Friday, 24 July 2026
NEWS FEED

BWG ชี้แจงไฟไหม้หลุมฝังกลบ หัวเพลิงเกิดในผ้าพลาสติกปิดคลุม ควบคุมไฟได้รวดเร็วไม่ลุกลามกากอุตสาหกรรม ตรวจคุณภาพอากาศน้ำปกติไม่กระทบชุมชน ยืนยันไม่มีอพยพและปัญหาใดๆ ในพื้นที่

BWG ชี้แจงเหตุเพลิงไหม้บริเวณผ้าคลุมหลุมฝังกลบจังหวัดสระบุรี ยืนยันควบคุมสถานการณ์ได้รวดเร็ว พร้อมผลตรวจวัดคุณภาพอากาศและน้ำปกติ ไม่กระทบชุมชน

บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในพื้นที่ศูนย์บริหารจัดการกากอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ สามารถเข้าระงับเหตุได้อย่างรวดเร็ว พร้อมประสานงานหน่วยงานภาครัฐเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันที เพื่อยืนยันความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่รอบข้าง

ทางบริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินร้ายแรงตามที่มีกระแสข่าว โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นเฉพาะในส่วนของผ้าพลาสติก HDPE ที่ใช้สำหรับปิดคลุมหลุมฝังกลบเพื่อป้องกันกลิ่นและน้ำฝนเท่านั้น ซึ่งตัวกากอุตสาหกรรมที่อยู่ด้านล่างไม่ได้เกิดการลุกไหม้แต่อย่างใด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงให้สงบลงได้อย่างรวดเร็วในวงจำกัด โดยจากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบไม่พบความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งในส่วนของพนักงานและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง สถานการณ์ทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาวะปกติและไม่มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ตามที่มีกระแสข่าวลือปรากฏก่อนหน้านี้

สำหรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่บริษัทฯ ตระหนักถึงอย่างยิ่งนั้น ทางกรมควบคุมมลพิษได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจวัดคุณภาพอากาศในหลายจุดรอบพื้นที่ ผลการตรวจสอบขณะเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน พบว่าค่าคุณภาพอากาศทุกจุดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ในขณะเดียวกัน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี ได้เข้าตรวจสอบแหล่งน้ำสาธารณะโดยรอบและยืนยันว่าไม่พบปัญหาเรื่องน้ำเสียหรือการปนเปื้อนจากการระงับเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้

นอกจากนี้ ตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์และประสานงานกับทางจังหวัดอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่มีรายงานการร้องเรียนความเดือดร้อนใดๆ จากประชาชนในพื้นที่รอบโรงงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันในมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนหน่วยงานทุกภาคส่วนในการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นใจและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลและการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยปัจจุบันทางบริษัทฯ กำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ตามมาตรฐาน และนำผ้าใบ HDPE มาปิดคลุมหลุม ในส่วนที่เกิดเพลิงไหม้.

ขอขอบคุณในความกรุณาเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์

ผู้ส่งข่าว  : นางสาวปาริชาต บุญปลูก ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน)
[02-012-7888 ต่อ 631 และ 065351-4742]

“ดาต้าเซ็ต” ดันเรียนรู้ จับมือ ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรนานาชาติ ผลักดัน Media Intelligence สู่ห้องเรียน เชื่อมธุรกิจและการศึกษา พร้อมแชร์เทคโนโลยี เตรียมพร้อมนักศึกษา ด้วยโอกาสจริง

ดาต้าเซ็ต จับมือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนานาชาติ 

ผลักดัน Media Intelligence และ Social Listening จากโลกธุรกิจสู่ห้องเรียน

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ผู้นำด้าน Media Intelligence และ Social Listening และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนานาชาติ (Bangkok University International) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ณ ห้อง Auditorium ชั้น 5 อาคาร C6 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ความร่วมมือครั้งนี้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2569 โดยมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้าน Media Intelligence จากภาคธุรกิจเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนโดยตรง นักศึกษาและคณาจารย์ของ BUI จะได้เข้าถึงแพลตฟอร์ม dxt:360 Analytics (Social Listening Tool) และการบรรยายเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติด้าน Global Brand และอินไซต์เชิงธุรกิจการตลาด

การลงนามในครั้งนี้มีผู้แทนจากดาต้าเซ็ต ได้แก่ นายโรเบิร์ต เคบัส (Robert Kabus) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ยุทธศาสตร์ และ นายศรุต อุดมการ ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ ส่วนฝั่ง BU International มีผู้แทนคือ ผศ.ดร.ดวงธิดา นันทาภิรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายนานาชาติ และรักษาการคณบดีหลักสูตรนานาชาติ และ ดร.ปาณิสรา คงถาวร รองคณบดีหลักสูตรนานาชาติ

