Saturday, 25 July 2026
NEWS FEED

โซลาร์เซลล์เปลี่ยนชีวิต!! Bloomberg ชี้ศักยภาพโซลาร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย ชี้โครงสร้างติดขัดหลายชั้นทำชะงัก ศรีแสงธรรมสอนพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน หากปลดล็อกคนไทยจะรวยขึ้น

Bloomberg บอกว่าคนไทยจะรวยเพราะโซล่าร์เซลล์

ภาพความจริงที่ "เจ็บปวดแต่จำเป็น" ต้องพูดถึง ในขณะที่ Bloomberg มองจากหอคอยเศรษฐศาสตร์มหภาค เห็นตัวเลขศักยภาพและต้นทุนที่ลดลงจนน่าตื่นเต้น แต่ในระดับจุลภาคหรือ "หลังคาบ้านคนไทย" กลับมีกำแพงโครงสร้างที่มองไม่เห็นกั้นอยู่หลายชั้น

"โรงเรียนศรีแสงธรรม" (หรือโรงเรียนเสียดายแดด) และ พระปัญญาวชิรโมลี เป็นตัวอย่างที่ทรงพลังมาก เพราะที่นี่คือ "แซนด์บ็อกซ์ของจริง" ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าถ้าปลดล็อกข้อจำกัดได้ โซลาร์เซลล์จะเปลี่ยนชีวิตคนได้ขนาดไหน “ศรีแสงธรรมโมเดล” คือจิ๊กซอว์ที่ขาดไปในบทวิเคราะห์ของ Bloomberg:

1. การเปลี่ยน "ผู้บริโภค" เป็น "ผู้ผลิต" (Prosumer)
ในขณะที่รัฐไทยยังติดอยู่กับระบบ Single Buyer  แต่โรงเรียนศรีแสงธรรมพิสูจน์ให้เห็นว่า "การพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน" (Energy Autonomy) ทำได้จริง การที่โรงเรียนผลิตไฟใช้เองจนเหลือ แล้วนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม เช่น รถไฟฟ้า ชุดนอนนา หรือ Smart Farm คือการดึงมูลค่าของโซลาร์เซลล์มาใส่มือประชาชนโดยตรง ไม่ต้องรอส่วนแบ่งจากกลุ่มทุน

2. เทคโนโลยีที่ "จับต้องได้" และ "ซ่อมบำรุงเองได้"
ปัญหาขยะโซลาร์ (ปัญหาที่ 6) และการผูกขาดเทคโนโลยีจะเบาบางลง หากเราใช้โมเดลการศึกษาแบบศรีแสงธรรม ที่สอนให้ชาวบ้านและนักเรียนประกอบแผง ติดตั้ง และซ่อมบำรุงเอง การสร้าง "ช่างชุมชน" จะทำให้โซลาร์เซลล์ไม่ใช่เครื่องจักรราคาแพงที่ต้องรอประกันจากบริษัทใหญ่ แต่เป็นอุปกรณ์การเกษตรที่ชาวบ้านดูแลเองได้เหมือนรถไถนา

3. Direct PPA สำหรับ "คนตัวเล็ก"
เรื่อง Direct PPA ที่เอื้อ Data Center (2,000 MW) แต่ถ้าเราขยายแนวคิดจาก "วัดและโรงเรียน" ไปสู่ "สหกรณ์พลังงานชุมชน" โดยใช้กฎหมายที่เปิดช่องให้ชุมชนขายไฟกันเองได้โดยไม่ต้องผ่านสายส่งหลักในราคาที่ถูกกดขี่ นั่นคือจุดที่ "คนไทยจะรวยขึ้น" อย่างแท้จริง

4. พลังงานคือ "สวัสดิการ" ไม่ใช่ "สินค้ากำไรสูงสุด"
วิกฤตการณ์น้ำมันช่วงมีนาคม 2026 ที่ยกตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่ารัฐมองพลังงานเป็นภาระงบประมาณที่ต้องผลักให้ประชาชน แต่โมเดลศรีแสงธรรมมองพลังงานเป็น "เครื่องมือกู้ชีพ" การมีโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือนและชุมชนคือ "ตาข่ายรองรับทางสังคม" (Social Safety Net) ที่ทำให้แม้ราคาน้ำมันโลกจะพุ่ง แต่ตู้เย็นในบ้านเกษตรกรยังทำงานได้ และเครื่องสูบน้ำยังเดินต่อได้โดยไม่มีต้นทุนเพิ่ม
บทสรุปที่ควรจะเป็น
หากรัฐบาลไทยในปี 2026 ต้องการให้คำทำนายของ Bloomberg เป็นจริงสำหรับ "ทุกคน" ไม่ใช่แค่ "ผู้ถือหุ้น" รัฐต้องเลิกมองโซลาร์เซลล์เป็นแค่ตัวเลขกิกะวัตต์ในแผน PDP แต่ต้องมองเป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" :

