Tuesday, 30 June 2026
NEWS FEED

เชียงใหม่-คณะพยาบาลศาสตร์ มช.ร่วมยินดีกับรางวัลอันทรงเกียรติ

ผศ.ดร.ธานี แก้วธรรมานุกูล คณบดี พร้อมคณะผู้บริหาร คณาจารย์และบุคลากร คณะพยาบาลศาสตร์ มช. เข้ามอบช่อดอกไม้ร่วมแสดงความยินดีกับผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาของคณะฯ ในพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา มช. ประจำปี 2567 ณ ศาลาธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2567

รางวัลผู้บริหารดีเด่นจากกองทุนอธิการบดี มช. ประจำปี 2566 ได้แก่ ผศ.ทพ.พิริยะ เชิดสถิรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานกรรมการอำนวยการประจำคณะพยาบาลศาสตร์ มช.

รางวัลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ "ช้างทองคำ" อาจารย์ดีเด่น สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ประจำปี 2566 ได้แก่ อ.ดร.หรรษา เศรษฐบุปผา อาจารย์กลุ่มวิชาการพยาบาลจิตเวช สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์

โล่ประกาศเกียรติคุณผู้ที่ได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ประจำปี 2566 ได้แก่ ศ.ดร.ภัทราภรณ์ ภทรสกุล ศาสตราจารย์ในสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์ 

Exemplary Award ได้แก่ ผศ.ดร.ณัฏฐณิชา ศรีบุณยวัฒน กลุ่มวิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์

รางวัลหลักสูตรดีเด่น ประเภทหลักสูตรยอดนิยม ประจำปีการศึกษา 2565 ผู้เข้ารับรางวัลได้แก่ รศ.ดร.ฐิติณัฏฐ์ อัคคะเดชอนันต์ ประธานกรรมการบริหารหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) 

รางวัลการค้นคว้าอิสระดีมาก ประจำปีการศึกษา 2566 ได้แก่ นางศุภรดา ประเสริฐกุล หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารทางการพยาบาล เรื่อง "การพัฒนาคุณภาพการวางแผนจำหน่ายสำหรับผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้ายที่ได้รับการล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลนครพิงค์" โดยมี รศ.ดร.สมใจ ศิระกมล และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญพิชชา จิตต์ภักดี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา  นางสาวรวินันท์ ใจเงิน หลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต เรื่อง "ประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับการพยาบาลผู้ป่วยจิตเภทที่มีอาการหูแว่ว แผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่" โดยมี ศ.ดร.ภัทราภรณ์ ภทรสกุล และ อ.ดร.หรรษา เศรษฐบุปผา เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
พัฒนชัย/เชียงใหม่

สตูล กอ.รมน.จังหวัด สตูล จัดกิจกรรม บวร/บรม ร่วมใจสร้างชุมชนคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ 2567

