยื่อโดยตอนที่โทรเข้ามาเบอร์ที่แสดงบนเครื่องโทรศัพท์ของเหยื่อจะแสดงหมายเลข 191 หรือแสดงเป็นเบอร์ที่ใกล้เคียงกับ 191 เช่น +191, 1-9-1, 0191 และ .191 เป็นต้น คนร้ายจะแจ้งเหยื่อว่าเหยื่อตกเป็นผู้ต้องสงสัยและมีความเกี่ยวข้องในคดีที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นคนร้ายจะให้เหยื่อเพิ่มเพื่อนในไลน์ โดย Account ที่สร้างขึ้นมาจะใช้รูป Profile และชื่อตำรวจ เพื่อที่จะส่งเอกสารทางราชการและหลักฐานปลอมที่คนร้ายสร้างขึ้นมาไว้สำหรับหลอกลวง พร้อมกับแต่งกายเครื่องแบบตำรวจในระหว่างที่ Video Call หาเหยื่อ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ คนร้ายจะสั่งให้เหยื่อโอนเงินไปที่บัญชีของคนร้ายอ้างว่าเพื่อทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเหยื่อ และกล่อมเหยื่อว่าถ้าหากเหยื่อยืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีที่คนร้ายอ้าง ให้ดำเนินการตามที่คนร้ายสั่งเพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ สุดท้ายเมื่อเหยื่อโอนเงินไป เหยื่อก็ไม่ได้รับเงินคืนอีกเลย

จุดสังเกต
-ทางศูนย์ 191 ขอยืนยันว่าไม่มีการติดต่อประชาชนไปเพื่อแจ้งหมายจับ
-ทางศูนย์ 191 จะโทรหาประชาชนในกรณีดังนี้
oสายถูกตัดไปในระหว่างที่สนทนากับเจ้าหน้าที่ 191
oติดตามสถานการณ์กับผู้แจ้งว่าสายตรวจได้เข้าถึงพื้นที่ตามแจ้งแล้วหรือไม่
oสอบถามรายละเอียดจุดเกิดเหตุที่ได้แจ้งเข้ามาเพิ่มเติม
-เบอร์ที่ 191 ใช้โทรออกไป จะแสดงเป็น 191 เฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในพื้นที่อื่นๆจะแสดงเป็นเบอร์โทรศัพท์ 7 หลัก
-ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินเข้ามาเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน

เนื่องจากเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวมักจะถูกปลอมแปลงและโทรเข้ามาจากต่างประเทศ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแนะนำว่าหากพี่น้องประชาชนท่านใดไม่มีความจำเป็นที่ต้องติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์ต่างประเทศ ให้กดหมายเลข *138*1# เพื่อบล็อคการโทรเข้าจากต่างประเทศในเครื่องโทรศัพท์ของท่านเพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพจากต่างประเทศโทรเข้ามาหลอกลวงท่านได้ หากต้องการยกเลิกการบล็อก ให้กดหมายเลข *138*2#

สำหรับช่องทางรับรู้ข่าวสารเพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่ สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ผ่านทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1441 กรณีถูกคนร้ายหลอกลวงแจ้งความตำรวจผ่านระบบ www.thaipoliceonline.go.th

ไทยนั่งเจ้าภาพ Asia-Pacific Advance Network (APAN) ครั้งที่ 57 เวทีแห่งการแลกเปลี่ยนข้อมูล 'เครือข่ายการวิจัย-การศึกษาในเอเชียแปซิฟิก'

ประเทศไทย เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ APAN ครั้งที่ 57 ระหว่างวันที่ 29 มกราคม -  2 กุมภาพันธ์ 2567 คาดจะมีผู้เข้าร่วมประชุมราว 350 คน จาก 19 ประเทศสมาชิก

โดยสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ร่วมกับสมาคมเครือข่ายไทยเพื่อการศึกษาวิจัย (ThaiREN) เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ Asia-Pacific Advance Network (APAN) ครั้งที่ 57 (57th APAN Meeting) ในระหว่างวันที่ 29 มกราคม -  2 กุมภาพันธ์ 2567 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร 