• ปลดล็อก Net Metering: ให้ประชาชนหักลบหน่วยไฟฟ้าได้แบบ 1:1 (ไม่ใช่ขายคืนในราคาถูกแต่ซื้อคืนในราคาแพง)
• กระจายอำนาจการจัดการ: ใช้โมเดลโรงเรียนศรีแสงธรรมเป็นต้นแบบในการสร้าง "ศูนย์เรียนรู้พลังงานชุมชน" ทั่วประเทศ
• แก้ไขสัญญา Take-or-Pay: เพื่อหยุดการจ่ายค่าโง่ให้โรงไฟฟ้าก๊าซที่ไม่ได้เดินเครื่อง แล้วเอาเงินนั้นมาสนับสนุนสินเชื่อโซลาร์ดอกเบี้ยต่ำให้ครัวเรือน
"ถ้าแสงแดดเป็นของฟรี แต่เครื่องมือเก็บแสงยังโดนผูกขาด ความรวยที่ Bloomberg บอก ก็เป็นเพียงเมฆหมอกที่คนไทยมองเห็นแต่สัมผัสไม่ได้"

ที่มา : https://www.facebook.com/100003202213034/posts/26898714419818601/?rdid=wAaAqeSBikyCoxGw#

ชี้ทางรอด “เชื่อมระบบ” ดันเศรษฐกิจจริง ดร.มนธ์สินี เสนอเร่งโครงสร้าง AI หนุนท่องเที่ยว การเงิน บริการรัฐ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เสนอไทยเร่งสร้างโครงสร้างเชื่อมต่อ AI ขับเคลื่อนภาคท่องเที่ยว การเงิน และบริการสาธารณะ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

ภูเก็ต — ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการทรานส์ฟอร์มองค์กรดิจิทัล เปิดเผยในงาน InnoAI Global Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ว่า ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันในสนามการลงทุนสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่ระดับโลก แต่สามารถสร้างความได้เปรียบในอีกมิติหนึ่ง คือการพัฒนา “โครงสร้างเชื่อมต่อ” ที่ทำให้ AI สามารถใช้งานได้จริงในระบบเศรษฐกิจและบริการของประเทศ

โดยในการประชุมดังกล่าว ดร. มนธ์สินี ได้ทำหน้าที่ Chair การประชุม Keynote Session และกล่าวเปิดเวที พร้อมนำเสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ต่อผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากนานาประเทศ รวมถึงตัวแทนจากองค์กรระดับโลก อาทิ Google DeepMind และ JPMorgan ที่เข้าร่วมทั้งในรูปแบบ on-site และ online

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า แม้โลกกำลังแข่งขันกันพัฒนา AI models ที่มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาหลักขององค์กรและประเทศจำนวนมากยังอยู่ที่การทำให้ AI เชื่อมต่อกับข้อมูล ระบบงาน และ workflow ที่มีอยู่ได้จริง

“คอขวดของ AI วันนี้ไม่ใช่ความสามารถของโมเดล แต่คือการเชื่อมต่อ หาก AI ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบจริงได้ การนำไปใช้จะยังคงจำกัดอยู่ในระดับทดลอง” ดร. มนธ์สินี กล่าว

แนวทางที่เสนอคือ ประเทศไทยควรลงทุนใน “ชั้นการเชื่อมต่อ” หรือ interoperability layer ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ AI สามารถทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ ได้อย่างเป็นมาตรฐาน ปลอดภัย และขยายผลได้ในระดับประเทศ แทนการลงทุนแข่งขันในทุกชั้นของ global AI stack

สำหรับภาคเศรษฐกิจจริง แนวทางดังกล่าวจะช่วยเร่งการนำ AI ไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงินที่สามารถใช้ AI วิเคราะห์สินเชื่อและตรวจจับความผิดปกติได้แม่นยำขึ้น ภาคสาธารณสุขที่ช่วยลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพบริการ รวมถึงภาคเกษตรและการท่องเที่ยวที่สามารถใช้ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการได้

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากและมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลาย ทำให้สามารถใช้เป็น “sandbox” ในการทดลองและขยายผลไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น

ในมิติของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แนวคิดนี้อาจช่วยให้ประเทศไทยสามารถเร่งการใช้ AI ในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านการลงทุนโมเดลกับประเทศมหาอำนาจโดยตรง

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า การแข่งขันด้าน AI ในระยะต่อไปกำลังเปลี่ยนจาก “model race” ไปสู่ “integration race” ซึ่งเป็นการแข่งขันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI สามารถทำงานในระบบจริงของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“ประเทศที่ได้เปรียบในโลก AI อาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ทำให้ AI เชื่อมกับระบบ ข้อมูล และบริการจริงได้ดีที่สุด” ดร. มนธ์สินี กล่าว

ทั้งนี้ การพัฒนา AI ในระดับประเทศยังต้องดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลด้านข้อมูล ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว เพื่อให้การใช้งาน AI สามารถสร้างความเชื่อมั่นและขยายผลได้อย่างยั่งยืน