วันนี้ 24 ม.ค. 67 พ.อ.พิเชษฐ์  ชุติเดโช รอง ผอ.รมน.จังหวัด สตูล (ท.) ปฏิบัติราชการแทน
 ผอ.รมน.จังหวัด สตูล มอบหมายให้ พ.ท.จารุกิตติ์ ทองคง หัวหน้าฝ่ายการข่าว กลุ่มงานนโยบายแผนและการข่าว กอ.รมน.จังหวัด สตูลพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.จังหวัด สตูล ลงพื้นที่จัดกิจกรรม บวร/บรม ร่วมใจสร้างชุมชนคุณธรรม ประจำปีงบประมาณ 2567 ณ โรงเรียนท่าแพผดุงวิทย์ ต.แป-ระ อ.ท่าแพ จ.สตูล มีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 เข้าร่วมโครงการ จำนวน 105 คน เพื่อสร้างจิตสำนึกความเป็นไทย, การฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้การเป็นอยู่แบบพหุวัฒนธรรม โดยมีกิจกรรมพัฒนาสัมพันธ์จากทีมวิทยากร กอ.รมน.จังหวัด สตูล ซึ่งมี ร.ต.ท.ศักยภาพ พงศาปาน เจ้าหน้าที่สันทนาการชุดวิทยากรขุนด่าน กอ.รมน.จังหวัด สตูล และ ร.ต.วุฒินันท์  สังข์ชาติ รอง หน.ฝ่ายประสานการปฏิบัติ ฯ ให้ความรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างความปรองดองในสังคมไทย, การเสริมสร้างความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ, การสร้างจิตสำนึกความเป็นไทย, โครงการเพชรในตม และการประชาสัมพันธ์สายด่วนความมั่นคง 1374 ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายเจ๊ะหมีน หะแหละ ที่ปรึกษา ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา/ คอเต็บ มิสยิดบัสตานัดดีน อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นวิทยากรให้ความรู้เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม ผลการปฏิบัติ ผู้เข้ารับการอบรม บวร/บรม ฯ มีความตระหนักรู้ มีความภาคภูมิใจ เข้าใจถึงบทบาทความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ และการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรมเป็นอย่างดี
นิตยา แสงมณี // ผู้สื่อข่าวภูมิภาคประจำจังหวัดสตูล

ปลุกพลังผู้ให้ทั่วประเทศ ให้โลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำทุก 3 เดือนตลอดปี 2567

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ปลุกพลังผู้ให้ทั่วประเทศ ชวนบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วยกับโครงการ “ให้โลหิต   ให้ชีวิต ให้ประจำ” ตลอดปี 2567  โดยเพิ่มจำนวนครั้งการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง เพื่อให้มีโลหิตสำรองเพียงพอสม่ำเสมอสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลทั่วประเทศ 

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า  ตลอดปี 2567 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้จัดโครงการ “ให้โลหิต ให้ชีวิต ให้ประจำ Give Blood ,Give lives, Give forever” เป็นโครงการหลักประจำปี 2567 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการบริจาคโลหิตให้แก่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ และเหล่ากาชาดจังหวัดต่างๆในการรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริจาคโลหิตมีการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้ง เพิ่มมากขึ้น หรืออย่างน้อยบริจาคโลหิตเพิ่มปีละ 2 – 3 ครั้ง รวมถึง การเพิ่มจำนวนผู้บริจาคโลหิตรายใหม่ให้มีจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

จากสถิติความถี่การบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ปี พ.ศ. 2566 จากจำนวนผู้บริจาคโลหิตทั้งหมด  1,606,743 คน พบว่ามีผู้บริจาคโลหิตปีละ 1 ครั้ง มีปริมาณมากถึง 1,057,894 คน คิดเป็นร้อยละ 65.84  ในขณะที่ ผู้บริจาคโลหิตปีละ 4 ครั้ง มีจำนวนเพียง 73,770 คน คิดเป็นร้อยละ 4.59 และยังมีผู้บริจาคโลหิตปีละ 2 ครั้ง จำนวน 313,029 คน คิดเป็นร้อยละ 19.48 บริจาคโลหิตปีละ 3 ครั้ง จำนวน 156,052 คน คิดเป็นร้อยละ 9.71 ส่วนผู้บริจาคโลหิตมากกว่า 4 ครั้ง (รวมกับบริจาคส่วนประกอบโลหิตอื่นๆ) จำนวน 5,998 คิดเป็นร้อยละ 0.37 หากมี     ผู้บริจาคโลหิตบริจาคทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้น จะทำให้มีโลหิตที่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอตลอดปี  