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นเป็นการต่อยอดจากการที่ บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายให้กับนักศึกษาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เนื้อหาบรรยายครอบคลุมภาพรวมอุตสาหกรรม Media Intelligence การจัดวาง Insight ด้วย SMART Model และการสาธิต Social Listening Tool จากข้อมูลจริง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักศึกษาตลอดเซสชัน

นายโรเบิร์ต เคบัส ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ยุทธศาสตร์ ดาต้าเซ็ต กล่าวว่า "ในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนหลายอย่าง สิ่งที่แบรนด์และองค์กรยังต้องการมากที่สุด คือ ความสามารถในการรับฟัง ทั้งรับฟังตลาดและรับฟังกลุ่มเป้าหมายแบบเรียลไทม์ และนั่นคือสิ่งที่ดาต้าเซ็ตทำ เป็นเหตุผลที่ Media Intelligence และ Social Listening จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นตัวช่วยที่ทำให้การตัดสินใจขององค์กรดีขึ้นและมั่นใจขึ้น กลุ่มคนที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ในอีก 5 ปีข้างหน้าก็กำลังนั่งเรียนอยู่วันนี้ พวกเขาควรมีโอกาสได้สัมผัสเครื่องมือที่ธุรกิจจริง ใช้จริง จึงเกิดความร่วมมือนี้ขึ้น" 

ด้านผศ.ดร.ดวงธิดา นันทาภิรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายนานาชาติ และรักษาการคณบดีหลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในโอกาสเดียวกันว่า "มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนานาชาติ มุ่งมั่นพัฒนาบัณฑิตที่มีความแข็งแกร่งทางวิชาการ มีมุมมองระดับสากล และพร้อมรับมือกับโลกการทำงานจริง ความร่วมมือกับดาต้าเซ็ตสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับอนาคต ผ่านแนวปฏิบัติจริงของอุตสาหกรรมและ Insights ในสาขาที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว" 

ทั้งสองสถาบันเปิดกว้างสำหรับการขยายความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ ในอนาคต โดยมองว่าการลงนามในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และมุ่งหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมร่วมกันในระยะยาว

เกี่ยวกับดาต้าเซ็ต

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Social Listening บริการด้าน Media Monitoring บริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ และเป็นผู้ดำเนินธุรกิจสำนักข่าวอินโฟเควสท์ 

บริการต่าง ๆ ของดาต้าเซ็ต ได้แก่ dxt:360, dxt:solutions และ NCX ช่วยให้แบรนด์สามารถติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อแบบ 360 องศา ทั้งโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ และสื่อกระแสหลัก นอกจากนี้ ดาต้าเซ็ตยังมีบริการข่าวสารออนไลน์เรียลไทม์ บริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dataxet.co 

เกี่ยวกับ BU International

หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มุ่งเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาด้วยหลักสูตรที่ทันสมัย เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งในประเทศและระดับสากล 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด

Website: www.dataxet.co

Email: [email protected]

Facebook: Dataxet Thailand

ยืนยันคนไทยสร้าง ไม่ใช่ญี่ปุ่น สร้าง!! แค่อยู่ในสังกัดค่ายญี่ปุ่น เสียงร้องเพลงชาติไทยสะท้อนใจ ผลงานแชมป์โลกยังถูกมองข้าม ขอชาวไทยร่วมเชียร์และแชร์ฮีโร่

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Takonkij Viseskongton โพสต์ 

"คนไทย 100% และหัวใจไทยเต็มร้อยครับ!"

อยากให้พี่น้องชาวไทยเลิกเข้าใจผิดว่า "เพชรโกศล" กับเทรนเนอร์ "พี่ภูมิ หมาป่าคันไซ" เป็นมวยญี่ปุ่นกันเถอะครับ ความจริงคือทั้งคู่ยังใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยบ้านเรานี่เอง จะบินไปญี่ปุ่นก็เฉพาะช่วงเก็บตัวและขึ้นชกเท่านั้น แม้จะชกในนามค่าย Green Tsuda แต่ทางญี่ปุ่นเองก็ให้เกียรติและประกาศชัดเจนเสมอว่า "เขาคือยอดมวยจากประเทศไทย" ลองดูคลิปตอนพี่ภูมิสวมมงคลให้น้อง หรือตอนที่ทั้งคู่ร้องเพลงชาติไทยสุดเสียงบนเวทีสิครับ นั่นคือสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดว่าเขาทำเพื่อศักดิ์ศรีของคนไทย