จากซูเปอร์สตาร์สู่เจ้าของทีม!! ‘เมสซี’ เข้าซื้อ ยูอี คอร์เนลลา สโมสรในดิวิชั่น 3 ของสเปน หุ้น 100% แสดงความใกล้ชิด กับกาตาลุญญาและบาร์เซโลนา

ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินาและซูเปอร์สตาร์ทีมอินเตอร์ ไมอามี เข้าซื้อสโมสรฟุตบอล ยูอี คอร์เนลลา ทีมในดิวิชั่น 3 ของสเปน โดยครอบครองหุ้นทั้งหมด 100%

ตำแหน่งของทีมยูอี คอร์เนลลาตั้งอยู่ในแคว้นกาตาลุญญา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เมสซีมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับบาร์เซโลนา ทีมยักษ์ใหญ่ของลา ลีกา และสนามของคอร์เนลลาก็อยู่ห่างจากคัมป์ นูเพียง 5 ไมล์

ในแถลงการณ์ของสโมสรระบุว่า "ยูอี คอร์เนลลา ขอประกาศว่า ลีโอ เมสซี นักฟุตบอลชาวอาร์เจนตินา และเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 8 สมัย ได้เข้าซื้อกิจการสโมสรอย่างเป็นทางการแล้ว กลายเป็นเจ้าของคนใหม่ของสโมสรแห่งไบซ์ โยเบรกาต"

การเข้าซื้อครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์ลึกซึ้งของเมสซีที่มีต่อบาร์เซโลนาและความมุ่งมั่นในการพัฒนากีฬารวมถึงการสนับสนุนพรสวรรค์ท้องถิ่นในแคว้นกาตาลุญญา ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องมาตั้งแต่เมสซียังเล่นให้กับบาร์เซโลนาและยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10211725

ศึกษาดูงานนวัตกรรมดิจิทัล ณ สิงคโปร์ แลกเปลี่ยนแนวคิดองค์กรยุคใหม่ เน้นการใช้ AI ขับเคลื่อนธุรกิจ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ AI Transformation

สิงคโปร์ – 15 มีนาคม 2567 – ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้บริหารภาครัฐ (Public Sector Lead) ของ Google Cloud จัดกิจกรรมแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์นวัตกรรมให้คณะผู้บริหารระดับสูงจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ณ สำนักงานใหญ่ Google ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเปิดประสบการณ์เรียนรู้จากสถานที่จริง (Live Experience) และสร้างวิสัยทัศน์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับโลกในบริบทประเทศไทย

กิจกรรมเริ่มด้วยการบรรยายพิเศษโดย ดร. มนธ์สินี เกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยีโลกและบทบาทของ AI Transformation ผ่าน Google Cloud Platform (GCP) โดยยกตัวอย่างการใช้งานจริง ทั้งด้านสาธารณสุข (ARDA) ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวินิจฉัย และโครงการอนุรักษ์แนวปะการังที่ใช้ AI จัดการและระบุตำแหน่งดาวมงกุฎหนาม (COTS) เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศ

ต่อเนื่องด้วยการบรรยายจากทีมผู้เชี่ยวชาญ Google Southeast Asia ครอบคลุม Digital Workforce, AI และ Machine Learning โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Generative AI และการใช้ LLMs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ การวางโครงสร้าง Smart Analytics ด้วย BigQuery เพื่อการวิเคราะห์ขั้นสูงและ Hyper-Personalization รวมถึงการยกระดับการทำงานผ่าน Google Workspace และ Duet AI

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เยี่ยมชม Google Singapore HQ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมองค์กรสายเทคและ Engineering Culture พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับวิศวกรระดับโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือโลกยุค AI

บล็อกเกอร์จีนชี้นิสัยไทย คนไทยมีมารยาทดีทุกฐานะ ความสุภาพฝังลึกในครอบครัว แสดงความอดทนกับคนแปลกหน้า จราจรแม้วุ่นแต่ไม่โกรธกัน

บล็อกเกอร์จีนแชร์ ‘นิสัยที่ฝังใน DNA คนไทย’ ไม่ว่ารวยหรือจน ชาวเน็ตจีนถล่มไลก์

บล็อกเกอร์จีนเจ้าของช่องบัญชีวีแชต 麻吉在泰国 แชร์ประสบการณ์ที่ตัวเองได้พบจากการมาใช้ชีวิตในประเทศไทย โดยเขาพบว่าคุณภาพของคนและมารยาทที่ดีของคนไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษาหรือฐานะ (คนจีนส่วนมากมักผูกโยงระดับการศึกษาและฐานะเข้ากับมารยาททางสังคม)

“คุณรู้สึกไหมว่าในไทย ไม่ว่าคนจะมีการศึกษาระดับไหนหรือรวยจนแค่ไหน ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อนิสัยและมารยาทเลยสักนิด”

เขากล่าวว่าความสุภาพของคนไทยโดยรวมแล้วถือว่าดีมาก แต่นิสัยที่ว่านี้ไม่ได้มาจากการที่มีเงินมากมาย แต่เป็นการอบรมสั่งสอนที่ฝังลึกในครอบครัวคนไทย พร้อมแชร์ประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งทำให้เขารู้สึกประทับใจมากๆ โดยเขาคิดว่าคนจีนคนไหนก็ตามที่พำนักอยู่ในไทยมาเป็นเวลานานจะต้องรู้สึกเหมือนกันแน่ๆ ตามมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่สาธารณะ

ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่ต้องมีใครมาบอกหรือบังคับ ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า รถไฟฟ้า คลินิก ร้านกาแฟ สถานที่เหล่านี้น้อยมากที่จะเห็นคนโหวกเหวกโวยวายเสียงดัง ทะเลาะกัน หรือ แซงคิว ซึ่งแน่นอนว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของคนไทยทั่วไป ทั้งนักเรียนนักศึกษา พนักงานออฟฟิศ เป็นค่านิยมที่ทุกคนมีร่วมกัน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีการศึกษาสูงเท่านั้น

มารยาท ไม่ใช่แค่การทำตามแพทเทิร์น

แต่เป็นความเคยชินจนเป็นนิสัย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดของคนไทย เพราะเป็นความสุภาพที่ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พนักงานมักจะยิ้มแย้มอยู่เสมอ ไม่ใจร้อน คนขับมอเตอร์ไซค์และแท็กซี่มักจะพูดขอบคุณอย่างจริงใจ ถึงแม้จะเกิดความขัดแย้งเล็กๆ พวกเขาก็จะเอ่ยปากขอโทษก่อนเสมอ กับคนแปลกหน้าก็พูด ครับ/ค่ะ และใช้คำใกล้ชิดที่ให้ความรู้สึกเคารพอีกฝ่ายอย่างคำว่า “พี่” โดยเขาย้ำว่าคนที่เข้าใจวัฒนธรรมไทยจะรู้ดีว่าความอ่อนโยนเช่นนี้ถูกสอนกันมาแต่เด็ก ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะแต่อย่างใด

แม้การจราจรวุ่นวาย แต่ไม่มีใครโกรธ

เช่นในกรุงเทพฯ ที่มอเตอร์ไซค์วิ่งฝ่าไฟแดง รถเยอะ ถนนแคบ และรถติดมาก แต่คุณสังเกตไหมว่าแทบไม่มีใครบีบแตร หรือก่นด่าหยาบคายบนถนน ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ไม่บ่อยในประเทศอื่น อาจเพราะคนไทยมองว่าโมโหไปก็ไม่ได้ทำให้รถวิ่งได้ไวขึ้น จึงไม่ควรใช้อารมณ์

ห้องน้ำสะอาดมาก

ห้องน้ำสาธารณะ ห้องน้ำในร้านอาหาร หรือแม้แต่ร้านแผงลอยข้างทาง ล้วนสะอาดกว่าที่คิดไว้มาก สิ่งนี้ทำให้ชาวต่างชาติไม่น้อยต้องประหลาดใจ ร้านเล็กๆ ริมทางอาจสะอาดกว่าภัตาคารหรูกลางกรุงด้วยซ้ำไป ซึ่งไม่ใช่เพราะสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย แต่เป็นเพราะ คนไทยใส่ใจเรื่องความสะอาด “พวกเขาจะทำความสะอาดจนถึงระดับที่ตัวเองรู้สึกว่าสบายใจ” บล็อกเกอร์จีนกล่าว

คนไทยมีความอดทนกับคนแปลกหน้า

ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาประทับใจมากที่สุด เขารู้สึกว่าคนไทยมีความ “อดทนแบบอ่อนโยน” กับทุกๆ คน เช่น เวลาซื้อของกินข้างทางแล้วลังเลว่าจะซื้ออะไรดี เจ้าของร้านจะไม่เร่งลูกค้า และหากคุณเข้าไปถามทาง บางคนไม่เพียงแค่บอกทางเท่านั้น เขาจะพาคุณเดินไปด้วยตัวเองเลย แม้คุณพูดไทยไม่ชัด เขาก็จะตั้งใจฟังอย่างอดทน ไม่มองบนหรือแสดงอาการรำคาญใส่คุณ “บรรยากาศที่แม้แต่กับคนแปลกหน้าก็ยังเอาใจใส่ขนาดนี้ ล้วนไม่ขึ้นอยู่กับสถานะ การศึกษา หรือรายได้ นี่คือความอ่อนโยนโดยธรรมชาติของสังคมไทย”

เขาปิดท้ายว่า หากอยู่ไทยมาสักระยะคุณจะค้นพบเองว่านิสัยเหล่านี้มาจากวัฒนธรรมของคนไทย การหล่อหลอมและวิถีปฏิบัติของครอบครัวที่ค่อยๆ บ่มเพาะมาทีละเล็กทีละน้อย และนี่เองที่เป็นเสน่ห์ของประเทศไทย

สำหรับคอมเมนต์ของคนจีนก็ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันเช่น

"หากคุณชินกับการใช้ชีวิตในประเทศไทยแล้ว คุณก็จะรู้สึกได้เองว่า จริงๆ แล้วหน้าตาของการใช้ชีวิตควรเป็นแบบนี้นี่เอง"