ทั้งนี้ โลหิตยังคงเป็นยารักษาโรคที่ยังไม่มีนวัตกรรมใดๆ มาทดแทนได้ จึงจำเป็นต้องมีการรับบริจาคโลหิตจากเพื่อนมนุษย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งโลหิตสำหรับใช้ในการช่วยชีวิตผู้ป่วย โดยโลหิตที่ได้รับบริจาคร้อยละ 23 นำไปใช้รักษากลุ่มผู้ป่วยโรคเลือด อาทิ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ฮีโมฟีเลีย เกล็ดเลือดต่ำ เป็นต้น ในรายที่เป็นชนิดรุนแรงต้องได้รับโลหิตในการรักษาเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1-2 ยูนิต หากไม่ได้รับโลหิตผู้ป่วยจะมีภาวะซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน   อีกร้อยละ 77 นำไปใช้รักษาผู้ป่วยที่สูญเสียโลหิตเฉียบพลันจากอุบัติเหตุ การผ่าตัด ตกเลือดหลังคลอดบุตร เลือดออกในทางเดินอาหาร เป็นต้น  ต้องมีโลหิตสำรองไว้ระหว่างการผ่าตัด 2 - 3 ยูนิต ในกรณีที่มีอาการรุนแรง 5 - 10 ยูนิต  ถ้าโลหิตไม่เพียงพอต้องเลื่อนการผ่าตัด อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยถึงชีวิตได้  จึงต้องมีการรณรงค์ให้ผู้บริจาคโลหิต เพิ่มความถี่ในการบริจาคโลหิต จากปีละ 1 ครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้ง จากปีละ 2 ครั้ง เพิ่มเป็นปีละ 3 ครั้ง จากปีละ 3 ครั้ง เพิ่มเป็น 4 ครั้งต่อปี ก็จะทำให้โลหิตมีปริมาณเพียงพอสำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยได้   สามารถบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ได้ที่

•    ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ 
•    หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่  สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค)   เดอะมอลล์  สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)
•    ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต
•    โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตทั่วประเทศ 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทร. 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1101, 1760, 1761
*********************

ขอบคุณที่ท่านได้กรุณาเผยแพร่ข่าวนี้  
ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร  
ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย 
โทรศัพท์ 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1760, 1761 

'หญิงต่างชาติ' ไม่มีเงิน หิวโซ ขอกินข้าวเหลือ เจ้าของร้านคนไทยใจดี ให้กินฟรี เติมเพิ่มให้จนอิ่ม

จากกรณีผู้โซเชียลรายหนึ่งได้โพสต์คลิปวิดีโอชาวต่างชาติรายหนึ่งที่มาขอข้าวกินที่ร้าน จนกลายเป็นโมเมนต์สุดประทับใจ

ล่าสุด (25 ม.ค. 67) น.ส.รัตนธร กำเนิดไทย เจ้าของโพสต์ เปิดเผยว่า ปกติตนไปช่วยลูกชายเลี้ยงหลานอยู่ที่ร้าน ช่วงเย็นเมื่อวานนี้ ตนทำอาหารไปให้ลูกชาย และวางไว้บนโต๊ะ โดยตนและลูกสะใภ้ทานเสร็จแล้ว เหลือแต่ลูกชายที่กำลังวุ่นกับการขายของ ระหว่างนั้นตนออกมาก็พบว่ามีหญิงต่างชาติรายหนึ่ง มานั่งกินกับข้าวอยู่ที่โต๊ะ

ลูกชายเล่าให้ฟังว่า ชาวต่างชาติรายนี้เข้ามาขอทานอาหารที่เหลืออยู่บนโต๊ะ เนื่องจากไม่มีเงิน เมื่อตนเข้าไปจะพูดคุย ก็พบว่ากินข้าวและพะโล้หมดเกลี้ยง แต่แกงส้มยังเหลืออยู่ ตนจึงถามไปว่า ไม่กินเผ็ดเหรอ แต่ตนก็ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษ จึงใช้การพูดคุยผ่านภาษากายแทน

ตนเห็นดังนั้นจึงนำข้าวและพะโล้ไปเติมให้อีก ยังมีลูกค้าชายโต๊ะอื่นนำน้ำมาให้เธออีกด้วย หลังทานเสร็จ ชาวต่างชาติรายนี้ได้ขีดเขียนอะไรบางอย่าง ตนก็คิดกับลูกสะใภ้ว่าเขาคงเขียนบันทึกไดอารี่ แต่ปรากฏว่า เขานำกระดาษใบนั้นมายื่นให้ตน