น่าเสียดายที่ผลงานระดับ "แชมป์โลกหนึ่งเดียวของไทย" ในปัจจุบัน กลับได้รับความสนใจจากสื่อไทยและภาครัฐน้อยมากจนคนไทยเองแทบไม่รู้จัก ทั้งที่ทุกหยาดเหงื่อที่เขาไปสู้ในต่างแดนคือการแบกชื่อประเทศไทยไว้บนบ่า ฝากพี่น้องช่วยกันแชร์ให้คนไทยได้รู้จักฮีโร่ตัวจริงคู่นี้ทีครับ อย่าปล่อยให้คนเก่งของบ้านเราต้องสู้แบบเงียบๆ เพียงลำพัง ทั้งที่ต่างชาติเขายังยกย่องเราขนาดนี้เลย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=2358295224651663&id=100014136256922&rdid=EInBMGylXPEK5dfs#

เรียนอะไรดีในอนาคต? ก่อนส่งลูกเรียนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ลองมอง ‘รากฐานเก่า’ ที่ยังพาไปไกลได้จริง คำตอบอาจไม่ใช่คณะที่ล้ำที่สุด แต่คือคณะที่วางรากฐานดีที่สุด

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Pathom Indarodom โพสต์ 

เวลามีคนมาขอคำแนะนำเรื่อง “ควรให้ลูกเรียนอะไรดีในอนาคต” หลายคนคาดหวังคำตอบแนว Quantum Computing, Space Tech, Blockchain หรืออะไรที่ดูทันสมัยล้ำโลก

แต่คำตอบของผมกลับสวนความรู้สึกของหลาย ๆ คนเพราะผมมักแนะนำให้ “เริ่มจากสาขาโลกเก่า” มากกว่าสาขาใหม่

ไม่ใช่เพราะผมไม่เชื่ออนาคต แต่เพราะผมเชื่อว่า “อนาคตต่อยอดจากรากฐาน” คณะอย่างแพทย์ วิศวะ กฎหมาย บริหารธุรกิจ หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์พื้นฐาน อาจดูธรรมดาในสายตาคนยุคนี้ แต่ผมเชื่อว่าจริง ๆ แล้ว นี่คือโครงสร้างความรู้ที่โลกใช้มาหลายร้อยปี และที่สำคัญ…มันยังใช้ได้อยู่

ลองดูข้อมูลรายได้ “ของจริง” จะเห็นภาพชัดขึ้น

ในสหรัฐอเมริกา อาชีพรายได้สูงสุดยังคงเป็นกลุ่มแพทย์เฉพาะทาง

- ศัลยแพทย์เฉพาะทาง รายได้เฉลี่ยประมาณ 1.2 – 1.6 ล้านบาท/เดือน

- วิสัญญีแพทย์ ประมาณ 1.0 – 1.3 ล้านบาท/เดือน

- แพทย์เฉพาะทางอื่น ๆ อยู่ราว 8 แสน – 1.2 ล้านบาท/เดือน

ถัดลงมาเป็นทันตแพทย์ นักบิน วิศวกรด้านพลังงาน และกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง AI Engineer หรือ Data Scientist ซึ่งเฉลี่ยอยู่ประมาณ 4 แสน – 7 แสนบาท/เดือน

ภาพที่เห็นคืออาชีพ “ล้ำ ๆ” มาแรงก็จริง แต่ยังไม่ได้ขึ้นไปแทนแกนหลักของโลกอย่างที่เราคิด

พอมาดูในประเทศไทย ภาพยิ่งชัดขึ้นไปอีก

- แพทย์เฉพาะทาง (ที่มีคลินิกหรือทำหลายทาง) รายได้เฉลี่ย 3 แสน – 1 ล้านบาท/เดือน

- ผู้บริหารระดับสูง อยู่ที่ประมาณ 4 แสน – 3 ล้านบาท/เดือน (ขึ้นกับขนาดองค์กร)

- สายงานขาย จะมี Sales ตัวท็อป สามารถแตะระดับ 2 แสน – 1 ล้านบาท/เดือน

- สายเทคโนโลยีในไทย ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วง 1 แสน – 4 แสนบาท/เดือน