สำหรับ Asia-Pacific Advanced Network (APAN) เป็นองค์กรที่มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีสมาชิก 38 หน่วยงาน จาก 19 ประเทศทั่วโลก เป็นเครือข่ายความร่วมมือในการใช้ระบบสื่อสารเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อนำไปพัฒนาการศึกษาและวิจัยของแต่ละประเทศ 

นอกจากนี้ ยังเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศของเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาแห่งชาติ (NRENs) ทั่วภูมิภาค ครอบคลุมประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และประเทศสมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารให้บริการการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยรุ่นเยาว์ใน APAN และชุมชนที่เกี่ยวข้องนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยในด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีเครือข่าย (Network technology), วิศวกรรมเครือข่าย (Network engineering), การวัดเครือข่าย (Network measurement), เทคโนโลยีแอปพลิเคชัน (Application technology), เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication technology), สถาปัตยกรรมเครือข่าย (Network architecture) ความเป็นสากลและการแปลเป็นภาษาท้องถิ่น เป็นต้น

ทั้งนี้ การประชุม APAN จะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ขณะที่การประชุมครั้งที่ 57 (57th APAN Meeting) ทางคณะกรรมการ APAN เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศของกลุ่มสมาชิกเครือข่าย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุม โดยในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด 'Empowering Global Network Alliance for Climate Resilience' ระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการฯ จำนวน 350 คน ประกอบด้วย ผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศ 100 คน ผู้เข้าร่วมประชุมจากมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน 150 คน และผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นสมาชิก APAN 100 คน 

โดยตลอดระยะเวลา 5 วันของการประชุมดังกล่าว จะเป็นเวทีในการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยไทย ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ต่างๆ กับนักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาและวิจัยของประเทศในอนาคต อีกทั้ง จะช่วยให้นักวิจัยได้เพิ่มพูนความรู้และทักษะ เพื่อนำไปพัฒนาการศึกษาและวิจัยของหน่วยงาน เนื่องจากกิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงแต่แบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอันมีค่าของตนเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายร่วมกันและสำรวจโซลูชันเชิงสร้างสรรค์ที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการของเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาอีกด้วย 

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.apan57.apan.net และ Facebook Page : APAN Thailand

‘ตำรวจไทย’ โอด!! ปม ‘ยกเลิกครูเวร’ จะให้ไปเฝ้าโรงเรียนแทน ลั่น!! ใช้ไปทำโน่นนี่ที่ไม่ใช่หน้าที่ ควรจ่ายเบี้ยเลี้ยงที่เหมาะสมด้วย

(25 ม.ค. 67) จากกรณี ครูถูกทำร้ายร่างกาย ขณะอยู่เฝ้าเวรโรงเรียนในวันหยุด ที่ จ.เชียงราย จนทำให้เกิดการเรียกร้องให้ยกเลิกการอยู่เวรของครูทั่วประเทศ ผ่านแฮชแท็ก ‘ยกเลิกครูเวรกี่โมง’ จนมีมติ ครม.ยกเลิกการอยู่เวรของครูในโรงเรียนและสถานศึกษาทั่วประเทศ มีผลทันที 23 ม.ค. 67 นั้น

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (24 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กภาพโปรไฟล์สวมเครื่องแบบ ตร. รายหนึ่ง โพสต์ข้อความในกลุ่มที่มีไว้เพื่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ในวงการตำรวจ ว่า

“ล่าสุดจะให้ตำรวจไปเฝ้าโรงเรียนแทนครูแล้ว ถ้ามีคำสั่งลงมาก็ต้องไปแหละ แต่ก็อยากให้มองอีกมุมหนึ่ง ตำรวจชั้นประทวนไม่ค่อยมีเวลากับเงินหรอก เอาเวลางานไปทำนั้นนู่นนี่ที่ไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ ก็ควรจะให้เบี้ยเลี้ยงที่เหมาะสมเพื่อเป็นขวัญกำลังใจด้วย”