เป็นภาพวาดของตนที่กำลังอุ้มหลาน ลูกชายที่กำลังวุ่นวายกับการเสิร์ฟกับข้าว และลูกสะใภ้ที่กำลังชงน้ำ ตนเข้าใจว่านี่เป็นการขอบคุณที่ตนได้ช่วยเหลือ

ทั้งนี้หลังจากที่ตนลงคลิปไปก็มีหลายคนเป็นห่วงว่าชาวต่างชาติจะมาหลอกหรือไม่ แต่ตนก็ไม่กังวล เพราะจากภาพที่เห็นคือเขาหิวโซ กินจนหมดเกลี้ยง และไม่ได้มาขอเงินอะไร

อีกทั้งยังมาตัวคนเดียว พร้อมกับกระเป๋าสัมภาระมากมาย ตนและลูกชายเป็นคนใจอ่อนเห็นแบบนี้ก็อดที่จะไม่ช่วยไม่ได้ และดีใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

'กุมารดอย' แจง!! ปมชาวเน็ตดรามาก้มกราบ 'เสี่ยโบ๊ท' ไม่เหมาะ ชี้!! "เป็นการเคารพขั้นสูงสุดของผม" ลั่น!! ถ้าไม่มีแรงหนุน ก็ไม่มีวันนี้

(25 ม.ค. 67) จากเฟซบุ๊ก 'กุมารดอย เพชรยินดีอะคาเดมี่' แชมป์รุ่นแบนตั้มเวต เวทีมวยราชดำเนิน โพสต์เปิดใจ หลังมีชาวเน็ตรายหนึ่ง บอกไม่เห็นด้วย กับวัฒนธรรมมวยไทย เรื่องการก้มไหว้คู่ต่อสู้ หรือผู้มีพระคุณ ระบุว่า...

"ผมรู้สึกดีใจและอยากกราบขอบคุณผู้มีพระคุณที่ทำให้ผมมีวันนี้ ถ้าไม่มีเสี่ยโบ๊ทคอยสนับสนุนส่งเสริมคอยซัปพอร์ตคงไม่มีผมในวันนี้ การกราบไหว้ผู้มีพระคุณ คือ การเคารพขั้นสูงสุดของผมซึ่งประเพณีไทยก็ทำกันแบบนี้โดยไม่มีใครบังคับ ใครข้องใจก็จงไปศึกษาวัฒนธรรมให้ดีๆ ก่อน"

สถานทูตอิสราเอลในไทย ใช้ตุ๊กๆ ติดป้ายตัวประกันที่ถูกจับร่อนทั่วกรุง ผิดมารยาทตามแบบธรรมเนียมพิธีการทางการทูตหรือไม่?

ผิดมารยาท…ตามแบบธรรมเนียมพิธีการทางการทูตหรือไม่?

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ปล่อยตัวประกันที่ถูกจับในฉนวนกาซา ด้วยการติดแผ่นป้ายใบหน้าตัวประกันหลังรถสามล้อกว่า 100 คัน และให้วิ่งไปตามถนนสายหลักต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ

พิธีการทูต (Diplomatic protocol) ในการเมืองระหว่างประเทศ เป็นมารยาททางการทูตและกิจการของรัฐ พิธีการทูตเป็นกฎซึ่งชี้นำว่ากิจกรรมหนึ่ง ๆ ควรดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาการทูต ดังนั้นการนำเรื่องราวของความขัดแย้งอันเป็นปัญหาระหว่างประเทศมารณรงค์ในประเทศที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับความขัดแย้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการนำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวโดยไม่ยอมกล่าวถึงมูลเหตุของความขัดแย้งนั้น ส่วนพิธีสารเจาะจงพฤติกรรมที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในประเด็นรัฐและการทูต