อัตราเงินเดือนเหล่านี้สะท้อนความจริงง่าย ๆ ว่า โลกเปลี่ยนก็จริง แต่ “โครงสร้างรายได้” ยังไม่เปลี่ยนตามทั้งหมดและตรงนี้แหละที่ทำให้ผมยังยืนยันคำแนะนำเดิม สาขาวิชาในโลกเก่า ไม่ใช่แค่สอนความรู้ แต่เป็น “ระบบคัดคน” ที่เรามองข้ามไม่ได้ การสอบเข้าคณะแพทย์ วิศวะ ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ไม่ได้วัดแค่ความจำ แต่วัดวินัย ความอดทน และความสามารถในการแข่งขัน คนที่ผ่านเข้าไปได้ จึงไม่ใช่แค่คนเรียนเก่ง แต่คือ “หัวกะทิ” ของแต่ละรุ่น และเมื่อคนเก่งไปอยู่รวมกัน สิ่งที่ตามมาคือ เครือข่าย โอกาส และการเติบโต

สุดท้ายแล้ว คนกลุ่มนี้จึงมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นชนชั้นนำในระบบเศรษฐกิจ

ไม่ใช่เพราะคณะ หรือมหาวิทยาลัยการันตีความสำเร็จ แต่เพราะ “สภาพแวดล้อม” ที่คัดมาแล้วต่างหาก

ส่วนแนวคิดที่ว่า “ยุคนี้ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยก็สำเร็จได้” ก็ไม่ผิด โลกมันเปลี่ยนไปมากจริง ๆ และผมก็เคยเขียนไว้แล้วว่า มันจริง… แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน โลกโซเชียลชอบยกตัวอย่างคนที่สำเร็จโดยไม่ต้องเรียน แต่ไม่ค่อยพูดถึงคนอีกจำนวนมหาศาลที่ลองแล้วไม่รอด

มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่คำตอบเดียว แต่ยังเป็น “เส้นทางที่มีโครงสร้างรองรับความสำเร็จสูงที่สุด” โดยเฉพาะในสังคมแบบไทย สุดท้ายแล้ว คำถามที่เราควรถามตัวเองไม่ใช่คณะไหนล้ำที่สุด แต่คือ รากฐานแบบไหน จะพาเขาไปต่อได้ไกลที่สุด เพราะโลกอนาคตไม่ได้ต้องการแค่คนที่รู้ของใหม่ แต่ต้องการคนที่เข้าใจของเก่า และลึกพอที่จะสร้างของใหม่ได้

ที่มา :https://www.facebook.com/100001294357814/posts/26408117025481417/?rdid=BNWOs9EbCyZMTlQu#

‘เจมส์’ เคล็ดลับสู่สายมู ศิษย์เก่าภาษาจีน ม.รังสิต ผสมผสานดูดวงกับศิลปะไพ่ยิปซี ลุยสายคอนเทนต์ในยุคดิจิทัล สร้างแรงบันดาลใจผ่าน a.gurltarot

"เจมส์ อาณดา" ศิษย์เก่าศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จากเด็กเอกภาษาจีนสู่ Content Creator สายมูตัวท็อป

ท่ามกลางกระแสโลกดิจิทัลที่หมุนไว "การปรับตัว" คือทักษะที่สำคัญที่สุด วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ "พี่เจมส์ - อาณดา เทพชาลี" ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาจีน วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายดูดวง เจ้าของช่อง a.gurltarot ทาง Tiktok Youtube และ Instagram ผู้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความรู้ในห้องเรียน และแพชชันส่วนตัวสามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นอาชีพที่สร้างแรงบันดาลใจและช่วยเหลือผู้คนได้จริง

จุดเริ่มต้นเมื่อ "ภาษาจีน" และ "ไพ่ยิปซี" มาบรรจบกัน หลายคนอาจสงสัยว่าการเรียนภาษาที่ดูจริงจัง กับการเป็นแม่หมอดูดวงมาเจอกันได้อย่างไร "จริงๆ ต้องบอกว่าการเรียนดูดวงเริ่มมาพร้อมๆ กับการเรียนภาษาจีนที่ ม.รังสิต เลยค่ะ เริ่มจากความชอบในงานศิลปะบนหน้าไพ่ 78 ใบ จนอยากดีไซน์ไพ่เป็นของตัวเอง เลยอาศัยช่วงเวลาว่างจากคลาสเรียนอ่านหนังสือคู่มือและฝึกเล่นกับเพื่อนๆ ส่วนการเป็น Content Creator นั้นเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มหลังจากเรียนจบค่ะ"

กะเทาะเปลือกประสบการณ์ที่หลากหลาย สู่การปั้นช่องแบบ ‘One Person Team’

เส้นทางอาชีพของพี่เจมส์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตอนนั้นเรียนจบในช่วงคาบเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่อาชีพ Content Creator ยังไม่บูมเท่าปัจจุบัน แต่เจมส์ก็เลือกที่จะ "พุ่งชน"  โอกาส  (รายละเอียดสัมภาษณ์ตามไฟล์แนบ)

