Saturday, 25 July 2026
NEWS FEED

BLC ลุยโตเข้ม!! ตั้งเป้า EBITDA พุ่งทะลุ 563 ล้านบาท วางโรดแม็ปยาสามัญ 2 รายการต่อปี ต่อยอดสมุนไพร-ขยายฐานลูกค้า 5% รายปี ยกระดับธรรมาภิบาล-ลดก๊าซเรือนกระจก

BLC เข้าร่วม Jump+ ตั้งเป้า ปี 71 หนุน EBITDA โตทะลุ 563 ล้านบาท

วางโรดแม็ป 3 ปีจำหน่ายยาสามัญใหม่ 2 รายการ และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 รายการต่อปี

รุกขยายฐานโรงพยาบาล - ร้านขายยา ตั้งเป้าโตต่อเนื่องปีละ 5%

‘บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประกาศแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (Jump+ Plan) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในระยะ 3 ปี (2569-2571) ยกระดับองค์กรสร้างการเติบโตผ่าน 3 มิติหลัก ด้านแผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนสภาพภูมิอากาศ วางเป้าหมาย EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 มุ่งสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าวางจำหน่ายยาสามัญใหม่ปีละ 2 รายการ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรปีละ 1 รายการ เตรียมขยายฐานลูกค้าโรงพยาบาลและร้านขายยา เพื่อสร้างการเติบโตปีละ 5% พร้อมยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์และอื่นๆ เปิดเผยว่า BLC เข้าร่วมโครงการแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท หรือ Jump+ ซึ่งเป็นโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อมุ่งยกระดับการดำเนินงานและการเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย BLC ตั้งเป้าหมายการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของธุรกิจหลัก และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ อย่างแท้จริง โดย BLC ได้วางแผนการเติบโตตามแผน Jump+ ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้

มิติที่ 1 แผนธุรกิจและการเติบโต (Business Plan) บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Strategy) ที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ ผ่านการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสามัญใหม่ (New Generic Drugs) อย่างน้อย 2 รายการต่อปี และผลิตภัณฑ์สมุนไพรนวัตกรรมอย่างน้อย 1 รายการต่อปี ควบคู่การการขยายฐานลูกค้า ช่องทางโรงพยาบาล (ETH) และร้านขายยา (OTC) เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ 5% ต่อปี ตลอดจนพัฒนา E-commerce ผ่าน Social Media และจัดตั้งทีมกลยุทธ์เพื่อรุกตลาดรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) ให้กับบริษัทข้ามชาติ รวมถึงลงทุนในระบบ AI เพื่อบริหารจัดการข้อมูลภายใน (Internal Data Management) และลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตผ่านกลยุทธ์แผนการผลิต (Production Strategy) โดย BLC ลงทุนสร้างอาคารผลิตใหม่ (New Plant) ที่ทันสมัยเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมจัดซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิมที่มีประสิทธิภาพลดลงและรองรับสินค้าใหม่ และเร่งอัตราการใช้กำลังการผลิต (Asset Utilization) เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมทั้ง การบริหารความเสี่ยงด้านธุรกิจ ด้วยการทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Report) และใช้ข้อมูลมูลค่าการตลาด (IQVIA) ในการวางแผน และบริหารจัดการผ่านรายงานความเคลื่อนไหวรายสัปดาห์ และการทำ Sales Forecast โดยผู้บริหารระดับสูง

มิติที่ 2 แผนด้านธรรมาภิบาล (Governance Plan) บริษัทฯ มุ่งยกระดับแผนธรรมาภิบาล สร้างความโปร่งใส และการถ่วงดุลอำนวจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน ผ่านความเป็นอิสระของกรรมการ โดยมีแผนปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการให้มีกรรมการอิสระมากกว่า 50% ภายในปี 2571 (ปัจจุบันอยู่ที่ 4:3 และประธานเป็นกรรมการอิสระแล้ว) โดยใช้ Board Skill Matrix ในการสรรหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลรวมถึงการค้นหาผ่านฐานข้อมูล IOD รวมทั้งการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน ซึ่งมีเป้าหมายในการได้รับการรับรองสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ภายในปี 2571 และสร้างความมั่นคงสารสนเทศ (Cybersecurity) มีเป้าหมายได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 27001:2022 ภายในปี 2570

มิติที่ 3 แผนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Plan) บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทของโรงงานอุตสาหกรรมต่อภาวะโลกร้อน และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ผ่านแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 & 2) โดยตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับฐานปี 2566 ที่ 2,884 tCO2​e ซึ่งมีเป้าหมายภายในปี 2571 บริษัทฯ จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ปริมาณ 1,204 tCO2e รวมทั้งแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด ผ่าน Solar Farm Phase 2 ซึ่งบริษัทฯ ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1.5 MW และเริ่มจ่ายไฟตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา คาดว่าช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากภาครัฐได้ 40% ขณะที่ในไตรมาส 4/2569 ได้เตรียมติดตั้ง Solar Rooftop ขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตที่ก่อสร้างใหม่ คาดว่าลดการใช้ไฟฟ้าได้ 15% นอกจากนี้ BLC ได้ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ (Secondary Packaging) ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรการอนุรักษ์พลังงานเพื่อลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตลง 0.5% ต่อปี