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณี ว่า เวลาอิสราเอลทำอะไรไม่เคยมาขออนุญาตทางการไทย และขอยืนยันว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวนั้นไทยไม่ค่อยเห็นด้วย จึงได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เชิญเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยมาพูดคุย 

นายปานปรีย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างช่วงการเจรจาให้ตัวประกันทั้ง 8 คนได้กลับมาสู่ประเทศไทย จึงไม่ประสงค์ที่จะสร้างปัญหาหรือไม่ประสงค์ที่จะทำให้ประเทศที่เกี่ยวข้องเกิดความเข้าใจผิดว่าเราไปสนับสนุนประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะประเทศที่มีความขัดแย้งกันอยู่ ดังนั้น ไทยเป็นมิตรกับทุกประเทศและในส่วนของอิสราเอล ตนก็เชื่อว่าพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ชาวโลกเข้าใจว่าเขาไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดปัญหานี้ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของไทยก็มองว่าเวลานี้ เรื่องสำคัญที่สุดคือ ให้ตัวประกันคนไทยทั้ง 8 คนปลอดภัยที่สุดและกลับมาประเทศไทย และไม่ประสงค์ให้ประเทศใดประเทศหนึ่งใช้เวทีของไทยสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น ทั้งยืนยันว่า รัฐบาลไทยยังคงพยายามหาแนวทางในการช่วยเหลือตัวประกันไทยที่เหลือ 

หลายปีที่ผ่านมาพฤติการณ์และพฤติกรรมของนักการทูตหลายชาติตะวันตกได้เข้ามายุ่งเกี่ยวและแทรกแซงทั้งทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรมของไทยหลายครั้งหลายหน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศต้องดำเนินการ แต่เพราะการปล่อยปละละเลย จะด้วยความเกรงใจหรือไม่สนใจใด ๆ ก็ตาม จึงทำให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ประเทศไทยในการเคลื่อนไหวโดยไม่ให้ความสำคัญต่อแบบธรรมเนียมตามพิธีการทูต (Diplomatic protocol) ที่ตัวแทนของอารยประเทศพึ่งปฏิบัติดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้น

เรื่อง: ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

'เจ้าอาวาส' ดูแลเด็กติดยา จับมาปั้นเป็นนักมวย ขุนให้ตั้งใจเรียน พร้อมที่นอน-ข้าวให้กินทุกมื้อ

เมื่อวานนี้ (24 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดสะแก ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท พระสมุห์ยงยุทธ นริสฺสโร หรือ ‘พระอาจารย์ต่าย’ เจ้าอาวาสวัดสะแก ได้ก่อตั้งค่ายมวยชื่อว่า ‘ค่ายมวยศิษย์ อ.ต่าย’ โดยเก็บเด็กติดยาเสพติด พ่อแม่ทอดทิ้ง มาเลี้ยง และปั้นให้เป็นนักมวย จัดที่กินที่นอน ส่งเรียนหนังสือ พร้อมฝึกฝนให้ชกมวยเป็นอาชีพ โดยมีเจ้าอาวาสและพระลูกวัด เป็นผู้ฝึกสอน

พระอาจารย์ต่าย กล่าวว่า ที่มาของการทำค่ายมวยเริ่มต้นจากเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ได้เก็บเด็กมาเลี้ยง ซึ่งเป็นเด็กติดยาเสพติด พ่อแม่แยกทางกัน แรก ๆ ยังลุ้มลุกคลุกคลานฝึกซ้อมไปเรื่อยไม่ได้หวังอะไร เพียงต้องการให้เด็กกลุ่มนี้ห่างไกลยาเสพติด แต่อาชีพชกมวยถึงเจ็บตัวแต่ได้เงินทุกไฟต์ ได้มากได้น้อยแล้วแต่ประสบการณ์

อาตมาจึงได้คุยกับ นายนิติรุจน์ มุขเฉลิมวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลโพนางดำตก ว่าอยากพัฒนาเด็กต่อยมวยให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ และสร้างอาชีพให้เด็กได้