"ฉันมาไทยได้ไม่กี่วันก็พบว่าคนไทยมีจุดเด่นเยอะมาก ทำให้ฉันอดรู้สึกเคารพไม่ได้ รถติดแต่คนขับรถไม่กดแตร ไม่มีคนด่ากันตามท้องถนน ทุกคนต่อแถวเองโดยไม่ต้องบอก ไม่รีบร้อนลนลาน เข้าร้านค้าซื้อหรือไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร คนขายยิ้มให้ทุกคน ควรค่าแก่การที่คนจีนจะเรียนรู้จากคนไทย ไม่ใช่ว่ามีเงินหน่อยก็ทำตัวยิ่งใหญ่ไร้คนอื่นในสายตา อย่าให้คนเขาดูถูกเราได้"

"ดังนั้นคนไทยไปญี่ปุ่นถึงไม่ต้องใช้วีซ่าไง"
อ่านจบแล้วคิดเห็นอย่างไรกับความเห็นของบล็อกเกอร์ท่านนี้ คนไทยเป็นแบบที่เขาพูดจริงหรือไม่ คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย

ที่มา : Jeenthainews

https://www.tiktok.com/@majikhuang/video/7578532463954169108?is_from_webapp=1&sender_device=pc

ย้ำไม่ถอยก้าวเดียวเสริมกำลัง!! กองทัพเรือลุยชายแดน ยกระดับความพร้อมรับภัยคุกคามทุกด้าน ผู้บัญชาการทหารเรือชื่นชมความสำเร็จ มุ่งมั่นปกป้องอธิปไตยในพื้นที่ตะวันออก

“กองทัพเรือย้ำจุดยืนไม่ถอยแม้ก้าวเดียว เสริมกำลังชายแดนตะวันออก ยกระดับความพร้อมรบรับทุกภัยคุกคาม”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 0800 พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เดินทางไปตรวจความพร้อมของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ซึ่งเป็นหน่วยกำลังหลักในการรักษาอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนด้านตะวันออก โดยมีผู้บังคับบัญชาและกำลังพลให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของ กปช.จต. ในฐานะ “ปราการด่านหน้าสุดของประเทศ” ที่มีภารกิจปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในมิติทางบกและทางทะเล พร้อมชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จที่ผ่านมาเกิดจากการทำงานเป็นทีมอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับยุทธการจนถึงกำลังพลหน้าแนวทุกนาย

ผู้บัญชาการทหารเรือได้กล่าวชื่นชมผลการปฏิบัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะความสำเร็จในการขับไล่ผู้รุกรานและยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการในทุกมิติ ทั้งด้านข่าวกรอง การส่งกำลังบำรุง ระบบสื่อสาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับทุกเหล่าทัพอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านองค์บุคคล พัฒนาขีดความสามารถและเสริมสร้างขวัญกำลังใจของกำลังพล ด้านองค์วัตถุ ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ และระบบสนับสนุน และด้านองค์ยุทธวิธีปรับแผนและการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลง และจากสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝ่ายตรงข้ามยังคงมีการเสริมกำลังทั้งทางบกและทางทะเลอย่างต่อเนื่อง กองทัพเรือจึงได้สั่งการให้หน่วยในพื้นที่ยกระดับความพร้อมรบ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ในด้านความมั่นคงภายใน ผู้บัญชาการทหารเรือได้เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสารทางราชการ โดยเฉพาะการป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่อาจกระทบต่อภารกิจทางทหาร พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของที่ตั้ง การเคลื่อนย้ายกำลัง และยุทโธปกรณ์

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ข้อมูลข่าวสารในสังคม ซึ่งอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่ากองทัพเรือรับฟังทุกเสียงของพี่น้องประชาชน และยึดมั่นในข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และการปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ในตอนท้าย ผู้บัญชาการทหารเรือได้ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า กองทัพเรือจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่อ่อนข้อในประเด็นด้านความมั่นคง พร้อมคงการวางกำลังอย่างมั่นคง และจะไม่ยอมให้มีการกระทำผิดกฎหมายเล็ดรอดผ่านพื้นที่ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเล การตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการเสริมสร้างความพร้อมรบ รักษาอธิปไตย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า กองทัพเรือยังคงเป็นกำลังหลักในการปกป้องประเทศชาติอย่างเข้มแข็ง

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

16 เมษายน 2569

อิตาลีเปิดเกมใหญ่! ผนึก 3 เมืองใหญ่ มิลาน-ตูริน-เจนัว เสนอตัวชิงเจ้าภาพโอลิมปิก 2036 เป้าหมายปี 2036 ใช้สนามเก่าเป็นหลัก รองรับแคว้นต่างๆ พร้อมดันแผนเต็มที่

อิตาลีเริ่มเดินหน้าเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกเกมส์ปี 2036 หรือ 2040 โดยวางแผนใช้ภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ได้แก่ เมืองตูริน มิลาน และเจนัว เป็นสถานที่จัดการแข่งขันหลัก