โดยภายหลังจากที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็ได้มีสมาชิกในกลุ่มเข้าไปแสดงความคิดเห็น ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เช่น…

- ทุกภารกิจ ได้ดีก็แต่คนสั่ง ทั้งเงินทั้งงาน
- เหนื่อยกับความคิดนายว่ะ
- ทำไมไม่จัดสรรกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์ไม่ดีกว่าหรือ ส่องมันให้ทุกซอกทุกมุมในรร. ให้ผอ. ควบคุมตรวจตรากล้อง มีไรผิดปกติก็แจ้งตำรวจพื้นที่ได้หนิครับ จะโยนหน้าที่ของตัวเองให้เพื่อนทำไม ดูตำรวจทำทุกหน้าที่เกินเวลา โอทีไม่เคยได้ แต่ไม่บ่นสักคำ
- เขาหวังดีค่ะ อยากให้ครูได้ผัวตำรวจ 555
- แบบนี้ต้องเพิ่มเงินเดือนให้เขาแล้วใช้กันมั่วไปหมด
- มันก็ยังดีกว่าไปยืนข้างคูน้ำ รอบๆ กำแพงสูงๆ ทั้งที่ก็มีทหารกองเป็นเบืออยู่แล้วป่ะ…ร้านทอง , ธนาคาร, สหกรณ์ฯ ก็นั่งมาแล้ว เพิ่มโรงเรียนอีกที่จะเป็นไรไป กำลังพลไม่พอ ก็เปิดรับเข้ามาอีก ดีซะอีกจะได้จับตาดูเยาวชนแบบใกล้ชิด ดีไม่ดี ตกเย็นชวนเด็กเตะตะกร้อเดิมพัน ได้ตังค์ได้ออกกำลังกายด้วย 5555555

ชื่นชม!! ‘คนขับรถ-กระเป๋า’ สาย 168 ช่วยเหลือ 2 แม่ลูก วิ่งเรียกทหารช่วยแบกลูกชัก-ป่วยภูมิแพ้ตัวเอง ส่ง รพ.ราชวิถี

(25 ม.ค. 67) เพจเฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ได้โพสต์ข้อความระบุว่า เมื่อวันที่ 24 ม.ค.67 วิทยุ จส.100 รายงานว่า เวลา 09.30 น. แม่พาลูกชายที่ป่วยเป็นภูมิแพ้ตัวเอง ไป รพ.ราชวิถี โดยพาขึ้นรถเมล์สาย 168 บริเวณซอยศูนย์วิจัย ถ.พระราม 9

ระหว่างทาง ลูกที่ป่วย เกิดอาการชักบนรถเมล์ คนขับ (คุณอนิรุต วันหวัง) และกระเป๋ารถเมล์ (คุณนพรัตน์ ธนะเพชรพิบูลย์) และพลเมืองดีบนรถ ต่างให้ความช่วยเหลือ รีบขับพาไปถึงจุดที่ใกล้ รพ.ราชวิถี มากที่สุด 

แต่ในระหว่างนั้นรถติดอยู่แถวอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กระเป๋ารถเมล์จึงวิ่งลงจากรถ เพื่อไปขอความช่วยเหลือกับน้องทหารที่อยู่บริเวณนั้น 2 นาย และได้ขึ้นมาช่วยกันอุ้มผู้ป่วย วิ่งไปที่ตึกฉุกเฉิน รพ.ราชวิถี ทันที

ต่อมา ทราบชื่อทหารที่ช่วยเหลือ คือ ร.ต.ปรีชา สมบัติวงศ์, ส.ท.ภาณุพงษ์ นึกกระโทก และพล.อส.วิทยา ชัยสมบูรณ์ (ข้าราชการ ดย.ทบ.) ขับรถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีประชาชนบนรถเมล์ สาย 168 ขอความช่วยเหลือ