ปัจจุบันมีเด็กชายอายุ 8-15 ปี รวม 11 คน กินนอนอยู่ที่วัด วันจันทร์-ศุกร์ ตื่นตี 5 วิ่งออกกำลังกาย 7 โมงครึ่ง อาบน้ำไปโรงเรียน 8 โมง พระพาไปส่งโรงเรียน กลับจากโรงเรียน 4 โมง ซ้อมมวยจนถึง 2 ทุ่ม อาบน้ำกินข้าวเข้านอนเกือบ 3 ทุ่ม เราต้องฝึกให้เขามีระเบียบวินัย ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ หลังเลิกซ้อมรอบเช้าให้เก็บกวาดเวที หลังจากนั้นให้ทำกิจกรรมส่วนตัว

สำหรับเด็กที่ไม่ชกมวย อาตมาก็เลี้ยง แต่มีอย่างอื่นให้ทำ อาตมาจะไม่บังคับเด็ก ทุกคนจะได้เรียนหนังสืออย่างน้อยให้จบ ม.6 อาตมาต้องการให้เด็กมีอนาคต ให้เขายืนด้วยตัวเองได้ เขาไม่ได้อยู่กับเราตลอดชีวิต สักวันหนึ่งเขาต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเขา

ส่วนการพาเด็กไปชกมวยเวทีต่าง ๆ อาตมายึดหลักที่ว่าชกแล้วไม่หักค่าตัว ไม่หักเงินอัดฉีด ไม่หักค่าสีเสื้อ ยกให้เด็กหมด แต่ขอไว้ครั้งละ 100 บาท เก็บไว้เพื่อช่วยเหลือค่ายที่อาจมีเหตุจำเป็นต้องใช้

ศาลพิพากษา 'ไอทีวี' ชนะคดีข้อพิพาท สปน. บอกเลิกสัญญา ไม่ต้องชำระหนี้กว่า 2 พันลบ. และไม่มีภาระต่อกันอีกต่อไป

(25 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ออกหนังสือชี้แจงผู้ถือหุ้น ระบุว่า บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ขอแจ้งผลคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดกรณีข้อพิพาทระหว่างบริษัท และสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กรณีที่ไอทีวีได้ยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เพื่อให้พิจารณาว่าการบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF (สัญญาเข้าร่วมงาน) ในวันที่ 7 มีนาคม 2550 ของ สปน. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น

หนังสือถึงผู้ถือหุ้น ลงวันที่เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ระบุเรื่องศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ที่ได้พิพากษายกคำร้องของ สปน. ด้วยเหตุว่า คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งมีผลให้คดีนี้ถึงที่สุด โดยบริษัทและ สปน. ต่างไม่มีหนี้ที่จะต้องชำระต่อกันอีกรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,890,345,205.48 บาท (สองพันแปดร้อยเก้าสิบล้านสามแสนสี่หมื่นห้าพันสองร้อยห้าบาทสี่สิบแปดสตางค์)

ทั้งนี้ จากผลของคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว ส่งผลให้บริษัท ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ หรือ
ภาระหน้าที่ หรือความรับผิดตามสัญญาเข้าร่วมงาน หรือภาระผูกพันใด ๆ กับ สปน. อีกต่อไป ทั้งนี้ บริษัทจะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาทิศทางของไอทีวีต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การอ่านคำพิพากษากรณีที่ไอทีวีได้ยื่นข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 เพื่อให้พิจารณาว่าการบอกเลิกสัญญาเข้าร่วมงานและดำเนินการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ UHF (สัญญาเข้าร่วมงาน) ในวันที่ 7 มีนาคม 2550 ของ สปน. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลปกครองสูงสุด ได้มีการนัดอ่านคำพิพากษา เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 25 มกราคม 2567

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนภัยออนไลน์มีคนร้ายปลอมเลขหมาย 191 โทรข่มขู่เรียกเงิน

พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ. ศปอส.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันมีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงบนโลกออนไลน์อีกทั้งในตอนนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบมาว่ามีคนร้ายปลอมแปลงเบอร์หมายเลข 191 ที่ใช้ในการรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายของทางตำรวจ เพื่อหลอกลวงเอาทรัพย์สินของเหยื่อโดยคดีนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอแจ้งเตือนภัยให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบถึงพฤติการณ์ของคนร้ายและจุดสังเกตของคนร้ายเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รู้เท่าทันกลโกงและไม่ตกเป็นเหยื่อของคนร้าย ดังนี้

คนร้ายปลอมเบอร์เป็น 191 โทรหาเหยื่อหลอกว่ามีคดีติดตัว
คนร้ายโทรหาเหยื่อโดยตอนที่โทรเข้ามาเบอร์ที่แสดงบนเครื่องโทรศัพท์ของเหยื่อจะแสดงหมายเลข 191 หรือแสดงเป็นเบอร์ที่ใกล้เคียงกับ 191 เช่น +191, 1-9-1, 0191 และ .191 เป็นต้น คนร้ายจะแจ้งเหยื่อว่าเหยื่อตกเป็นผู้ต้องสงสัยและมีความเกี่ยวข้องในคดีที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นคนร้ายจะให้เหยื่อเพิ่มเพื่อนในไลน์ โดย Account ที่สร้างขึ้นมาจะใช้รูป Profile และชื่อตำรวจ เพื่อที่จะส่งเอกสารทางราชการและหลักฐานปลอมที่คนร้ายสร้างขึ้นมาไว้สำหรับหลอกลวง พร้อมกับแต่งกายเครื่องแบบตำรวจในระหว่างที่ Video Call หาเหยื่อ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อ คนร้ายจะสั่งให้เหยื่อโอนเงินไปที่บัญชีของคนร้ายอ้างว่าเพื่อทำการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเหยื่อ และกล่อมเหยื่อว่าถ้าหากเหยื่อยืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีที่คนร้ายอ้าง ให้ดำเนินการตามที่คนร้ายสั่งเพื่อเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ สุดท้ายเมื่อเหยื่อโอนเงินไป เหยื่อก็ไม่ได้รับเงินคืนอีกเลย

จุดสังเกต
-ทางศูนย์ 191 ขอยืนยันว่าไม่มีการติดต่อประชาชนไปเพื่อแจ้งหมายจับ
-ทางศูนย์ 191 จะโทรหาประชาชนในกรณีดังนี้
oสายถูกตัดไปในระหว่างที่สนทนากับเจ้าหน้าที่ 191
oติดตามสถานการณ์กับผู้แจ้งว่าสายตรวจได้เข้าถึงพื้นที่ตามแจ้งแล้วหรือไม่
oสอบถามรายละเอียดจุดเกิดเหตุที่ได้แจ้งเข้ามาเพิ่มเติม
-เบอร์ที่ 191 ใช้โทรออกไป จะแสดงเป็น 191 เฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในพื้นที่อื่นๆจะแสดงเป็นเบอร์โทรศัพท์ 7 หลัก
-ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีนโยบายให้ประชาชนโอนเงินเข้ามาเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน

เนื่องจากเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวมักจะถูกปลอมแปลงและโทรเข้ามาจากต่างประเทศ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอแนะนำว่าหากพี่น้องประชาชนท่านใดไม่มีความจำเป็นที่ต้องติดต่อกับหมายเลขโทรศัพท์ต่างประเทศ ให้กดหมายเลข *138*1# เพื่อบล็อคการโทรเข้าจากต่างประเทศในเครื่องโทรศัพท์ของท่านเพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพจากต่างประเทศโทรเข้ามาหลอกลวงท่านได้ หากต้องการยกเลิกการบล็อก ให้กดหมายเลข *138*2#