นายกเทศมนตรีของสามเมืองนี้ ได้แก่ 'ซิลเวีย ซาลิส' (เจนัว), 'สเตฟาโน โล รุสโซ' (ตูริน) และ 'จูเซปเป ซาลา' (มิลาน) ร่วมมือกันต่อยอดหลังความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพฤดูหนาวโอลิมปิก "มิลาน คอร์ติน่า 2026" โดยเริ่มต้นหารือกับแคว้นต่างๆ เช่น ลอมบาร์ดี ปิอามอนเต และลีกูเรีย ก่อนนำเรื่องสู่คณะกรรมการโอลิมปิกอิตาลี รัฐบาล และภาคส่วนกีฬาต่างๆ โดยใช้ปี 2036 เป็นเป้าหมายหลัก และปี 2040 เป็นทางเลือก

แผนงานเน้นใช้สนามกีฬาเดิมในมหาวิทยาลัยและพื้นที่จัดนิทรรศการที่มีอยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการก่อสร้างใหม่จำนวนมาก ขณะที่นครหลวงกรุงโรมก็มีแนวคิดเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเช่นกัน ด้านนายกเทศมนตรีมิลานกล่าวถึงรูปแบบการแข่งขันว่า "นี่เป็นศึกดาร์บี้แมตช์กับโรมหรือเปล่า ก็คงไม่ เพราะทางโรมก็มีสิทธิ์ในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ สุดท้ายก็ต้องมาดูกันว่าโครงการไหนแข็งแกร่งกว่า"

ด้านการแข่งขันเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก 2036 ยังเปิดกว้าง มีผู้สนใจจากหลายชาติได้แก่ กาตาร์ เยอรมนี อินเดีย ตุรกี แอฟริกาใต้ ชิลี และอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญในเวทีโลกครั้งนี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10210896

'สงกรานต์' ลุยเวทีโลก!! เติบโตสู่วงการวัฒนธรรม จัดในหลายประเทศทั่วภูมิภาค กลายเป็นประสบการณ์ต้องสัมผัส ตั้งเป้าขยายสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เทศกาลสงกรานต์ในปี 2026 ก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างเต็มตัว โดยไม่ใช่แค่เทศกาลประจำชาติของไทย แต่กลายเป็น "ตัวหลักในเกมวัฒนธรรม" ที่เติบโตคู่ขนานกับเทศกาลใหญ่ระดับโลกอย่าง Oktoberfest และ Holi ปีนี้ Songkran ถูกจัดซ้ำในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และยุโรปหลายเมือง กลายเป็นพื้นที่สื่อสารสากลโดยไม่ต้องแปลภาษา ด้วยบรรยากาศความสนุกที่หลอมรวมคนจากทั่วโลก

สื่อระดับโลกเช่น CNN, BBC และ Reuters รายงานถึง Songkran ไม่เพียงแค่ในแง่ของความสนุกสนาน แต่ยังชี้ให้เห็นพลัง Soft Power และการสร้างมูลค่าเศรษฐกิจที่เป็นระบบด้วย อย่างไรก็ตาม Reuters ยังชี้ประเด็นความปลอดภัยและการบริหารจัดการฝูงชน ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของเทศกาลระดับโลกที่ต้องเผชิญ

Songkran เป็นส่วนหนึ่งของ "ฤดูกาลแห่งน้ำ" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ไทยร่วมกับลาว พม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซียจัดงานในรูปแบบวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกัน นักท่องเที่ยวเริ่มวางแผนเดินทางข้ามประเทศในช่วงเทศกาล สร้างเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่เพิ่มฤดูกาลท่องเที่ยวระดับโลกให้กับภูมิภาค

แม้แต่ละประเทศแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ แต่ไทยยังคงเหนือกว่าด้วย "scale + authenticity" โดยเฉพาะที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต มีมาตรฐานงานระดับ World-class ที่ผสมผสานวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมกับความบันเทิงสมัยใหม่อยู่ในบรรยากาศทั่วประเทศ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ระดับความดังของ Songkran แต่เป็นวิธีการพัฒนางานให้ "ลึก" และ "ฉลาด" ขึ้นในอนาคต ทั้งการจัดการฝูงชน ความปลอดภัย มาตรฐานสากล และการเล่าเรื่องวัฒนธรรมในมุมมองที่ครบถ้วน หวังต่อยอด Songkran ให้กลายเป็น "ฤดูกาลเศรษฐกิจ" ที่รวมธุรกิจท้องถิ่นและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ พร้อมเป็นผู้นำในการกำหนด Narrative ของเทศกาลในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=26329123836714070&id=100001294357814&rdid=IZXlHz6i6phAGm7k#

มจธ จับมือ มธ ลุยนวัตกรรมทันตกรรม พัฒนาวัสดุอุดฟันไมครอน ลดฟันผุซ้ำได้ดี เสริมความทนทานสูง ลดพึ่งพาวัสดุนำเข้าราคาสูง ระยะยาว สร้างความเท่าเทียม รักษาฟันทั่วไทย

มจธ. จับมือ มธ.พัฒนานวัตกรรม “วัสดุอุดฟันระดับไมครอน” ป้องกันฟันผุซ้ำ ลดการนำเข้าวัสดุ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.)