ส.ท.ภาณุพงษ์ นึกกระโทก (ทหารที่ให้ผู้ป่วยขี่หลัง) กล่าวว่า "ช่วงนั้นได้ยินมีคนตะโกนให้ช่วย บริเวณนั้นมีทหารประมาณ 10 นาย ทางกรมฯ กำลังจะพาไปย้ายเข้ากรมดุริยางค์ทหารบก เห็นว่าอยู่ใกล้ รพ.ราชวิถี จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือทันที พยายามไปให้ถึงรพ.ราชวิถี ให้เร็วที่สุด"

‘นายกฯ’ สั่งยกระดับ ‘ภาษาอังกฤษ’ ในระดับอุดมศึกษา สร้างความพร้อมด้าน ‘วิชาการ-วิชาชีพ-ทักษะสื่อสาร’ ยิ่งขึ้น

(25 ม.ค. 67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พ.ย 66 ให้หน่วยงานภาครัฐเร่งจัดหาโครงการ หรือมาตรการต่าง ๆ ด้านการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างเร่งด่วน ทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกประกาศเรื่องนโยบายการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2567 เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

โดยกำหนดเป้าหมาย พัฒนาการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเรียนรู้ รวมถึงกำหนดให้นักศึกษาทุกคน สอบวัดความรู้และทักษะภาษาอังกฤษก่อนสำเร็จการศึกษา ตามแบบทดสอบที่สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาขึ้นหรือแบบทดสอบตามมาตรฐานสากลอื่น ๆ โดยเทียบเคียงผลกับมาตรฐานสากลของสหภาพยุโรปที่ใช้วัดระดับความสามารถทางภาษาในด้านการอ่าน การเขียน การฟัง และการพูด (Common European Framework of Reference for Languages: CEFR)

นายชัย กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานตามประกาศดังกล่าว โดยกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาปฏิบัติตามแนวทางกำหนดนโยบายและเป้าหมายยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของนิสิต นักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่มีความพร้อม ทั้งด้านวิชาการ วิชาชีพ และทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับที่ใช้งานได้ และพิจารณาจัดการเรียนการสอนในรายวิชาภาษาอังกฤษ รวมทั้งจัดทําแผนเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีตัวชี้วัดและมีการประเมินผลที่ชัดเจน และจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร จัดสภาพแวดล้อมทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนที่ส่งเสริมการใช้ภาษาอังกฤษ

พร้อมทั้งจัดสื่อการเรียนการสอนรูปแบบเอกสารหรือสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเอง รวมถึงตั้งแนวทางการประเมิน โดยการสอบวัดความรู้และทักษะภาษาอังกฤษก่อนสําเร็จการศึกษา ตามแบบทดสอบที่สถาบันอุดมศึกษาพัฒนาขึ้น หรือ แบบทดสอบตามมาตรฐานสากลอื่น ๆ โดยกําหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะภาษาอังกฤษ เทียบเคียงผลกับเกณฑ์ CEFR ของแต่ละบุคคล ตามหลักดังนี้ 1.ระดับอนุปริญญา ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ B1 ขึ้นไป 2. ระดับปริญญาตรี ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ B2 ขึ้นไป และ 3. ระดับบัณฑิตศึกษา ในระดับเกณฑ์ตั้งแต่ C1 ขึ้นไป

“ด้วยการกำหนดนโยบายแบบมุ่งยกระดับทุกด้าน นายกรัฐมนตรีจึงเร่งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลไทยให้มีความสามารถเท่าทัน เท่าเทียมการตลาดแรงงาน เร่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระดับอุดมศึกษาให้ได้ตามมาตรฐานสากล เพื่อความพร้อมของนักเรียน นักศึกษา เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับชาวต่างชาติ ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถ ตลอดจนยกระดับอาชีพ ให้เท่าทันสอดคล้องกับนโยบายของประเทศด้านการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน ภาคการศึกษาวิจัยต่าง ๆ” นายชัย กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top