“การเข้าร่วม Jump+ ถือเป็นการยกระดับการดำเนินงานเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกมิติ เพื่อผลักดันการเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทฯ และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ BLC ยังได้รับการจัดอันดับ SET ESG Ratings ในระดับ A และได้รับคะแนน CG Report ระดับ 5 ดาว (ดีเลิศ) ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการดำเนินตามแผน JUMP+ ต่อไป” ภก.สุวิทย์ กล่าว

เกี่ยวกับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Healthcare Solutions) ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญและยาสามัญใหม่), ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์ยาสสำหรับสัตว์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ โดยมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย บริษัท เอ็ม ที มัลติมีเดีย จำกัด (ในนาม บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC)

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: : อรอนงค์ ภัทรเวชกุล (ฟ้า)

โทร:  099-194-6597, 086-801-8888

E-mail: [email protected]

AI เปลี่ยนโลกธุรกิจ ทำงานด้วยคณิตศาสตร์ เรียนรู้ด้วย Machine Learning ใช้พลังประมวลผลสูง ลงมือจริงในภาคพลังงาน

AI ทำงานอย่างไร? ทำความเข้าใจเบื้องหลังปัญญาประดิษฐ์

ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในหลากหลายมิติของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ระบบแนะนำเนื้อหาบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การค้นหาข้อมูลผ่านเครื่องมือค้นหา ผู้ช่วยอัจฉริยะในสมาร์ตโฟน ไปจนถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยานยนต์ไร้คนขับ เบื้องหลังความสามารถเหล่านี้คือการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล เพื่อวิเคราะห์และตอบสนองต่อผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ วันนี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจหลักการทำงานของ AI ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง ไปจนถึงการนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ เพื่อให้เห็นภาพว่าเหตุใด AI จึงกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่ขับเคลื่อนด้วยการคำนวณเชิงสถิติ

แม้ว่า AI จะสามารถแสดงพฤติกรรมที่ดูคล้ายการ “คิด” ของมนุษย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว AI ไม่ได้มีจิตสำนึกหรือความเข้าใจเชิงอารมณ์เหมือนมนุษย์ จากรายงานของ IBM ระบุว่า ระบบ AI ทำงานโดยใช้อัลกอริทึมและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการประมวลผลข้อมูล เพื่อค้นหารูปแบบและนำไปใช้ในการตัดสินใจหรือคาดการณ์ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด1 ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือระบบแนะนำสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งาน เช่น ประวัติการค้นหา การคลิก และการซื้อสินค้า เพื่อนำมาคาดการณ์ว่าสินค้าใดมีแนวโน้มตรงกับความสนใจของผู้ใช้งานมากที่สุด กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจแบบมนุษย์ แต่เป็นการคำนวณความน่าจะเป็นจากข้อมูลในอดีตอย่างเป็นระบบ

Machine Learning: หัวใจหลักของการเรียนรู้

เบื้องหลังความสามารถของ AI ในการพัฒนาและปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า Machine Learning ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้ระบบสามารถเรียนรู้จากข้อมูลโดยไม่ต้องกำหนดกฎทุกขั้นตอนล่วงหน้า โดยระบบจะเรียนรู้จากชุดข้อมูลตัวอย่าง (training data) เพื่อค้นหารูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูล ก่อนนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้กับข้อมูลใหม่ ตัวอย่างการใช้งาน เช่น การจำแนกภาพ การประมวลผลภาษา และการวิเคราะห์เสียง เป็นต้น พร้อมทั้งเทคโนโลยีอย่างโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Networks) และ Deep Learning ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเลียนแบบโครงสร้างการทำงานของสมองมนุษย์ ทำให้ AI สามารถจัดการกับข้อมูลที่มีความซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น

พลังประมวลผล: โครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อน AI

การพัฒนา AI โดยเฉพาะโมเดลขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้พลังประมวลผลจำนวนมหาศาล เนื่องจากต้องมีการคำนวณซ้ำในระดับมหาศาล หน่วยประมวลผลอย่าง CPU และ GPU จึงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ GPU ที่สามารถประมวลผลแบบขนาน ทำให้สามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของฮาร์ดแวร์จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับรายงาน AI Index 2025 จาก Stanford University ที่ระบุว่า ปริมาณการประมวลผลที่ใช้ในการฝึกโมเดล AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแนวโน้มในปัจจุบันที่การฝึกโมเดล AI ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความซับซ้อนของงาน2 เมื่อเทคโนโลยี AI มีความพร้อมทั้งในด้านโมเดลและโครงสร้างพื้นฐาน การนำไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจึงเริ่มขยับจากแนวคิดสู่การใช้งานจริงในหลากหลายอุตสาหกรรม AI ในภาคธุรกิจ: จากแนวคิดสู่การใช้งานจริง

AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีเชิงแนวคิดอีกต่อไป แต่กำลังถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือการบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งในด้านการควบคุมระบบและการรักษาเสถียรภาพของการใช้งาน