ประเทศไทยกำลังเจอโจทย์ใหญ่ด้าน “ความมั่นคงทางสาธารณสุข” และ “ความเท่าเทียมในการทำฟัน” เพราะวัสดุอุปกรณ์บูรณะฟันเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนการรักษาสูงและประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ ในขณะเดียวกันทันตแพทย์ทั่วโลกต้องพบเจอกับปัญหา “ฟันผุซ้ำที่ขอบวัสดุ” (Secondary Caries) ซึ่งมักเกิดจากผิววัสดุที่มีความขรุขระจนเกิดการเกาะตัวของไบโอฟิล์มและแบคทีเรีย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่น้ำลายน้อย (Hyposalivation) ทำให้ความสามารถในการชะล้างกรดและคืนแร่ธาตุตามธรรมชาติให้แก่ผิวฟันลดลง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงฟันผุซ้ำและการบูรณะล้มเหลว รวมถึงวัสดุอุดฟันรุ่นเดิมประเภทโลหะ หรืออะมัลกัม (Amalgam) แม้แข็งแรงแต่เมื่อใช้ไปนานๆ อาจเกิดรอยร้าวและช่องว่างที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ ผศ.ดร.ปาริชาต นฤพนธ์จิรกุล อาจารย์และนักวิจัยจากหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ รศ.ดร.ทพ.ปิยะพงษ์ พรรณพิสุทธิ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัฒนา “สูตรผลิตภัณฑ์เรซินซีเมนต์มีองค์ประกอบของอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนชนิดสตรอนเทียมและฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุซ้ำ” ที่ออกแบบให้เนื้อวัสดุสม่ำเสมอ ลดช่องโหว่การเกิดรอยร้าว พร้อมเพิ่มคุณสมบัติ “ปลดปล่อยไอออนเพื่อซ่อมแซมฟัน ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย–คืนแร่ธาตุ” เพื่อแก้ปัญหาฟันผุซ้ำที่ต้นเหตุ และลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าราคาแพงในระยะยาว

ผศ.ดร.ปาริชาต กล่าวว่า หัวใจสำคัญของสูตรผลิตภัณฑ์นี้ คือการใช้ "อนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโน" (Bioactive Glass Nanoparticles: BGNs) ชนิดที่มีสตรอนเทียม (Strontium: Sr) และฟลูออไรด์ (Fluoride: F) เป็นองค์ประกอบ ซึ่งทีมวิจัยสามารถสังเคราะห์ให้มีขนาดอนุภาคเล็กเพียง 0.2 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าวัสดุทั่วไปในท้องตลาดที่มีขนาดใหญ่ถึง 7 ไมครอน โดยขนาดที่เล็กนี้ส่งผลดีต่อคุณสมบัติของวัสดุอุดฟันหรือสารยึดติด โดยช่วยให้เนื้อวัสดุมี ความสม่ำเสมอ (Homogeneous) มากกว่าวัสดุแบบเดิม รับแรงได้ดีขึ้น และช่วยลดการเกิดรอยแตกร้าวในระยะยาวได้

ผศ.ดร.ปาริชาต อธิบายว่า เป้าหมายของสูตรนี้เริ่มต้นจากการทำให้อนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโน “ฉลาด” โดยทีมวิจัยได้พัฒนาวัสดุอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนเพื่อทำหน้าที่เป็น “สารเติมแต่ง” วัสดุอุดฟันหรือสารยึดติด ซึ่งอนุภาคนี้มีคุณสมบัติในการปลดปล่อยไอออนสำคัญ เช่น สตรอนเทียมและฟลูออไรด์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับฟันผุ โดยเฉพาะ Streptococcus mutans รวมถึงแบคทีเรียชนิดอื่นอย่าง E. coli และ S. aureus ผลที่เห็นได้ชัดคือรอบ ๆ วัสดุจะเกิดบริเวณที่แบคทีเรียเติบโตได้ยาก คล้าย “วงกันเชื้อ” (Clear Zone) นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบความเป็นพิษตามมาตรฐาน ISO 10993 กับสเต็มเซลล์จากรากฟันมนุษย์เป้าหมายต่อมาคือการผสมสูตร “เรซินซีเมนต์” ที่เติมอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนเพื่อเพิ่มความทนทานสำหรับงานทันตกรรมและช่วยลดความเสี่ยงฟันผุซ้ำ