‘สุชาติ ชวนคนไทย’ รวมพลังรับมือลดโลกเดือด และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน เนื่องในวันคุ้มครองโลก “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา”

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch

ซึ่งประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา พบว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ได้แจ้งว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าสถิติสูงสุด 1.55 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา แต่ปี 2026 ยังคงติดอันดับ 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด โดยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งตัวของวิกฤตภูมิอากาศ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ได้ก้าวข้ามจุดที่เรียกว่าเป็นเพียง "คำเตือน" ไปสู่การเป็น "วิกฤตการณ์เพื่อความอยู่รอด" อย่างเต็มรูปแบบ เรากำลังเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ภัยแล้งที่ยาวนาน หรืออุทกภัยฉับพลัน

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้กำหนดนโยบายขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล และได้ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ประชาชน เพื่อช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบและพร้อมตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับวันนี้เป็นวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางสิ่งแวดล้อมที่ทุกประเทศให้ความสำคัญและร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อแสดงพลังการมีส่วนร่วมในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และสนับสนุนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมวันคุ้มครองโลก ในปี 2569 นี้ ได้ถูกกำหนดขึ้นภายใต้แนวคิด “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา” ซึ่งในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน เช่น ภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ขยะพลาสติก และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยแก้ไขได้ ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลดการใช้พลาสติก หรือดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ก็สามารถช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้ในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว การดูแลโลกก็คือการดูแลชีวิตของเราทุกคน โดยขอเชิญชวน ประชาชนทุกภาคส่วน ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพราะ “การมีส่วนร่วมของทุกคน” คือพลังสำคัญในการรับมือโลกร้อน และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งสามารถร่วมแสดงพลังและร่วมกิจกรรมได้ที่ Facebook Page กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันลงมือทำกิจกรรมรักษ์โลก และถ่ายภาพกิจกรรมรักษ์โลก พร้อมติดแฮชแท็ก (#Hashtag) หรือแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “วันนี้ฉันใช้พลังอะไรช่วยโลก” พร้อมระบุจังหวัดที่ทำกิจกรรม ซึ่งภาพถ่ายทั้งหมดจะถูกรวบรวม และจะนำมานำเสนอในภาพแผนที่ประเทศไทย สรุปเป็นภาพรวมของประเทศว่าในแต่ละจังหวัดมีประชาชนร่วมกันแสดงพลังและการทำกิจกรรมอะไรเพื่อโลกบ้าง

BLC ลุยโตเข้ม!! ตั้งเป้า EBITDA พุ่งทะลุ 563 ล้านบาท วางโรดแม็ปยาสามัญ 2 รายการต่อปี ต่อยอดสมุนไพร-ขยายฐานลูกค้า 5% รายปี ยกระดับธรรมาภิบาล-ลดก๊าซเรือนกระจก

BLC เข้าร่วม Jump+ ตั้งเป้า ปี 71 หนุน EBITDA โตทะลุ 563 ล้านบาท

วางโรดแม็ป 3 ปีจำหน่ายยาสามัญใหม่ 2 รายการ และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 รายการต่อปี

รุกขยายฐานโรงพยาบาล - ร้านขายยา ตั้งเป้าโตต่อเนื่องปีละ 5%

‘บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประกาศแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (Jump+ Plan) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในระยะ 3 ปี (2569-2571) ยกระดับองค์กรสร้างการเติบโตผ่าน 3 มิติหลัก ด้านแผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนสภาพภูมิอากาศ วางเป้าหมาย EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 มุ่งสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าวางจำหน่ายยาสามัญใหม่ปีละ 2 รายการ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรปีละ 1 รายการ เตรียมขยายฐานลูกค้าโรงพยาบาลและร้านขายยา เพื่อสร้างการเติบโตปีละ 5% พร้อมยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์และอื่นๆ เปิดเผยว่า BLC เข้าร่วมโครงการแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท หรือ Jump+ ซึ่งเป็นโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อมุ่งยกระดับการดำเนินงานและการเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย BLC ตั้งเป้าหมายการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของธุรกิจหลัก และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ อย่างแท้จริง โดย BLC ได้วางแผนการเติบโตตามแผน Jump+ ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้