การนำ Energy AI Platform มาใช้ในการบริหารจัดการระบบทำความเย็น (Chiller) ในอาคารเชิงพาณิชย์ เป็นตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง โดยแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากระบบต่าง ๆ และวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ เพื่อปรับการทำงานของเครื่องจักรตามความต้องการใช้งานจริง ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงาน พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ นอกจากนี้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกยังช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินงานในรูปแบบ data-driven ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามแนวโน้มการใช้พลังงาน การตรวจจับความผิดปกติ หรือการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ปัจจุบัน ผู้ให้บริการอย่าง TCC Technology Group ได้พัฒนาโซลูชันด้าน Energy AI Platform ที่ผสานความสามารถของ AI, Data Analytics และ Cloud Infrastructure เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนองค์กรในการบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ข้อจำกัดและความท้าทายของ AI

แม้ว่า AI จะมีศักยภาพสูงแต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยเฉพาะการพึ่งพาคุณภาพของข้อมูล หากข้อมูลไม่ครบถ้วน มีอคติ หรือไม่สะท้อนความเป็นจริง ก็อาจส่งผลให้ผลลัพธ์ที่ได้คลาดเคลื่อนได้ นอกจากนี้ AI ยังไม่สามารถใช้เหตุผลเชิงนามธรรมหรือมีสามัญสำนึกในระดับเดียวกับมนุษย์ได้ ทำให้ในบางสถานการณ์อาจเกิดข้อผิดพลาดหรือการตีความที่ไม่เหมาะสม

.

จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า AI คือเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โมเดลทางคณิตศาสตร์ และพลังประมวลผลขั้นสูง ซึ่งช่วยให้สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ AI มีคุณค่ามากที่สุด ไม่ใช่เพียงความสามารถของเทคโนโลยี แต่คือการนำไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในบริบทของธุรกิจและสังคม ในท้ายที่สุด AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดและการตัดสินใจขององค์กรในยุคดิจิทัล การเข้าใจทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของ AI จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความได้เปรียบและความยั่งยืนในระยะยาว

อ้างอิง

1. Stryker, C., & Kavlakoglu, E. (n.d.). What is artificial intelligence (AI)? IBM. Retrieved from https://www.ibm.com/think/topics/artificial-intelligence

2. Stanford University. (2025). AI Index Report 2025. Retrieved from https://hai.stanford.edu/ai-index/2025-ai-index-report

 

“สวนนงนุช” จัดพิธีเปลี่ยนธง เติมสีสันท่องเที่ยวไทย จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตราทุก 6 เดือน ส่งเสริมวัฒนธรรมพร้อมสร้างบรรยากาศ พระสงฆ์เจิมแป้ง-ปิดทองธงมนตรา

เปิดประสบการณ์ใหม่ทุก 6 เดือน สวนนงนุชจัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา เติมสีสันท่องเที่ยวไทย

วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ สวนนงนุชพัทยา ได้จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา จำนวน 9 ต้น ในเวลา 09.00 น. สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส “พิธีกรรมที่มีชีวิต” ซึ่งจัดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น

โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะผู้บริหารร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง และได้นิมนต์ พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมพระสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

“ธงมนตรา” เป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนา ตามความเชื่อของชาวพุทธในแถบเนปาล ทิเบต และภูฏาน โดยเชื่อว่าเมื่อสายลมพัดผ่าน จะนำพาคำอธิษฐานและพรดี ๆ แผ่กระจายออกไปสู่ทุกผู้คน กลายเป็นภาพบรรยากาศที่ทั้งสวยงามและเปี่ยมด้วยความหมาย จนกลายเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาตนเอง”

นอกจากนี้ สีทั้ง 5 บนผืนธงยังสะท้อนความเชื่อเรื่องสมดุลของธรรมชาติ ได้แก่ สีแดงแทนธาตุไฟ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีเขียวแทนไม้ สีขาวแทนโลหะ และสีเหลืองแทนดิน ซึ่งเมื่อปลิวไหวพร้อมกันในสายลม จะเกิดเป็นภาพที่งดงามและทรงพลัง เสมือนการผสานกันของธรรมชาติและศรัทธา

พิธีเปลี่ยนธงมนตราจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยเติมสีสันให้การท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำภาพลักษณ์ของสวนนงนุชพัทยา ในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

ม.รังสิต เปิดเวทีเสวนา วิทยาลัยศิลปศาสตร์ รังสิต จัดงานเสวนา เชิญกูรูจิตวิทยาแบ่งปันมุมมอง สร้างภูมิคุ้มกันใจในโลกเปลี่ยนแปลง ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางดูแลสุขภาพจิต

วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จัดเสวนา “วางใจอย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน” ดึงกูรูด้านจิตวิทยาแนะแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันใจในยุคปัจจุบัน

ภาควิชามนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จัดงานเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “วางใจอย่างมั่นคง ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแนวทางในการดูแลสุขภาพจิตให้แก่บุคลากร นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ท่ามกลางสภาวะสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงและมีความผันผวนสูง กิจกรรมเริ่มต้นด้วยการกล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กัณฐิกา ศรีอุดม หัวหน้าภาควิชามนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปิยสุดา ม้าไว คณบดีวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เป็นประธานในพิธีเปิด โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของศาสตร์ทางมนุษยศาสตร์ในการช่วยให้มนุษย์เข้าใจตนเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสมดุลในโลกยุคใหม่

ไฮไลท์สำคัญของการเสวนาอยู่ที่การแบ่งปันมุมมองและทักษะการบริหารจัดการใจจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ 2 ท่าน ได้แก่ นายแพทย์ชนินทร์ สกุลอิสริยาภรณ์ และ คุณภาสุร จึงแย้มปิ่น นักจิตวิทยาการปรึกษา โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อารีลักษณ์ สินธพพันธุ์ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา ประเด็นสำคัญที่ได้จากการเสวนาในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้มแข็งจากภายใน (Resilience) การรู้จักเท่าทันอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และการปรับทัศนคติเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามแนวทางปฏิบัติจริงในช่วงท้ายกิจกรรม การจัดเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจวิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีและวุฒิภาวะทางอารมณ์ให้แก่ประชาคมรังสิต เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขและมั่นคง ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

เปิดเวทีความดีระดับชาติ!! ศูนย์คุณธรรม ปลุกพลังสื่อสร้างสรรค์ ผ่าน THAILAND MORAL AWARDS 2025 ชวนร่วมส่งผลงาน 8 สาขา สร้างแรงบันดาลใจความดี จุดประกายสังคมคุณธรรมไทย

ศูนย์คุณธรรม ขยายผลต้นแบบความดี THAILAND MORAL AWARDS 2025 เชิญชวนร่วมส่งผลงานสื่อสร้างสรรค์รวม 8 สาขา จุดประกายเมืองไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เดินหน้าขยายผลสื่อสร้างสรรค์เพื่อปลูกฝังค่านิยมความดีสู่สังคม จัดแถลงข่าวเปิดตัวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ประเภทสื่อ โดยเปิดรับสมัครผลงานที่ถ่ายทอดเรื่องราวความดีผ่านการเล่าเรื่องที่ทรงพลังและสะท้อนคุณค่ารวม 8 สาขา พร้อมเปิดพื้นที่รางวัลประเภทบุคคล ชุมชน และองค์กร ให้แก่ภาคีเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนงานร่วมกับศูนย์คุณธรรมมาตลอด 15 ปี เพื่อเชิดชูเกียรติ สร้างกำลังใจ และเสริมสร้างเครือข่ายความดีให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

รศ. นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เปิดเผยว่า ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มุ่งหน้าสนับสนุนการส่งเสริมคุณธรรมในสังคม ผ่านการขับเคลื่อนด้านคุณธรรมที่หลากหลาย ขานรับกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนในทุกมิติ และในทุกช่วงวัยให้เป็นทั้งคนดี เก่ง และมีคุณภาพ เสริมสร้างความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และสุขภาวะที่ดี ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคดิจิทัลที่มีความเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยให้ความสำคัญกับ “คุณธรรม” หรือ “ความดี” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งความสันติสุข ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรมได้จัดการมอบรางวัลระดับประเทศ THAILAND MORAL AWARDS มาตั้งแต่ปี 2564 ภายใต้แนวคิด "คนดีมีพื้นที่ยืน ความดีมีพื้นที่ในสังคม" เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลหรือหน่วยงานที่เป็นต้นแบบคุณธรรมในด้านต่าง ๆ เช่น ความซื่อสัตย์ ความพอเพียง ความสุจริต จิตอาสา ความกตัญญู และการทำความดีในทุกแง่มุม ให้เป็นแบบอย่างของสังคม เพิ่มพื้นที่ความดีให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งในสังคมไทยและนานาประเทศ สำหรับการคัดเลือกรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ศูนย์คุณธรรมจะดำเนินการพิจารณาจากสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมที่มีแนวคิด เนื้อหาและรูปแบบที่ส่งเสริมคุณธรรม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่ประจักษ์แก่ชุมชน สังคม หรือสื่อสาธารณะ จำนวน 8 สาขา ประกอบด้วย ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง หนังสือ รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ และสื่อดิจิทัล 

ทั้งนี้ ในวาระการครบรอบ 15 ปี ของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) การดำเนินรางวัลประเภทบุคคล ประเภทชุมชนและองค์กร จึงมุ่งเน้นการยกย่องเชิดชูและการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายคุณธรรมทั่วประเทศ โดยจะพิจารณาคัดเลือกจากเครือข่ายทางสังคมที่ดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนของศูนย์คุณธรรม 6 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายภาครัฐ เครือข่ายภาคเอกชน เครือข่ายการศึกษา เครือข่ายศาสนา เครือข่ายชุมชนและประชาสังคม และเครือข่ายสื่อมวลชน เพื่อเป็นการให้กำลังใจ ยกย่องผู้ทำงานด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่อง และสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น “ศูนย์คุณธรรมเชื่อมั่นว่า ความดีสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ และคนดีมีส่วนสร้างสังคมให้สงบสุขและยั่งยืนได้ ศูนย์คุณธรรมจึงมุ่งมั่นในการส่งเสริมและสนับสนุนความเป็นพลเมืองดีของคนไทย ให้เกิดการยึดมั่นในศีลธรรม เคารพกฎหมายและสิทธิผู้อื่น มีจิตสาธารณะเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม มีความซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อหน้าที่ และส่งต่อพลังบวกด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รางวัล THAILAND MORAL AWARDS นอกจากจะยกย่องและสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้ที่ยึดมั่นในการทำความดีแล้ว ยังถือเป็นการจุดประกายให้ทุกคนตระหนักถึงความดี สร้างพื้นที่ให้คนดีมีที่ยืน ให้ความดีมีพื้นที่ในสังคม สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สาธารณชน เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณธรรม ให้ประเทศไทยมีความสันติสุขพร้อมการพัฒนาที่ยั่งยืน” รศ. นพ.สุริยเดว กล่าว