นอกจากนี้ทีมวิจัยได้พัฒนา “สูตรผลิตภัณฑ์เรซินซีเมนต์ชนิดเซลฟ์แอดฮีซีฟและดูอัลเคียวร์ที่มีองค์ประกอบของแคลเซียมฟอสเฟตและแก้วชีวภาพขนาดนาโนชนิดสตรอนเทียม”เพื่อใช้เป็น“เรซินซีเมนต์แบบยึดติดได้ด้วยตัวเอง” โดยวัสดุนี้ถูกออกแบบให้ช่วยเกาะกับผิวฟันได้แน่นขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากของทันตแพทย์ โดยใช้สารสำคัญชื่อ 10-MDP ที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะทั้งกับผิวฟันและวัสดุอย่างเซรามิก อีกจุดเด่นคือระบบ “แข็งตัวได้สองทาง” (Dual-cure) คือแข็งได้ทั้งจากการฉายแสงสีฟ้า และจากปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นเองในเนื้อวัสดุ ทำให้เหมาะกับงานครอบฟันหรือจุดที่แสงส่องไปไม่ถึง ช่วยให้มั่นใจว่าวัสดุจะแข็งตัวสมบูรณ์ทุกตำแหน่ง และปัจจุบันได้จดอนุสิทธิบัตรร่วมระหว่าง มจธ. และ มธ. เรียบร้อยแล้ว ผศ.ดร.ปาริชาต เล่าถึงคุณสมบัติเด่นของสูตรผลิตภัณฑ์นี้

งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือข้ามศาสตร์ระหว่างห้องปฏิบัติการวิศวกรรมชีวภาพ มจธ. ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุ กับคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มธ.ผู้ให้โจทย์วิจัยและนำไปทดสอบใช้จริง ซึ่งจากการทดสอบได้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง เมื่อนำไปทดสอบประสิทธิภาพกับผลิตภัณฑ์มาตรฐานโลกที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง พบว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าหรือดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการแข็งตัวแบบ "Dual-cure" คือแข็งตัวได้ทั้งจากการฉายแสงและปฏิกิริยาเคมี ซึ่งช่วยแก้ปัญหาในจุดที่แสงส่องเข้าไม่ถึงภายใต้ครอบฟัน

“นวัตกรรมนี้ เป็นอีกหนึ่งทางออกสำคัญของการลดภาระงบประมาณของประเทศ โดยเฉพาะในระบบสาธารณสุขที่มีค่าใช้จ่ายด้านทันตกรรมค่อนข้างสูง ทั้งการอุดฟันและการรักษาอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าเป็นหลักหากประเทศเปลี่ยนจากผู้นำเข้า มาเป็นผู้ผลิตได้ โรงพยาบาลรัฐจะมีโอกาสจัดซื้อวัสดุคุณภาพสูงที่มีราคาลดลง เพื่อนำไปให้บริการผู้ป่วยบัตรทองหรือกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ลดช่องว่างการเข้าถึงการรักษา และผลักดันความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขไทยให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม” ผศ.ดร.ปาริชาต อธิบาย พร้อมชี้ให้เห็นภาพผลกระทบเชิงบวกที่อาจเกิดขึ้น

ก้าวต่อไปของงานวิจัยการพัฒนาอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนนี้กำลังถูกต่อยอดไปสู่การพัฒนาเส้นใยนาโน (Nanofiber) และการพิมพ์สามมิติเพื่อสร้าง “อวัยวะเทียม” ตั้งแต่ท่อหลอดเลือด ท่อทางเดินอาหาร ไปจนถึงโครงสร้างกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน โดยมีความร่วมมือกับสถาบันวิจัยในประเทศอังกฤษ เยอรมัน และไต้หวัน ซึ่งสะท้อนแนวทางการเรียนการสอนของหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ มจธ. ที่เน้นการทำงานข้ามศาสตร์ นำความรู้ชีววิทยามาผสานกับวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีการผลิต เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาทางการแพทย์ให้ใกล้กับการใช้งานจริงมากขึ้น และเปิดทางให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพของคนไทยในอนาคต

BLC คว้าคะแนนยั่งยืน คว้า FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567 3.3 คะแนน ESG ระดับโลก เพิ่มศักยภาพหุ้นในสายตานักลงทุน ตั้งเป้า Green Factory ปี 69 ติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่ม 990 kWp

BLC คว้าคะแนน FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567

สะท้อนมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล

ถือเป็นหุ้นยาคุณภาพมาตรฐานระดับสากลที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน สำหรับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ล่าสุด ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญหลังได้รับคะแนนการประเมิน FTSE Russell ESG Scores ประจำปี 2567 ที่ 3.3 คะแนน ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์การบริหารงานที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ซึ่งการประเมินนี้ถือเป็น Global Benchmarking ที่นักลงทุนทั่วโลกให้การยอมรับ ช่วยเพิ่มศักยภาพให้หุ้น BLC มีความโดดเด่นและน่าสนใจในสายตานักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังตั้งเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ “Green Factory” ผ่านการเดินหน้าติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มเติมขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตยาหลังใหม่ในปี 2569 นี้ เพื่อบรรลุเป้าการใช้พลังงานทดแทนรวมไม่น้อยกว่า 45% ของทั้งโรงงาน สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัฐกับสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนการผลิตและผลักดันให้อัตรากำไรแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน

เกี่ยวกับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Healthcare Solutions) ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญและยาสามัญใหม่), ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์ยาสสำหรับสัตว์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ โดยมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top