มิติที่ 1 แผนธุรกิจและการเติบโต (Business Plan) บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Strategy) ที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ ผ่านการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสามัญใหม่ (New Generic Drugs) อย่างน้อย 2 รายการต่อปี และผลิตภัณฑ์สมุนไพรนวัตกรรมอย่างน้อย 1 รายการต่อปี ควบคู่การการขยายฐานลูกค้า ช่องทางโรงพยาบาล (ETH) และร้านขายยา (OTC) เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ 5% ต่อปี ตลอดจนพัฒนา E-commerce ผ่าน Social Media และจัดตั้งทีมกลยุทธ์เพื่อรุกตลาดรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) ให้กับบริษัทข้ามชาติ รวมถึงลงทุนในระบบ AI เพื่อบริหารจัดการข้อมูลภายใน (Internal Data Management) และลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตผ่านกลยุทธ์แผนการผลิต (Production Strategy) โดย BLC ลงทุนสร้างอาคารผลิตใหม่ (New Plant) ที่ทันสมัยเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมจัดซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิมที่มีประสิทธิภาพลดลงและรองรับสินค้าใหม่ และเร่งอัตราการใช้กำลังการผลิต (Asset Utilization) เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมทั้ง การบริหารความเสี่ยงด้านธุรกิจ ด้วยการทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Report) และใช้ข้อมูลมูลค่าการตลาด (IQVIA) ในการวางแผน และบริหารจัดการผ่านรายงานความเคลื่อนไหวรายสัปดาห์ และการทำ Sales Forecast โดยผู้บริหารระดับสูง

มิติที่ 2 แผนด้านธรรมาภิบาล (Governance Plan) บริษัทฯ มุ่งยกระดับแผนธรรมาภิบาล สร้างความโปร่งใส และการถ่วงดุลอำนวจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน ผ่านความเป็นอิสระของกรรมการ โดยมีแผนปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการให้มีกรรมการอิสระมากกว่า 50% ภายในปี 2571 (ปัจจุบันอยู่ที่ 4:3 และประธานเป็นกรรมการอิสระแล้ว) โดยใช้ Board Skill Matrix ในการสรรหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลรวมถึงการค้นหาผ่านฐานข้อมูล IOD รวมทั้งการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน ซึ่งมีเป้าหมายในการได้รับการรับรองสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ภายในปี 2571 และสร้างความมั่นคงสารสนเทศ (Cybersecurity) มีเป้าหมายได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 27001:2022 ภายในปี 2570

มิติที่ 3 แผนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Plan) บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทของโรงงานอุตสาหกรรมต่อภาวะโลกร้อน และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ผ่านแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 & 2) โดยตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับฐานปี 2566 ที่ 2,884 tCO2​e ซึ่งมีเป้าหมายภายในปี 2571 บริษัทฯ จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ปริมาณ 1,204 tCO2e รวมทั้งแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด ผ่าน Solar Farm Phase 2 ซึ่งบริษัทฯ ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1.5 MW และเริ่มจ่ายไฟตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา คาดว่าช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากภาครัฐได้ 40% ขณะที่ในไตรมาส 4/2569 ได้เตรียมติดตั้ง Solar Rooftop ขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตที่ก่อสร้างใหม่ คาดว่าลดการใช้ไฟฟ้าได้ 15% นอกจากนี้ BLC ได้ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ (Secondary Packaging) ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรการอนุรักษ์พลังงานเพื่อลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตลง 0.5% ต่อปี

“การเข้าร่วม Jump+ ถือเป็นการยกระดับการดำเนินงานเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกมิติ เพื่อผลักดันการเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทฯ และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ BLC ยังได้รับการจัดอันดับ SET ESG Ratings ในระดับ A และได้รับคะแนน CG Report ระดับ 5 ดาว (ดีเลิศ) ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการดำเนินตามแผน JUMP+ ต่อไป” ภก.สุวิทย์ กล่าว

เกี่ยวกับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Healthcare Solutions) ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญและยาสามัญใหม่), ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์ยาสสำหรับสัตว์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ โดยมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย บริษัท เอ็ม ที มัลติมีเดีย จำกัด (ในนาม บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC)

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: : อรอนงค์ ภัทรเวชกุล (ฟ้า)

โทร:  099-194-6597, 086-801-8888

E-mail: [email protected]

AI เปลี่ยนโลกธุรกิจ ทำงานด้วยคณิตศาสตร์ เรียนรู้ด้วย Machine Learning ใช้พลังประมวลผลสูง ลงมือจริงในภาคพลังงาน