สำหรับช่องทางรับรู้ข่าวสารเพื่อให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์ในรูปแบบใหม่ สามารถติดตามข้อมูลการแจ้งเตือนภัยออนไลน์ได้ผ่านทาง www.เตือนภัยออนไลน์.com หมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1441 กรณีถูกคนร้ายหลอกลวงแจ้งความตำรวจผ่านระบบ www.thaipoliceonline.go.th

ไทยนั่งเจ้าภาพ Asia-Pacific Advance Network (APAN) ครั้งที่ 57 เวทีแห่งการแลกเปลี่ยนข้อมูล 'เครือข่ายการวิจัย-การศึกษาในเอเชียแปซิฟิก'

ประเทศไทย เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ APAN ครั้งที่ 57 ระหว่างวันที่ 29 มกราคม -  2 กุมภาพันธ์ 2567 คาดจะมีผู้เข้าร่วมประชุมราว 350 คน จาก 19 ประเทศสมาชิก

โดยสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ร่วมกับสมาคมเครือข่ายไทยเพื่อการศึกษาวิจัย (ThaiREN) เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมวิชาการระดับนานาชาติ Asia-Pacific Advance Network (APAN) ครั้งที่ 57 (57th APAN Meeting) ในระหว่างวันที่ 29 มกราคม -  2 กุมภาพันธ์ 2567 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร 

สำหรับ Asia-Pacific Advanced Network (APAN) เป็นองค์กรที่มีจุดมุ่งหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานร่วมกันและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีสมาชิก 38 หน่วยงาน จาก 19 ประเทศทั่วโลก เป็นเครือข่ายความร่วมมือในการใช้ระบบสื่อสารเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อนำไปพัฒนาการศึกษาและวิจัยของแต่ละประเทศ 

นอกจากนี้ ยังเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศของเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาแห่งชาติ (NRENs) ทั่วภูมิภาค ครอบคลุมประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และประเทศสมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารให้บริการการเชื่อมต่อเครือข่ายความเร็วสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยรุ่นเยาว์ใน APAN และชุมชนที่เกี่ยวข้องนำเสนอและเผยแพร่ผลงานวิจัยในด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีเครือข่าย (Network technology), วิศวกรรมเครือข่าย (Network engineering), การวัดเครือข่าย (Network measurement), เทคโนโลยีแอปพลิเคชัน (Application technology), เทคโนโลยีการสื่อสาร (Communication technology), สถาปัตยกรรมเครือข่าย (Network architecture) ความเป็นสากลและการแปลเป็นภาษาท้องถิ่น เป็นต้น

ทั้งนี้ การประชุม APAN จะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ขณะที่การประชุมครั้งที่ 57 (57th APAN Meeting) ทางคณะกรรมการ APAN เห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศของกลุ่มสมาชิกเครือข่าย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการประชุม โดยในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด 'Empowering Global Network Alliance for Climate Resilience' ระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จะมีผู้เข้าร่วมประชุมวิชาการฯ จำนวน 350 คน ประกอบด้วย ผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศ 100 คน ผู้เข้าร่วมประชุมจากมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน 150 คน และผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นสมาชิก APAN 100 คน 

โดยตลอดระยะเวลา 5 วันของการประชุมดังกล่าว จะเป็นเวทีในการส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยไทย ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ต่างๆ กับนักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาและวิจัยของประเทศในอนาคต อีกทั้ง จะช่วยให้นักวิจัยได้เพิ่มพูนความรู้และทักษะ เพื่อนำไปพัฒนาการศึกษาและวิจัยของหน่วยงาน เนื่องจากกิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงแต่แบ่งปันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอันมีค่าของตนเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายร่วมกันและสำรวจโซลูชันเชิงสร้างสรรค์ที่ปรับให้เหมาะกับความต้องการของเครือข่ายการวิจัยและการศึกษาอีกด้วย 

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.apan57.apan.net และ Facebook Page : APAN Thailand


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top