ในงานแถลงข่าวรางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025  ยังมีกิจกรรมเสวนา จากผู้ได้รับรางวัลในปี 2024 ผู้แทนรางวัลประเภทบุคคล คุณวิชญาดา รักกสิกร ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Heart 2 Heart Charity ที่ชวนเยาวชนทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ผู้แทนรางวัลประเภทชุมชนและองค์กร จากฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คุณเอื้องพร เผ่าเจริญ ผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลด้านทรัพยากรบุคคล และผู้แทนรางวัลประเภทสื่อ โดย คุณพรวิรุณ แก้วทอง Director of learning business บริษัท T&B Media Global Thailand จาก แอนิเมชันซีรีส์ สติมา “เณรน้อยอัจฉริยะ” รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ประกาศผลการคัดเลือกในเดือนสิงหาคม 2569 และมีพิธีมอบรางวัล ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ขอเชิญชวนผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ทั้ง 8 สาขาร่วมส่งผลงานชิงโล่รางวัล และเกียรติบัตร รางวัล THAILAND MORAL AWARDS 2025 ได้ที่ www.thailandmoralawards.com หรือสมัครด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ หรือ Facebook ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานสื่อสารและรณรงค์ทางสังคม ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โทร. 061 615 6652, 063 335 5746, 0 2644 9900 ต่อ 510-512 และ 0 2184 2728-32 

 

ปตท. สนับสนุนบอลไทย มอบเงิน 25 ล้านบาทหนุนสมาคม ร่วมโครงการ 1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ ปีที่ 3 ของการสนับสนุนกีฬาไทย ยกระดับสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มอบเงิน 25 ล้านบาท หนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ

"มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

รับมอบเงินเงินสนับสนุน จำนวน 25 ล้านบาท จาก นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

สำหรับการสนับสนุนของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถือเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือของกลุ่มบริษัท ปตท. ที่ให้การสนับสนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้โครงการ 1 กีฬา 1 รัฐวิสาหกิจ พลัส ปีละ 50 ล้านบาท รวมระยะเวลา 4 ปี รวมเป็นเงิน 200 ล้านบาท โดยปี 2569 เป็นปีที่ 3 ของการสนับสนุน เพื่อเสริมศักยภาพกีฬาไทยสู่สากล

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1CqAhNNvh9/

“ซานย่า” จัดเอเชียนบีชเกมส์!! พร้อมสนามแข่ง 8 แห่ง แข่งวอลเลย์บอล-ฟุตบอลชายหาด นักกีฬาจาก 45 ชาติลงทะเบียนแล้ว มาสคอตย่าย่าสื่อวัฒนธรรมท้องถิ่น

ซานย่าพร้อมเต็มร้อย จัดเอเชียนบีชเกมส์ สนามแข่งขันเสร็จสมบูรณ์ทุกแห่ง

คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 "ซานย่า 2026"

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน การแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 กำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ เมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยขณะนี้สถานที่จัดการแข่งขันทั้ง 8 แห่งได้เตรียมความพร้อมอย่างสมบูรณ์แล้ว เพื่อรองรับมหกรรมกีฬาครั้งนี้อย่างเต็มรูปแบบ

การแข่งขันเอเชียนบีชเกมส์ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-30 เมษายนนี้ ถือเป็นมหกรรมกีฬาหลายประเภทระดับนานาชาติรายการใหญ่ครั้งแรกในมณฑลไห่หนาน นับตั้งแต่ท่าเรือการค้าเสรีไห่หนานเปิดดำเนินงานศุลกากรแบบพิเศษ โดยทัพนักกีฬากว่า 1,790 คน จาก 45 คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติทั่วภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันใน 14 ชนิดกีฬา (15 ประเภทกีฬา) เพื่อลุ้นเหรียญทองรวมทั้งสิ้น 62 เหรียญในรายการนี้

ผู้จัดการแข่งขันเปิดเผยว่า สถานที่จัดการแข่งขันทั้ง 8 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่รวมประมาณ 280,000 ตารางเมตร พร้อมรองรับผู้ชมได้ราว 10,150 ที่นั่ง และขณะนี้มียอดจำหน่ายบัตรเข้าชมแล้วเกือบ 118,000 ใบ โดยสถานที่จัดการแข่งขัน 6 แห่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่ง "Coconut Dream Corridor" ของอ่าวซานย่า ส่วนอีกแห่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำซานย่า และอีกหนึ่งแห่งอยู่ในศูนย์กีฬาซานย่า พร้อมรองรับการแข่งขันในครั้งนี้อย่างสมบูรณ์

การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาด แฮนด์บอลชายหาด และปีนผา จะจัดขึ้นบริเวณแหลมเทียนหยาไหเจี่ยว ขณะที่การแข่งขันฟุตบอลชายหาด เทคบอลชายหาด มวยปล้ำ-ยูยิตสูชายหาด กาบัดดี้ชายหาด กรีฑาชายหาด เรือใบ ว่ายน้ำ-วิ่ง และว่ายน้ำ จะจัดขึ้นตามแนวชายหาดอ่าวซานย่าระยะทาง 22 กิโลเมตร รวมถึงน่านน้ำในบริเวณดังกล่าว ส่วนการแข่งขันเรือมังกรจะจัดขึ้นที่แม่น้ำซานย่า ด้านการแข่งขันบาสเกตบอล 3x3 และสนามฝึกซ้อมหลักจะอยู่ภายในศูนย์กีฬาซานย่า

เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน การเดินทางจากโรงแรมที่พักอย่างเป็นทางการและหมู่บ้านนักกีฬาไปยังสถานที่จัดการแข่งขันและสถานที่ฝึกซ้อมทุกแห่งจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที

"เทียนหยาไหเจี่ยวเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจีน ถึงขั้นมีภาพปรากฏบนธนบัตรของจีนด้วย" มาร์ติน เฟอร์นันโด มาซูร์ นักข่าวชาวอาร์เจนตินา กล่าวระหว่างการเยี่ยมชมสถานที่ พร้อมกับชื่นชมการตัดสินใจเลือกจัดการแข่งขันในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง โดยระบุว่าเป็น "การตัดสินใจที่กล้าหาญและสร้างสรรค์มาก"

การออกแบบสถานที่จัดการแข่งขันได้ผสานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์หลีและเหมียวในมณฑลไห่หนานไว้อย่างโดดเด่น ขณะที่มาสคอตประจำการแข่งขัน "ย่าย่า" (Yaya) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากละมั่งไห่หนาน ได้ถูกนำไปจัดแสดงในพื้นที่หลักของสถานที่จัดการแข่งขันทุกแห่ง นอกจากนี้ บริเวณสถานที่จัดพิธีเปิดและพิธีปิดยังมีการจัดแสดงแสงสีภายใต้แนวคิด "Deer Turning Head" โดยถ่ายทอดเรื่องราวจากตำนานท้องถิ่นที่มีชื่อเสียง เพื่อสื่อถึงเมืองซานย่า ซึ่งได้รับการขนานนามว่า "เมืองแห่งกวาง"

หวง ชุยฉิน รองผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสถานที่ของคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ซานย่า กล่าวว่า "เราไม่ได้สร้างสนามกีฬาแยกออกมา แต่เรา 'วาง' สนามแข่งขันบนชายหาดโดยตรง หลังจบการแข่งขัน โครงสร้างชั่วคราวเหล่านี้จะถูกรื้อถอน เพื่อคืนชายหาดที่บริสุทธิ์ให้แก่ประชาชนต่อไป"

ที่มา: คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนบีชเกมส์ ครั้งที่ 6 "ซานย่า 2026"

มจธ.ลุยไม้วิศวกรรม!! เสนอวัสดุทางเลือกลดคาร์บอน เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย ตอบโจทย์อุตสาหกรรมก่อสร้าง รองรับมาตรฐานยุโรป-ญี่ปุ่น

มจธ. ยกระดับ “ไม้วิศวกรรม” ทางเลือกใหม่อุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อความยั่งยืน ลดคาร์บอน - เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจไทย  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ปัจจุบันทั่วโลกหันมาใส่ใจกับภาวะโลกเดือดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี อุตสาหกรรมก่อสร้างกำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะจากการผลิตเหล็กและคอนกรีตซึ่งใช้พลังงานสูงและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก จนเกิดคำถามว่าจะมีอะไรมาทดแทนเพื่อให้โลกยั่งยืนได้บ้าง คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่วัสดุสังเคราะห์ชนิดใหม่ แต่คือ“ไม้ทางวิศวกรรม” (Engineered Wood) วัสดุจากทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกยกระดับด้วยเทคโนโลยี จนกลายเป็นอีกทางเลือกสำคัญของงานโครงสร้างอาคารในอนาคต

ดร.กสาน จันทร์โต อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ปัจจุบันโลกไม่ได้มองเรื่องวัสดุก่อสร้างเฉพาะคุณสมบัติด้านความแข็งแรง สามารถนำไปสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้หรือไม่เท่านั้น แต่มองลึกไปถึงผลกระทบตลอดห่วงโซ่ของวัสดุ ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การก่อสร้าง ไปจนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว จึงทำให้นวัตกรรมไม้วิศวกรรมกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

“ไม้วิศวกรรม หรือ Engineered Wood ไม่ใช่ไม้เทียมหรือพลาสติกเลียนแบบไม้ แต่คือผลิตภัณฑ์ไม้ที่ผลิตขึ้นจากการนำส่วนประกอบต่าง ๆ ของไม้ธรรมชาติ เช่น แผ่นไม้บาง, ชิ้นไม้สับ, เศษไม้ หรือเส้นใยไม้ มาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณสมบัติด้วยเทคนิคทางวิศวกรรม ภายใต้สภาวะควบคุมทั้งด้านแรงดันและอุณหภูมิ เพื่อให้ได้วัสดุที่มั่นคงแข็งแรง และใช้งานได้แม่นยำกว่าไม้ธรรมชาติทั่วไป จุดเด่น คือ ช่วยลดข้อจำกัดของไม้จริง ทั้งเรื่องการบิดงอ รอยร้าว รวมถึงทลายข้อจำกัดเรื่องขนาดของแผ่นไม้จากธรรมชาติได้ ทำให้สามารถผลิตเป็นชิ้นส่วนที่ยาวและใหญ่ขึ้นได้ รับน้ำหนักได้ดีขึ้น และนำไปใช้ในงานโครงสร้างได้หลากหลายขึ้น” ดร.กสาน กล่าวเพิ่มเติมถึงคุณสมบัติของไม้ทางวิศวกรรม