AI ทำงานอย่างไร? ทำความเข้าใจเบื้องหลังปัญญาประดิษฐ์

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในหลากหลายมิติของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ระบบแนะนำเนื้อหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การค้นหาข้อมูลผ่านเครื่องมือค้นหา ผู้ช่วยอัจฉริยะในสมาร์ตโฟน ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยานยนต์ไร้คนขับ เบื้องหลังความสามารถเหล่านี้คือการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อวิเคราะห์และตอบสนองต่อผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจหลักการทำงานของ AI ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพว่าเหตุใด AI จึงกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่ขับเคลื่อนด้วยการคำนวณเชิงสถิติ

แม้ว่า AI จะสามารถแสดงพฤติกรรมที่ดูคล้ายการ “คิด” ของมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว AI ไม่ได้มีจิตสำนึกหรือความเข้าใจเชิงอารมณ์เหมือนมนุษย์ จากรายงานของ IBM ระบุว่า ระบบ AI ทำงานโดยใช้อัลกอริทึมและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อค้นหารูปแบบและนำไปใช้ในการตัดสินใจหรือคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด1 ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือระบบแนะนำสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน เช่น ประวัติการค้นหา การคลิก และการซื้อสินค้า เพื่อนำมาคาดการณ์ว่าสินค้าใดมีแนวโน้มตรงกับความสนใจของผู้ใช้งานมากที่สุด กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจแบบมนุษย์ แต่เป็นการคำนวณความน่าจะเป็นจากข้อมูลในอดีตอย่างเป็นระบบ

Machine Learning: หัวใจหลักของการเรียนรู้

เบื้องหลังความสามารถของ AI ในการพัฒนาและปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า Machine Learning ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ระบบสามารถเรียนรู้จากข้อมูลโดยไม่ต้องกำหนดกฎทุกขั้นตอนล่วงหน้า โดยระบบจะเรียนรู้จากชุดข้อมูลตัวอย่าง (training data) เพื่อค้นหารูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูล ก่อนนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลใหม่ ตัวอย่างการใช้งาน เช่น การจำแนกภาพ การประมวลผลภาษา และการวิเคราะห์เสียง เป็นต้น พร้อมทั้งเทคโนโลยีอย่างโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) และ Deep Learning ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเลียนแบบโครงสร้างการทำงานของสมองมนุษย์ ทำให้ AI สามารถจัดการกับข้อมูลที่มีความซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น

พลังประมวลผล: โครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อน AI

การพัฒนา AI โดยเฉพาะโมเดลขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้พลังประมวลผลจำนวนมหาศาล เนื่องจากต้องมีการคำนวณซ้ำในระดับมหาศาล หน่วยประมวลผลอย่าง CPU และ GPU จึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ GPU ที่สามารถประมวลผลแบบขนาน ทำให้สามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของฮาร์ดแวร์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับรายงาน AI Index 2025 จาก Stanford University ที่ระบุว่า ปริมาณการประมวลผลที่ใช้ในการฝึกโมเดล AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแนวโน้มในปัจจุบันที่การฝึกโมเดล AI ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความซับซ้อนของงาน2 เมื่อเทคโนโลยี AI มีความพร้อมทั้งในด้านโมเดลและโครงสร้างพื้นฐาน การนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจึงเริ่มขยับจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรม AI ในภาคธุรกิจ: จากแนวคิดสู่การใช้งานจริง

AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเชิงแนวคิดอีกต่อไป แต่กำลังถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือการบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งในด้านการควบคุมระบบและการรักษาเสถียรภาพของการใช้งาน

การนำ Energy AI Platform มาใช้ในการบริหารจัดการระบบทำความเย็น (Chiller) ในอาคารเชิงพาณิชย์ เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง โดยแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบต่าง ๆ และวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เพื่อปรับการทำงานของเครื่องจักรตามความต้องการใช้งานจริง ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกยังช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานในรูปแบบ data-driven ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามแนวโน้มการใช้พลังงาน การตรวจจับความผิดปกติ หรือการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการอย่าง TCC Technology Group ได้พัฒนาโซลูชันด้าน Energy AI Platform ที่ผสานความสามารถของ AI, Data Analytics และ Cloud Infrastructure เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนองค์กรในการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ข้อจำกัดและความท้าทายของ AI

แม้ว่า AI จะมีศักยภาพสูงแต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยเฉพาะการพึ่งพาคุณภาพของข้อมูล หากข้อมูลไม่ครบถ้วน มีอคติ หรือไม่สะท้อนความเป็นจริง ก็อาจส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้คลาดเคลื่อนได้ นอกจากนี้ AI ยังไม่สามารถใช้เหตุผลเชิงนามธรรมหรือมีสามัญสำนึกในระดับเดียวกับมนุษย์ได้ ทำให้ในบางสถานการณ์อาจเกิดข้อผิดพลาดหรือการตีความที่ไม่เหมาะสม

.

จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า AI คือเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โมเดลทางคณิตศาสตร์ และพลังประมวลผลขั้นสูง ซึ่งช่วยให้สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ AI มีคุณค่ามากที่สุด ไม่ใช่เพียงความสามารถของเทคโนโลยี แต่คือการนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในบริบทของธุรกิจและสังคม ในท้ายที่สุด AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดและการตัดสินใจขององค์กรในยุคดิจิทัล การเข้าใจทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของ AI จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความได้เปรียบและความยั่งยืนในระยะยาว

อ้างอิง

1. Stryker, C., & Kavlakoglu, E. (n.d.). What is artificial intelligence (AI)? IBM. Retrieved from https://www.ibm.com/think/topics/artificial-intelligence

2. Stanford University. (2025). AI Index Report 2025. Retrieved from https://hai.stanford.edu/ai-index/2025-ai-index-report

 

“สวนนงนุช” จัดพิธีเปลี่ยนธง เติมสีสันท่องเที่ยวไทย จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตราทุก 6 เดือน ส่งเสริมวัฒนธรรมพร้อมสร้างบรรยากาศ พระสงฆ์เจิมแป้ง-ปิดทองธงมนตรา

เปิดประสบการณ์ใหม่ทุก 6 เดือน สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย

วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ สวนนงนุชพัทยา ได้จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา จำนวน 9 ต้น ในเวลา 09.00 น. สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส “พิธีกรรมที่มีชีวิต” ซึ่งจัดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น

โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะผู้บริหารร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง และได้นิมนต์ พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมพระสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

“ธงมนตรา” เป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนา ตามความเชื่อของชาวพุทธในแถบเนปาล ทิเบต และภูฏาน โดยเชื่อว่าเมื่อสายลมพัดผ่าน จะนำพาคำอธิษฐานและพรดี ๆ แผ่กระจายออกไปสู่ทุกผู้คน กลายเป็นภาพบรรยากาศที่ทั้งสวยงามและเปี่ยมด้วยความหมาย จนกลายเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาตนเอง”

นอกจากนี้ สีทั้ง 5 บนผืนธงยังสะท้อนความเชื่อเรื่องสมดุลของธรรมชาติ ได้แก่ สีแดงแทนธาตุไฟ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีเขียวแทนไม้ สีขาวแทนโลหะ และสีเหลืองแทนดิน ซึ่งเมื่อปลิวไหวพร้อมกันในสายลม จะเกิดเป็นภาพที่งดงามและทรงพลัง เสมือนการผสานกันของธรรมชาติและศรัทธา

พิธีเปลี่ยนธงมนตราจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยเติมสีสันให้การท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำภาพลักษณ์ของสวนนงนุชพัทยา ในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

ม.รังสิต เปิดเวทีเสวนา วิทยาลัยศิลปศาสตร์ รังสิต จัดงานเสวนา เชิญกูรูจิตวิทยาแบ่งปันมุมมอง สร้างภูมิคุ้มกันใจในโลกเปลี่ยนแปลง ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางดูแลสุขภาพจิต

วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จัดเสวนา “วางใจอย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน” ดึงกูรูด้านจิตวิทยาแนะแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันใจในยุคปัจจุบัน

ภาควิชามนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงานเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “วางใจอย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแนวทางในการดูแลสุขภาพจิตให้แก่บุคลากร นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ท่ามกลางสภาวะสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนสูง กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการกล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กัณฐิกา ศรีอุดม หัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประธานในพิธีเปิด โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของศาสตร์ทางมนุษยศาสตร์ในการช่วยให้มนุษย์เข้าใจตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสมดุลในโลกยุคใหม่

ไฮไลท์สำคัญของการเสวนาอยู่ที่การแบ่งปันมุมมองและทักษะการบริหารจัดการใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน ได้แก่ นายแพทย์ชนินทร์ สกุลอิสริยาภรณ์ และ คุณภาสุร จึงแย้มปิ่น นักจิตวิทยาการปรึกษา โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารีลักษณ์ สินธพพันธุ์ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา ประเด็นสำคัญที่ได้จากการเสวนาในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Resilience) การรู้จักเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และการปรับทัศนคติเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามแนวทางปฏิบัติจริงในช่วงท้ายกิจกรรม การจัดเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและวุฒิภาวะทางอารมณ์ให้แก่ประชาคมรังสิต เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top