ไม้วิศวกรรมที่ใช้กันทั่วไปมีหลายประเภท เช่น ไม้ประสานด้วยกาว (Glulam) ที่นิยมใช้ทำคานและเสา, ไม้ประสานไขว้ชั้น (CLT) ที่เปรียบเสมือนคอนกรีตไม้, ไม้อัด (Plywood), และแผ่นชิ้นไม้อัดสลับลาย (OSB) เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การนำขี้เลื่อยมาผสมพลาสติกรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นชิ้นส่วนโครงสร้างจุดแข็งสำคัญของวัสดุชนิดนี้คือมีความแข็งแรงต่อน้ำหนักสูง น้ำหนักเบากว่าเหล็กและคอนกรีต ติดตั้งง่าย ทนไฟได้ดี และยังช่วยกันความร้อนกับเสียงได้ตามธรรมชาติ จึงกลายเป็นอีกทางเลือกสำคัญของงานก่อสร้างยุคใหม่ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และความยั่งยืน

“อีกจุดเด่นสำคัญของไม้วิศวกรรม คือ เป็นวัสดุที่ให้ความแข็งแรงสูงเมื่อเทียบกับน้ำหนัก ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าเหล็กและคอนกรีต ติดตั้งได้ง่าย ใช้เครื่องจักรหนักน้อยลง และช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างได้มาก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติทนไฟได้ดี ช่วยป้องกันความร้อนและเสียงได้ตามธรรมชาติ ส่งผลให้ไม้วิศวกรรมกลายเป็นอีกทางเลือกสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้างยุคใหม่ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นในการออกแบบ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับงานก่อสร้างไทยให้ก้าวทันมาตรฐานสากลเช่นเดียวกับโครงการอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรปและญี่ปุ่น” ดร.กสาน กล่าวเสริม

แม้ “ไม้วิศวกรรม” จะถูกมองว่าเป็นวัสดุแห่งอนาคตของวงการก่อสร้าง แต่ยังคงมีความเชื่อเดิมว่าการใช้ไม้เท่ากับการตัดไม้ทำลายป่า ในความจริงแล้ว การใช้ไม้เพื่อการก่อสร้างในปัจจุบัน มุ่งเน้นที่การใช้ไม้โตเร็ว หรือไม้ปลูกทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มาจากการตัดไม้ในป่าธรรมชาติ การใช้ไม้เศรษฐกิจในระบบปัจจุบันสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีแบบแผนและคุ้มค่าได้ โดยเฉพาะในมิติของการรับมือกับปัญหาโลกร้อน เพราะไม้เป็นวัสดุที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน เมื่อนำต้นไม้ที่โตเต็มที่มาแปรรูปเป็นไม้วิศวกรรมเพื่อใช้ในอาคาร ก็เท่ากับการเก็บคาร์บอนไว้ในโครงสร้างได้นานหลายสิบปี ขณะเดียวกัน หากมีการปลูกทดแทนอย่างต่อเนื่อง ก็จะเกิดวงจรการดูดซับคาร์บอนรอบใหม่ที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น

“อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของไทย คือการนำไม้จากป่าปลูกเศรษฐกิจ เช่น ไม้ยางพารา มาพัฒนาเป็นวัสดุไม้วิศวกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า จากเดิมที่เคยขายได้ในราคาต่ำหรือกลายเป็นวัสดุเหลือใช้ ก็สามารถยกระดับเป็นวัสดุก่อสร้างมูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ได้มากขึ้น นั่นหมายความว่าไม้วิศวกรรมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสร้างอาคารให้แข็งแรงหรือสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคก่อสร้างเข้าด้วยกัน ผ่านการใช้ทรัพยากรของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอนอย่างจริงจังมากขึ้นทุกวัน” ดร.กสาน กล่าว

อย่างไรก็ตาม การผลักดันไม้วิศวกรรมในประเทศไทยยังมีความท้าทายอีกมาก ทั้งการพัฒนามาตรฐานการออกแบบและก่อสร้าง การปรับปรุงกฎหมายและข้อกำหนดด้านอาคารให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด ตลอดจนการเตรียมห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้พร้อมต่อการเติบโตในอนาคต เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวจะเกิดขึ้นไม่ได้จากแนวคิดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งองค์ความรู้ มาตรฐาน ระบบอุตสาหกรรม และนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจนเข้ามารองรับ หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างจริงจัง ไม้วิศวกรรมจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องเฉพาะทางของวงการก่อสร้างเท่านั้น แต่ควรถูกมองในฐานะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญของประเทศในการเพิ่มมูลค่าทรัพยากร ลดการปล่อยคาร์บอน และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เดินไปในทิศทางเดียวกับโลกอนาคต

PM2.5 วิกฤตซ้ำ!! ฝุ่นพิษ PM2.5 ระดับรุนแรงทั่วภาคเหนือ 'สุกฤษฏิ์ชัย' กฎหมายอากาศสะอาดส่อดับ หากรัฐบาลไม่ยืนยันภายใน 13 พ.ค. เรียกร้องรัฐบาลเร่งทำงานหยุดซ้ำซ้อน

นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ และอดีตที่ปรึกษากรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดกำลังเผชิญความเสี่ยงถูกปัดตก หากไม่มีการยืนยันจากฝ่ายรัฐบาลต่อฝ่ายนิติบัญญัติภายในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ฝุ่นควันพิษ PM2.5 ยังคงอยู่ในระดับรุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือที่ค่าเฉลี่ยดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) พุ่งสูงในระดับวิกฤต และบางจังหวัดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับยังคงมีการเผาในที่โล่งอย่างต่อเนื่อง การปล่อยมลพิษจากระบบขนส่งที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงปัญหาหมอกควันข้ามแดนที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ สะท้อนว่าประชาชนยังต้องเผชิญกับอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในทุกวัน กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กฎหมายสำคัญกลับยังไม่สามารถเดินหน้าได้ และอาจถูกปล่อยให้ตกไปโดยปริยาย

นายสุกฤษฏิ์ชัย ระบุต่อว่า แม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลจะมีข้อจำกัดด้านอำนาจหน้าที่ในช่วงรักษาการ หรือความไม่แน่นอนของนโยบายและทิศทางในการแก้ไขปัญหา แต่ในขณะนี้รัฐบาลมีอำนาจเต็มแล้ว กลับยังไม่เห็นทิศทางหรือความจริงจังในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

อีกทั้งการปล่อยให้ร่างกฎหมายสำคัญเสี่ยงตกสภาในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่เพียงเป็นสัญญาณที่น่ากังวล แต่ยังสะท้อนถึงการขาดความรับผิดชอบต่อ “สิทธิในลมหายใจบริสุทธิ์และอากาศสะอาด” ของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เลิกตั้งคณะกรรมการซ้ำซ้อน และหันมาสั่งการแก้ไขปัญหาโดยทันที นำเทคโนโลยีมาใช้คลี่คลายสถานการณ์ รวมถึงเร่งตัดสินใจผลักดันกฎหมายโดยไม่ให้ล่าช้าไปมากกว่านี้

กรมพัฒนาฝีมือฯ ลุยอบรม ชวนเด็กจบใหม่ฝึกโลจิสติกส์สินค้าอันตราย อบรมฟรี 50 คน เน้นตลาดแรงงาน CLMVT สอนมาตรฐานสากล รับรองมีงานทันที เพิ่มทักษะเฉพาะทาง เสริมรายได้ดี

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ชวนเด็กจบใหม่ อบรมโลจิสติกส์สินค้าอันตรายข้ามแดน CLMVT ฝึกฟรี จบแล้วมีงานทำทันที

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ผนึกกำลังสมาคมผู้ประกอบธุรกิจวัตถุอันตราย (HASLA) เปิดอบรมหลักสูตร “การจัดการโลจิสติกส์สินค้าอันตราย เพื่อการขนส่งข้ามแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง CLMVT” มุ่งพัฒนาทักษะแรงงานรองรับสายงานรายได้ดีที่ตลาดต้องการ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นการจัดการการเคลื่อนย้ายสินค้า ข้อมูล และทรัพยากร ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมทั้ง เวลา ต้นทุน และความปลอดภัย เพื่อให้สินค้าไปถึงลูกค้าได้ ถูกที่ ถูกเวลา และคุ้มค่า โดยเฉพาะการจัดการสินค้าอันตราย ซึ่งเป็นทักษะเฉพาะทางที่ยังขาดแคลนในตลาดแรงงาน ซึ่งถ้าแรงงานมีทักษะในด้านนี้จะทำให้มีโอกาสได้งานสูง และค่าตอบแทนดีกว่างานทั่วไป การจัดอบรมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้ทั้งด้านมาตรฐานสากล ความปลอดภัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ และรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนในภูมิภาค CLMVT กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และมีการค้าขายระหว่างกันสูง โดยเฉพาะไทยที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” เชื่อมโยงสินค้าไปยังประเทศรอบข้าง

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการจัดการสินค้าอันตรายตามมาตรฐานสากล ADR การบริหารจัดการโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) มาตรฐานการขนส่ง Q-mark การประยุกต์ใช้ Smart Technology ในงานขนส่งสินค้าอันตราย ความปลอดภัย การจัดทำเอกสาร Safety Data Sheet (SDS) และกฎหมายการขนส่งข้ามแดน ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นในการทำงาน โดยเปิดรับสมัครเพียง 50 คนเท่านั้น ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีอายุไม่เกิน 28 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา หรือเป็นผู้ว่างงานไม่อยู่ระหว่างการศึกษาต่อ ทั้งนี้ การอบรมจัดในรูปแบบออนไลน์ผ่านระบบ Google Meet ภาคทฤษฎี ระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 11 กรกฎาคม 2569 และภาคปฏิบัติระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2569 ในสถานประกอบกิจการ

“สมัครเข้าร่วมอบรมได้ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2569 ผ่านลิงก์ https://q.me-qr.com/z34th361 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09 9248 9598 โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับทักษะเฉพาะทาง สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล” อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top